- หน้าแรก
- ท่านปรมาจารย์เลิกแกล้งเป็นคนธรรมดาได้แล้ว
- บทที่ 152 สายพันธุ์หงสา
บทที่ 152 สายพันธุ์หงสา
บทที่ 152 สายพันธุ์หงสา
บทที่ 152 สายพันธุ์หงสา
"ผ่านไปหลายวันแล้ว ไก่ที่ซื้อไปยังไม่ส่งมาอีกหรือ เช่นนั้นข้าไปเอามาเองก็แล้วกัน"
เหวยเจิ้งตัดสินใจแล้ว รีบมาที่คอกม้าลากรถม้าที่ผุพังคันนั้นของเขาออกมา ขับมุ่งหน้าไปยังเมืองอวิ๋นเฉิงในทันที
เขาเตรียมจะซื้อไก่เพิ่มอีกสักหน่อยเพื่อนำไปไว้ในฟาร์มเลี้ยงไก่ ในเวลาเดียวกันก็ต้องการซื้อลูกปลาเพิ่มอีกสักหน่อย
ช่วงก่อนหน้านี้เขาปล่อยลูกปลาจำนวนไม่น้อยลงในลำธารสายเล็กของคฤหาสน์ น่าเสียดายที่พื้นที่ของลำธารเล็กเกินไป ไม่ค่อยเหมาะสำหรับการเลี้ยงปลา
ดังนั้นเหวยเจิ้งจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ว่าจะขุดบ่อปลาขึ้นมาในที่ดินอีกผืนหนึ่ง ใช้สำหรับเลี้ยงปลาโดยเฉพาะ
เขามาถึงเมืองอวิ๋นเฉิงอย่างรวดเร็ว ส่งมอบรถม้าให้สถานีม้าเร็วดูแลรับผิดชอบ จากนั้นก็แอบเข้าไปเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วในตลาดที่คึกคักเพียงลำพัง
เหวยเจิ้งหาแผงลอยที่ซื้อไก่ก่อนหน้านี้พบ แต่กลับพบว่าพ่อค้าเร่ผู้นั้นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งนานแล้ว
เมื่อสอบถามถึงได้รู้ว่า เมื่อสองวันก่อนพ่อค้าเร่ผู้นั้นออกไปเที่ยวชานเมือง คิดไม่ถึงว่าจะพบเจอกับปีศาจ ภายใต้ความตกใจจึงตกลงไปในแม่น้ำจมน้ำตายไปแล้ว
"หมู่นี้ปีศาจปรากฏตัวออกมามากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ข้ารู้สึกว่าเมืองอวิ๋นเฉิงดูเหมือนจะยิ่งไม่ปลอดภัยมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ"
"ไม่ใช่หรืออย่างไร มหาสมุทรทางตอนใต้ยังมีปีศาจทะเลก่อคลื่นลม ม้วนตัวเป็นคลื่นยักษ์สูงหลายพันจั้ง จมเรือประมงไปมากมายเลยนะ"
ใบหน้าของผู้คนโดยรอบเต็มไปด้วยความกังวลใจ ล้วนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
นับตั้งแต่มีปีศาจปรากฏตัวอยู่นอกเมืองในครั้งก่อนจนถึงบัดนี้ ก็เกิดเหตุการณ์ปุถุชนถูกสังหารขึ้นหลายครั้งแล้ว
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีของปีศาจเหล่านี้ ปุถุชนโดยพื้นฐานแล้วไร้กำลังที่จะปกป้องตนเอง หรืออาจกล่าวได้ว่า เมื่อพบเจอกับปีศาจต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย
เหวยเจิ้งส่ายหน้า ลอบถอนหายใจขึ้นมา
นี่ก็คือโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ต่อหน้าผู้ฝึกตนและปีศาจปุถุชนเป็นดั่งมดปลวก ไร้ซึ่งพลังในการดิ้นรน
มิน่าล่ะหลังจากบิดามารดาของจางเฉวียนถูกสังหาร เจ้าเด็กนั่นถึงได้วิ่งไปทั่วทุกสำนักสาขาของเมืองอวิ๋นเฉิง พยายามอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อที่จะเข้าสู่สำนักเซียนบำเพ็ญเพียร เพื่อแก้แค้นให้บิดามารดา
เพียงแต่สำหรับเรื่องการบำเพ็ญเพียรนี้ เหวยเจิ้งไม่มีวิธีเลยแม้แต่น้อยจริงๆ
อย่างไรเสียจางเฉวียนก็เป็นเพียงปุถุชนที่ไม่มีรากวิญญาณคนหนึ่ง ต่อให้เข้าสู่สำนักเซียนหลางหยา ก็เป็นเพียงการสิ้นเปลืองวันเวลาไปเปล่าๆ เท่านั้น
ตลาดเกษตรกรรมกลับมีแผงขายไก่พ่อแม่พันธุ์อยู่ไม่น้อย
เหวยเจิ้งไม่ได้รีบร้อนลงมือ เขาไม่ได้ใส่ใจต่อราคาของไก่พ่อแม่พันธุ์ แต่กลับใส่ใจต่อสายพันธุ์ของไก่พ่อแม่พันธุ์มาก
ตลาดเกษตรกรรมในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรค่อนข้างแปลกประหลาด นอกเหนือจากไก่เป็ดห่านปกติแล้ว บางครั้งกระทั่งสามารถมองเห็นสายพันธุ์พิเศษวางขาย
ตัวอย่างเช่นปีศาจไก่ ปีศาจสุนัข ปีศาจกวาง ปีศาจมิงค์และอื่นๆ ที่ถูกจับเป็นๆ มา
เพียงแต่สายเลือดของปีศาจน้อยเหล่านี้เบาบางเป็นอย่างมากแล้ว ไม่มีความแตกต่างจากนกและสัตว์ป่าธรรมดาทั่วไปมากนัก ไม่นับว่าเป็นปีศาจอย่างแท้จริง
ดังนั้นสำหรับปีศาจน้อยที่กระทั่งปีศาจก็ยังนับว่าไม่ได้ชนิดนี้ เหวยเจิ้งกระทั่งความสนใจสักนิดก็ยังไม่มี
สุดท้ายเขาก็หาร้านที่ดูแล้วคึกคักมากร้านหนึ่งแล้วเดินเข้าไป เป็นไปตามคาดมองเห็นด้านในมีกรงไก่แถวใหญ่แถวหนึ่ง ด้านในขังไก่พ่อแม่พันธุ์หลากหลายชนิดเอาไว้
เขาเลือกสายพันธุ์ที่ค่อนข้างดีในนั้น ซื้อไก่พ่อแม่พันธุ์มาสามสิบกว่าตัว อีกทั้งยังกำชับให้เถ้าแก่ให้คนส่งไปที่คฤหาสน์
ในตอนที่เหวยเจิ้งเตรียมจะจากไป ลูกจ้างคนหนึ่งภายในร้านก็เดินออกมาอย่างรีบร้อน กล่าวกับเถ้าแก่แผงขายไก่ว่า "หลงจู๊ ไม่ดีแล้ว อาการของตันเฟิ่งที่ท่านเลี้ยงไว้ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว เกรงว่าจะผ่านวันนี้ไปไม่ได้ เลี้ยงไม่รอดแล้วขอรับ"
เนื้อบนใบหน้าของเถ้าแก่ผู้นั้นอดไม่ได้ที่จะสั่นกระตุก เผยสีหน้าปวดใจออกมา กล่าวว่า "ให้ตายเถิด บิดาถูกคนหลอกครั้งใหญ่แล้ว"
เหวยเจิ้งเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า "เถ้าแก่ ตันเฟิ่งคือสิ่งใดหรือ เกิดเรื่องอันใดขึ้น"
"ความเป็นจริงแล้วหากกล่าวให้ชัดเจน ก็คือสายพันธุ์หงสาที่สืบทอดมาจากยุคโบราณ" เถ้าแก่ผู้นั้นคอตกอย่างหมดอาลัยตายอยาก กล่าวว่า "อย่าพูดถึงเลย เมื่อหลายวันก่อนพบเจอผู้ฝึกตนที่มีบุคลิกท่าทางราวกับเทพเซียนผู้หนึ่ง ทำนายดวงชะตาให้ข้าหนึ่งครั้ง กล่าวว่าในดวงชะตาธาตุทั้งห้าของข้าขาดธาตุไฟ อีกทั้งยังทำธุรกิจค้าขายไก่และเป็ด ทางที่ดีที่สุดคือเลี้ยงตันเฟิ่งสองตัวเพื่อเสริมธาตุไฟ ดังนั้นข้าจึงซื้อตันเฟิ่งสองตัวนี้มาจากท่านเซียนผู้นั้นด้วยราคาสูงลิ่วมาเลี้ยงไว้ภายในร้าน น่าเสียดายที่วาสนาตื้นเขิน ตันเฟิ่งไม่ค้ำจุน เลี้ยงได้ไม่กี่วันตันเฟิ่งก็ล้มป่วย มีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว"
"ไม่ใช่หรืออย่างไร คาดว่าวันนี้ก็คงทนรับไม่ไหวแล้ว หลงจู๊ท่านยังคงรีบไปดูเถิด บางทีอาจจะยังมีวิธี..."
เหวยเจิ้งประหลาดใจเป็นอย่างมาก ตันเฟิ่งถึงกับเป็นสายพันธุ์หงสาเชียวหรือ
การคุยโตโอ้อวดนี้ทำได้ไม่เลวเลยนะ กระทั่งป๊ะป๋าหม่าได้ยิน ก็ยังต้องคุกเข่าลงร้องเพลงยอมจำนน
ผู้อื่นเลี้ยงไก่ เจ้านี่ดีจริงๆ กระทั่งสายพันธุ์หงสาก็ยังหามาได้
เป็นปุถุชนสามารถทำได้ถึงระดับของเจ้า ช่างเป็นจังหวะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิตอย่างแท้จริง
แต่ทว่าเขากลับไม่รีบร้อนจะจากไปแล้ว เดินตามหลงจู๊เข้าไปภายในแผงร้าน ต้องการจะชื่นชมสักหน่อยว่าสิ่งที่เรียกว่าตันเฟิ่งนั้นคือสิ่งใดกันแน่