- หน้าแรก
- ปรมาจารย์หญิงปราบมารที่ไม่ปกติ อุบัติเหตุรักษ์โลกวิญญาณ ฉบับปรมาจารย์จำเป็น
- บทที่ 2904 แล้วสิ่งแลกเปลี่ยนคืออะไรล่ะ
บทที่ 2904 แล้วสิ่งแลกเปลี่ยนคืออะไรล่ะ
บทที่ 2904 แล้วสิ่งแลกเปลี่ยนคืออะไรล่ะ
สิ่งนั้นไม่มีรูปร่างกายเนื้อ มีเพียงความมืดมิด ทว่ากลับมีดวงตาสีขาวคู่หนึ่งเบิกขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า แม้สิ่งนั้นจะไม่สามารถเอื้อนเอ่ยได้ แต่เธอกลับรับรู้ได้ถึงความหมายของมัน
มันสามารถทำให้ความปรารถนาของเธอเป็นจริงได้ ทว่าต้องการให้เธอจ่ายสิ่งแลกเปลี่ยน
เธอพยักหน้าอย่างไม่ลังเล พลางเอ่ยกับมันว่า ฉันยินดีใช้ทุกสิ่งทุกอย่างของฉันมาแลกเปลี่ยน
ดวงตาสีขาวคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อย ส่งผ่านเจตนาหยอกเย้าอันเย็นเยียบ เธอรู้สึกราวกับวิญญาณถูกฉีกกระชากออกไปส่วนหนึ่ง ความหนาวเหน็บที่ลึกซึ้งถึงกระดูกลุกลามไปทั่วทั้งร่างในพริบตา ราวกับมีสิ่งที่มองไม่เห็นกำลังกัดกินแก่นแท้แห่งชีวิตของเธอ
เธอรู้สึกว่ามีบางสิ่งแทรกซึมเข้ามาในหัวของตัวเอง นับตั้งแต่นั้นมา เธอก็ไม่สามารถสัมผัสถึงอารมณ์ความรู้สึกอื่นใดได้อีกเลย มีเพียงความเคียดแค้นที่เด่นชัดราวกับคมมีด
มันยังคงรั้งอยู่ และคอยอยู่เคียงข้างเธอตลอดเวลา ขอเพียงเธอหันหน้ากลับไป ก็จะสามารถมองเห็นมันเร้นกายอยู่ในมุมมืด ดวงตาสีขาวคู่นั้นจ้องมองเธออย่างเงียบงัน
ในที่สุด เวลาที่เหมาะสมก็มาถึง
วันนั้นเธอทำตามคำสั่งของมัน จูงมือพี่ชาย พาเขาเดินไปที่ตรอกเล็กๆ หลังบ้าน แสงจันทร์ในตรอกนั้นสาดส่องลงมาอย่างซีดเซียว พี่ชายยังคงหัวเราะซื่อๆ คิดว่าน้องสาวจะมาเล่นเป็นเพื่อนเขา
จนกระทั่งเดินไปถึงสุดปลายตรอก ท่ามกลางความมืดมิดก็ปรากฏดวงตาสีขาวคู่หนึ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ความมืดมิดนั้นพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของเขา
เมื่อความมืดมิดจางหายไป พี่ชายก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ รอยยิ้มซื่อๆ บนใบหน้ามลายหายไป ดวงตาก็แปรเปลี่ยนเป็นกระจ่างใส
เขาค่อยๆ หันหน้ามามองเธอ แววตาดูแปลกตาและลึกล้ำ ราวกับเพิ่งได้รู้จักโลกใบนี้อย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก
วันนั้นเธอดีใจเหลือเกิน ดีใจจนล้นพ้น ในที่สุดเธอก็มีพี่ชายที่สามารถปกป้องทุกคนในครอบครัวได้เสียที
ทางด้านหลินเสี้ยว ในตอนนั้นก็ปักใจเชื่อว่าตัวเองคือจางเถี่ยจู้ ภายในหัวของเธอจึงปรากฏความทรงจำของจางเถี่ยจู้ขึ้นมาเช่นกัน
ความทรงจำก่อนที่จะเข้าไปในตรอกแห่งนั้นล้วนเลือนราง มีเพียงภาพเหตุการณ์ที่กระจัดกระจายเพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นหลังของแม่ เสียงไอของพ่อ หรือภาพที่น้องสาวซุกตัวร้องไห้อยู่ใต้ผ้าห่ม
ทว่าหลังจากที่เดินออกมาจากตรอกแห่งนั้น ความทรงจำกลับแจ่มชัดขึ้นมา เขาจำได้อย่างแม่นยำว่าตนเองกอบกุมมือน้องสาวไว้แน่นเพียงใด และจดจำได้ว่ามองเห็นใบหน้าของเธอภายใต้แสงจันทร์ได้ชัดเจนแค่ไหน
ในตอนนั้นเขาก็รู้สึกดีใจมากเช่นกัน เขาจูงมือน้องสาวเดินกลับบ้าน พลางสาบานในใจว่าจะปกป้องเธอไปชั่วชีวิต จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมารังแกเธอได้อีก
แต่ทว่านับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขากลับเอาแต่ฝันร้ายมาโดยตลอด เขาฝันเห็นสิ่งมีชีวิตในความมืดมิดนั้นลุกลามไปทั่วทั้งหมู่บ้าน กลืนกินทุกคนในหมู่บ้านจนสิ้น ทุกครั้งเขาจะสะดุ้งตื่นจากความฝัน ตกใจกลัวจนเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มแผ่นหลัง
กระทั่งวันหนึ่ง เขาได้อ้อนวอนต่อความมืดมิดในความฝันว่าอย่าทำร้ายชาวบ้าน ความมืดมิดนั้นหยุดการลุกลาม ขณะที่ดวงตาสีขาวคู่นั้นค่อยๆ หันมามองเขา เจตจำนงอันเย็นเยียบทิ่มแทงเข้าสู่จิตสำนึกของเขาโดยตรง
มันละเว้นชาวบ้านได้ แต่ต้องแลกมาด้วยสิ่งตอบแทน
เขาเอ่ยถามว่าสิ่งแลกเปลี่ยนคืออะไร อีกฝ่ายจึงบอกเขาว่า เขาต้องฆ่าล้างครอบครัวให้หมดก่อนฟ้าสาง ซึ่งรวมถึงตัวเขาเองด้วย
เขาเกิดความลังเล หากให้เขาปลิดชีพตัวเอง เขายังพอทำใจได้ แต่หากให้เขาฆ่าล้างครอบครัว เขาไม่อาจทำใจลงจริงๆ
ความมืดมิดนั้นจ้องเขม็งมาที่เขา ความหนาวเหน็บทะลุทะลวงลึกถึงวิญญาณ
มันกล่าวว่า หากคนในครอบครัวของเขายังตายไม่หมดก่อนฟ้าสาง มันก็จะกลายร่างเป็นความมืดมิด แผ่ขยายออกไปทุกสารทิศ กลืนกินทั้งหมู่บ้าน จากนั้นก็ลุกลามไปจนถึงตัวเมือง จนกว่าโลกทั้งใบจะจมดิ่งลงสู่ห้วงลึกอันมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด
เมื่อถึงเวลานั้น ผู้คนบนโลกใบนี้ล้วนต้องตายกันหมด
เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝัน คว้ามีดทำครัวขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา แสงจันทร์สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกระทบลงบนคมมีด สะท้อนประกายแสงอันเย็นยะเยือกออกมา
หากเป็นเพียงเพื่อชีวิตของชาวบ้านแค่หมู่บ้านเดียว บางทีเขาอาจจะไม่เชื่อฟังคำสั่งของมัน แต่ทว่านี่คือการช่วยโลกทั้งใบ เขาจึงมิอาจหลีกเลี่ยงได้
ดังนั้นเขาจึงเงื้อมีดขึ้นแล้วเดินตรงไปยังห้องของพ่อแม่ มือของเขาสั่นเทาจนแทบจะจับด้ามมีดไว้ไม่อยู่
พ่อแม่ต่างอ้อนวอนขอร้องอย่างน่าเวทนา ทว่าเขากลับมิอาจรับปากได้ ท้ายที่สุดพ่อแม่จึงขอร้องให้ครอบครัวของพวกเขาได้กินข้าวด้วยกันสักมื้อ เขาตอบตกลง ทว่าในขณะที่พวกเขากำลังเข้าไปทำกับข้าวในห้องครัว จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นมาในหัวว่า มีคนกำลังจะหลบหนี รีบไปดักรอที่ประตูหลังเร็วเข้า
และก็เป็นจริงดังคาด เขาเห็นเด็กหญิงตัวน้อยกำลังจะหลบหนีออกไปทางประตูหลัง เขาจึงพุ่งพรวดเข้าไปในห้องครัว แล้วเงื้อมีดฟันเข้าใส่น้องสาวทันที
เสี่ยวโย่วทรุดตัวลงนั่งยองๆ ด้วยความหวาดกลัว พลางยกมือขึ้นกอดศีรษะของตนเองเอาไว้
เวลานี้เธอยังคงมีความคิดอ่านเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อย จึงนึกไม่ออกเลยว่าจะต่อต้านอย่างไรดี ทว่าในจังหวะที่มีดของ ‘จางเถี่ยจู้’ กำลังจะฟันลงบนศีรษะของเธอ จู่ๆ บริเวณหน้าอกของเธอก็เกิดความรู้สึกร้อนลวกขึ้นมา
เธอสะดุ้งตกใจสุดขีด รีบดึงยันต์คุ้มภัยที่ห้อยคออยู่ออกมา ยันต์คุ้มภัยแผ่นนั้นพลันเปล่งแสงสว่างเจิดจ้า ระเบิดพลังออกมาราวกับดวงอาทิตย์อันร้อนแรง
ลำแสงนั้นพุ่งทะยานฟาดฟันเข้าใส่ความมืดมิดราวกับกระบี่อันแหลมคม เจตจำนงอันเย็นเยียบนั้นแผดเสียงร้องแหลมสูง ก่อนจะสลายหายไปในพริบตา
ทั้งสี่คนได้สติหลุดพ้นจากภาพมายา เหงื่อเย็นเยียบเปียกชุ่มไปทั่วทั้งแผ่นหลัง
หลินเสี้ยวก้มมองมีดในมือ ตกใจกลัวจนใบหน้าซีดเผือด มีดในมือร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังเคร้ง
เจตจำนงของพวกเขาถูกความมืดมิดกัดกิน ขาดอีกเพียงนิดเดียวก็เกือบจะเข่นฆ่ากันเอง ซ้ำรอยโศกนาฏกรรมในค่ำคืนนั้นเข้าเสียแล้ว
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพักหายใจหรอกนะ” เธอกัดฟันเอ่ย “พวกเราต้องคิดหาทางออกไปจากที่นี่ให้ได้”
และในเวลานั้นเอง พวกเขาก็ได้ยินเสียงร้องอุทาน ทั้งสี่คนพากันเดินออกไปทางประตูหลัง ก่อนจะพบว่าหมู่บ้านทั้งแห่งล้วนถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ภายนอกหมู่บ้านว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งใด มีเพียงความมืดมิดอันเข้มข้นเท่านั้น
ทุกสิ่งทุกอย่างในสถานที่แห่งนี้ล้วนไม่ใช่ของจริง
ครอบครัวเหล่านั้นที่ตายตกไปในหมู่บ้าน ล้วนกำลังทำซ้ำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนที่พวกเขาสิ้นใจ พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอดีตอันน่าสะพรึงกลัวและสิ้นหวังนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า