เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 เปิดศาลพิจารณาคดี

บทที่ 40 เปิดศาลพิจารณาคดี

บทที่ 40 เปิดศาลพิจารณาคดี


บทที่ 40 เปิดศาลพิจารณาคดี

...

“เชิญครับ ไม่ต้องเกรงใจที่จะไป”

ที่ประตูหน้าสำนักงานกฎหมายจินเหมา สวี่เต๋อโบกมือลาแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวของทั้งสองคนพร้อมรอยยิ้ม

หลี่โหย่วไฉและหลิวชุ่ยพ่นลมหายใจออกมาอย่างขัดใจ ก่อนจะเดินก้มหน้าจากไป

เมื่อทั้งสองลับสายตาไปแล้ว

สวี่เต๋อก็ถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะก้มลงมอง ‘หนังสือยินยอม’ และ ‘ข้อตกลงประนีประนอมคดีอาญา’ ในมือ

เอกสาร 2 ฉบับนี้มีหน้าที่อะไรกันบ้าง?

ฉบับแรกใช้ในทางคดีอาญา ซึ่งช่วยลดโทษได้ในระดับหนึ่ง ส่วนฉบับหลังใช้ในทางคดีแพ่ง เมื่อมีมันแล้ว เงินชดเชย 230,000 ที่เฉินเหว่ยเรียกร้อง ก็จะกลายเป็นเพียงความโกรธเกรี้ยวที่ไร้น้ำยาเหมือนตัวตลก

ส่วนถ้าอีกฝ่ายเปลี่ยนใจจะถอนเอกสารล่ะ...

แล้วถ้าจะบอกว่า มันถอนไม่ได้ล่ะ?

หรือจะบอกว่า หลี่โหย่วไฉไม่มีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไขที่จะยกเลิกหนังสือยินยอมและข้อตกลงประนีประนอมคดีอาญา

กฎหมายระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจะยกเลิกหนังสือยินยอมได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้ ‘กลอุบาย การข่มขู่ การคุกคาม’ หรือมี ‘ความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง’ เท่านั้น

แต่สวี่เต๋อไม่เคยใช้คำพูดคุกคามใดๆ เลย

ประการต่อมา...

กลอุบายงั้นหรือ?

“ผมก็ไม่ได้ใช้กลอุบายอะไรนี่”

“ตรงกันข้าม ผมยังพูดภาษาชาวบ้านย้ำเตือนอีกฝ่ายซ้ำๆ ว่าเขาไม่มีสิทธิ์ปกครองเด็ก และในทางกฎหมายเขาไม่มีทางได้เด็กไปครอง!”

“ดังนั้น ผู้พิพากษาก็คงไม่มีทางมองว่าหลี่โหย่วไฉเกิดความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงแน่นอน”

“ต่อให้มองว่าใช่ ก็ไม่เป็นไร”

“เพราะผมย่อมทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้!”

สวี่เต๋อพึมพำกับตัวเองขณะจ้องมองเอกสารทั้ง 2 ฉบับในมือ

เขาให้สัญญาอะไรไว้?

สิทธิ์ในการเยี่ยมเยียน

ในบันทึกเสียง หลี่โหย่วไฉพูดชัดเจนว่าเขาต้องการ ‘เจอหน้าเด็ก’

ตราบใดที่เขาทำตามสัญญา

ในแง่ของผลลัพธ์ หลี่โหย่วไฉก็ไม่ได้เสียเปรียบ ‘ความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน’ ในหนังสือยินยอมถือว่าบรรลุผลแล้ว ฝ่ายจำเลยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ศาลย่อมเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องล้มล้างสิ่งที่บังคับใช้และถูกต้องตามกฎหมายไปแล้ว

ส่วนเรื่องที่แรงจูงใจคือ ‘ต้องการเด็กไปครองทั้งหมด แต่กลับได้แค่สิทธิ์เยี่ยมเยียน...’ นั้นจะใช้เป็นเหตุผลในการกลับคำได้หรือไม่?

ไม่มีทางหรอก

แรงจูงใจที่ผิดพลาด ไม่ส่งผลต่อความสมบูรณ์ของสัญญา

“ทุกอย่างพร้อมสรรพ... เหลือแค่รอขึ้นศาลวันพรุ่งนี้”

สวี่เต๋อยิ้มบาง ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในสำนักงาน

ตอนนี้เป็นเวลา 15.00 น.

เหลือเวลาอีก 23 ชั่วโมงก่อนถึงเวลาขึ้นศาล เขายังพอมีเวลาว่างอยู่บ้าง

ถือโอกาสช่วงเวลานี้แหละ...

จัดการธุระส่วนตัวของตัวเองเสียหน่อย

“ตึก ตึก ตึก...”

สวี่เต๋อเดินกลับมาที่โถงกลาง เทกาแฟที่เย็นชืดทิ้งแล้วชงใหม่จนเต็ม 3 แก้ว จากนั้นจึงวางบนถาดแล้วเดินมุ่งหน้าไปยังห้องรับรอง

เมื่อถึงหน้าห้อง เขาขยับสะโพกเบาๆ เพื่อดันประตูให้เปิดออก

“แอ๊ด”

ประตูเปิดแล้ว

ผ่านช่องว่างของบานประตู ร่างของคนคุ้นตา 2 คนปรากฏขึ้นตรงหน้า

“กาแฟมาแล้ว ดื่มแก้ตื่นกันหน่อยนะ”

สวี่เต๋อยิ้มเดินเข้าไปข้างใน แล้วแบ่งกาแฟให้ทั้งสองคน

คนทั้งคู่เป็นชายหญิง ซึ่งก็คือหวังเฉาและหลินเยว่

คนแรกรับกาแฟไป จิบชิมรสชาติด้วยท่าทีจริงจัง ก่อนจะดื่มรวดเดียวหมดแก้ว

นี่เป็นวิธีชิมกาแฟที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา

การจิบคือการให้เกียรติสิ่งที่เรียกว่าของ 'ชั้นเลิศ' ส่วนการดื่มรวดเดียวหมดคือการให้เกียรติกระเพาะของตัวเอง!

ทางด้านหลินเยว่ เธอจิบเพียงเล็กน้อยที่ขอบแก้วด้วยท่าทางสง่างาม จากนั้นจึงมองสวี่เต๋อด้วยความสงสัย

“คุณเรียกพวกเรามามีอะไรหรือเปล่า?”

สวี่เต๋อนั่งลงตรงหน้าทั้งสองคน เผยรอยยิ้มแล้วกล่าวว่า:

“หลักๆ คืออยากจะถามพวกคุณน่ะ... ว่ามีความคิดอยากจะออกไปลุยด้วยกันไหม?”

ออกไปลุย? นั่นหมายความว่า...

จะสร้างสำนักงานกฎหมายเป็นของตัวเองงั้นเหรอ?

เมื่อได้ยินคำนี้ หลินเยว่และหวังเฉาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง โดยแสดงปฏิกิริยาที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“สร้างสำนักงานกฎหมาย? ทนายสวี่ คุณยกย่องผมเกินไปแล้ว!”

หวังเฉารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขาจัดท่าทางนั่งตัวตรง

เขารู้สึกซาบซึ้งใจ เพราะสำนักงานกฎหมายอื่นต่างรังเกียจเขา บอกว่าเขาเป็นเด็กจบจากมหาวิทยาลัยเกรด 985 ปลอมๆ แถมยังค่อนขอดว่าเขาว่าความไม่เป็นและไม่แม่นข้อกฎหมาย

แต่สวี่เต๋อต่างออกไป การที่เขาได้ร่วมงานกับอีกฝ่ายมันเป็นอะไรที่เข้าขากันได้ดีจริงๆ

เขาไม่มีวันลืมเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 10 ตอนที่ไปหมู่บ้านหลี่เจีย แล้วสวี่เต๋อชื่นชมว่าเขาปีนกำแพงเก่งและสะเดาะกุญแจเป็น

นี่มันระดับผู้รู้ใจที่หาได้ยากยิ่ง

“หากท่านไม่รังเกียจ ผมยินดีที่จะร่วมบุกเบิกงานใหญ่ไปกับท่าน!”

สวี่เต๋อยิ้มและพยักหน้า

“ถ้าคุณยินดี... งั้นผมให้หุ้นคุณ 20 เปอร์เซ็นต์”

“แบบนั้นไม่ได้หรอกครับ ทำงานเท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น ผมรู้ดีว่าตัวเองมีน้ำหนักเท่าไหร่”

หวังเฉาส่ายหน้า เขาพูดอย่างจริงจังว่า:

“คุณจะด่าทอผมด้วยถ้อยคำยังไงก็ได้ แต่จะเอาเงินมาดูถูกศักดิ์ศรีของผมไม่ได้!”

สวี่เต๋อชูนิ้วโป้งให้ “น่านับถือ!”

“แต่เรื่องนี้ไม่มีการต่อรองนะ หุ้น 20 เปอร์เซ็นต์ต้องเป็นไปตามนี้”

เขาหันไปมองหลินเยว่

สำนักงานกฎหมายไม่เหมือนกับบริษัททั่วไป สำนักงานกฎหมายแบบหุ้นส่วนทั่วไปจะเปิดได้ต้องมีทนายความ 3 คนร่วมกันก่อตั้ง ดังนั้นทั้งคู่จึงสำคัญมาก

“แล้วทนายหลินล่ะ?”

เมื่อได้ยินดังนั้น

หลินเยว่รู้สึกหวั่นไหวไม่น้อย เธอเองก็มีความคิดที่อยากจะออกไปลุยข้างนอกมานานแล้ว

เพียงแต่ว่า...

“ตอนนี้ทนายสวี่มีเงินเก็บอยู่เท่าไหร่คะ?” หลินเยว่เอ่ยถาม

“มีอยู่กว่า 3,000” สวี่เต๋อตอบอย่างเรียบเฉย

หลินเยว่ส่ายหน้า “ไม่พอค่ะ”

การจะเปิดสำนักงานกฎหมาย อย่างน้อยที่สุดเงินทุนของทั้ง 3 คนต้องมากกว่า 100,000 เงิน 3,000 นั้นไม่เพียงพออย่างแน่นอน

แต่ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้พูดอะไร หลินเยว่ก็กล่าวต่อว่า:

“แต่ฉันสามารถจ่ายให้ 150,000 โดยมีเงื่อนไขว่าฉันต้องได้หุ้น 29 เปอร์เซ็นต์”

“อีกอย่าง... คุณวางแผนจะพัฒนาสำนักงานกฎหมายยังไงคะ?”

“แหล่งคดี ลูกค้า จะเอามาจากไหน?”

แม่ของเธอเป็นผู้ก่อตั้งสำนักงานกฎหมายชั้นนำในปักกิ่ง เธอไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง ดังนั้นเมื่อเทียบกับเรื่องเงินแล้ว ความคิดของผู้บริหารสำนักงานกฎหมายดูจะสำคัญกว่า

ในเรื่องนี้

สวี่เต๋อเตรียมตัวมาดีแล้ว เขาหยิบเอกสารฉบับหนึ่งในมือส่งให้อีกฝ่าย

“พึ่งสิ่งนี้”

ทั้งสองคนก้มลงมอง แล้วก็พบว่าเป็น...

“หนังสือยินยอม?” หลินเยว่ขมวดคิ้ว

“หนังสือยินยอมในคดีของหวังเฉียง?”

เธอเข้าใจได้ในทันที แต่ก็ยังส่ายหน้า

“ไม่พอค่ะ ถ้าคุณอยากดังจากคดีของหวังเฉียง จะมองแค่กระบวนการพิจารณาคดีครั้งแรกไม่ได้ แต่ต้องชนะการพิพากษาอย่างเด็ดขาดด้วย”

สำนักงานกฎหมายอยากได้ลูกค้า อยากมีแหล่งคดี วิธีที่ดีที่สุดคือการว่าความในคดีที่ไม่เคยมีมาก่อน

เมื่อทุกคนรู้ถึงความสามารถของคุณ ลูกค้าก็จะเข้าหาคุณเอง

สวี่เต๋อต้องการแจ้งเกิดจากคดีของหวังเฉียง เพียงแค่การพิจารณาคดีครั้งแรกยังไม่พอ ต้องทำให้ผลการพิพากษาออกมาในลักษณะที่เรียกว่า 'ชนะคดี' ถึงจะใช้ได้!

ในแวดวงกฎหมาย ทุกคนมองแค่ผลลัพธ์ ไม่มองกระบวนการ

และลำพังแค่หนังสือยินยอมฉบับเดียว ไม่สามารถตัดสินผลการพิพากษาได้จริงๆ

“งั้นถ้าบวกสิ่งนี้เข้าไปล่ะ พอไหม!?”

สวี่เต๋อส่งข้อตกลงประนีประนอมให้อีกครั้ง

หลินเยว่รับไปดู แล้วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

ข้อตกลงประนีประนอมส่งผลต่อคดีแพ่งได้จริง แต่ปัญหาก็คือ

หากคดีมีข้อเท็จจริงพิเศษ และทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงประนีประนอมกันในคดีแพ่ง ผู้พิพากษามักจะใช้ 'ดุลยพินิจ' จากสองประเด็นนี้ในการลดหย่อนหรือบรรเทาโทษ ซึ่งหวังเฉียงมีโอกาสสูงมากที่จะเอนเอียงไปในทิศทางที่ไม่มีความผิด

เพียงแต่...

“เงินชดเชย 9,000 หยวน? แถมต้องใช้คืนพร้อมดอกเบี้ยภายใน 10 ปีเนี่ยนะ?”

หลินเยว่มองตัวเลขเงินชดเชย 9,000 หยวนที่ระบุชัดเจนในสัญญาด้วยความลังเล

“หวังเหมยยังปรับตัวกับชีวิตใหม่ไม่ได้ ส่วนสวี่หงก็เป็นผู้พิการ หากต้องพึ่งพาแค่เงิน 9,000 หยวนที่หวังเฉียงชดเชยให้ ไหนจะยังต้องเลี้ยงดูครอบครัวอีก...”

ต่อให้ชนะคดี ก็คงเป็นชัยชนะที่บอบช้ำเต็มที

สวี่เต๋อคาดเดาปฏิกิริยาของอีกฝ่ายไว้อยู่แล้ว เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง วางกระดาษแผ่นหนึ่งที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองลงบนโต๊ะ

“แล้วถ้าบวกอันนี้เข้าไปล่ะ พอไหม!”

ทั้งสองก้มลงมอง ก็พบว่าเป็นใบหนี้เมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งระบุข้อความว่า...

【ข้าพเจ้า หลี่โหย่วไฉ และหลิวชุ่ย แห่งหมู่บ้านหลี่เจีย เมืองลวี่เซิน ได้ยืมเงินจากหลี่เจี้ยนกั๋วจำนวน 1,000หยวนเพื่อซื้อลูกสะใภ้ โดยตกลงว่าจะใช้คืนให้ครบภายใน 3 ปี...】

เมื่อไล่สายตาลงไปอีก...

กลับปรากฏลายเซ็นและรอยนิ้วมือของหลี่โหย่วไฉและหลิวชุ่ยอย่างชัดเจน

นี่มัน... หลักฐานมัดตัวว่าหลี่โหย่วไฉและหลิวชุ่ยมีส่วนร่วมในคดีค้ามนุษย์ จนกลายเป็น ‘ผู้สมรู้ร่วมคิด’ อย่างนั้นหรือ!?

“คุณไปเอาของแบบนี้มาจากไหน!”

หลินเยว่เงยหน้าขึ้นฉับพลัน มองอีกฝ่ายด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

หลักฐานชิ้นสำคัญขนาดนี้... ขนาดอัยการยังหามาไม่ได้เลยนะ

“เรื่องนั้นไม่ต้องสนหรอก เอาเป็นว่านอกจากนี้ ผมยังมีพยานบุคคลอีก 3 คนที่จะขึ้นให้การในวันพรุ่งนี้”

สวี่เต๋อเผยรอยยิ้มโดยไม่มีทีท่าว่าจะอธิบายอะไรเพิ่มเติม

ในใจของหลินเยว่ตอนนี้ราวกับคลื่นลมที่โหมกระหน่ำ หลังจากพยายามสงบสติอารมณ์ลงได้ เธอก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เป็นกลางว่า

“เรื่องคำพิพากษาตัดสินโทษค่อยว่ากัน แต่เรื่องเงินชดเชย 9,000 หยวน...”

“คุณทนายหลินครับ คนเราน่ะต้องรู้จักพลิกแพลงบ้าง”

สวี่เต๋อพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ

เขาชี้ไปที่ข้อตกลงประนีประนอม แล้วชี้ต่อไปที่ใบหนี้

“ที่ว่าต้องจ่ายเงินให้หลี่โหย่วไฉน่ะ ไม่เถียงหรอก”

“แต่สมมติว่าถ้าผมใช้ข้อตกลงประนีประนอมเสร็จ แล้วใช้ใบหนี้พวกนี้มาประกอบเป็นห่วงโซ่หลักฐานที่สมบูรณ์ เพื่อเอาผิดหลี่โหย่วไฉกับหลิวชุ่ยในทันทีล่ะ?”

ห่วงโซ่หลักฐานที่แน่นหนาขนาดนั้น ศาลคงไม่เปิดโอกาสให้มีการพิจารณาคดีรอบที่ 2 แต่จะตัดสินโทษทันที

เมื่อรวมความผิดทั้งหมดเข้าด้วยกัน ก็เป็นไปตามที่สวี่เต๋อคาดการณ์ไว้ อย่างน้อยก็ต้องมี 20 ปี

“แต่คุณทนายหลิน ผมขอถามอะไรหน่อย!”

น้ำเสียงของสวี่เต๋อสูงขึ้นเล็กน้อยและจริงจังกว่าเดิม

“คุณคิดว่าหลี่โหย่วไฉกับหลิวชุ่ยจะอยู่ได้อีกกี่ปี?”

สิ้นคำถาม หลินเยว่ก็ชะงักไป

ทั้งคู่มีอายุ 60 กว่าปีแล้ว สภาพความเป็นอยู่ก็แร้นแค้น ร่างกายมีโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้ามานาน

อย่าว่าแต่ 20 ปีเลย แค่ 10 ปีก็เต็มกลืนแล้ว ถ้าทั้งคู่อยู่ได้ถึง 8 ปีก็ถือว่าบุญโขแล้ว

“ในคุกหลี่โหย่วไฉกับหลิวชุ่ยไม่มีโอกาสได้ใช้เงินหรอก พอครบ 10 ปี ถ้าทั้งสองคนตายจากไปเพราะความชราหรือโรคภัย แล้วเงิน 9,000 หยวนที่หวังเฉียงต้องจ่ายให้เขาล่ะจะกลายเป็นอะไร?”

สวี่เต๋ออธิบายอย่างละเอียดโดยไม่รอให้ฝ่ายหญิงตอบ เขาพูดต่อด้วยตัวเองว่า

“ก็กลายเป็นมรดกน่ะสิ!”

“ในเมื่อเป็นมรดก นั่นก็หมายความว่าต้องมีคนมารับช่วงต่อใช่ไหม?”

“แล้วถ้าต้องมีคนรับมรดก ใครจะเป็นคนได้รับไป?”

เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ หลินเยว่ก็คล้อยตามความคิดนั้นโดยสัญชาตญาณ แต่ในวินาทีที่เข้าใจแจ่มแจ้ง เธอก็ถึงกับอึ้งไป

ผู้รับมรดกโดยทั่วไปย่อมเกี่ยวข้องกับสายเลือด

แต่ปัญหาก็คือ...

คนที่มีสิทธิ์รับมรดกของทั้งสองคนมีเพียงคนเดียวเท่านั้น

หลี่หยาง!

“ก็หลี่หยาง ลูกชายของหวังเหมยยังไงล่ะ และในอีก 10 ปีข้างหน้า หลี่หยางยังไม่บรรลุนิติภาวะ เงินก้อนนี้หวังเหมยก็จะเป็นผู้ดูแลแทน!”

สวี่เต๋อยิ้ม

“พูดอีกอย่างก็คือ... เงิน 9,000 หยวนก้อนนี้ ที่จริงแล้วคือหวังเฉียงจ่ายให้กับหวังเหมยต่างหาก!”

สิ้นคำพูดนั้น

ห้องรับรองก็ตกอยู่ในความเงียบงัน

อะไรจะขนาดนั้น... เงินชดเชยที่ต้องจ่ายให้โจทก์อย่างหลี่โหย่วไฉ สุดท้ายผ่านไป 10 ปี เงินก้อนนั้นพร้อมดอกเบี้ยกลับวนกลับมาอยู่ในมือของลูกสาวอย่างหวังเหมยได้เนี่ยนะ?

“แถมไม่ใช่แค่ 9,000 หยวนนี้ด้วย”

สวี่เต๋อพูดต่อ

“รวมไปถึงบ้าน เฟอร์นิเจอร์ และเงินเก็บของหลี่โหย่วไฉ ทั้งหมดนั่นก็นับเป็นมรดก!”

“หวังเหมยถูกกักขังและทารุณกรรมมาตั้ง 10 ปี... หึ จะไม่มีค่าชดเชยเลยก็คงไม่ได้”

อะไรนะ?

ส่วนที่คุณบอกว่าสวี่เต๋อเคยพูดเรื่องการแย่งชิงมรดกคนตายกับหลี่เซิ่งและหลี่ลี่น่ะเหรอ?

เขาก็ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าให้สองคนนั้นเป็นคนกิน

การแย่งชิงมรดกครั้งนี้ ในเมื่อหลี่เซิ่งกินได้ ผู้เสียหายก็ย่อมกินได้เหมือนกัน

สรุปก็คือ...

“อันนี้บวกกับอันนี้ พอไหม!?”

สวี่เต๋อจ้องมองหลินเยว่ด้วยสายตาอันแรงกล้า

หลินเยว่อ้าปากค้างแต่กลับพูดไม่ออก

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่ตรรกะการรับมรดกที่ซับซ้อนราวกับช่องโหว่ของระบบกฎหมายชุดนี้ ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าสวี่เต๋อคิดมาอย่างรอบคอบเพียงใด

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอันน่าขนลุกของอีกฝ่าย หากมองในมุมนี้แล้ว ไม่แน่ว่าคดีของหวังเฉียง...

อาจจะทำให้อีกฝ่ายแจ้งเกิดได้ในคราวเดียวเลยก็ได้

“พอที!” หลินเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะพยักหน้าตกลง

เงินก็จ่ายไปแล้ว แต่เหมือนไม่ได้จ่าย

สิทธิ์ในการเยี่ยมเยียนยอมให้มีผล แต่ในเมื่อหลี่โหย่วไฉถูกตัดสินจำคุกและอยู่ในเรือนจำ เขาก็ไม่สามารถใช้สิทธิ์นั้นได้อยู่ดี มีกับไม่มีจึงไม่ต่างกัน

อะไรที่เรียกว่าจับเสือมือเปล่า?

นี่แหละคือการจับเสือมือเปล่าของจริง

“ยินดีที่ได้ร่วมงานกัน”

สวี่เต๋อเผยรอยยิ้มออกมา ท่าทางดูองอาจผึ่งผายและเต็มไปด้วยความมั่นใจ

ในเมื่อเรื่องสำนักงานกฎหมายตกลงกันได้แล้ว

จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาคดีในวันพรุ่งนี้ทั้งหมด

เมื่อคิดถึงตรงนี้ สวี่เต๋อก้มมองสิ่งที่ตนเองเตรียมการมานานกว่า 1 เดือนโดยเริ่มจาก 0

‘หนังสือยินยอม’+‘ข้อตกลงประนีประนอม’+‘ห่วงโซ่หลักฐานการกู้ยืม’+‘พยานบุคคล’+‘การมอบตัว’...

ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

พรุ่งนี้อัยการและเฉินเหว่ยจะถาโถมเข้าใส่เขาอย่างหนักหน่วงจนแตกพ่าย การแก้ต่างล้มเหลว อนาคตในวิชาชีพดับวูบและดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด

ไม่เช่นนั้น

เขาก็ต้องยืนหยัดเผชิญหน้ากับอัยการ ทนายความเฉินเหว่ย รวมถึงหลี่โหย่วไฉและหลิวชุ่ยเพียงลำพังในศาล เพื่อปิดฉากการสังหารหมู่ทางกฎหมายที่เปรียบเสมือนตำราเรียน ผู้ชนะกินรวบทุกอย่าง

“จะเป็นความล้มเหลวที่พ่ายแพ้ในวินาทีสุดท้าย หรือจะเป็นชื่อเสียงที่เลื่องลือ...”

“ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาคดีพรุ่งนี้แล้ว!”

...

...

วันรุ่งขึ้น

วันที่ 15 พฤศจิกายน รถขนส่งผู้ต้องขังค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่ศาลประชาชนกลางเมืองลวี่เซิน

คดีความเปิดพิจารณาอย่างเป็นทางการ

...

...

จบบทที่ บทที่ 40 เปิดศาลพิจารณาคดี

คัดลอกลิงก์แล้ว