เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 - แค่เศษสวะ

บทที่ 23 - แค่เศษสวะ

บทที่ 23 - แค่เศษสวะ


วันนี้เจ้าเฮยหู่อัดอั้นตันใจไปด้วยความโกรธ

ช่วงบ่ายเขาส่งเกาเต๋อเย่าซึ่งเป็นมือขวาคนสำคัญไปจัดการเรื่องเวนคืนที่ดิน ทว่าอีกฝ่ายกลับพ่ายแพ้ไม่เป็นท่าแถมยังกลับมารายงานว่าเจอเข้ากับยอดฝีมือระดับซูเปอร์

นอกจากจะไม่สามารถยึดที่ดินมาได้แล้วยังต้องจ่ายเงินชดเชยให้อีกฝ่ายถึงสามสิบล้าน!

แต่พื้นที่บริเวณคฤหาสน์ตระกูลเซียวนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ตราบใดที่สามารถเวนคืนที่ดินตรงนั้นได้สำเร็จก็จะสามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่วิลล่าใกล้เคียง เมื่อถึงตอนนั้นก็จะสามารถสร้างย่านที่อยู่อาศัยของคนรวยพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ครบครัน ซึ่งจะเป็นโปรเจกต์ยักษ์ที่สามารถทำรายได้หลายพันล้านต่อปีในอนาคต

และที่สำคัญหากการก่อสร้างโปรเจกต์นี้สำเร็จลุล่วง เจ้าเฮยหู่ก็จะสามารถฟอกขาวธุรกิจมืดทั้งหมดของเขาได้อย่างราบรื่น

ดังนั้นพื้นที่ตรงนั้นจึงมีความสำคัญต่อเขาอย่างถึงที่สุด

คืนนี้เขาได้นัดหมายยอดฝีมือคนหนึ่งไว้ เดิมทีตั้งใจจะให้ไปจัดการเก็บไอ้คนที่มาขวางการรื้อถอนคฤหาสน์ตระกูลเซียวอย่างลับๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องมาเจอสภาพหลานชายของตัวเองถูกซ้อมจนสะบักสะบอมอยู่ที่นี่เสียก่อน

เรื่องแบบนี้ทำให้เขาอดสงสัยในตัวเองไม่ได้

หรือว่าอำนาจความน่าเกรงขามของเจ้าเฮยหู่ผู้นี้จะตกต่ำลงถึงขั้นนี้แล้ว?

ถึงขนาดมีหมาแมวที่ไหนไม่รู้กล้ามาเหยียบจมูกถึงที่!

"ไอ้หนู แกมันหยิ่งผยองนัก แต่วันนี้ดวงแกคงถึงฆาต! แกไม่ควรมาแกว่งเท้าหาเสี้ยนกับฉันในวันนี้เลย เดิมทีแกทำร้ายหลานชายหลานสาวฉัน แค่หักขาแกทิ้งสักข้างก็คงพอแล้ว แต่ตอนนี้ ... "

"แกคงต้องถูกสับเป็นชิ้นๆ แล้วเอาไปโยนให้หมากิน!!"

ใบหน้าของเจ้าเฮยหู่อึมครึมลง น้ำเสียงแฝงไปด้วยรังสีอำมหิต

เขาก้าวเดินอย่างช้าๆ เตรียมจะตรงเข้าไปหาต้วนหลิงเซียว

"เดี๋ยวก่อน!"

ทันใดนั้นมีมือข้างหนึ่งดึงเจ้าเฮยหู่เอาไว้

จากนั้นร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นจากด้านข้าง

คนผู้นั้นคือเกาเต๋อเย่าที่ไปสั่งการรถแบ็คโฮลรื้อถอนคฤหาสน์ตระกูลเซียวเมื่อช่วงบ่ายนั่นเอง

มือซ้ายของเขายังคงพันผ้าพันแผลเอาไว้

"เหล่าเกา เกิดอะไรขึ้น?"

เจ้าเฮยหู่ขมวดคิ้ว

"พี่หู่ ไอ้หมอนี่แหละคือคนที่ผมเล่าให้ฟัง!"

ใบหน้าของเกาเต๋อเย่าเขียวคล้ำ ไม่คิดเลยว่าวิญญาณจะตามติดขนาดนี้ แค่ออกมากินข้าวมื้อค่ำก็ยังมาเจอพลพรรคของต้วนหลิงเซียวอีก

เกาเต๋อเย่ามองไปที่ต้วนหลิงเซียว ฝืนปั้นรอยยิ้มที่ดูเหมือนกำลังร้องไห้ออกมาแล้วกล่าวว่า

"คะ ... คุณชาย บังเอิญเจอกันอีกแล้วนะครับ ... "

"นั่นสิ เจอกันอีกแล้ว แล้วเงินค่าชดเชยของฉันล่ะ?"

ต้วนหลิงเซียวเผยรอยยิ้มขบขัน

"เอ่อ เรื่องนี้!"

สีหน้าของเกาเต๋อเย่าเจื่อนลงทันที

เขาอยากจะจ่ายค่าชดเชยให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่เจ้าเฮยหู่ไม่ยินยอมและเสียดายเงินสามสิบล้าน

ยิ่งไปกว่านั้นคือเสียดายพื้นที่ของคฤหาสน์ตระกูลเซียว!

ดังนั้นคืนนี้พวกเขาจึงตั้งใจจะมาหารือกันว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

พูดให้ชัดเจนก็คือจะกำจัดต้วนหลิงเซียวทิ้งอย่างไรนั่นเอง

แต่ใครจะรู้ว่าฟ้าฝนไม่เป็นใจ ดันมาเจอตัวจริงเสียงจริงอยู่ที่นี่เสียได้!

อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ได้กังวลมากนัก

เพราะยอดฝีมือที่โจวเทียนหาวเชิญมาในวันนี้เป็นคนที่น่าสะพรึงกลัวและมีพลังฝีมือที่ร้ายกาจกว่ามาก

แม้ว่าต้วนหลิงเซียวจะสามารถใช้มือเดียวต้านทานรถแบ็คโฮลได้ แต่ยอดฝีมือผู้นี้สามารถใช้หมัดเดียวถล่มกำแพงหนาสองเมตรให้พังทลายลงได้

หากนำสองคนนี้มาเปรียบเทียบกัน ดูเหมือนว่าคนหลังจะมีทั้งชื่อเสียงและฝีมือที่น่าเกรงขามกว่ามาก!

"ดูเหมือนแกจะไม่ตั้งใจทำตามสัญญาเรื่องเงินชดเชยสินะ คนที่ฉันเกลียดที่สุดก็คือพวกไม่รักษาคำพูดนี่แหละ"

สายตาของต้วนหลิงเซียวเย็นชาลง

"ไอ้หนู วันนี้แกทำร้ายลูกน้องของฉันแล้วยังมารีดไถเงินค่าชดเชยอีก แค่นั้นยังไม่พอ!"

"ฉันอุตส่าห์ใจกว้างไม่ถือสาหาความ แต่เมื่อกี้แกมาหยามเกียรติและซ้อมหลานชายหลานสาวของฉัน แบบนี้มันจะยอมกันง่ายๆ ไม่ได้แล้ว!"

"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ยกที่ดินของคฤหาสน์ตระกูลเซียวมาเป็นค่าชดเชยก็แล้วกัน"

เจ้าเฮยหรี่ตาลง พอพูดโจโฉ โจโฉก็มาพอดี

เขากวาดสายตามองสำรวจต้วนหลิงเซียวตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่กลับสัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์จากตัวของชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย

ดูเผินๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาทั่วไป

ต้องเข้าใจก่อนว่าผู้ฝึกยุทธ์กับคนธรรมดานั้นแตกต่างกัน

หลังจากการฝึกยุทธ์ พลังลมปราณ โลหิต และจิตวิญญาณในร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐาน

ในหมู่ยอดฝีมือด้วยกันจะสามารถสัมผัสถึงความแตกต่างนี้ได้อย่างง่ายดาย

แต่ทว่าเจ้าเฮยหู่กลับสัมผัสไม่ได้ถึงความแตกต่างใดๆ เลย

ความรู้สึกที่ต้วนหลิงเซียวมอบให้เขาก็คือบ่อน้ำที่นิ่งสนิท

คนแบบนี้เนี่ยนะจะสามารถใช้มือเดียวต้านทานรถแบ็คโฮลได้?

ขี้โม้ล่ะมั้ง?!

"ยอมไม่ได้งั้นหรือ? งั้นก็ไม่ต้องยอม"

ต้วนหลิงเซียวกล่าวอย่างราบเรียบ "เงินชดเชยสามสิบล้าน หากก่อนสามทุ่มคืนนี้ฉันยังไม่ได้เห็น ฉันก็ไม่รังเกียจที่จะแวะไปถล่มหอพยัคฆ์ดำทิ้งก่อนเข้านอน"

ซี๊ด

หลายคนหน้าถอดสีด้วยความตกตะลึง ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

รังสีอำมหิตของเจ้าเฮยหู่น่าเกรงขามจนผู้คนที่ล้อมดูอยู่รอบๆ ต้องหดคอไม่กล้าส่งเสียงและเงียบกริบดุจจักจั่นในฤดูหนาว

แต่ต้วนหลิงเซียวกลับกล้าประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมจ่ายเงินแถมยังจะไปถล่มหอพยัคฆ์ดำอีก?

ช่างเป็นความอวดดีที่ทะลุฟ้าเสียจริงๆ!

ใบหน้าของเจ้าเฮยหู่ดำคล้ำ ทุกคนสัมผัสได้ว่าในเวลานี้เขาคงโกรธจนแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว!

เกาเต๋อเย่าหดคอลง เจ้าเฮยหู่เขาก็ไม่กล้าตอแย ต้วนหลิงเซียวเขาก็ไม่กล้าล่วงเกิน สถานการณ์ตอนนี้ช่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก อึดอัดทรมานใจเป็นที่สุด!

"ประธานเจ้า นี่หรือคือยอดฝีมือที่คุณพูดถึง?"

ในตอนนั้นเองชายสวมชุดฝึกซ้อมสีขาวสวมรองเท้าผ้าใบสีดำที่ยืนอยู่ข้างเจ้าเฮยหู่ก็เอ่ยปากขึ้น

เขาดูอายุราวๆ สามสิบปี บนใบหน้ามีรอยแผลเป็นจากของมีคมพาดผ่านดูน่ากลัว ทำให้แผ่กลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวออกมา

"พี่หาว หมอนี่แหละครับ!"

เจ้าเฮยหู่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเกรงใจ

ชายผู้นี้คือยอดฝีมือที่เขาเชิญมาจากเมืองจินหลิง มีชื่อว่าโจวเทียนหาว เมื่อหลายปีก่อนเจ้าเฮยหู่เคยมีบุญคุณต่อเขา อีกฝ่ายจึงตอบแทนบุญคุณด้วยการตกลงมาช่วยเหลือตามคำเชิญ

และเมื่อได้ยินคำเรียกขานของเจ้าเฮยหู่ ผู้ชมที่พอจะหูตากว้างไกลก็ร้องอุทานออกมาทันที

"หรือว่าจะเป็นโจวเทียนหาวที่เคยเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์สิบแปดคนรวดบนลานประลองเมืองจินหลิงเมื่อห้าปีก่อน ชนะรวดสิบแปดไฟต์จนได้รับฉายาว่าหมัดเหล็กไร้เทียมทาน!?"

"ฉันได้ยินมาว่าโจวเทียนหาวเป็นศิษย์ของยอดฝีมือระดับฟ้า เขาเคยผ่านความเป็นความตายในฐานะทหารรับจ้างในต่างประเทศ ขัดเกลาเพลงหมัดในสนามรบจนฝีมือรุดหน้าอย่างรวดเร็ว เคยมีคนตั้งค่าหัวฆ่าเขา แต่เขากลับตามล่าข้ามสามมณฑลจนสามารถฆ่าพวกมันกลับได้สำเร็จ!"

เห็นได้ชัดว่าชื่อเสียงของโจวเทียนหาวนั้นไม่ธรรมดา หรืออาจจะยิ่งใหญ่กว่าเจ้าเฮยหู่เสียด้วยซ้ำ

เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ากำปั้นทั้งสองข้างของโจวเทียนหาวมีขนาดใหญ่กว่าผู้ชายปกติถึงกว่าเท่าตัว

บนกำปั้นทั้งสองข้างมีข้อนิ้วที่หนาเตอะ เส้นเลือดปูดโปนดูน่ากลัวราวกับค้อนเหล็กสองอัน

"อืม!"

โจวเทียนหาวพยักหน้าเล็กน้อย ทอดสายตามองลงมาจากเบื้องสูง เหลือบมองต้วนหลิงเซียวแล้วกล่าวอย่างเย็นชาว่า "ทำตามที่ประธานเจ้าบอก ส่งมอบที่ดินแปลงนั้นมา แล้วก็คุกเข่าขอโทษซะ จากนั้นก็ไสหัวไป!"

เขาโบกมือไล่

ดูเหมือนจะเหยียดหยามต้วนหลิงเซียวอย่างถึงที่สุด

จากคำบอกเล่าของเจ้าเฮยหู่ ตอนแรกเขารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ยินว่าต้วนหลิงเซียวเป็นยอดฝีมือระดับซูเปอร์ คิดว่าจะได้ประลองฝีมือกันอย่างเต็มที่เพื่อขัดเกลาวิชา

แต่เมื่อได้มาพบหน้าเขากลับรู้สึกผิดหวังอย่างแรง

อายุยังน้อยแต่ปากดี กลิ่นอายอ่อนปวกเปียก ไร้ซึ่งความผันผวนของพลังลมปราณ

พิจารณาโดยรวมแล้วก็แค่เศษสวะคนหนึ่ง

คนพรรค์นี้ไม่คู่ควรให้เขาต้องลงมือด้วยซ้ำ

"ไอ้หน้าบากอย่างแกโผล่มาจากไหน?"

ต้วนหลิงเซียวขมวดคิ้วส่ายหน้าด้วยความหงุดหงิด

"ตอนนี้แกคุกเข่าโขกหัวขอโทษ ฉันอาจจะไว้ชีวิตแก! ไม่อย่างนั้นการต้องมาคอยกระทืบพวกปลาซิวปลาสร้อยอย่างแกทุกวัน มันเปลืองแรงฉันเปล่าๆ"

ต้วนหลิงเซียวกล่าวอย่างสบายๆ เอามือไพล่หลังสายตาเรียบเฉย

"แกวอนหาที่ตาย!"

สีหน้าของโจวเทียนหาวเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ในดวงตาเต็มไปด้วยจิตสังหารอันแรงกล้า

ในมุมมองของเขา คำพูดเมื่อครู่นี้ถือว่าใจกว้างมากแล้ว

เขาไม่ได้ลงมือ เพียงแค่ให้ต้วนหลิงเซียวคุกเข่าขอโทษและยกที่ดินให้ อย่างน้อยก็ยังรักษาชีวิตไว้ได้

แต่ไอ้เด็กเหลือขอนี่กลับอวดดีและเย่อหยิ่งถึงเพียงนี้ ไอ้โง่พรรค์นี้สมควรถูกสับเป็นหมื่นๆ ชิ้น!

"ไอ้สวะ แกกำเริบเสิบสานนัก เดี๋ยวฉันจะหักคอแกมาทำเป็นกระโถนฉี่ แล้วเอาศพแกไปโยนทิ้งแม่น้ำเป็นอาหารปลาซะ!"

โจวเทียนหาวสลัดแขนทั้งสองข้าง กล้ามเนื้อและกระดูกส่งเสียงลั่นกรอบแกรบ พลังโลหิตอันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาในพริบตา แฝงไปด้วยรังสีอำมหิตที่ชวนให้ขวัญผวา

ฝูงชนที่มุงดูอยู่ต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ

ฉายา หมัดเหล็กไร้เทียมทาน ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแน่นอน

"ช่างอวดดีเสียจริง แต่พวกอวดดีมักจะอายุสั้น!"

เจ้าเฮยหู่มีสีหน้าเย็นชา ในเมื่อโจวเทียนหาวเดือดดาลถึงขั้นนี้แล้ว ตอนนี้เขาก็แค่รอชมโจวเทียนหาวฉีกร่างไอ้สวะที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงนี่เป็นชิ้นๆ ก็พอ

"ดี ดีมาก กล้ามาแหยมกับพวกเรา แกมีแต่ตายสถานเดียว!"

"เดี๋ยวฉันจะเหยียบแขนเหยียบขาแกให้หักด้วยตัวเอง ฉันจะให้แกตาย!"

เจ้ากั๋วเฟิงและเจ้าเมิ่งหรูเห็นภาพตรงหน้าก็หัวเราะเยาะออกมาอย่างดูแคลน สายตาเปล่งประกายไปด้วยความอาฆาตแค้นและโหดเหี้ยม

"อ้อ งั้นหรือ?"

ต้วนหลิงเซียวหยิบตะเกียบไม้ไผ่แบบใช้แล้วทิ้งบนโต๊ะอาหารขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ

จากนั้นเขาก็รวบนิ้วดุจใบมีดแล้วสะบัดตะเกียบออกไปอย่างแรง!

พลังลมปราณขุมหนึ่งห่อหุ้มตะเกียบเอาไว้ พริบตาเดียวก็แปรสภาพเป็นคมกระบี่ พุ่งทะยานออกจากฝ่ามือด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 23 - แค่เศษสวะ

คัดลอกลิงก์แล้ว