เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 ผู้กล้าหาญ

บทที่ 25 ผู้กล้าหาญ

บทที่ 25 ผู้กล้าหาญ


บทที่ 25 ผู้กล้าหาญ

ปกป้องตำรวจอย่างนั้นหรือ?

หมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าหวังเฉียง ชายร่างผอมแห้งสูงเพียง 160 เซนติเมตร กำลังปกป้องเจ้าหน้าที่ตำรวจในที่เกิดเหตุ?

ทันทีที่สวี่เต๋อพูดจบ

“เดี๋ยวก่อน ทนายจำเลย”

เป็นเรื่องที่พบได้ยาก

บนบัลลังก์ศาล จางปิ่งซินเอ่ยขัดจังหวะสวี่เต๋อขึ้นมากลางคัน

ตามหลักการแล้ว คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ควรถูกขัดจังหวะระหว่างการแถลง แต่เขากลับเลือกที่จะทำเช่นนั้น

จางปิ่งซินเพียงรู้สึกว่าตนเองอาจจะแก่ตัวลงจนหูตาเริ่มไม่ค่อยดี

เขามองสวี่เต๋ออย่างงุนงง คล้ายต้องการความแน่ใจ น้ำเสียงเจือความลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า:

“ที่คุณหมายถึงคือ... ในขณะเกิดเหตุ พฤติกรรมที่จำเลยแสดงออกมา... คือการปกป้องผู้อื่นงั้นรึ? ไม่ใช่ปกป้องลูกสาว แต่เป็นตำรวจ?”

ที่นั่งจำเลย

สวี่เต๋อหยุดการแถลง เขามองไปทางจางปิ่งซินแล้วเอ่ยตอบโดยไม่มีความกังวลใจใดๆ :

“ทั้งใช่และไม่ใช่ ผมยังพูดไม่จบ แต่สรุปโดยรวมแล้วก็คือใช่ครับ”

“ฝ่ายผมมองว่า พฤติกรรมของจำเลยหวังเฉียงมีคุณสมบัติเข้าข่าย ‘การกระทำอันกล้าหาญเพื่อความยุติธรรม’ และไม่เข้าข่าย ‘ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา’ ตามที่อีกฝ่ายระบุในคำฟ้องแม้แต่น้อย!”

จางปิ่งซินถามย้ำกลับไปว่า:

“ดังนั้น ฝ่ายคุณกำลังจะบอกว่า จำเลยกำลังกระทำความดีเพื่อความยุติธรรม โดยปกป้องตำรวจ 7 นาย ซึ่งหนึ่งในนั้นมีอาวุธปืนอยู่ด้วย?”

สวี่เต๋อตอบกลับอย่างเรียบเฉยอีกครั้ง:

“ถูกต้องครับท่านผู้พิพากษา”

จางปิ่งซิน: ?

วินาทีนั้น จางปิ่งซินถึงกับสตั้นไป

ไม่ใช่แค่เขา แม้แต่ผู้พิพากษาอีก 2 ท่านบนบัลลังก์อย่างหลิวเจี้ยนกั๋วและซุนต้งต่างก็ตกตะลึงไปเช่นกัน

ทางฝั่งอัยการก็ไม่ต่างกัน เหล่าอัยการใช้สายตาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครู่ใหญ่ ส่วนเฉินเหว่ยนั้นขมวดคิ้วมุ่น ไม่เข้าใจว่าสวี่เต๋อกำลังเล่นตลกอะไรอยู่

ครู่หนึ่ง

จางปิ่งซินมองไปที่สวี่เต๋อ คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ท่าทีดูจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะกล่าวว่า:

“ทนายจำเลย เชิญคุณดำเนินการต่อ”

“ครับ”

สวี่เต๋อพยักหน้า หยุดเว้นช่วงเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อจากประเด็นเดิม:

“ท่านผู้พิพากษาและคณะลูกขุนที่เคารพ”

“ตามข้อมูลที่ปรากฏ จำเลยหวังเฉียงได้เดินทางไปยังหมู่บ้านหลี่เจียเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ส่งผลให้หลี่เอ้อร์หนิวเสียชีวิต”

“แต่เหตุการณ์นี้ จะมองเพียงแค่หวังเฉียงกับหลี่เอ้อร์หนิวสองคนไม่ได้!”

“ฝ่ายอัยการครับ ขอถามหน่อยว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุ นอกจากผู้ตายกับจำเลยแล้ว ยังมีใครอยู่ในที่เกิดเหตุอีกบ้าง!?”

ทันทีที่สิ้นเสียง

เสียงค้อนไม้ก็ดังขึ้นอย่างเฉียบขาด

“ปัง!”

จางปิ่งซินหยิบค้อนไม้สำหรับผู้พิพากษาขึ้นมาเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ

“ขณะนี้เข้าสู่ขั้นตอนการสอบสวน ฝ่ายอัยการ เชิญตอบคำถาม”

ฝั่งอัยการ

“นี่... ทนายคนนี้มันอะไรกัน?” อัยการหวังเวยขมวดคิ้ว หันไปมองหู กว่างข้างๆ อย่างไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังเล่นเกมอะไร

การกระทำอันกล้าหาญเพื่อความยุติธรรม?

อย่าว่าแต่ผู้สื่อข่าวและชาวบ้านที่นั่งฟังอยู่จะงงเลย แม้แต่คนจากสำนักงานอัยการระดับกลางอย่างพวกเขายังแทบตั้งตัวไม่ติด

ใช้ชีวิตมา 40 กว่าปี

นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินว่าคนที่หน้าดำหน้าแดง เป็นฝ่ายลงมือก่อน แล้วตามด้วยการฆ่าคน จะถูกนับเป็นการกระทำอันกล้าหาญเพื่อความยุติธรรมได้

ทนายคนนี้รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไรออกมา

“ดูไปก่อน”

อัยการหู กว่างขมวดคิ้วตอบกลับสั้นๆ จากนั้นเขาก็มองไปที่สวี่เต๋อแล้วกล่าวตอบด้วยเสียงอันดัง:

“โดยรวมแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม”

“เจ้าหน้าที่ตำรวจ, เหยื่อคดีค้ามนุษย์, จำเลย, ผู้ตาย, ครอบครัวผู้ตาย และชาวบ้านในหมู่บ้านหลี่เจีย”

เมื่อได้ยินดังนั้น

สวี่เต๋อที่นั่งอยู่ฝั่งจำเลยก็พยักหน้าแล้วกล่าวต่อ:

“ถูกต้องครับ ทั้งหมด 6 กลุ่ม ขอพักเรื่องนี้ไว้ก่อน”

“งั้นขอถามอีกครั้งว่า ในสถานการณ์เช่นไร ถึงจะเข้าข่าย ‘ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา’ ตามที่ระบุในคำฟ้อง?”

เรื่องแบบนี้สำหรับคนทั่วไปอาจจะอธิบายให้ชัดเจนได้ยาก

แต่คนที่อยู่ในห้องนี้ไม่มีใครธรรมดาเลยสักคน

หู กว่างเอ่ยตอบ:

“ตามที่ระบุไว้ชัดเจนในมาตรา 14 ของประมวลกฎหมายอาญา ความว่า: ผู้ใดรู้สำนึกว่าการกระทำของตนจะก่อให้เกิดผลอันเป็นภัยต่อสังคม และมีความประสงค์หรือปล่อยให้ผลนั้นเกิดขึ้น จนเป็นเหตุให้เกิดความผิด ผู้นั้นกระทำความผิดโดยเจตนา!”

“รวมถึงเจตนาโดยตรง เจตนาโดยอ้อม และการปล่อยปละละเลย”

พูดถึงตรงนี้

หู กว่างก็ยกเอกสารในมือขึ้นชี้ไปยังตัวอักษรบนนั้น

“สำหรับคดีนี้ จำเลยหวังเฉียงทราบดีอยู่แล้วว่าการกระทำเชิงรุกของตนจะนำไปสู่ความขัดแย้งจนเกิดเหตุบาดเจ็บล้มตาย แต่ก็ยังไม่ยอมหยุด”

“จนเป็นเหตุให้หลี่เอ้อร์หนิวเสียชีวิต”

“ดังนั้น จำเลยหวังเฉียงจึงเข้าข่ายมาตรา 14 ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยเล็งเห็นผล!”

การฆ่าคนตายโดยเจตนาก็มีการแบ่งประเภท ไม่ใช่แค่ว่าคุณเกลียดใครสักคนแล้วถือมีดไปฆ่าเขาถึงจะนับว่าเป็นการฆ่าโดยเจตนา

เช่น: ‘ฉันรู้ว่าเรื่องนี้อาจมีคนตาย แต่ฉันไม่สน ตายก็ตายไป ฉันไม่ได้อยากให้ตายแต่ก็ไม่ได้ห้าม และถ้าผลมันเกิดขึ้นฉันก็ยอมรับ’ แบบนี้ก็นับว่าเป็นการฆ่าโดยเจตนาเช่นกัน

พฤติกรรมของหวังเฉียงนั้นเข้าข่ายทั้งเจตนาโดยตรงและโดยอ้อม แต่เมื่อพิจารณาจากคำให้การและหลักฐานประกอบ หู กว่าง เห็นว่าจำเลยเข้าข่ายกรณีหลังมากกว่า

“ทางฝั่งจำเลย มีความเห็นอื่นจะแถลงเพิ่มเติมหรือไม่?”

หู กว่าง ประสานมือวางไว้บนโต๊ะ โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยพลางขมวดคิ้วมองอีกฝ่าย

เมื่อได้ยินดังนั้น

สวี่เต๋อที่เห็นจังหวะเหมาะจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า

“ท่านอัยการ สิ่งที่ทางฝั่งคุณกล่าวมาทั้งหมดนั้น...”

“ไม่ตรงกับความเป็นจริงแม้แต่น้อย!”

ไม่ตรงกับความเป็นจริงงั้นหรือ?

นี่ไม่ใช่คำพูดล้อเล่น แต่นี่ถือเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้าสำหรับอัยการเลยทีเดียว

ใบหน้าของคนอย่างหู กว่าง เริ่มปรากฏแววโทสะ

แต่อีกฝ่ายไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดแทรก

สวี่เต๋อหันไปมองผู้คนในห้องพิจารณาคดีแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานว่า

“ตามที่ฝ่ายอัยการกล่าวอ้าง หวังเฉียงจำเลยในคดีนี้ เกิดอารมณ์ฉุนเฉียวจากความขัดแย้งเรื่องการค้ามนุษย์ จนกลายเป็นความโกรธแค้น และลงมือทำร้ายจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต”

“ทว่า...”

“จากเบาะแสที่มี คนที่ลงมือก่อนอย่างชัดเจนคือผู้ตายที่ชื่อหลี่เอ้อร์หนิวต่างหาก!”

สิ้นคำพูดนั้น

คนทั้งห้องต่างชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสดงสีหน้ามึนงง และเกิดเสียงฮือฮาขึ้นอีกครั้งในที่นั่งผู้ฟัง

“แบบนี้ก็ได้เหรอ ถึงฉันจะเห็นใจจำเลย แต่จากข้อมูลที่ตำรวจให้มา ผู้ตายแค่ขึ้นไปบนรถแล้วดึงครอบครัวจำเลยลงมาไม่ใช่เหรอ?”

“ไม่ได้มีพฤติกรรมรุนแรง แล้วก็ไม่ได้พูดจายั่วยุด้วย...”

“นี่... ฉันเริ่มไม่เข้าใจทนายคนนี้แล้วสิ”

“...”

คนด้านล่างบางคนเกาหัวพลางจ้องสวี่เต๋ออยู่นานสองนาน แต่ก็ยังคิดไม่ตกถึงสิ่งที่เขาพูด

อย่าว่าแต่คนอื่นเลย

แม้แต่หู กว่าง และหวังเว่ยที่เผชิญหน้ากันอยู่โดยตรงยังขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเล่นตลกอะไร

‘จากตรรกะความคิด ทนายคนนี้ไม่ใช่เด็กเมื่อวานซืนที่ไม่รู้อะไรเลย ถ้าอย่างนั้น...’

‘เขาพูดเรื่องพวกนี้ไปเพื่ออะไร? เป้าหมายคืออะไรกันแน่!?’

หู กว่าง จ้องเขม็งไปที่สวี่เต๋อ ราวกับต้องการมองให้ทะลุเข้าไปในความคิดของอีกฝ่าย

จางปิ่งซินผู้พิพากษาหัวหน้าคณะผู้พิพากษาเองก็อึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยถามอย่างลังเลว่า

“ทนายจำเลย ช่วยอธิบายสิ่งที่เพิ่งกล่าวมาให้ชัดเจนด้วย”

สวี่เต๋อพยักหน้า ในที่สุดใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมาจางๆ

จากนั้น

ทั่วทั้งห้องพิจารณาคดีที่ 1 ที่มีผู้คนกว่า 400 ชีวิต ต่างได้ยินถ้อยคำชุดหนึ่งดังขึ้น

“ขอถามทางฝั่งนั้นหน่อยว่า ก่อนจะเกิดเหตุการณ์เสียชีวิตขึ้น บุคคลที่เหลืออยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งก็คือคน 6 กลุ่มที่ผมเคยสอบถามไปก่อนหน้านี้”

“ตำรวจ, เหยื่อจากคดีค้ามนุษย์, ครอบครัวผู้ตาย, ชาวบ้านหมู่บ้านหลี่เจีย...”

“คน 4 กลุ่มนี้อยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน?”

สวี่เต๋อไม่รอให้ใครตอบ เขาก็พูดออกมาทันที

“นั่นคือการเผชิญหน้า!”

“มันคือพฤติกรรมผิดกฎหมายที่คนกว่า 40 คนถืออาวุธ บุกเข้าล้อมตำรวจ 7 นายและเหยื่อจากคดีค้ามนุษย์เอาไว้ โดยรวมถึงครอบครัวจำเลย 2 คนที่อยู่ในห้องนี้ด้วย ซึ่งถือเป็นการคุกคามสวัสดิภาพและความปลอดภัยอย่างรุนแรง!”

“และจำเลยของเรา”

“ก็คือคนที่อยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น เพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำเลยของเราจึงเป็นคนแรกที่ก้าวออกมาเผชิญหน้าและต่อสู้กับผู้กระทำความผิดเหล่านั้น!!!”

ห้องพิจารณาคดีที่ 1 ซึ่งเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดในเมืองลวี่เซิน ตกอยู่ในความเงียบงัน

ผู้คนกว่า 400 ชีวิตอ้าปากค้าง มองทนายความที่กำลังกล่าวถ้อยคำอันเร่าร้อนบนบัลลังก์

“สรุปตามนี้ โดยอ้างอิงจาก ‘ระเบียบว่าด้วยการให้รางวัลและการคุ้มครองผู้กล้าหาญพลเมืองดีแห่งเมืองลวี่เซิน’ มาตรา 2...”

สวี่เต๋อกล่าวว่า

“จำเลยของเราในความเป็นจริงแล้วคือผู้กล้าหาญที่ทำความดี!”

อัยการหู กว่าง: ?

ผู้พิพากษาจางปิ่งซิน: ?

ผู้ฟังในห้องพิจารณาคดี: ?

สิ้นเสียงนั้น ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบสนิท

จบบทที่ บทที่ 25 ผู้กล้าหาญ

คัดลอกลิงก์แล้ว