- หน้าแรก
- ทนายสุดโกงกับระบบแก้แค้นแบบถูกกฎหมาย!
- บทที่ 2 ทนายความคนนี้ไม่มีศีลธรรมเอาเสียเลย!
บทที่ 2 ทนายความคนนี้ไม่มีศีลธรรมเอาเสียเลย!
บทที่ 2 ทนายความคนนี้ไม่มีศีลธรรมเอาเสียเลย!
บทที่ 2 ทนายความคนนี้ไม่มีศีลธรรมเอาเสียเลย!
การแก้แค้นที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นไปตามกฎระเบียบ
หัวใจของจางหู่กระตุกวูบ จากนั้นลมหายใจก็ค่อยๆ ถี่กระชั้นขึ้น เขาเงยหน้าขวับจ้องมองอีกฝ่าย
“จะ... จริงหรือครับ!?”
ใช่แล้ว คือการแก้แค้น!
เขาไม่สนใจเรื่องเงิน สิ่งที่เขาสนใจคือการที่อีกฝ่ายทำผิดแต่กลับไม่ต้องรับโทษใดๆ เลยต่างหาก!
“จริงสิครับ”
สวีเต๋อพยักหน้า ก่อนจะกล่าวว่า
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็มาเปลี่ยนความต้องการกัน จากการหย่าร้างเปลี่ยนมาเป็นขบคิดเรื่องการแก้แค้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อคุณดีกว่า!”
“อันดับแรก ในเมื่ออีกฝ่ายทำให้คุณโกรธเคืองเรื่องเงิน... ถ้าอย่างนั้นเราก็มาใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจกันเถอะ!”
“อีกฝ่ายต้องการอาศัยการหย่าร้างเพื่อกอบโกยเงิน ถ้าอย่างนั้น... ไม่หย่าล่ะ”
มะ... ไม่หย่าหรือครับ
รอยยิ้มบนใบหน้าของจางหู่แข็งค้าง
ก่อนที่เขาจะได้ตั้งข้อสงสัย ก็เห็นสวีเต๋อรินชาถ้วยหนึ่งแล้วเลื่อนมาตรงหน้าเขา พร้อมกล่าวต่อว่า
“ทำไมคุณถึงต้องรีบหย่า การหย่าส่งผลดีอะไรต่อคุณบ้าง”
การหย่ามีข้อดีไหม มี แต่ความเสียหายนั้นมากกว่า!
อันดับแรกคือต้องแบ่งทรัพย์สิน อันดับที่สองคือเมื่อไม่มีพันธะจากการแต่งงานแล้ว ชายโฉดหญิงชั่วคู่นั้นก็จะลักลอบได้เสียกัน หอบเงินของคุณหนีไปเสวยสุขด้วยกัน!
เพราะฉะนั้น...
“การหย่า สำหรับคุณแล้วมีข้อเสียมากกว่าข้อดี!”
“ยิ่งไปกว่านั้น จุดประสงค์ของภรรยาคุณก็คือการหย่าเพื่อแบ่งเงิน!”
สวีเต๋อกล่าวอย่างเนิบนาบ
หากมองในมุมของการแก้แค้น การไม่หย่า ก็คือการทำให้อีกฝ่ายไม่บรรลุเป้าหมายต่างหาก!
“แต่ว่า...”
จางหู่ลังเลเล็กน้อย เขารู้สึกว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดก็มีเหตุผล แต่ก็เหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง
“ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ถ้าไม่หย่า รายได้ของทั้งสองฝ่ายในสถานะสมรสจะถือเป็นสินสมรส...”
“แบบนี้เงินที่ผมหามาได้ในอนาคต ครึ่งหนึ่งก็ต้องตกเป็นของเธอสิครับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าของสวีเต๋อก็เผยให้เห็นรอยยิ้ม รอยยิ้มที่แสนเจ้าเล่ห์
“ไม่ ไม่ ไม่”
พูดจบ
สวีเต๋อก็หยิบกระดาษและปากกาขึ้นมาขีดเขียน
“คุณจาง คุณอาจจะมีความเข้าใจผิดเล็กน้อยเกี่ยวกับกฎหมายข้อ สินสมรส”
“อันดับแรก! คุณต้องทราบก่อนว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 301 ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจน”
“กรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สิน ไม่เท่ากับ สิทธิ์ในการใช้งานอย่างไม่มีเงื่อนไข!”
กรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สิน สามารถอธิบายง่ายๆ ได้ว่า เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการใช้เงินเก็บของครอบครัวเกินสองในสาม จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่าย
สิ่งนี้ไม่ได้จำกัดการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและเงินทุนส่วนตัว
เช่น หลังแต่งงานคุณมีเงินเดือนหนึ่งหมื่นหยวน ในมือมีเงินพอที่จะซื้อเสื้อผ้าราคาห้าพันหยวน ต่อให้ภรรยาไม่ยินยอม คุณก็ยังสามารถซื้อได้
ข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดของกฎหมายข้อนี้คือการใช้จ่ายก้อนโต!
จางหู่จะใช้จ่ายก้อนโตไหม
ใช้ แต่เขาสามารถหลีกเลี่ยงเงินทุนของครอบครัวได้ โดยไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากฝ่ายที่นอกใจ!
แล้วถ้าฝ่ายที่นอกใจจะใช้จ่ายก้อนโตล่ะ จางหู่มีสิทธิ์ปฏิเสธคำขอของอีกฝ่าย!
“เพราะฉะนั้น...”
จางหู่อึ้งไป คำพูดเหล่านี้ของอีกฝ่ายทำให้เขางุนงง สีหน้าเต็มไปด้วยความลังเล
“เพราะฉะนั้น... ความหมายของคุณก็คือ ผมแค่ต้องให้เงินเธอไว้ใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ก็พอใช่ไหมครับ”
“ไม่!”
สวีเต๋อไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อย เขากล่าวต่อ พร้อมใช้กระดาษและปากกาคำนวณตัวเลขให้อีกฝ่ายดู
“ในทางทฤษฎีแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสำหรับการหาความสุขส่วนตัวของอีกฝ่ายเลยแม้แต่แดงเดียว สิ่งที่คุณต้องจ่ายคือเงินทุนของครอบครัวในจำนวนจำกัดเท่านั้น!”
“กล่าวคือ ประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 1060 ตัวแทนในกิจการประจำวันของครอบครัว!”
“ซึ่งครอบคลุมหลายอย่าง สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณคือของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันและการจับจ่ายเพื่อความบันเทิงจำนวนเล็กน้อย”
“อย่างหลังหากเงินเดือนของคุณไม่สูง คุณสามารถปฏิเสธที่จะให้เงินได้”
“ส่วนอย่างแรกคือปัจจัยสี่ หากคุณเป็นคนจ่าย คุณก็ไม่จำเป็นต้องมอบเงินให้กับภรรยาโดยตรง”
ในความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา แม้ชายหญิงจะมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูกันและกัน แต่ก็มีเงื่อนไขอยู่ประการหนึ่ง
นั่นคือต้องเกิดจากกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไร้ความสามารถในการทำงาน จึงจะมีสิทธิ์เรียกร้องค่าเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายได้ เช่น พิการ
แต่ภรรยามีความสามารถในการทำงานกลับไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำงาน ในทางทฤษฎีแล้ว...
“ต่อให้จะมีกฎหมายเรื่องสินสมรส คุณก็สามารถไม่ให้เงินเธอเลยแม้แต่แดงเดียวได้ครับ”
สวีเต๋อยืนยันอย่างหนักแน่น ก่อนจะหยุดไปชั่วครู่ แล้วเสริมอีกประโยคว่า
“แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงทฤษฎี”
“ในทางปฏิบัติแล้วยังไงก็ต้องให้บ้าง แต่น้อยมาก!”
เพราะฉะนั้น หากจางหู่ไม่หย่า เขาก็แค่ต้องจ่ายเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเอาเข้าจริงๆ เขาเองก็ไม่ได้มีความต้องการที่จะหย่าอย่างแรงกล้าอยู่แล้ว
ภรรยาของเขาต่างหากที่เป็นฝ่ายอยากหย่าจริงๆ!
“นะ... นี่มันถูกกฎหมายด้วยหรือครับ”
จางหู่ชักจะลังเล ไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย
ตรงกันข้าม พอเข้าใจแล้วต่างหากถึงได้ตกตะลึงอย่างหนัก!
“ถึงจะมีสิ่งที่เรียกว่าสินสมรส... แต่ในความเป็นจริง ผมแทบไม่ต้องให้เงินเธอเลยสักบาทอย่างนั้นหรือครับ!?”
จางหู่กล่าวด้วยความตกตะลึง
“ใช่ครับ”
สวีเต๋อพยักหน้า
จางหู่ซักถามต่อ “แล้วเงินจำนวนนี้ต้องให้เท่าไหร่ครับ”
สวีเต๋อขีดเขียนคำนวณบนกระดาษต่อไป พลางถามขึ้นลอยๆ ว่า
“ตอนนี้ภรรยาของคุณมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนตกอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ครับ”
จางหู่หลุดปากตอบโดยสัญชาตญาณ “หนึ่ง... หมื่นถึงสองหมื่นหยวนมั้งครับ”
สวีเต๋อพยักหน้าและกล่าวว่า
“เงินที่จะให้... สมมติว่าคุณมีรายได้ต่อเดือนสองพันหยวน หักค่าใช้จ่ายในครอบครัวออกแล้ว คุณคงต้องให้เธอประมาณ...”
พูดจบ
สวีเต๋อก็เขียนตัวเลขชุดหนึ่งลงบนกระดาษ แล้วเลื่อนไปให้อีกฝ่าย
จางหู่รับมา เมื่อเห็นตัวเลขบนนั้นหัวใจก็กระตุกวูบ หลุดปากพูดออกมาอย่างลืมตัวว่า
“สามร้อยหยวน!?”
เขาเงยหน้ามองสวีเต๋ออย่างไม่อยากจะเชื่อ
เดือนหนึ่งตัวเองให้แค่สามร้อย ปีหนึ่งก็แค่สามพันหกร้อย!
จากสองหมื่น ลดฮวบเหลือสามร้อย!?
อย่าว่าแต่การลดระดับมาตรฐานการใช้ชีวิตเป็นเรื่องยากเลย ต่อให้เป็นคนธรรมดา ก็คงรับไม่ได้กับเงินเดือนละสามร้อยหยวนหรอก!
แต่พูดก็พูดเถอะ ถ้าเขายื้อเวลาไม่ยอมหย่าจริงๆ... อีกฝ่ายก็คงมีเงินใช้แค่เดือนละสามร้อยจริงๆ!
ผลลัพธ์ก็คือ
ถ้าอยากมีเงินไปเที่ยวเล่นจับจ่ายใช้สอย อีกฝ่ายก็ถูกบีบให้ต้องออกไปหางานทำ!
วุฒิการศึกษาของภรรยาเขาไม่สูง ความสามารถก็ไม่ถึงขั้น หากต้องพึ่งพาความสามารถของตัวเองเพื่อหาเงิน... งานแบกหามคงไม่ตกถึงมือเธอ คงทำได้แต่งานที่ทั้งเหนื่อยและได้ค่าจ้างน้อยนิด!
ดวงตาของจางหู่ค่อยๆ เป็นประกาย
หลังจากนั้นหัวใจก็เต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น
การให้ปลิงดูดเลือดออกไปทำงาน... รับรองได้เลยว่าทรมานยิ่งกว่าฆ่าเธอให้ตายเสียอีก!
“ในความเป็นจริงแล้ว มันอาจจะน้อยกว่าสามร้อยเสียด้วยซ้ำ!”
ใบหน้าของสวีเต๋อเผยให้เห็นรอยยิ้ม “นี่เป็นเพียงราคาประเมินขั้นต่ำเท่านั้น”
จางหู่ดีใจจนเนื้อเต้น
แต่แล้วก็ชะงักไป ถอนหายใจออกมาและส่ายหน้า
“ตอนนี้ผมอาศัยอยู่ในบ้านของพ่อผม ไม่ต้องเสียค่าเช่า”
หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอย่างค่าเช่าบ้าน เงินที่ต้องจ่ายก็จะยิ่งน้อยลง น้อยจนไม่ถึงสามร้อยด้วยซ้ำ
แต่จางหู่ไม่ต้องรับภาระค่าเช่าบ้านนี่สิ...
“ไม่ครับ คุณสามารถเลือกที่จะรับภาระนี้ได้!”
ใบหน้าของสวีเต๋อเผยให้เห็นรอยยิ้ม เขากล่าวขึ้นอีกครั้ง คำพูดที่เปล่งออกมานั้นราวกับเสียงกระซิบของปีศาจร้าย
“คุณสามารถให้พ่อของคุณเก็บค่าเช่าจากคุณได้ครับ”
จางหู่ ...?
ประโยคเดียวทำให้จางหู่ถึงกับสมองตื้อไปชั่วขณะ เขาเงยหน้ามองสวีเต๋อด้วยสีหน้าตกตะลึงระคนประหลาดใจ
ให้พ่อ... เก็บค่าเช่าจากตัวเองเนี่ยนะ!?
“ไม่ใช่สิ... นี่... นี่มัน...”
จางหู่ช็อกไปแล้ว เขาอ้ำอึ้งอยู่นาน
“นี่มันถูกกฎหมายด้วยหรือครับ!?”
ฟังดูทะแม่งๆ อยู่นะ...
อีกอย่าง... วิธีนี้มันโจ่งแจ้งเกินไปหรือเปล่า
การแก้แค้นแบบโจ่งแจ้งขนาดนี้ จะไม่โดนศาลเล่นงานเอาหรือไง!?
“คุณจาง ผมเป็นทนายความ คำพูดที่ออกมาจากปากผมย่อมถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้วครับ!”
สวีเต๋อตีหน้าขรึม เขาท่องจำกฎหมายได้ขึ้นใจ จะผิดกฎหมายได้อย่างไร
“ไม่มีกฎหมายข้อไหนบัญญัติไว้ว่าพ่อห้ามเก็บค่าเช่าบ้านจากลูกชาย!”
“แน่นอนว่าต้องมีการเซ็นสัญญาเช่าให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย”
สมองของจางหู่ตื้อไปอีกครั้ง
ดูเหมือน... จะไม่มีกฎหมายข้อไหนระบุไว้จริงๆ ว่าพ่อไม่สามารถเก็บค่าเช่าบ้านจากลูกที่บรรลุนิติภาวะแล้วได้!
เพียงแต่...
“แต่เงินเดือนผมยังสูงอยู่นะครับ ผมเป็นเจ้าของบริษัทอาหาร”
จางหู่ถอนหายใจออกมาอีกครั้งด้วยใบหน้าขมขื่น
เงินที่จะให้นั้นคิดจากเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนพื้นฐาน ซึ่งเงินเดือนของเขาก็ไม่ใช่น้อยๆ...
“รายได้ของผมอยู่ในรูปแบบของ เงินเดือนบวกรายได้จากการดำเนินกิจการ รายได้ต่อเดือนของผมคือ...”
เขายังพูดไม่ทันจบ
สวีเต๋อก็พูดแทรกขึ้นมาว่า
“คุณจาง คุณเป็นเจ้าของบริษัทนะครับ”
“คุณสามารถลดเงินเดือนตัวเองลงได้”
จางหู่ ...?
หางตาของจางหู่กระตุกเบาๆ เบิกตากว้าง
แต่กลับเห็นอีกฝ่ายค่อยๆ กล่าวต่อว่า
“คุณสามารถหาเหตุผลที่สมน้ำสมเนื้อ เพื่อลดเงินเดือนของตัวเองลงเหลือเดือนละหนึ่งพันหยวน หรือแม้แต่เดือนละหนึ่งหยวน... แต่ผมไม่แนะนำให้ลดเหลือหนึ่งหยวนนะครับ เพราะมันดูหยามเกียรติเกินไป”
เงินเดือนสูงเกินไปหรือ จัดการง่ายนิดเดียว
ก็แค่ลดเงินเดือนตัวเองลงก็สิ้นเรื่อง!
สมองของจางหู่อื้ออึงไปหมด
ที่บอกว่าไม่แนะนำให้ลดเหลือหนึ่งหยวนเพราะมันดูหยามเกียรติเกินไปหมายความว่ายังไง
แล้วลดเหลือหนึ่งพันมันไม่ดูหยามเกียรติหรือไง!?
เมื่อดึงสติกลับมาได้ จางหู่ก็จ้องมองสวีเต๋ออย่างไม่อยากจะเชื่อ เนิ่นนานจึงพูดตะกุกตะกักออกมาว่า
“แล้วหุ้นล่ะครับ...”
“ดูจากอายุของคุณ บริษัทของคุณน่าจะเปิดตั้งแต่ก่อนแต่งงานใช่ไหมครับ”
สวีเต๋อเอ่ยปากอย่างเนิบช้า แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของตนเอง
“ทรัพย์สินก่อนสมรสถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ไม่นับรวมในสินสมรส”
“แต่ถ้าหากกิจการมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหลังแต่งงาน ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเงินปันผลในภายหลัง ถึงจะนับเป็นสินสมรสครับ”
ยกตัวอย่างเช่น ก่อนแต่งงานคุณซื้อหุ้นมูลค่าหนึ่งล้านหยวน หลังแต่งงานหุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งล้านหนึ่งแสนหยวน เงินหนึ่งแสนหยวนส่วนเกินนี้ก็คือสินสมรส
“แต่ทว่า!”
“คุณสามารถขายหุ้นของคุณได้ครับ”
สวีเต๋อเสนอแผนการต่อ “คุณสามารถขายหุ้นให้กับพ่อของคุณในราคาตลาดที่สมเหตุสมผลอย่างเก้าแสนหยวน หรือหนึ่งล้านหยวน โดยไม่ต้องเก็บเงินไว้กับตัวเลยแม้แต่แดงเดียว เงินก้อนนี้จะถือเป็นทรัพย์สินก่อนสมรสครับ”
“ส่วนค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคุณก็ให้บริษัทเป็นคนออก”
“ส่วนเงินทุนที่ต้องใช้ ก็ให้พ่อของคุณมอบให้ในรูปแบบของการให้โดยเสน่หาจากบุคคลธรรมดา ก็ได้ครับ!”
“ด้วยวิธีนี้ คุณก็จะกลายเป็นผู้มีรายได้น้อยที่มีรายได้ต่อเดือนเพียงสองพันหยวน หรือแม้แต่หนึ่งพันหยวน แถมยังต้องจ่ายค่าเช่าบ้านอีกด้วย”
จางหู่เบิกตากว้าง ผุดลุกขึ้นยืนทันที ร่างกายราวกับถูกสายฟ้าฟาด ภายในใจปั่นป่วนไปหมด
ฟังคำชี้แนะเพียงครั้งเดียว มีค่ากว่าอ่านหนังสือมาสิบปี!!!
อะไรคือพ่อเก็บค่าเช่าจากลูก
อะไรคือลดเงินเดือนตัวเอง
และอะไรคือหุ้นก่อนแต่งงานที่มูลค่าเพิ่มขึ้นแล้ว สามารถนำไปขายให้พ่อในราคาที่ยังไม่เพิ่มมูลค่าได้อย่างสมเหตุสมผล และเงินที่ขายได้ก็นับเป็นทรัพย์สินก่อนสมรส!?
จางหู่กลืนน้ำลายลงคอ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย เขามองทนายความตรงหน้า
“นี่... นี่มันไม่ผิดกฎหมายจริงๆ หรือครับ”
เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มันออกจะ... เหิมเกริมเกินไปหน่อย!
ผู้พิพากษาจะไม่เอาเข็มขัดฟาดเขาจริงๆ ใช่ไหม!?
“นี่ถูกกฎหมายแน่นอนครับ”
“แน่นอนว่า มีข้อแม้ว่าเหตุผลในการกระทำดังกล่าวของคุณต้องปกติ มิฉะนั้นจะถูกมองว่าเป็นการยักยอกทรัพย์สิน”
สวีเต๋อลุกขึ้นยืนเช่นกัน มองลูกค้าตรงหน้าด้วยแววตาอ่อนโยน
“ด้วยวิธีนี้ ในแต่ละเดือนคุณก็แค่จ่ายเงินสามร้อยหยวนให้กับภรรยาของคุณ ส่วนระยะเวลานั้น...”
“ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะตัดสินใจหย่าเมื่อไหร่ครับ”
พูดอีกอย่างก็คือ... ตราบใดที่จางหู่ยังไม่ตัดสินใจหย่า
ในขณะที่ภรรยาของอีกฝ่ายไม่ได้ทำงาน ก็จะได้รับเงินเพียงเดือนละสามร้อยหยวนอย่างแน่นอน ซึ่งเงินจำนวนนี้ยังไม่พอซื้อข้าวดีๆ กินสักมื้อเลยด้วยซ้ำ!
หากเธอคิดจะไปเกาะคนรวยคนอื่น... แต่ตราบใดที่จางหู่ไม่ยอมหย่า อีกฝ่ายก็ไม่มีวันได้เชิดหน้าชูตาไปตลอดชีวิต!
แถมการคบชู้ซ้ำสองของอีกฝ่ายยังสามารถใช้เป็นข้อได้เปรียบในการฟ้องหย่าในภายหลัง ทำให้เธอได้ส่วนแบ่งทรัพย์สินน้อยลงหรือไม่ได้รับเลยแม้แต่แดงเดียว!
“นี่... นี่... นี่...”
จางหู่รู้สึกราวกับถูกผลักให้เปิดประตูบานใหม่ที่ไม่คุ้นเคย
ใช่
แบบนี้สิถึงจะถูก!
หย่างั้นหรือ ต้องใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจสักสองสามปีก่อนต่างหาก!
เมื่อเห็นดังนั้น สวีเต๋อจึงเอ่ยปากขึ้นว่า
“คุณจาง คุณยังมีข้อสงสัยอะไรอีกไหมครับ”
จางหู่ได้สติกลับคืนมา มองอีกฝ่ายด้วยความตื่นเต้น
ตอนแรกคิดว่ามาเจอทนายหนุ่มหน้าใหม่ คงไม่มีหวังแล้ว
ผลปรากฏว่า... ทนายคนนี้มีไม้เด็ดจริงๆ ด้วย!!!
ถึงจะรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างทะแม่งๆ ก็เถอะ
แต่ช่างมันปะไร ในเมื่อมันถูกกฎหมาย ใครจะมาเอาผิดได้ล่ะ!?
จางหู่จับมือสวีเต๋อด้วยความตื่นเต้น
“พอใจครับ ผมพอใจมาก เสียดายจริงๆ ที่ไม่ได้พบคุณให้เร็วกว่านี้!!!”
สวีเต๋อกล่าวว่า
“ถ้าอย่างนั้นเรา... ไปเคลียร์สัญญาที่ห้องการเงินกันเลยดีไหมครับ”
“ได้แน่นอนครับ!” จางหู่ตอบด้วยความฮึกเหิม
“งั้นก็ดีครับ”
พูดจบ
สวีเต๋อก็เดินไปด้านข้าง เขียนคำแนะนำเบื้องต้นให้อีกฝ่ายเสร็จ ก็ออกใบแจ้งค่าบริการ จากนั้นจึงพาคนเดินออกไป
วิธีที่เขาบอกนั้นค่อนข้างเสี่ยง
แต่ถ้าทำตามคำแนะนำเบื้องต้นของเขา... รับรองว่าปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์!
“แอ๊ด”
ประตูเปิดออก
จางหู่เดินตามสวีเต๋อไปยังห้องโถง
ระหว่างทาง
เมื่อเพื่อนร่วมงานในห้องโถงเห็นสีหน้าซาบซึ้งใจของจางหู่ ก็เลิกคิ้วขึ้น
แก้ปัญหาได้แล้วงั้นหรือ
แม้แต่พนักงานในห้องการเงินก็ยังประหลาดใจเล็กน้อย
ภายในห้องการเงิน
“คุณหลี่ รบกวนคิดเงินให้ลูกค้าของผมด้วยครับ”
สวีเต๋อมาถึงห้องการเงิน ก็เอ่ยปากพูดกับพนักงานหญิงหน้าตาธรรมดาคนหนึ่ง
เมื่อพนักงานหญิงได้ยินเช่นนั้น ก็เงยหน้ามองสวีเต๋อ สลับกับมองจางหู่ สีหน้าเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจ
“ทนายสวีให้คำปรึกษาเสร็จแล้วหรือคะ”
สวีเต๋อพยักหน้า “ใช่ครับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น พนักงานหญิงก็รู้สึกประหลาดใจ
เธอรู้ดีว่านี่คือคดีข้อพิพาท แถมยังเป็นสัญญาแบบเหมาจ่าย ซึ่งทนายต้องเป็นคนวางแผนจัดการให้!
คดีแบบนี้ต่อให้เป็นทนายความระดับหัวกะทิมาเอง วิธีที่ให้ก็ทำได้แค่ให้ลูกค้ายอมกลืนความอดสูและยอมเสียเปรียบ
แต่สีหน้าของลูกค้าคนนี้... ชัดเจนว่าพึงพอใจมาก
อีกฝ่ายให้คำแนะนำอะไรกับจางหู่กันแน่!?
สุดท้ายแคชเชียร์หลี่ก็กลั้นความสงสัยเอาไว้ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวว่า
“ได้ค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะ”
ไม่นาน ใบเสร็จรับเงินก็มาอยู่ในมือของจางหู่
เขามองใบเสร็จพลางชะงักไป สีหน้าเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจ
“ทำไมถึงเก็บเงินแค่เจ็ดร้อยหยวนล่ะครับ”
จางหู่ขมวดคิ้ว “ผมขอเพิ่มเงินอีกสองหมื่นหยวน นี่ผมเต็มใจให้นะ คุณใส่เพิ่มให้ผมที!”
หางตาของแคชเชียร์หลี่กระตุกเบาๆ
ก่อนที่เธอจะได้อ้าปากพูด สวีเต๋อที่อยู่ข้างๆ ก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่า
“นี่ผิดกฎระเบียบครับคุณจาง หากคุณพอใจ... ก็เพิ่มเงินอีกสักสองสามร้อยหยวนก็พอแล้วครับ”
การเรียกเก็บเงินเกินอัตราไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ก่อนจะลาออกเขายังไม่อยากสร้างความยุ่งยากให้กับใบอนุญาตทนายความของตัวเอง
จางหู่ไม่ได้บังคับ พยักหน้ารับ
“ถ้าอย่างนั้นก็ 999 หยวนแล้วกันครับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น แคชเชียร์หลี่ก็ออกใบเสร็จรับเงินให้เงียบๆ
การให้คำปรึกษาเพียงหนึ่งชั่วโมงนี้... กลับได้เงินมากกว่าเงินเดือนทั้งเดือนของเธอเสียอีก อดไม่ได้ที่จะคิดในใจว่า
‘นี่ใช่สวีเต๋อคนเดิมจริงหรือ ทำได้ยังไงกัน...’
ส่วนจางหู่นั้นถือใบเสร็จรับเงิน มองสวีเต๋อด้วยความซาบซึ้งใจ
“ทนายสวี ครั้งนี้ต้องรบกวนคุณจริงๆ นะครับ!”
“รับเงินมาก็ต้องทำงานให้คุ้มค่าเท่านั้นเองครับ” สวีเต๋อยิ้ม
จางหู่หันหลังเดินจากไป เขายังต้องกลับไปบอกภรรยาว่าผมรักคุณนะ ผมไม่หย่าแล้ว
ทว่า...
“รอก่อนครับ”
สวีเต๋อมองดูจำนวนเงินที่อีกฝ่ายเพิ่มให้ในใบเสร็จ ก่อนจะเรียกอีกฝ่ายไว้กะทันหัน
“คุณจาง ผมจำได้ว่าคุณบอกว่า มือที่สามเคยโทรหาคุณ แถมยังให้คุณดูคลิปและรูปภาพของเขากับภรรยาคุณด้วยใช่ไหมครับ เขาทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร”
จางหู่ที่เดินไปถึงประตูหยุดชะงัก หันกลับมาและหลุดปากพูดไปตามสัญชาตญาณ
“จะทำไปเพื่ออะไรล่ะครับ ก็เพื่อข่มขู่ขอเงินผม ไม่อย่างนั้นก็จะแฉคลิปพวกนั้นไง”
“แล้วคุณได้ให้ไปไหมครับ” สวีเต๋อถาม
จางหู่ขมวดคิ้ว พูดด้วยความขุ่นเคือง
“แน่นอนว่าไม่ให้สิครับ! พอเขาพูดจบผมก็วางสายใส่เลย”
เมื่อได้ยินดังนั้น
สวีเต๋อก็แสร้งทำเป็นถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“โชคดีที่คุณไม่ได้ให้”
จางหู่ชะงักไป ถามด้วยความสงสัย “หมายความว่ายังไงครับ”
สวีเต๋อตอบกลับไปว่า
“ถ้าคุณไม่วางสาย แล้วเสนอเงินสองสามร้อยหยวนเพื่อให้อีกฝ่ายลบคลิป”
“อีกฝ่ายจะต้องโกรธจัดแน่ๆ และในขณะเดียวกันก็จะรู้สึกว่านี่เป็นช่องทางหาเงิน หากหลังจากนั้นเขาเกิดโลภมาก ใช้คลิปวิดีโอส่วนตัวมาข่มขู่กรรโชกทรัพย์คุณเป็นเงินหลายล้านหยวนล่ะก็”
“เมื่อถึงตอนนั้น หากคุณถูกบีบให้ต้องยอมตกลงและจ่ายเงินไปก็แย่เลยสิครับ!”
“แบบนั้นอีกฝ่ายก็จะเข้าข่ายความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ต่อให้คลิปนั้นภรรยาคุณจะเต็มใจให้ถ่ายและยินยอมความด้วยก็ไม่มีประโยชน์ เพราะถือว่าเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนาต่อคุณอย่างสมบูรณ์แล้ว นี่เป็นความผิดทางอาญาอุกฉกรรจ์เลยนะครับ!”
“ศาลคงตัดสินจำคุกอย่างน้อยสิบปี เต็มๆ สิบปีเลยนะครับ! คงทำลายชีวิตอีกฝ่ายไปทั้งชีวิตแน่ๆ!!!”
“โชคดีจริงๆ ที่คุณวางสายไป”
จางหู่ ...!!!
คำพูดเหล่านี้ราวกับสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงกลางใจจางหู่
ลมหายใจของเขาเริ่มถี่กระชั้นขึ้นเรื่อยๆ สายตาที่มองสวีเต๋อยิ่งทวีความเร่าร้อน จนสุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกไปว่า
“นี่... แบบนี้ไม่ผิดกฎหมายหรือครับ”
“ผิดกฎหมายอะไรกันครับ ผมแค่เตือนคุณไม่ให้ถูกหลอกต่างหาก” สวีเต๋อบ่ายเบี่ยง
ทนายความที่ดี...
นี่แหละทนายความที่ดีที่เขาต้องการล่ะ!!!
จางหู่มองเขาอย่างจริงจังอยู่นาน สุดท้ายก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินออกไปอย่างฮึกเหิม
ส่วนสวีเต๋อ ในขณะที่เขากำลังวางมือลงบนลูกบิดประตูห้องการเงินเพื่อเตรียมตัวจะเดินออกไปนั้น
ทันใดนั้น หน้าจอแสงสีฟ้าอ่อนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงที่ดังก้องอยู่ในหู
【ขอแสดงความยินดีที่คุณเสร็จสิ้นการให้คำปรึกษาทางแพ่ง หนึ่งคดี】
【(ลูกค้าแสดงความชื่นชมในการบริการของคุณอย่างสูง พึงพอใจมาก!)】
【ขอแสดงความยินดีที่ได้รับเหรียญขอบคุณ 10 เหรียญ】
【ขอแสดงความยินดีที่คุณโชคดีสุดๆ ได้รับพรสวรรค์ ทักษะ ทำอาหาร ระดับหนึ่ง (0/10)】
ฝีเท้าของสวีเต๋อชะงักไป
“ทักษะ รางวัล”
หัวใจของเขากระตุกวูบ เขาไม่ได้ชักช้าให้เสียเวลา รีบเก็บหน้าจอแสงสีฟ้าแล้วเดินออกไป
“แอ๊ด”
ประตูห้องการเงินเปิดออก
ภายในห้องโถง เมื่อทนายความหลายคนเห็นสวีเต๋อกำลังจะเลิกงานกลับบ้าน ก็มีคนอดใจไม่ไหวเอ่ยปากถามขึ้นมาทันที
“ทนายสวี การให้คำปรึกษาในห้อง 103 คุณแก้ปัญหาได้แล้วหรือคะ” ทนายความหญิงคนหนึ่งเอ่ยปากถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ