- หน้าแรก
- แปดปีที่หลับใหลพอลืมตาตื่นมาทั่วหล้าก็ต่างกราบไหว้ราวกับเซียน
- บทที่ 110 เถ้าแก่สันดานหมา
บทที่ 110 เถ้าแก่สันดานหมา
บทที่ 110 เถ้าแก่สันดานหมา
เดิมทีนักพรตเถียนกำลังเถียงกับพ่อค้าหมาจนหน้าดำหน้าแดงเพื่อจะซื้อหมาดำตัวน้อยนั่น แต่พอฉันเดินเข้าไปใกล้ จู่ๆ สีหน้าเขาก็แข็งค้างไปทันที จากนั้นก็หันขวับมามองฉันด้วยสีหน้าราวกับเห็นผี
ฉันส่งยิ้มทักทายเขา "ไม่เจอกันนานเลยนะนักพรตเถียน"
หน้าของนักพรตเถียนถอดสี "ฉันไม่อยากเจอแกเลยสักนิด"
ฉันยิ้ม "นักพรตเถียน พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง พวกเราก็คนกันเองทั้งนั้นนะ"
นักพรตเถียนเบะปากก่อนจะแค่นเสียงเย็นชาออกมา
ฉันขมวดคิ้ว "นักพรตเถียน หมายความว่าไงเนี่ย จะไม่ไว้หน้ากันเลยใช่ไหม"
พูดจบฉันก็คว้าท่อนเหล็กบนพื้นขึ้นมาถือไว้
นักพรตเถียนรีบฉีกยิ้มประจบเข้ามาหาทันที "ฮ่าฮ่าฮ่า ปรมาจารย์เฝิง ท่านพูดอะไรแบบนั้นล่ะ ฉันก็แค่ล้อท่านเล่นเท่านั้นแหละ ไม่ทราบว่าปรมาจารย์เฝิงมาทำอะไรที่ถนนสายของเก่านี้เหรอ มีอะไรให้ฉันรับใช้หรือเปล่า"
เห็นแววตาใสซื่อของนักพรตเถียน ฉันก็เชื่อว่าเขาพูดออกมาจากใจจริง นักพรตเฒ่าคนนี้นี่จริงๆ เลย จะล้อเล่นทำไมไม่บอกแต่แรก เมื่อกี้ฉันเกือบจะใช้เคล็ดวิชาเบญจอัสนีฟาดเขาแล้วเชียว
ฉันอธิบายจุดประสงค์ที่มาที่นี่ นักพรตเถียนก็ตบหน้าอกรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ "จะสร้างของวิเศษเต๋าเหรอ ท่านวางใจได้เลย ฉันรู้จักอยู่ร้านหนึ่ง รับรองว่าท่านต้องถูกใจแน่ๆ"
ในขณะที่ฉันกับนักพรตเถียนกำลังคุยกันอย่างออกรส พ่อค้าหมาคนนั้นก็เริ่มรำคาญ ถามนักพรตเถียนขึ้นมาว่า "ตกลงหมาดำนี่ลุงจะซื้อหรือไม่ซื้อ"
นักพรตเถียนเบะปาก "ไม่เห็นหรือไงว่าฉันมีแขกคนสำคัญอยู่น่ะ ไม่ซื้อมันแล้ว!"
พูดจบ นักพรตเถียนก็ผายมือเชิญ บอกว่าร้านอยู่ข้างหน้านี้เอง จากนั้นฉันก็เดินตามเขาไป
พูดตามตรง ไม่เจอกันเสียนาน นักพรตเถียนดูตกอับไปมาก แต่งตัวซอมซ่อราวกับขอทาน
ฉันถามสารทุกข์สุกดิบเขา เขาก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงห่อเหี่ยว "เฮ้อ อย่าพูดถึงเลย นึกขึ้นมาแล้วฉันก็โมโหชะมัด ฉันโดนนังตัวดีที่ไหนไม่รู้หลอกเอาเงินไปจนหมดเกลี้ยงเลย แม่งเอ๊ย!"
ฉันล่ะหมดคำจะพูดจริงๆ ถึงฉันจะไม่ได้รู้จักมักจี่กับนักพรตเถียนคนนี้มากนัก แต่สันดานเขาเป็นยังไงฉันก็พอจะรู้ดี
คนคนนี้ไม่มีสัจจะในหมู่โจร ชอบหลอกลวงต้มตุ๋น เจ้าเล่ห์เพทุบายจะตายไป
ถูกผู้หญิงหลอกงั้นเหรอ ฉันว่าคงไปใช้วิธีสกปรกอะไรแล้วไม่สำเร็จมากกว่าล่ะมั้ง
"ปรมาจารย์เฝิง ท่านมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นหมายความว่าไง ท่านไม่เชื่อฉันเหรอ" เห็นฉันเงียบไป นักพรตเถียนก็ถามขึ้นมาอย่างอึดอัดใจ
ฉันส่ายหน้า "นักพรตเถียน นิสัยใจคอของตัวเองเป็นยังไง ตัวนายเองไม่รู้หรือไง"
นักพรตเถียนสวนกลับ "ปรมาจารย์เฝิง ที่ฉันพูดไปคือความจริงทั้งหมดนะ ถึงคนอย่างฉันเถียนโหมวเหรินจะไม่ใช่คนดีอะไรนัก แต่ถ้าชอบผู้หญิงคนไหนขึ้นมา ฉันก็จริงใจนะ ไม่เคยใช้วิธีสกปรกเลยสักครั้ง เงินตั้งแสนสี่หมื่นหยวนเชียวนะ ฉันซื้อทั้งเพชร ซื้อทั้งกระเป๋า LV ให้หล่อน แต่หล่อนกลับบอกว่าเห็นฉันเป็นเหมือนปู่ ยัยสิบแปดมงกุฎเอ๊ย"
ฉันขี้เกียจจะฟังนักพรตเถียนแต่งเรื่องหลอกลวง ก็เลยไม่ได้ผสมโรงอะไรด้วย ผลก็คือตาเฒ่าคนนี้ดันบ่นกระปอดกระแปดไปตลอดทาง
บ่นทำนองว่าเขาจะไม่เชื่อในความรักอีกแล้วอะไรทำนองนั้น
ในที่สุดก็มาถึงร้านที่เขาบอกเสียที ตาเฒ่าคนนี้ถึงได้เริ่มวางมาดขรึมขึ้นมา จากตอนแรกที่ทำตัวล่อกแล่ก พอเหยียบเข้าประตูร้าน จู่ๆ เขาก็ยืดหลังตรง ใบหน้าที่เคยดูเจ้าเล่ห์ก็เปลี่ยนเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม
"นักพรตเถียน แขกคนสำคัญเลยนะเนี่ย เชิญๆ แล้วท่านนี้คือ" เถ้าแก่ร้านเป็นชายวัยกลางคน เขาลุกขึ้นมาต้อนรับด้วยตัวเอง ท่าทางเคารพนบนอบนักพรตเถียนมาก
"ท่านนี้คือปรมาจารย์เฝิง วันนี้เขาอยากจะมาหาวัตถุดิบไปทำของวิเศษเต๋าสักหน่อย เอาของดีๆ ในร้านแกออกมาให้หมดเลยนะ" จู่ๆ นักพรตเถียนก็นั่งลงบนเก้าอี้ วางมาดใหญ่โต
"อ้อ งั้นเชิญขึ้นไปชั้นสามเลยครับ ของจริงอยู่บนชั้นสามทั้งหมดเลย" เถ้าแก่รีบเชื้อเชิญอย่างสุภาพ
จะว่าไปแล้ว ร้านที่นักพรตเถียนพามานี้มีของดีจริงๆ ด้วย ชั้นหนึ่งกับชั้นสองดูธรรมดาๆ แต่พอก้าวขึ้นมาบนชั้นสามก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปเลย
สไตล์การตกแต่งร้านเป็นแบบโบราณ มีของแปลกๆ วางโชว์อยู่บนตู้กระจก ฉันเดินเข้าไปดูตามสัญชาตญาณ
นี่คือไม้อัสนีบาตต้นท้อ สูงประมาณครึ่งเมตร ผิวไม้เป็นสีดำขลับเงางาม มีพลังของสายฟ้าแผ่ออกมา
"ปรมาจารย์ตาถึงจริงๆ ครับ นี่คือไม้อัสนีบาตต้นท้อจากภูเขาฉางไป๋ นักพรตเถียนเคยช่วยดูให้แล้วว่ามีพลังสายฟ้าแฝงอยู่" เถ้าแก่รีบเดินเข้ามาอธิบาย
ฉันพยักหน้า จากนั้นก็หันไปมองก้อนหินขนาดเท่าลูกวอลนัท มันถูกวางไว้ในกล่องตรงกลางตู้โชว์ ด้านในกล่องปูด้วยผ้าสีเหลือง ทำให้มันดูสะดุดตามาก
"ปรมาจารย์ครับ นี่คือพระธาตุของพระอริยสงฆ์ ผมเคยให้คนช่วยตรวจสอบแล้ว น่าจะเป็นพระธาตุของพระอริยสงฆ์เมืองจินหลิงเมื่อสองร้อยปีก่อนครับ" เถ้าแก่คนนี้ไม่พูดพล่ามทำเพลง ไม่ได้ยกยอปอปั้นอะไรมากนัก มีอะไรก็พูดไปตามนั้น
ฉันรู้ดีว่าที่เขาเป็นแบบนี้ ก็เพราะเกรงใจนักพรตเถียน คงไม่กล้าเอาของมั่วซั่วมาหลอกขายฉันแน่ๆ
และของชิ้นนี้ก็เป็นของจริงด้วย เพราะฉันสัมผัสได้ถึงความเป็นพุทธะที่แผ่ออกมาจากตัวมัน
ฉันพยักหน้าโดยไม่ได้พูดอะไร จากนั้นก็หันไปมองเชือกสำหรับพกติดตัวพวกนั้น
ฉันค่อนข้างประหลาดใจ เชือกเส้นเล็กๆ พวกนี้กลับมีพลังเต๋าแฝงอยู่ด้วย แถมพลังเต๋าพวกนี้ฉันยังคุ้นๆ อยู่ด้วย ฉันหันไปมองนักพรตเถียน
"อะแฮ่ม ปรมาจารย์เฝิงตาแหลมคมจริงๆ เชือกพวกนี้คือของวิเศษเต๋าที่ฉันเอามาฝากขายที่นี่เองแหละ" นักพรตเถียนฉีกยิ้มกว้างให้ฉัน
"ของพวกนี้ขายเส้นละเท่าไหร่" ฉันหยิบขึ้นมาพิจารณาดู ถึงข้างในจะมีพลังเต๋าแฝงอยู่ แต่มันดูไม่มีประโยชน์อะไรเลย ขนาดพลังอาฆาตก็ยังต้านทานไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
"เรียนปรมาจารย์ครับ เชือกปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายของนักพรตเถียนพวกนี้ เป็นของวิเศษที่ขายดีที่สุดในร้านเราเลยครับ ราคาเส้นละสองพันหยวน" เถ้าแก่ตอบอย่างจริงจัง
ฉันอึ้งไปเลย ลองเอามาดมๆ ดู แล้วก็บีบดูเบาๆ นี่มันขนหมาดำไม่ใช่หรือไง
จากนั้นฉันก็หันไปมองนักพรตเถียน "ถ้าเมื่อกี้ฉันหูไม่ฝาด หมาดำตัวนั้นนายต่อราคาเหลือแค่ห้าหยวนไม่ใช่เหรอ"
อย่างที่คิดไว้จริงๆ ตาเฒ่าคนนี้หน้าเลือดชะมัด
นักพรตเถียนทำหน้าเจื่อนๆ กระแอมในลำคอแก้เก้อแล้วรีบขยับเข้ามาใกล้ "ปรมาจารย์เฝิง ท่านมาพังป้ายร้านฉันแบบนี้ไม่ได้นะ"
ฉันยิ้มพลางส่ายหน้า "ฉันขอดูอย่างอื่นต่อแล้วกัน"
ในสายตาฉัน นี่ก็ถือเป็นช่องทางทำมาหากินของนักพรตเถียน ฉันก็เลยไม่อยากไปทำลายชื่อเสียงของเขา
ฉันเดินดูของชิ้นอื่นๆ ต่อ ของในร้านนี้จัดว่ามีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเลยทีเดียว มีไม้กระดานสำหรับใช้วิถีเต๋าสารพัดรูปแบบ ทั้งไม้พุทรา ไม้ท้อ ไม้หลิว ไม้หยาง ฯลฯ ไม้แต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันไป แบ่งแยกประเภทไว้อย่างละเอียด
นอกจากนั้นก็ยังมีกระดาษยันต์สีเหลืองแบบเฉพาะทาง ชาดอายุนับร้อยปี ทองเหลืองโบราณสำหรับทำของวิเศษเต๋า ผ้าที่เต็มไปด้วยพลังศรัทธา และอื่นๆ อีกมากมาย
ถือว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาฉันเลยทีเดียว
แต่ของในร้านนี้ก็มีข้อเสียร้ายแรงอยู่อย่างหนึ่งเหมือนกัน นั่นคือของแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ราคาแพงหูฉี่
กระดาษยันต์สีเหลืองร้อยแผ่น ล่อไปตั้งหมื่นหยวน!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงของอย่างอื่นเลย ทองเหลืองโบราณนั่นปาไปสี่หมื่นหยวน ผ้าก็เมตรละสามหมื่น
ของที่ฉันต้องการทั้งหมดนี่รวมๆ แล้วตั้งแสนสี่หมื่นหยวนเชียวเหรอ!
เงินน่ะฉันมีอยู่หรอก แต่ฉันมาที่นี่แบบกะทันหัน ในกระเป๋ามีแค่เงินค่าเดินทางนิดหน่อยเท่านั้น
ฉันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า "เถ้าแก่ ของพวกนี้เก็บไว้ให้ฉันก่อนนะ เดี๋ยวฉันกลับไปเอาเงิน พรุ่งนี้มะรืนนี้จะมารับของ"
ผลปรากฏว่าพอฉันพูดจบ สีหน้าของเถ้าแก่ก็เปลี่ยนไปนิดหน่อย ถึงจะยังยิ้มแย้มต้อนรับอยู่ แต่แววตากลับดูแข็งกร้าวขึ้นมา
เขาเหลือบมองนักพรตเถียนแวบหนึ่ง แล้วหันมามองฉันพลางยิ้ม "ปรมาจารย์ครับ ท่านเป็นคนที่นักพรตเถียนแนะนำมา ถึงได้มีโอกาสขึ้นมาดูของบนชั้นสามนี้ได้ แต่ท่านรู้ไหมว่าร้านผมมีปรมาจารย์แวะเวียนมาไม่ใช่น้อยๆ แม้แต่ยอดฝีมือจากเมืองหลวงก็ยังมาซื้อของที่ร้านผมเลย ร้านของผมเนี่ย...ไม่เคยมีนโยบายเก็บของจองไว้ให้ลูกค้านะครับ"
ได้ยินเถ้าแก่พูดแบบนั้น ฉันก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาเป็นเจ้าของร้าน อยากจะขายของยังไงก็เป็นสิทธิ์ของเขา อีกอย่างฉันก็ไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องทำของวิเศษเต๋าให้ได้ในตอนนี้ซะหน่อย
แต่กลายเป็นนักพรตเถียนที่อยู่ข้างๆ ทนไม่ไหวซะเอง เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "เถ้าแก่จ้าว ปรมาจารย์เฝิงท่านนี้ไม่เหมือนกับคนพวกนั้นที่แกเคยเจอหรอกนะ ถือซะว่าไว้หน้าฉันเถอะ อีกไม่กี่วันฉันเอาเงินมาให้แกเอง ตกลงไหม"
แต่เถ้าแก่จ้าวกลับส่ายหน้า "นักพรตเถียน ถึงฉันกับนายจะทำธุรกิจร่วมกัน แต่เรื่องนี้มันคนละเรื่องกัน นี่มันของมูลค่าเป็นแสนนะ ไม่ใช่แค่พันสองพัน"
พูดจบเขาก็ปรายตามองฉันอย่างดูถูก "นักพรตเถียน คราวหลังถ้าคิดจะมาหลอกเอาของ ก็พาคนที่มันดูมีอายุหน่อยสิ ไอ้หนุ่มนี่มันยังเด็กเกินไป เป็นสิบแปดมงกุฎยังไม่เนียนเลย!"
อะไรนะ?
ฉันเป็นสิบแปดมงกุฎงั้นเหรอ?
ได้ยินคำพูดกระแนะกระแหนของเถ้าแก่คนนี้ ฉันก็ขมวดคิ้วเข้าหากันทันที
...