- หน้าแรก
- ท่านลอร์ดมือใหม่ในดินแดนอันตรายกับระบบสร้างกองทัพ
- บทที่ 270 การต่อสู้
บทที่ 270 การต่อสู้
บทที่ 270 การต่อสู้
ภายในเมืองรามิเรซ คาถาตะวันดับเก้าดวงของเลวี่ไม่เพียงแต่ระดมยิงได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สูญเสียพลังเวทมนตร์ แต่อานุภาพของมันยังรุนแรงอย่างน่าเหลือเชื่อ ซึ่งก้าวล้ำเหนือกว่าเวทมนตร์ระดับหกทั่วไปเป็นอย่างมาก
หลังจากสิ้นสุดการกระหน่ำยิงของคาถาตะวันดับเก้าดวง เลวี่ก็ปลดปล่อยกองทัพอันเดดตั้งแต่ระดับสี่ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก โอบล้อมคนขององค์ชายพอลไว้จนแน่นหนา จากนั้นเขาก็เริ่มร่ายคาถาอัสนีมังกรสังหารเพื่อจู่โจมปลิดชีพศัตรูอย่างแม่นยำ
ทางฝั่งขององค์ชายพอล นอกจากตัวเขาที่เป็นมหาจอมเวทระดับเจ็ดแล้ว ก็มีเพียงมหาจอมเวทระดับสี่และระดับห้าอยู่ไม่กี่คนเท่านั้น ไม่มีระดับหกเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งมหาจอมเวทระดับสี่และระดับห้าเหล่านี้ต่างก็ถูกเลวี่ใช้คาถาอัสนีมังกรสังหารปลิดชีพลงเป็นกลุ่มแรกทันทีที่มีโอกาส
ดังนั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองทัพอันเดดและการโจมตีด้วยเวทมนตร์อันไร้ขีดจำกัดของเลวี่ พวกเขาจึงไม่สามารถจัดตั้งกระบวนทัพตั้งรับที่มีประสิทธิภาพได้เลย ทำได้เพียงแยกย้ายกันต่อสู้ตามยถากรรม
สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดก็คือ บรรฑาผู้เชี่ยวชาญที่ถูกสังหารจะแปรสภาพกลายเป็นอันเดดของเลวี่อย่างรวดเร็ว และหันกลับไปเล่นงานอดีตสหายร่วมรบของตนเอง
เมื่อองค์ชายพอลที่กำลังยืนอึ้งตื่นจากภวังค์ เขาก็เดือดดาลขึ้นมาทันที "ไอ้สารเลว!"
จากนั้นเขาก็เริ่มสำแดงพลังในฐานะมหาจอมเวทมนตร์ดำระดับเจ็ด ร่ายเวทมนตร์พรสวรรค์สายมืดตอบโต้ออกไป ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณแห่งเงา โซ่ตรวนเงา คำสาปขยี้วิญญาณ และม่านพลังทมิฬ
ทว่าการโต้กลับของเขานั้นสายเกินไปเสียแล้ว ตอนนี้เขาเหลือผู้ใต้บังคับบัญชาระดับหกและระดับเจ็ดอยู่เพียงสิบกว่าคนเท่านั้น
เพียงเท่านี้ก็บ่งบอกได้แล้วว่า ตัวองค์ชายพอลเองแทบไม่เคยผ่านสมรภูมิรบจริงเลย ที่ผ่านมาเขาคงเอาแต่หลบซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังเพื่อวางแผนการรบ แต่ในยามนี้ เขาจึงต้องรับกรรมจากความอ่อนด้อยประสบการณ์ของตนเอง
เมื่อต้องเผชิญกับการโต้กลับด้วยเวทมนตร์พรสวรรค์สายมืดขององค์ชายพอล เลวี่และมหาจอมเวทระดับหกอีกหลายคนก็สามารถกางข่ายเวทมนตร์ป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะเวทมนตร์ธาตุไฟและธาตุอัสนีของเลวี่ ผนวกกับผลลัพธ์ของการข่มขวัญจากพรสวรรค์ดั้งเดิมของเขา ซึ่งสามารถสยบเวทมนตร์วิญญาณสายเงาเหล่านั้นได้อย่างชะงัดนัก
ส่วนคำสาปขยี้วิญญาณที่แผ่ซ่านไปทั่ว ก็ถูกคลี่คลายลงไปทีละเปลาะด้วยคาถาถอนคำสาปซึ่งเป็นเวทมนตร์ธาตุแสงที่เลวี่ระดมร่ายออกมาอย่างต่อเนื่อง
มหาจอมเวทที่เชี่ยวชาญเพียงธาตุเดียวอย่างบริสุทธิ์ย่อมยากที่จะกุมความได้เปรียบเมื่อต้องต่อกรกับเลวี่ เพราะในฐานะมหาจอมเวทผู้เชี่ยวชาญทุกธาตุ เลวี่มักจะมีคาถาที่สามารถแก้ทางศัตรูได้เสมอ
ในเวลานั้นเอง ณ สมรภูมิระดับแปดบนท้องฟ้า นักรบนภาระดับแปดคนหนึ่งได้ตีฝ่าวงล้อมของพวกแองเจลิสออกมาได้สำเร็จ และไปโผล่ที่เบื้องหลังของเลวี่ หวังจะลอบโจมตีเขาจากทีเผลอ
"เลวี่ ระวัง!" แองเจลิสรีบตะโกนเตือน และกำลังจะหันหลังกลับไปช่วยพยุง ทว่าเบลนิสกลับห้ามไว้ก่อน
"แองเจลิส เลวี่รับมือไหว พวกเรามาร่วมมือกันกำจัดหุ่นเชิดเวทมนตร์ตัวนี้ก่อนเถอะ แบบนั้นถึงจะชิงความได้เปรียบในศึกนี้กลับมาได้อย่างแท้จริง"
แองเจลิสหันกลับไปมองและพบว่าเลวี่ราวกับมีตาหลัง ทันทีที่การโจมตีเกือบจะถึงตัว เขาก็ใช้วิชาไร้ระยะหลบหลีกการลอบโจมตีของนักรบนภาระดับแปดผู้นั้นได้อย่างง่ายดาย
ในเวลาเดียวกัน เขาก็ไปปรากฏตัวที่ด้านหลังของนักรบนภาระดับแปด และอาศัยการข่มขวัญช่วยสะกดข่ม พร้อมกับฟาดฟันกระบี่เพียงดาบเดียวซัดร่างอีกฝ่ายจนปลิวลอยกระเด็นออกไป
นักรบนภาระดับแปดที่ถูกซัดกระเด็นไปถึงกับเหงื่อกาฬไหลพรากด้วยความเสียวสันหลัง หากเขาไม่ได้กางปราณโลหิตคุ้มกายระดับแปดไว้ได้ทันท่วงที หัวของเขาคงหลุดออกจากบ่าไปแล้ว
"ไอ้หมอนี่ไม่ใช่แค่เป็นมหาจอมเวทระดับหกหรอกรึ ทำไมถึงได้เป็นอัศวินระดับหกด้วย แถมพละกำลังยังใกล้เคียงกับระดับเจ็ดอีกต่างหาก ปีนี้เขาอายุเท่าไหร่กันแน่"
ในเวลานี้ ไม่เพียงแต่นักรบนภาระดับแปดผู้นั้นจะตกตะลึง แม้แต่องค์ชายพอลและแองเจลิสเองก็ประหลาดใจเป็นอย่างมากเช่นกัน
ภายในใจขององค์ชายพอลในยามนี้เต็มไปด้วยความริษยาอันไร้ขีดจำกัด "ทำไมไอ้สามัญชนพรรค์นี้ถึงได้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศขนาดนี้ เพียงไม่กี่ปี เขากลับบ่มเพาะทั้งสายมหาจอมเวทและอัศวินจนถึงระดับหกได้พร้อมกัน พละกำลังของเขายังก้าวล้ำเหนือกว่าระดับหกไปไกลโข ในขณะที่ข้าอายุอานามล่วงเลยไปกว่าสี่สิบปีแล้ว แต่กลับเป็นได้แค่มหาจอมเวทระดับเจ็ดเท่านั้น ทั้งแองเจลิส ทั้งทอมป์สันก็เหมือนกัน..."
ยิ่งองค์ชายพอลคิดก็ยิ่งเดือดดาล สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ เขาแผดเสียงสั่งการอย่างคลุ้มคลั่ง "สก็อตต์ ไปฆ่าไอ้สามัญชนนั่นให้ข้าซะ!"
สก็อตต์ นักรบนภาระดับแปดที่เพิ่งถูกเลวี่ซัดกระเด็นไป รีบพุ่งทะยานกลับมาทันทีเมื่อได้รับคำสั่ง เมื่อครู่นี้เป็นเพียงเพราะเขาประมาทเลินเล่อไปชั่วขณะ ไม่ทันล่วงรู้ถึงขีดความสามารถที่แท้จริงและวิชาเคลื่อนย้ายมิติอันพิสดารของเลวี่ จึงเปิดโอกาสให้เลวี่จู่โจมสำเร็จได้ครั้งหนึ่ง
ทว่าในตอนนี้เมื่อเขาเตรียมพร้อมรับมือแล้ว ด้วยพละกำลังในระดับนักรบนภาระดับแปด เขย่อมสามารถบดขยี้เลวี่ที่เป็นเพียงระดับหกได้อย่างแน่นอน
สก็อตต์ฟาดฟันดาบเข้าใส่เลวี่อย่างดุดัน ซัดร่างของเลวี่ที่ยกกระบี่ขึ้นมาต้านรับจนปลิวถอยหลังไปไกลกว่าสิบเมตรถึงจะสามารถตั้งหลักได้
เมื่อเห็นว่าเลวี่ไม่ได้ใช้วิชาเคลื่อนย้ายมิติเพื่อหลบหลีก แต่เลือกที่จะเข้าปะทะรับการโจมตีตรงๆ สก็อตต์ก็รู้สึกว่าตนเองกำลังถูกผู้เชี่ยวชาญระดับหกดูแคลน เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว "ไอ้หนู เจ้าคิดจริงๆ รึว่าแค่จู่โจมสำเร็จครั้งเดียว ผู้เชี่ยวชาญระดับแปดจะเป็นสิ่งที่ระดับหกอย่างเจ้าจะต่อกรได้ วันนี้ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นเองว่า ช่องว่างระหว่างผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในแต่ละขั้นมันห่างชั้นกันขนาดไหน"
พูดจบเขาก็ปลดปล่อยปราณโลหิตระดับแปดออกมาจนถึงขีดสุด กระตุ้นใช้วิชาการต่อสู้ชั้นสูง พุ่งเข้าใส่เลวี่ด้วยความเร็วและเพลงดาบอันรวดเร็วพิสดารเกินหยั่งคาด
เมื่อเห็นดังนั้น เลวี่ก็เก็บความทะนงตนลงทันที เมื่อครู่นี้ที่เขาเลือกรับการโจมตีตรงๆ ก็เพียงเพราะอยากจะทดสอบดูว่าพละกำลังของนักรบนภาระดับแปดนั้นแข็งแกร่งเพียงใด เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องเผชิญหน้ากับผู้เชี่ยวชาญระดับแปดเพียงลำพัง
ในเมื่อตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่านักรบนภาระดับแปดไม่ได้มีพละกำลังที่เหนือชั้นกว่าเขาจนไม่อาจเทียบเคียงได้ เลวี่ก็พร้อมที่จะเข้าห้ำหั่นอย่างเต็มกำลัง นับตั้งแต่เขาได้รับพรสวรรค์พละกำลังไร้ขีดจำกัดมา เลวี่ก็รู้สึกว่าตนเองราวกับเป็นเม่นที่มีหนามแหลมคมรอบตัว ตราบใดที่ศัตรูไม่ใช่ตัวตนที่ทรงพลังพอจะบดขยี้เขาได้ในพริบตา เขาก็สามารถใช้ผลลัพธ์อันหลากหลายจากเจ็ดพรสวรรค์ดั้งเดิมและหกเวทมนตร์พรสวรรค์มาสร้างความยากลำบากให้อีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน
ดังนั้น เมื่อสก็อตต์พุ่งเข้ามาด้วยสรรพกำลังที่มี เลวี่ก็กระตุ้นใช้งานเกราะทมิฬ การข่มขวัญ กระจ่างแจ้ง และผู้พิทักษ์แกนปฐพีทันที จากนั้นก็สาดเวทตะวันดับเก้าดวงออกไป แล้วร่ายคาถาอัสนีมังกรสังหารตามไปติดๆ
ทว่ากว่าที่สก็อตต์จะใช้ปราณโลหิตระดับแปดทลายการโจมตีของเลวี่ลงได้ เลวี่ก็ร่ายเวทพายุมารเงาไร้ลักษณ์หลบหลีกไปเสียแล้ว ในขณะเดียวกัน คาถากระบี่วารีโปรยปรายก็เข้าโอบล้อมและคอยก่อรบกวนสก็อตต์อย่างไม่ลดละ
วิชาอันหลากหลายชวนตื่นตาตื่นใจของเลวี่สร้างความตื่นตระหนกให้กับสก็อตต์ที่กำลังบุกโจมตีอย่างเต็มกำลังเป็นอย่างยิ่ง หลังจากถูกเวทมนตร์สายจิตวิญญาณ สายแรงโน้มถ่วง และธาตุน้ำของอีกฝ่ายคอยปั่นป่วน ความเร็วของเขากลับไม่อาจไล่ตามไวส์เคานต์ที่มีพละกำลังเพียงระดับหกผู้นี้ได้ทันเสียอย่างนั้น
"ข้าเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญระดับแปด จะยอมถูกผู้เชี่ยวชาญระดับหกจูงจมูกตามใจชอบได้อย่างไรกัน" สก็อตต์ไม่อาจยอมรับความจริงข้อนี้ได้ เขาจึงระดมปลดปล่อยคลื่นดาบปราณโลหิตจำนวนมหาศาลเข้าใส่ราวกับห่าฝน
ทว่าเลวี่กลับใช้วิชาไร้ระยะหลบหลีกการโจมตีเหล่านั้นได้ทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง และหลังจากทิ้งระยะห่างออกมาได้ เขาก็เปิดฉากระดมโจมตีด้วยเวทมนตร์อีกระลอกหนึ่ง
ในตอนนี้ สถานการณ์ของสก็อตต์จึงย่ำแย่อย่างหนัก หากจะสู้ระยะประชิด เขาก็ไล่ตามความเร็วในการเคลื่อนที่ของเลวี่ไม่ทัน แต่หากเขาจะระดมโจมตีเป็นวงกว้าง เลวี่ก็สามารถฉวยโอกาสทิ้งระยะห่างและยิงเวทมนตร์สวนกลับมาแทน
ผลงานอันยอดเยี่ยมของเลวี่สร้างความตกตะลึงให้แก่เหล่าผู้เชี่ยวชาญระดับแปดที่กำลังต่อสู้อยู่ไม่ไกลเป็นอย่างมาก
แองเจลิสเองก็รู้สึกอัศจรรย์ใจที่เลวี่สามารถทลายขีดจำกัดด้านพลังเวทมนตร์และพลังจิตวิญญาณลงได้ ก่อนหน้านี้ในนรก แองเจลิสรู้ดีว่าเลวี่ฝึกลูกผสมเวทมนตร์หลากหลายสาย นางเคยกล่าวไว้ว่า การร่ายเวทมนตร์หลากธาตุจำเป็นต้องใช้พลังจิตวิญญาณและพลังเวทมนตร์มหาศาล ซึ่งเป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไขได้ก่อนจะก้าวเข้าสู่เขตแดนนักบุญ
ทว่าองค์ชายพอลกลับไม่อาจทนดูได้อีกต่อไป "สก็อตต์ มัวทำบ้าอะไรอยู่ ทำไมถึงยังไม่ฆ่าไอ้สามัญชนนั่นอีก"
ในยามนี้ สถานการณ์ขององค์ชายพอลเองก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน
แม้ว่าเลวี่จะถูกดึงตัวออกไปแล้ว แต่คนของตระกูลทิวลิปและตระกูลดาลตันก็ยังคงมีจำนวนมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกองทัพอันเดดของเลวี่เลย
ดังนั้น องค์ชายพอลจึงทำได้เพียงแผดเสียงเร่งเร้าสก็อตต์อย่างบ้าคลั่ง