เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 ชุมชนนอกตลาดโดนถล่ม

บทที่ 16 ชุมชนนอกตลาดโดนถล่ม

บทที่ 16 ชุมชนนอกตลาดโดนถล่ม


บทที่ 16 ชุมชนนอกตลาดโดนถล่ม

ฟ้ายังไม่สาง หลี่หยวนก็มายืนจัดท่าทางเตรียมพร้อมอยู่ตรงที่ว่างกลางห้องแล้ว

กระบวนท่าที่ห้าของเคล็ดวิชาวัวเหล็ก วัวเหล็กขวางแม่น้ำ

นี่คือกระบวนท่าสุดท้ายและก็โหดหินที่สุดของเคล็ดวิชานี้

มันต้องรีดเค้นปราณโลหิตจากจุดตันเถียน แล้วแยกออกเป็นสองสาย สายหนึ่งพุ่งขึ้นไปกระแทกกระหม่อม อีกสายพุ่งลงไปทะลวงฝ่าเท้า ดึงรั้งสลับกันไปมา เพื่อสร้างเส้นทางเดินปราณแนวตั้งให้เชื่อมต่อกันทั่วทั้งร่าง

มันต่างจากสี่กระบวนท่าแรกที่เน้นอวัยวะภายในเฉพาะจุด กระบวนท่าที่ห้านี้ต้องอาศัยการประสานงานของทุกส่วนในร่างกาย ถ้ากะจังหวะพลาดนิดเดียว ปราณโลหิตก็จะไปกระจุกตัวอยู่ตามข้อต่อ เบาะๆ ก็แค่ปวดเมื่อย แต่ถ้าหนักหน่อยก็ถึงขั้นลมปราณแตกซ่านได้เลย

หลี่หยวนปรับจังหวะหายใจ ลดไหล่ ทิ้งศอก กางขากว้างเท่าช่วงไหล่ แล้วค่อยๆ เดินพลัง

ปราณโลหิตพวยพุ่งออกมาจากจุดตันเถียน แยกย้ายกันพุ่งขึ้นบนและลงล่างพร้อมๆ กัน

สายที่พุ่งขึ้นบนทะลวงผ่านช่องอก ลำคอ ตรงดิ่งไปที่จุดป่ายฮุ่ยกลางกระหม่อม

ส่วนสายที่พุ่งลงล่างก็เลาะผ่านช่องท้อง กระดูกเชิงกราน ทะลวงลงไปตามขาทั้งสองข้าง ตรงดิ่งไปที่จุดหย่งเฉวียนกลางฝ่าเท้า

ปราณโลหิตสองสายทำหน้าที่เหมือนเชือกสองเส้น เส้นนึงดึงขึ้น เส้นนึงดึงลง ร่างกายของหลี่หยวนก็โดนขึงตึงอยู่ตรงกลาง

โชคดีที่มีคุณสมบัติเสริมความแกร่งอวัยวะภายในคอยรองรับ อวัยวะทั้งห้าและหกถึงต้องรับแรงกระแทกจากปราณโลหิตที่ไหลสวนทางกัน ก็ยังไม่รู้สึกระคายเคืองอะไรเลย

รอบแรก รอบสอง รอบสาม

พอถึงรอบที่สาม ปราณโลหิตทั้งสองสายก็มาบรรจบกันที่จุดตันเถียน สร้างวงจรการไหลเวียนที่สมบูรณ์แบบได้ในที่สุด

ถึงจะยังดูเก้ๆ กังๆ ไปบ้าง แต่มันก็ทะลวงเส้นทางสำเร็จแล้ว

หลี่หยวนเลิกเดินพลัง ขาสองข้างสั่นพั่บๆ เหงื่อบางๆ ผุดขึ้นเต็มแผ่นหลัง แต่แป๊บเดียวคุณสมบัติร่างกายสะอาดสะอ้านก็ลบมันทิ้งจนเกลี้ยง เหมือนไม่เคยมีเหงื่อออกมาก่อน

แค่กระดิกความคิด หน้าต่างระบบก็โผล่ขึ้นมา

【เคล็ดวิชาวัวเหล็ก: ระดับชำนาญ 0/400】

อัปเวลจากระดับเริ่มต้นขึ้นมาเป็นระดับชำนาญแล้ว ความคืบหน้ากลับไปเริ่มที่ศูนย์ใหม่ แถมเพดานก็ขยับจากสองร้อยไปเป็นสี่ร้อย

การเปลี่ยนแปลงของร่างกายมันเห็นชัดกว่าตัวเลขบนหน้าต่างตั้งเยอะ

พอลองกำหมัดดู สันหมัดก็แข็งโป๊กหยั่งกะหิน กล้ามเนื้อท่อนแขนตึงเปรี๊ยะ หนาขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง

พอลองเขย่งปลายเท้ากระโดดเบาๆ สองที ตอนลงพื้นก็มั่นคงสุดๆ หัวเข่ากับข้อเท้าไม่มีอาการยวบยาบให้เห็นเลย

เคล็ดวิชาวัวเหล็กไต่จากศูนย์จนบรรลุระดับชำนาญ ใช้เวลาไปแค่สิบกว่าวัน ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไป อย่างน้อยๆ ก็ต้องมียันปีสองปีนู่นแหละ

แต่กว่าจะถึงขั้นสมบูรณ์ก็ยังอีกยาวไกลนัก

หลี่หยวนพับหน้าต่างระบบเก็บ ปลดกลอนประตู แล้วเริ่มออกเดินยามตามถนนสายตะวันออกเหมือนเดิม

คนในตลาดมันพลุกพล่านกว่าเมื่อเดือนก่อนขึ้นไปอีก

แผงลอยสองข้างทางบนถนนสายตะวันออกโดนจับจองจนเต็มเอี้ยด พวกพ่อค้าบางคนเล่นกางเพิงดักตรงทางแยกซะเลย ทำเอาทางเดินแคบลงจนต้องเดินตะแคงตัวสวนกัน

เดินยามไปได้ค่อนถนน หลี่หยวนก็บังเอิญเจอหลิวผิง ผู้ตรวจการอีกคนตรงทางแยก

หลิวผิงอายุราวๆ สามสิบต้นๆ พลังหลอมปราณขั้นสาม ปกติรับผิดชอบเขตประตูใต้กับถนนสายตะวันตก เป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ขยันขันแข็งเอาเรื่อง

เดือนก่อนเพิ่งจะโดนเกณฑ์คนไปเสริมทัพกองกำลังคุ้มกันซะเยอะ คนในกองตรวจการเลยเหลือน้อยลง โอกาสที่จะเดินสวนกันก็เลยน้อยตามไปด้วย

"รองหัวหน้าหลี่" หลิวผิงประสานมือคารวะ หลี่หยวนก็ทำท่าตอบรับ

"ยันต์ของเฒ่าจางที่เจ้าแนะนำเมื่อสองวันก่อน ของเขาดีจริงแฮะ"

หลิวผิงตบกระเป๋าตุงๆ ที่เอวแปะๆ "ฝีมือตาเฒ่านั่นอาจจะงั้นๆ แต่ราคามันถูกใจข้าชะมัด เลยเหมามาซะเยอะเลย"

หลี่หยวนพยักหน้ารับ ทั้งสองคนเดินขนาบข้างกันไปตามถนนสายตะวันออก

"ช่วงนี้ข้างนอกเป็นไงบ้าง" หลี่หยวนลองแย็บถามดู

หลิวผิงส่ายหน้า สีหน้าดูเครียดๆ

"ไม่สู้ดีเลย เมื่อวานข้าไปเข้าเวรที่ประตูใต้ ได้ยินพวกยามคุยกันว่าแค่เดือนที่แล้วเดือนเดียว ก็มีคดีพวกสายปล้นชิงดักฆ่าคนปล้นของตรงรอบนอกตลาดปาเข้าไปตั้งห้าหกคดีแล้ว"

"นี่นับเฉพาะคดีที่มีคนมารายงานนะ ไอ้พวกที่ตายเงียบๆ ไม่มีใครรู้คงมีอีกเพียบ"

ห้าหกคดี หลี่หยวนขมวดคิ้วนิดๆ

เดือนก่อนที่เขาได้ยินมา มันยังมีแค่สองสามคดีอยู่เลย ผ่านไปแค่เดือนเดียว ยอดมันเบิ้ลขึ้นมาเป็นเท่าตัว

"แล้วมันไม่ใช่แค่พวกสายปล้นชิงอาชีพด้วยนะ" หลิวผิงลดเสียงลงจนแทบจะกระซิบ

"สายข่าวจากกองกำลังคุ้มกันบอกว่า พวกผู้ฝึกตนอิสระธรรมดาๆ นี่แหละตัวดีเลย กลางวันทำตัวใสซื่อตั้งแผงขายของอยู่ในตลาด พอตกดึกออกไปข้างนอก เห็นใครเดินเต็ดเตร่คนเดียวก็ลงมือเชือดทันที"

หลี่หยวนไม่ได้หยุดเดิน แต่กวาดสายตามองพวกผู้ฝึกตนอิสระหน้าตาหลากหลายที่นั่งขายของอยู่ริมทาง

หลิวผิงเล่าต่อ "มีอีกเรื่องนึงที่เจ้าอาจจะยังไม่รู้ เมื่อวานซืนตรงชุมชนผู้ฝึกตนอิสระฝั่งตะวันออก โดนพวกมันบุกถล่ม"

ฝีเท้าของหลี่หยวนชะงักกึก

ชุมชนผู้ฝึกตนอิสระฝั่งตะวันออกเขารู้จักดี ห่างจากประตูตลาดออกไปแค่สามลี้ มีเพิงไม้ซอมซ่อเบียดเสียดกันอยู่หลายสิบหลัง พวกผู้ฝึกตนอิสระที่หากินอยู่แถวๆ ตลาดก็รวมหัวกันอยู่ที่นั่นแหละ

ถึงจะอยู่นอกกำแพงตลาด แต่มันก็ยังอยู่ในเขตรับผิดชอบของกองกำลังคุ้มกัน แถมพวกที่อาศัยอยู่ที่นั่นก็ต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้ตลาดทุกเดือนด้วย

"ใครทำ"

"ไม่มีใครรู้" หลิวผิงส่ายหน้า

"ได้ข่าวว่ามันบุกมาตอนดึกสงัด มากันแค่สี่ห้าคน เชือดผู้ฝึกตนไปสองคน กวาดเอาหินวิญญาณกับของมีค่าไปเรียบ กว่ายามจะไปถึง พวกมันก็เผ่นหายวับไปแล้ว"

"ตายสองเลยเรอะ"

"ตายคาที่คนนึง อีกคนเจ็บหนัก สุดท้ายก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว"

หลี่หยวนนิ่งเงียบ ไม่ได้ตอบอะไร

เรื่องแอบเข้าไปฉกของในชุมชนรอบนอกมันก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ส่วนใหญ่ก็แค่ลักเล็กขโมยน้อย ไม่ค่อยมีหรอกที่จะมาฆ่าแกงกันแบบโจ่งแจ้งขนาดนี้

แถมชุมชนนั่นก็อยู่ใต้จมูกยามแท้ๆ การที่พวกมันกล้าลงมือ ก็แปลว่าถ้าไม่บ้าบิ่นไม่กลัวยาม ก็ต้องรู้คิวเดินยามของพวกนั้นเป็นอย่างดี

ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน มันก็ชี้ชัดว่าสถานการณ์มันกำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ

ตลาดชิงเหออยู่ใกล้เทือกเขาหยวนเหิงที่สุดในบรรดาตลาดละแวกนี้

พวกผู้ฝึกตนอิสระจะเข้าจะออกเขาก็เลยชอบมาแวะพักที่นี่ ตลาดมันก็เลยคึกคัก เงินสะพัด

แต่เพราะความใกล้เนี่ยแหละ มันก็เลยต้องแบกรับความเสี่ยงที่มากกว่าตลาดอื่นๆ ตามไปด้วย

เรื่องชุมชนโดนถล่มถ้าแพร่กระจายออกไป พวกผู้ฝึกตนอิสระที่คิดจะมาปักหลักที่นี่ก็คงต้องคิดหนัก ว่าจะยอมหนีไปหาตลาดอื่นที่ไกลหน่อยแต่ปลอดภัยกว่าดีมั้ย

"แต่ก็มีเรื่องดีอยู่นะ" น้ำเสียงของหลิวผิงดูผ่อนคลายลงหน่อย "เมื่อวานข้าได้ยินหัวหน้าหวังหลุดปากมาว่า ตระกูลหวังส่งคนจากสายหลักมาช่วยแล้ว"

"คนจากตระกูลหวังสายหลักเรอะ"

"ใช่ ไม่ใช่พวกสายนอกที่เซ็นสัญญาแบบพวกเราหรอกนะ เป็นคนในตระกูลของแท้เลย"

หลิวผิงชูนิ้วขึ้นมา

"มากันสามคน พลังหลอมปราณช่วงปลายล้วนๆ โดนส่งตรงเข้ากองกำลังคุ้มกันเลย ได้ยินว่าพวกผู้ใหญ่สายหลักเห็นว่าสถานการณ์ที่ตลาดชิงเหอมันชักจะทะแม่งๆ ก็เลยส่งคนมาคุมสถานการณ์"

คนในตระกูลหวังสายหลักกับพวกผู้ฝึกตนสายนอกที่เซ็นสัญญามันคนละชั้นกันเลย

พวกสายนอกก็แค่ลูกจ้าง หมดสัญญาก็แยกย้าย (หรือจะต่อสัญญาก็ได้)

แต่สายหลักคือสายเลือดแท้ๆ ของตระกูลหวัง ได้เรียนเคล็ดวิชาชั้นยอด ทรัพยากรก็เหลือเฟือ ขืนเอามาเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ในระดับพลังเดียวกัน พวกสายนอกก็สู้ไม่ได้หรอก

ทั้งสองคนเดินมาจนสุดถนนสายตะวันออก ก็แยกย้ายกันไปเดินยามในเขตของตัวเอง

หลี่หยวนปรายตามองแผงลอยสองข้างทาง ก็เห็นว่ามีแผงขายชิ้นส่วนสัตว์อสูรโผล่มาเพียบ

เมื่อก่อนแผงแถวนี้จะขายแต่พวกแร่ สมุนไพร แล้วก็ยันต์เป็นหลัก

แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว

แค่ครึ่งถนนก็มีแผงขายชิ้นส่วนสัตว์อสูรปาเข้าไปเจ็ดแปดแผงแล้ว มีทั้งหนังสัตว์ กระดูก เลือด เขี้ยว หรือแม้แต่ซากสัตว์อสูรตัวเล็กๆ ตากแห้งก็มีวางขาย

ของพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนของสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำ พลังก็สูสีกับผู้ฝึกตนหลอมปราณช่วงต้น มีของระดับหนึ่งช่วงกลางโผล่มาบ้างประปราย

ตั้งแต่สัตว์อสูรตรงเทือกเขาหยวนเหิงมันเริ่มเพ่นพ่าน พวกสัตว์อสูรระดับหนึ่งก็โผล่มาให้เห็นเยอะขึ้น พวกหน่วยล่าสัตว์อสูรก็เลยจับได้เป็นกอบเป็นกำ

แถมตลาดชิงเหอมันก็อยู่ใกล้เขาที่สุด พวกที่ล่ามาได้ก็เลยเอามาเทขายที่นี่กันหมด

พอของมันล้นตลาด ราคามันก็ร่วงเป็นธรรมดา

หลี่หยวนลองย่อตัวลงหน้าแผงบางแผง หยิบกระดูกสันหลังสัตว์อสูรขึ้นมาลองเดาะดู แล้วก็ลองลูบๆ คลำๆ หนังสัตว์สีน้ำตาลเทาดูด้วย

หน้าต่างระบบเงียบกริบไม่มีตอบสนอง

ลองเปลี่ยนไปอีกสองสามแผง หยิบทั้งเขี้ยว ขวดเลือด เนื้อตากแห้ง ระบบก็ยังเงียบเป็นเป่าสาก

ชิ้นส่วนสัตว์อสูรพวกนี้เอามาสวมใส่ไม่ได้แฮะ

หลี่หยวนวางของลง แล้วก็ลุกขึ้นเดินต่อ

ก็ไม่ได้ผิดคาดเท่าไหร่ ถึงขอบเขตของของที่เอามาสวมใส่ได้มันจะกว้าง แต่มันก็ต้องตรงตามเงื่อนไขของระบบด้วย

เดินยามมาจนถึงช่วงกลางของตรอกเหนือ หลี่หยวนก็เห็นเพิงผ้าใบของเฒ่าจางอยู่ลิบๆ

พอเดินเข้าไปใกล้ ก็เห็นว่าพวกยันต์ลูกไฟกับยันต์กรวยน้ำแข็งมันหายไปเยอะเลย แผงโล่งไปถนัดตา

เฒ่าจางกำลังก้มหน้าก้มตาตวัดพู่กันเขียนยันต์ลงบนกระดาษเปล่าสีเหลือง ปลายพู่กันแต้มชาด ค่อยๆ ลากเส้นอย่างเชื่องช้าและระมัดระวังสุดๆ

หลี่หยวนไปหยุดยืนอยู่หน้าแผง ไม่ได้ส่งเสียงรบกวน

เฒ่าจางตวัดพู่กันเส้นสุดท้ายเสร็จ ก็ยกยันต์ขึ้นมาส่องดู ก่อนจะส่ายหน้า แล้วขยำทิ้งลงกองกระดาษเสียข้างๆ

"เจ๊งอีกแล้ว" เฒ่าจางถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วก็เพิ่งจะสังเกตเห็นหลี่หยวน เลยรีบลุกขึ้นมาประสานมือคารวะ

"สหายเต๋าหลี่"

"เฒ่าจาง ยันต์ลูกไฟกับยันต์กรวยน้ำแข็งของเจ้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยนะ" หลี่หยวนชี้ไปตรงที่ว่างบนแผง

เฒ่าจางยิ้มเฝื่อนๆ

"ช่วงนี้คนแห่มาซื้อพวกยันต์สายโจมตีกันเยอะ ไอ้ของตุนไว้ไม่กี่แผ่นของข้าก็เลยปลิวหายไปในพริบตา"

"อัปราคาแล้วล่ะสิ"

"ก็ต้องอัปสิ" เฒ่าจางชูนิ้วขึ้นมาทำท่าประกอบ "เมื่อก่อนยันต์ลูกไฟสองแผ่นแลกหินวิญญาณได้ก้อนเดียว ตอนนี้สามแผ่นขายได้ตั้งสองก้อน ยันต์กรวยน้ำแข็งก็ขึ้นราคาพอๆ กัน"

"เสียดายก็แต่ยันต์ข้ามันคุณภาพต่ำไปหน่อย พวกยันต์เกรดดีๆ นี่ราคาพุ่งปรี๊ด คนเขาแย่งกันซื้อเก็บไว้เป็นไม้ตายกันหมด"

"ที่ข้าต้องขึ้นราคาก็ไม่ใช่เพราะอยากหน้าเลือดหรอกนะ แต่สมุนไพรที่เอามาทำยันต์มันแพงขึ้นน่ะสิ"

หลี่หยวนปรายตามองกองกระดาษเสีย แล้วเอ่ยปาก

"เห็นช่วงนี้ชิ้นส่วนสัตว์อสูรมีขายกันเกลื่อนตลาด ราคาก็ถูกลงด้วยหนิ"

เฒ่าจางพยักหน้ารับ แล้วถอนหายใจยาว

"ก็ใช่ หนังสัตว์อสูรมันเอามาทำกระดาษยันต์ได้ แถมคุณภาพยังดีกว่ากระดาษเหลืองธรรมดาซะอีก ถ้าทำเองได้ ต้นทุนก็คงลดลงไปเยอะ"

เฒ่าจางตบๆ กระดาษเหลืองตรงหน้า พร้อมกับส่ายหัว "แต่วิธีทำกระดาษยันต์จากหนังสัตว์อสูรมันไม่เหมือนการใช้สมุนไพร ข้าทำไม่เป็นหรอก"

"เมื่อก่อนเคยเห็นนักเขียนยันต์คนนึง เอาคราบงูมาทำเป็นยันต์ คุณภาพเหนือกว่ายันต์กระดาษเหลืองแบบไม่เห็นฝุ่น ข้าเคยไปขอเรียนวิชาด้วย เขาดันเรียกค่าครูตั้งยี่สิบก้อนหินวิญญาณ"

"ตอนนี้ถึงหนังสัตว์อสูรจะถูกลง ก็เอามาทำประโยชน์อะไรไม่ได้อยู่ดี สุดท้ายก็ต้องกัดฟันซื้อสมุนไพรแพงๆ มาใช้อยู่ดี"

เฒ่าจางพูดจบก็โบกมือไปมา ความหมายก็ชัดเจนอยู่แล้ว

หินวิญญาณยี่สิบก้อน สำหรับเฒ่าจางมันไม่ใช่เงินน้อยๆ เลย

หลี่หยวนไม่ได้พูดอะไรต่อ ชวนเฒ่าจางคุยสัพเพเหระอีกสองสามคำ แล้วก็เดินหน้าตรวจตราต่อไป

จบบทที่ บทที่ 16 ชุมชนนอกตลาดโดนถล่ม

คัดลอกลิงก์แล้ว