- หน้าแรก
- ทนายสุดโกงกับระบบแก้แค้นแบบถูกกฎหมาย!
- บทที่ 25 ผู้กล้าหาญ
บทที่ 25 ผู้กล้าหาญ
บทที่ 25 ผู้กล้าหาญ
บทที่ 25 ผู้กล้าหาญ
ปกป้องตำรวจอย่างนั้นหรือ?
หมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าหวังเฉียง ชายร่างผอมแห้งสูงเพียง 160 เซนติเมตร กำลังปกป้องเจ้าหน้าที่ตำรวจในที่เกิดเหตุ?
ทันทีที่สวี่เต๋อพูดจบ
“เดี๋ยวก่อน ทนายจำเลย”
เป็นเรื่องที่พบได้ยาก
บนบัลลังก์ศาล จางปิ่งซินเอ่ยขัดจังหวะสวี่เต๋อขึ้นมากลางคัน
ตามหลักการแล้ว คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ควรถูกขัดจังหวะระหว่างการแถลง แต่เขากลับเลือกที่จะทำเช่นนั้น
จางปิ่งซินเพียงรู้สึกว่าตนเองอาจจะแก่ตัวลงจนหูตาเริ่มไม่ค่อยดี
เขามองสวี่เต๋ออย่างงุนงง คล้ายต้องการความแน่ใจ น้ำเสียงเจือความลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า:
“ที่คุณหมายถึงคือ... ในขณะเกิดเหตุ พฤติกรรมที่จำเลยแสดงออกมา... คือการปกป้องผู้อื่นงั้นรึ? ไม่ใช่ปกป้องลูกสาว แต่เป็นตำรวจ?”
ที่นั่งจำเลย
สวี่เต๋อหยุดการแถลง เขามองไปทางจางปิ่งซินแล้วเอ่ยตอบโดยไม่มีความกังวลใจใดๆ :
“ทั้งใช่และไม่ใช่ ผมยังพูดไม่จบ แต่สรุปโดยรวมแล้วก็คือใช่ครับ”
“ฝ่ายผมมองว่า พฤติกรรมของจำเลยหวังเฉียงมีคุณสมบัติเข้าข่าย ‘การกระทำอันกล้าหาญเพื่อความยุติธรรม’ และไม่เข้าข่าย ‘ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา’ ตามที่อีกฝ่ายระบุในคำฟ้องแม้แต่น้อย!”
จางปิ่งซินถามย้ำกลับไปว่า:
“ดังนั้น ฝ่ายคุณกำลังจะบอกว่า จำเลยกำลังกระทำความดีเพื่อความยุติธรรม โดยปกป้องตำรวจ 7 นาย ซึ่งหนึ่งในนั้นมีอาวุธปืนอยู่ด้วย?”
สวี่เต๋อตอบกลับอย่างเรียบเฉยอีกครั้ง:
“ถูกต้องครับท่านผู้พิพากษา”
จางปิ่งซิน: ?
วินาทีนั้น จางปิ่งซินถึงกับสตั้นไป
ไม่ใช่แค่เขา แม้แต่ผู้พิพากษาอีก 2 ท่านบนบัลลังก์อย่างหลิวเจี้ยนกั๋วและซุนต้งต่างก็ตกตะลึงไปเช่นกัน
ทางฝั่งอัยการก็ไม่ต่างกัน เหล่าอัยการใช้สายตาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครู่ใหญ่ ส่วนเฉินเหว่ยนั้นขมวดคิ้วมุ่น ไม่เข้าใจว่าสวี่เต๋อกำลังเล่นตลกอะไรอยู่
ครู่หนึ่ง
จางปิ่งซินมองไปที่สวี่เต๋อ คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ท่าทีดูจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะกล่าวว่า:
“ทนายจำเลย เชิญคุณดำเนินการต่อ”
“ครับ”
สวี่เต๋อพยักหน้า หยุดเว้นช่วงเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อจากประเด็นเดิม:
“ท่านผู้พิพากษาและคณะลูกขุนที่เคารพ”
“ตามข้อมูลที่ปรากฏ จำเลยหวังเฉียงได้เดินทางไปยังหมู่บ้านหลี่เจียเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ส่งผลให้หลี่เอ้อร์หนิวเสียชีวิต”
“แต่เหตุการณ์นี้ จะมองเพียงแค่หวังเฉียงกับหลี่เอ้อร์หนิวสองคนไม่ได้!”
“ฝ่ายอัยการครับ ขอถามหน่อยว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุ นอกจากผู้ตายกับจำเลยแล้ว ยังมีใครอยู่ในที่เกิดเหตุอีกบ้าง!?”
ทันทีที่สิ้นเสียง
เสียงค้อนไม้ก็ดังขึ้นอย่างเฉียบขาด
“ปัง!”
จางปิ่งซินหยิบค้อนไม้สำหรับผู้พิพากษาขึ้นมาเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ
“ขณะนี้เข้าสู่ขั้นตอนการสอบสวน ฝ่ายอัยการ เชิญตอบคำถาม”
ฝั่งอัยการ
“นี่... ทนายคนนี้มันอะไรกัน?” อัยการหวังเวยขมวดคิ้ว หันไปมองหู กว่างข้างๆ อย่างไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังเล่นเกมอะไร
การกระทำอันกล้าหาญเพื่อความยุติธรรม?
อย่าว่าแต่ผู้สื่อข่าวและชาวบ้านที่นั่งฟังอยู่จะงงเลย แม้แต่คนจากสำนักงานอัยการระดับกลางอย่างพวกเขายังแทบตั้งตัวไม่ติด
ใช้ชีวิตมา 40 กว่าปี
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินว่าคนที่หน้าดำหน้าแดง เป็นฝ่ายลงมือก่อน แล้วตามด้วยการฆ่าคน จะถูกนับเป็นการกระทำอันกล้าหาญเพื่อความยุติธรรมได้
ทนายคนนี้รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไรออกมา
“ดูไปก่อน”
อัยการหู กว่างขมวดคิ้วตอบกลับสั้นๆ จากนั้นเขาก็มองไปที่สวี่เต๋อแล้วกล่าวตอบด้วยเสียงอันดัง:
“โดยรวมแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม”
“เจ้าหน้าที่ตำรวจ, เหยื่อคดีค้ามนุษย์, จำเลย, ผู้ตาย, ครอบครัวผู้ตาย และชาวบ้านในหมู่บ้านหลี่เจีย”
เมื่อได้ยินดังนั้น
สวี่เต๋อที่นั่งอยู่ฝั่งจำเลยก็พยักหน้าแล้วกล่าวต่อ:
“ถูกต้องครับ ทั้งหมด 6 กลุ่ม ขอพักเรื่องนี้ไว้ก่อน”
“งั้นขอถามอีกครั้งว่า ในสถานการณ์เช่นไร ถึงจะเข้าข่าย ‘ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา’ ตามที่ระบุในคำฟ้อง?”
เรื่องแบบนี้สำหรับคนทั่วไปอาจจะอธิบายให้ชัดเจนได้ยาก
แต่คนที่อยู่ในห้องนี้ไม่มีใครธรรมดาเลยสักคน
หู กว่างเอ่ยตอบ:
“ตามที่ระบุไว้ชัดเจนในมาตรา 14 ของประมวลกฎหมายอาญา ความว่า: ผู้ใดรู้สำนึกว่าการกระทำของตนจะก่อให้เกิดผลอันเป็นภัยต่อสังคม และมีความประสงค์หรือปล่อยให้ผลนั้นเกิดขึ้น จนเป็นเหตุให้เกิดความผิด ผู้นั้นกระทำความผิดโดยเจตนา!”
“รวมถึงเจตนาโดยตรง เจตนาโดยอ้อม และการปล่อยปละละเลย”
พูดถึงตรงนี้
หู กว่างก็ยกเอกสารในมือขึ้นชี้ไปยังตัวอักษรบนนั้น
“สำหรับคดีนี้ จำเลยหวังเฉียงทราบดีอยู่แล้วว่าการกระทำเชิงรุกของตนจะนำไปสู่ความขัดแย้งจนเกิดเหตุบาดเจ็บล้มตาย แต่ก็ยังไม่ยอมหยุด”
“จนเป็นเหตุให้หลี่เอ้อร์หนิวเสียชีวิต”
“ดังนั้น จำเลยหวังเฉียงจึงเข้าข่ายมาตรา 14 ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยเล็งเห็นผล!”
การฆ่าคนตายโดยเจตนาก็มีการแบ่งประเภท ไม่ใช่แค่ว่าคุณเกลียดใครสักคนแล้วถือมีดไปฆ่าเขาถึงจะนับว่าเป็นการฆ่าโดยเจตนา
เช่น: ‘ฉันรู้ว่าเรื่องนี้อาจมีคนตาย แต่ฉันไม่สน ตายก็ตายไป ฉันไม่ได้อยากให้ตายแต่ก็ไม่ได้ห้าม และถ้าผลมันเกิดขึ้นฉันก็ยอมรับ’ แบบนี้ก็นับว่าเป็นการฆ่าโดยเจตนาเช่นกัน
พฤติกรรมของหวังเฉียงนั้นเข้าข่ายทั้งเจตนาโดยตรงและโดยอ้อม แต่เมื่อพิจารณาจากคำให้การและหลักฐานประกอบ หู กว่าง เห็นว่าจำเลยเข้าข่ายกรณีหลังมากกว่า
“ทางฝั่งจำเลย มีความเห็นอื่นจะแถลงเพิ่มเติมหรือไม่?”
หู กว่าง ประสานมือวางไว้บนโต๊ะ โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยพลางขมวดคิ้วมองอีกฝ่าย
เมื่อได้ยินดังนั้น
สวี่เต๋อที่เห็นจังหวะเหมาะจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านอัยการ สิ่งที่ทางฝั่งคุณกล่าวมาทั้งหมดนั้น...”
“ไม่ตรงกับความเป็นจริงแม้แต่น้อย!”
ไม่ตรงกับความเป็นจริงงั้นหรือ?
นี่ไม่ใช่คำพูดล้อเล่น แต่นี่ถือเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้าสำหรับอัยการเลยทีเดียว
ใบหน้าของคนอย่างหู กว่าง เริ่มปรากฏแววโทสะ
แต่อีกฝ่ายไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดแทรก
สวี่เต๋อหันไปมองผู้คนในห้องพิจารณาคดีแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานว่า
“ตามที่ฝ่ายอัยการกล่าวอ้าง หวังเฉียงจำเลยในคดีนี้ เกิดอารมณ์ฉุนเฉียวจากความขัดแย้งเรื่องการค้ามนุษย์ จนกลายเป็นความโกรธแค้น และลงมือทำร้ายจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต”
“ทว่า...”
“จากเบาะแสที่มี คนที่ลงมือก่อนอย่างชัดเจนคือผู้ตายที่ชื่อหลี่เอ้อร์หนิวต่างหาก!”
สิ้นคำพูดนั้น
คนทั้งห้องต่างชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสดงสีหน้ามึนงง และเกิดเสียงฮือฮาขึ้นอีกครั้งในที่นั่งผู้ฟัง
“แบบนี้ก็ได้เหรอ ถึงฉันจะเห็นใจจำเลย แต่จากข้อมูลที่ตำรวจให้มา ผู้ตายแค่ขึ้นไปบนรถแล้วดึงครอบครัวจำเลยลงมาไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่ได้มีพฤติกรรมรุนแรง แล้วก็ไม่ได้พูดจายั่วยุด้วย...”
“นี่... ฉันเริ่มไม่เข้าใจทนายคนนี้แล้วสิ”
“...”
คนด้านล่างบางคนเกาหัวพลางจ้องสวี่เต๋ออยู่นานสองนาน แต่ก็ยังคิดไม่ตกถึงสิ่งที่เขาพูด
อย่าว่าแต่คนอื่นเลย
แม้แต่หู กว่าง และหวังเว่ยที่เผชิญหน้ากันอยู่โดยตรงยังขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเล่นตลกอะไร
‘จากตรรกะความคิด ทนายคนนี้ไม่ใช่เด็กเมื่อวานซืนที่ไม่รู้อะไรเลย ถ้าอย่างนั้น...’
‘เขาพูดเรื่องพวกนี้ไปเพื่ออะไร? เป้าหมายคืออะไรกันแน่!?’
หู กว่าง จ้องเขม็งไปที่สวี่เต๋อ ราวกับต้องการมองให้ทะลุเข้าไปในความคิดของอีกฝ่าย
จางปิ่งซินผู้พิพากษาหัวหน้าคณะผู้พิพากษาเองก็อึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยถามอย่างลังเลว่า
“ทนายจำเลย ช่วยอธิบายสิ่งที่เพิ่งกล่าวมาให้ชัดเจนด้วย”
สวี่เต๋อพยักหน้า ในที่สุดใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมาจางๆ
จากนั้น
ทั่วทั้งห้องพิจารณาคดีที่ 1 ที่มีผู้คนกว่า 400 ชีวิต ต่างได้ยินถ้อยคำชุดหนึ่งดังขึ้น
“ขอถามทางฝั่งนั้นหน่อยว่า ก่อนจะเกิดเหตุการณ์เสียชีวิตขึ้น บุคคลที่เหลืออยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งก็คือคน 6 กลุ่มที่ผมเคยสอบถามไปก่อนหน้านี้”
“ตำรวจ, เหยื่อจากคดีค้ามนุษย์, ครอบครัวผู้ตาย, ชาวบ้านหมู่บ้านหลี่เจีย...”
“คน 4 กลุ่มนี้อยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน?”
สวี่เต๋อไม่รอให้ใครตอบ เขาก็พูดออกมาทันที
“นั่นคือการเผชิญหน้า!”
“มันคือพฤติกรรมผิดกฎหมายที่คนกว่า 40 คนถืออาวุธ บุกเข้าล้อมตำรวจ 7 นายและเหยื่อจากคดีค้ามนุษย์เอาไว้ โดยรวมถึงครอบครัวจำเลย 2 คนที่อยู่ในห้องนี้ด้วย ซึ่งถือเป็นการคุกคามสวัสดิภาพและความปลอดภัยอย่างรุนแรง!”
“และจำเลยของเรา”
“ก็คือคนที่อยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น เพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำเลยของเราจึงเป็นคนแรกที่ก้าวออกมาเผชิญหน้าและต่อสู้กับผู้กระทำความผิดเหล่านั้น!!!”
ห้องพิจารณาคดีที่ 1 ซึ่งเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดในเมืองลวี่เซิน ตกอยู่ในความเงียบงัน
ผู้คนกว่า 400 ชีวิตอ้าปากค้าง มองทนายความที่กำลังกล่าวถ้อยคำอันเร่าร้อนบนบัลลังก์
“สรุปตามนี้ โดยอ้างอิงจาก ‘ระเบียบว่าด้วยการให้รางวัลและการคุ้มครองผู้กล้าหาญพลเมืองดีแห่งเมืองลวี่เซิน’ มาตรา 2...”
สวี่เต๋อกล่าวว่า
“จำเลยของเราในความเป็นจริงแล้วคือผู้กล้าหาญที่ทำความดี!”
อัยการหู กว่าง: ?
ผู้พิพากษาจางปิ่งซิน: ?
ผู้ฟังในห้องพิจารณาคดี: ?
สิ้นเสียงนั้น ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบสนิท