เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 125 หวงสือ: ทำไมแกถึงยังมีหลักฐานอยู่อีก?

บทที่ 125 หวงสือ: ทำไมแกถึงยังมีหลักฐานอยู่อีก?

บทที่ 125 หวงสือ: ทำไมแกถึงยังมีหลักฐานอยู่อีก?


บทที่ 125 หวงสือ: ทำไมแกถึงยังมีหลักฐานอยู่อีก?

มีเสียงสะท้อนดังออกมาจากลำโพง

“เรื่องนี้...ส่วนตัวฉันค่อนข้างเคารพในความเห็นทางคดีของทนายความ”

“ขอ...”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น จางเหว่ยก็รีบคว้าโทรศัพท์ไปแล้วเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรนว่า

“คุณเหอ ผมจางเหว่ยครับ!”

“ลูกความของพวกเรามีความจริงใจในการขอขมามาก พวกเขายินดีที่จะรับผิดชอบค่าเสียหายในราคาที่สูงมาก!”

“คุณก็รู้นี่ครับว่าคดีอาญาไม่สามารถใช้อารมณ์ตัดสินได้ ทางครอบครัวไม่ควรปล่อยให้ความแค้นมาบดบังดวงตา!”

“หยางฮวนยังเด็ก ปีนี้เพิ่งจะอายุ 14 ปีเท่านั้น หากตอนนี้เขาถูกความโกรธแค้นบดบังดวงตาจนทำอะไรหุนหันพลันแล่นโดยไม่ยอมรับค่าเสียหาย แล้วชีวิตในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร?”

“ลองคิดดูดีๆ นะครับ ต่อจากนี้ไปหยางฮวนจะไม่มีใครคอยสนับสนุนเขาอีกแล้ว ไหนจะเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องแต่งงาน...ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น!”

เขาไม่ได้กำลังพูดจาหว่านล้อมอย่างไร้เหตุผล

แท้จริงแล้วเหตุผลที่เหอเหมี่ยวเคยโน้มเอียงไปทางยอมความก็เพราะเรื่องนี้เอง

เมื่อไร้ครอบครัวและยังไม่มีเงินชดเชย เส้นทางชีวิตของหยางฮวนย่อมยากลำบากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เขาจะกลายเป็นเหมือนเด็กกำพร้าคนอื่นๆ หรืออาจจะแย่กว่าเสียด้วยซ้ำ

ดังนั้นการมีเงินชดเชยย่อมหมายความว่าชีวิตส่วนตัวของฝ่ายนั้นจะมีความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตได้มากกว่า

เพียงแต่น่าเสียดาย...

“ขออภัยด้วยค่ะ”

“ทนายความคะ เมื่อ 10 นาทีก่อน ทนายความฝ่ายคดีแพ่งของฝั่งดิฉันได้ตกลงกับครอบครัวผู้เสียหายเรียบร้อยแล้วค่ะ”

เหอเหมี่ยวตอบกลับมาว่า

“พวกเขา...”

“ก่อนเริ่มการพิจารณาคดี ทางเราจะไม่รับการขอขมาในทุกรูปแบบค่ะ”

สิ้นเสียง

เหอเหมี่ยวก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อและวางสายไปทันที

ภายในห้องประชุมกว้างขวาง เหลือเพียงเสียงสัญญาณสายหลุดที่ดังแว่วไปมา

ในชั่วขณะที่มึนงง

เวลาราวกับหยุดนิ่งอยู่ภายในห้องประชุมแห่งนี้ ไม่มีใครขยับตัว ราวกับทุกคนกลายเป็นรูปปั้นไปแล้ว

เมื่อ 10 นาทีก่อน ทนายความฝ่ายโจทก์และหยางฮวนได้บรรลุข้อตกลงตรงกันว่า...

ก่อนเริ่มการพิจารณาคดีจะไม่รับการขอขมาทุกรูปแบบ...

คำพูดเหล่านี้เปรียบดั่งเข็มที่ทิ่มแทงก้องอยู่ในความคิดของทุกคน

ชัดเจนมากว่าไอ้ทนายจอมแสบนั่นเดาทางฝ่ายจำเลยไว้ล่วงหน้าแล้ว และรู้ว่าถึงตอนนี้พวกเขาก็ต้องมาขอความเมตตา...

เหมือนกับในการพิจารณาคดีช่วงบ่ายที่ฝ่ายนั้นรู้อยู่แล้วว่าฝ่ายจำเลยจะต้องรับสารภาพ

ในชั่วพริบตาเดียว

ดวงตาของจางเหว่ยก็ปรากฏเส้นเลือดฝอย

สีหน้าของเขาดูไม่ได้ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น เขาฟาดข้าวของบนโต๊ะลงพื้นอย่างแรง

“ไอ้เดรัจฉาน! ไอ้เดรัจฉาน!!!”

“หัวหน้าครับ พูดกันตามตรง เราทำแบบนี้จะไม่เป็นการบีบให้เขาจนตรอกจนสู้ตายหรือครับ?”

“หึ ต่อให้สู้ตาย เขาก็ต้องมีปัญญาข้ามกำแพงมาให้ได้เสียก่อน”

เวลา 17:15 น.

ณ เมืองลวี่เซิน ถนนหัวจู้ ภายในสำนักงานทนายความ 'โฮ่วเต๋อ'

แสงยามเย็นปรากฏขึ้น

รัศมีสีทองส่องกระทบเข้ามาในสำนักงาน

ในโถงต้อนรับของสำนักงานที่ดูเงียบเหงา

สวี่เต๋อซึ่งเพิ่งวางสายจากผู้ปกครองตามกฎหมายอย่างเหอเหมี่ยว กำลังนั่งอยู่บนโซฟา ใบหน้าเผยรอยยิ้มจางๆ

ใช่แล้ว

เขาคาดเดาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจางเหว่ยจะดำเนินมาตรการอย่างไร

นี่ไม่ใช่เรื่องที่เดายากอะไรเลย

ประการแรก จำเลยได้รับสารภาพแล้ว ซึ่งในทางนิตินัยถือเป็นข้อเท็จจริงที่สรุปไว้แล้ว ต่อให้ฝ่ายนั้นจะกัดฟันพูดว่าตนไม่รับสารภาพภายหลังก็ไร้ผล เว้นเสียแต่จะหาหลักฐานมัดตัวที่ปฏิเสธไม่ได้มาได้ แต่ชัดเจนมากว่าในคดีนี้ไม่มีสิ่งนั้นอยู่

เมื่อไม่มีทางอื่น ก็เหลือเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้น

นั่นก็คือการขอลดโทษ!

การลดโทษอาศัยเพียงสองสิ่ง คือ 'หนังสือยินยอม' บวกกับ 'บทบัญญัติแห่งกฎหมาย'

ในแง่ของกฎหมาย ฝ่ายนั้นพยายามเล่นงานโดยใช้ 'กฎหมายคุ้มครองเยาวชน' แต่หลังจากถูกซุนเมี่ยวหัวเปิดโปงไป ก็เห็นได้ชัดว่าหนทางที่จะขอลดโทษได้หมดสิ้นไปแล้ว

ท้ายที่สุดแล้ว การลดโทษตามกฎหมายก็ไม่พ้นเรื่อง 'พฤติการณ์พิเศษ' กับ 'อายุ'

หลิวจิ้งฉีเป็นกรณีฆ่าคนตายโดยเจตนาทางอัตวิสัย ไม่มีพฤติการณ์พิเศษใดๆ และเรื่องอายุเองก็ถูกตีตกไป ดังนั้นหนทางลดโทษด้วยกฎหมายจึงใช้ไม่ได้ผล

สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ...

“เหลือแค่หนังสือยินยอมเท่านั้น!”

“ตราบใดที่มีหนังสือยินยอม หลิวจิ้งฉีจะไม่มีทางได้รับโทษประหารชีวิตทันทีอย่างแน่นอน อย่างเลวร้ายที่สุดก็แค่โทษประหารชีวิตรอลงอาญา!”

สวี่เต๋อเอ่ยขึ้นช้าๆ

โทษประหารชีวิตรอลงอาญาและโทษประหารชีวิต แม้ผิวเผินจะต่างกันเพียงคำเดียว

แต่ในความเป็นจริงกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว โทษประหารชีวิตรอลงอาญานั้นแทบจะเทียบชั้นได้กับการจำคุกตลอดชีวิตเลยทีเดียว

โดยทฤษฎีแล้ว โทษประหารชีวิตรอลงอาญาคือโทษจำคุกที่ต้องระมัดระวังตัวไม่ให้ทำผิดกฎเพิ่ม หลิวจิ้งฉียังอายุน้อย ในคุกจะได้รับการผ่อนปรนลดโทษให้

เมื่อลดจากโทษประหารชีวิตรอลงอาญาเป็นตลอดชีวิต และลดจากตลอดชีวิตเป็นจำคุกตามวาระ สุดท้ายคาดว่าอีก 20 ปีก็คงออกมาได้แล้ว

เธอมีชีวิตรอด แต่หยางเจียเล่อกับจ้าวลี่ล่ะ?

สองชีวิตที่สดใส สองเดือนก่อนยังดิ้นรนเพื่อชีวิตอยู่เลย แต่สองเดือนให้หลัง กลับกลายเป็นสภาพนี้เสียแล้ว

ซ้ำร้าย...

หลังจากหลิวจิ้งฉีออกจากคุก เธอไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องงานหรือการใช้ชีวิตเลย

กฎหมายไม่สามารถตัดสิทธิ์การรับมรดกที่เธอมีต่อคู่สามีภรรยาหลิวหย่งและไช่เฟยได้อย่างเด็ดขาด และในเมื่อทั้งสองคนไม่มีบุตร มรดกในอนาคตก็จะตกเป็นของหลิวจิ้งฉีอยู่ดี

“สวรรค์ก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่”

“ถึงได้คอยปกป้องไอ้พวกเดรัจฉานแบบนี้ไว้เสมอ”

สวี่เต๋อนั่งอยู่บนโซฟาในโถงสำนักงาน ใบหน้ามีความสะท้อนใจเล็กน้อย

หลิวจิ้งฉีโชคดีจริงๆ

ตอนอยู่ที่อำเภอเหลียนซานทำให้เด็กชายวัย 3 ขวบหายตัวไป...ซึ่งน่าจะเสียชีวิตแล้ว แต่กลับหนีรอดออกมาได้เอง

หลังจากหนีมาได้ พ่อค้ามนุษย์กลับนำไปขายให้สถานสงเคราะห์ ไม่ใช่พวก 'ขอทาน' 'ขโมย' หรือ 'พวกวิตถาร'

ยิ่งไปกว่านั้น สถานสงเคราะห์ยังส่งเธอไปให้คู่สามีภรรยาที่ไม่มีบุตรและร่ำรวยอย่างหลิวหย่งกับไช่เฟยอุปการะอีก

แม้แต่ตอนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตรอลงอาญา ปัญหาที่หนักหนาที่สุดอย่างการ 'เข้าสู่สังคมสมัยใหม่' หรือการหางานทำก็ไม่ต้องกังวล เพราะหลิวหย่งทิ้งเงินก้อนโตไว้ให้เธอ

สรุปแล้ว คนๆ นี้ราวกับเป็นลูกรักของสวรรค์

เกิดมาดวงดีจริงๆ!

แต่ทว่า...

“ผมไม่ใช่พวกเชื่อเรื่องดวง”

สวี่เต๋อยิ้ม เขาจ้องมองหลักฐานนานาชนิดในมือที่เตรียมไว้ล่วงหน้านานแล้ว

เขาไม่เชื่อเรื่องดวง เชื่อแค่ตัวเองเท่านั้น

“เอาละ พวกคุณกลับไปพักผ่อนกันเถอะ”

“พวกเราเล่นงานศาลไปแบบนั้น...ฝ่ายนั้นมีแนวโน้มสูงที่จะให้หน่วยงานตุลาการเร่งรัดและคัดกรองหลักฐานโดยด่วน”

“ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ภายใน 3 วัน คดีจะกลับมาพิจารณาอีกครั้ง”

รายงานผลตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกทางสายเลือดสำหรับคนทั่วไปอาจต้องใช้เวลาถึง 6 วัน

แต่ถ้าทางศาลร้อนใจพอ... การเร่งรัดของตุลาการจริงๆ แล้ววันเดียวก็เสร็จ

ในอนาคต ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า บางทีอาจไม่ถึงวันด้วยซ้ำ รายงานผลตรวจก็สามารถถือไว้ในมือได้ทันทีภายในวันนั้นเลย

สิ่งที่เรียกว่า 3 วันนั้น จริงๆ แล้วถือว่าเป็นการคาดการณ์ที่เผื่อเหลือเผื่อขาดไว้เยอะมาก

ส่วนใหญ่ให้เวลาศาลใช้ในการรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบ รวมถึงให้คณะกรรมการตุลาการได้ประชุมหารือเรื่องการกำหนดบทลงโทษ

ดังนั้น...

“กลับไปพักผ่อนเถอะ มีอะไรเดี๋ยวผมติดต่อพวกคุณอีกที”

สวี่เต๋อเอ่ยขึ้น

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินเยว่และหวังเฉาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า

ถึงแม้บทบาทของพวกเขาในการพิจารณาคดีจะเป็นเพียงฝ่ายสนับสนุน แต่เอาเข้าจริงก็เหนื่อยมาก... ส่วนสวี่เต๋อที่ไม่แสดงอาการอะไรเลยนั้น ก็เพราะเขาเป็นเหมือนเหล็กไหลที่กล้ามเนื้อไม่มีวันเหนื่อยล้า

“งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”

หวังเฉาลุกขึ้นยืน หาวออกมาหนึ่งครั้ง ก่อนจะเดินออกไปด้านนอก

“เอี๊ยด~”

ประตูหน้าของสำนักงานถูกผลักออก

หวังเฉาเพิ่งเดินออกไปเตรียมตัวกลับ แต่จู่ๆ ฝีเท้าของเขาก็หยุดชะงัก

เขามองเห็น...

ภายนอกสำนักงาน มีกลุ่มคนจำนวนมากกำลังเดินตรงมาที่นี่ เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายคือสำนักงานกฎหมายแห่งนี้

คนกลุ่มนี้มีทั้งคนที่ใส่เครื่องแบบตำรวจ และคนที่ใส่สูทสีดำผูกเนคไทสีแดง ส่วนสถานะคือ...

ตำรวจ? อัยการ!?

หวังเฉาใจหายวาบ เพ่งมองไปทางหัวหน้ากลุ่ม ก็พบว่าเป็นอัยการหวงสือ

ขณะนี้สีหน้าของฝ่ายนั้นดูไม่ค่อยดีนัก และกำลังนำกลุ่มคนมุ่งหน้ามาที่นี่

สมแล้วจริงๆ

‘เป็นไปตามที่หัวหน้าคาดการณ์ไว้ อัยการคงร้อนใจจนไม่แม้แต่จะเลิกงาน ตรงดิ่งมาที่สำนักงานเพื่อขอเก็บหลักฐานเลยสินะ’

หวังเฉามองดูคนเหล่านั้น เขาเอื้อมมือไปลูบคางพลางคิดในใจ

คดีนี้มันเร่งด่วนเกินไป การพิจารณาคดีที่ควรจะพิพากษาไปแล้ว กลับถูกสวี่เต๋อทำให้ต้องหยุดการพิจารณาคดีลงจนได้

จังหวะที่ผิดคาดแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่สอดคล้องกับ 'ขั้นตอน' ของสำนักงานอัยการ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ร้อนใจ

จบบทที่ บทที่ 125 หวงสือ: ทำไมแกถึงยังมีหลักฐานอยู่อีก?

คัดลอกลิงก์แล้ว