- หน้าแรก
- ทะลวงวิถีเซียน ข้าล็อกคุณสมบัติไอเทมถาวรได้
- บทที่ 16 ชุมชนนอกตลาดโดนถล่ม
บทที่ 16 ชุมชนนอกตลาดโดนถล่ม
บทที่ 16 ชุมชนนอกตลาดโดนถล่ม
บทที่ 16 ชุมชนนอกตลาดโดนถล่ม
ฟ้ายังไม่สาง หลี่หยวนก็มายืนจัดท่าทางเตรียมพร้อมอยู่ตรงที่ว่างกลางห้องแล้ว
กระบวนท่าที่ห้าของเคล็ดวิชาวัวเหล็ก วัวเหล็กขวางแม่น้ำ
นี่คือกระบวนท่าสุดท้ายและก็โหดหินที่สุดของเคล็ดวิชานี้
มันต้องรีดเค้นปราณโลหิตจากจุดตันเถียน แล้วแยกออกเป็นสองสาย สายหนึ่งพุ่งขึ้นไปกระแทกกระหม่อม อีกสายพุ่งลงไปทะลวงฝ่าเท้า ดึงรั้งสลับกันไปมา เพื่อสร้างเส้นทางเดินปราณแนวตั้งให้เชื่อมต่อกันทั่วทั้งร่าง
มันต่างจากสี่กระบวนท่าแรกที่เน้นอวัยวะภายในเฉพาะจุด กระบวนท่าที่ห้านี้ต้องอาศัยการประสานงานของทุกส่วนในร่างกาย ถ้ากะจังหวะพลาดนิดเดียว ปราณโลหิตก็จะไปกระจุกตัวอยู่ตามข้อต่อ เบาะๆ ก็แค่ปวดเมื่อย แต่ถ้าหนักหน่อยก็ถึงขั้นลมปราณแตกซ่านได้เลย
หลี่หยวนปรับจังหวะหายใจ ลดไหล่ ทิ้งศอก กางขากว้างเท่าช่วงไหล่ แล้วค่อยๆ เดินพลัง
ปราณโลหิตพวยพุ่งออกมาจากจุดตันเถียน แยกย้ายกันพุ่งขึ้นบนและลงล่างพร้อมๆ กัน
สายที่พุ่งขึ้นบนทะลวงผ่านช่องอก ลำคอ ตรงดิ่งไปที่จุดป่ายฮุ่ยกลางกระหม่อม
ส่วนสายที่พุ่งลงล่างก็เลาะผ่านช่องท้อง กระดูกเชิงกราน ทะลวงลงไปตามขาทั้งสองข้าง ตรงดิ่งไปที่จุดหย่งเฉวียนกลางฝ่าเท้า
ปราณโลหิตสองสายทำหน้าที่เหมือนเชือกสองเส้น เส้นนึงดึงขึ้น เส้นนึงดึงลง ร่างกายของหลี่หยวนก็โดนขึงตึงอยู่ตรงกลาง
โชคดีที่มีคุณสมบัติเสริมความแกร่งอวัยวะภายในคอยรองรับ อวัยวะทั้งห้าและหกถึงต้องรับแรงกระแทกจากปราณโลหิตที่ไหลสวนทางกัน ก็ยังไม่รู้สึกระคายเคืองอะไรเลย
รอบแรก รอบสอง รอบสาม
พอถึงรอบที่สาม ปราณโลหิตทั้งสองสายก็มาบรรจบกันที่จุดตันเถียน สร้างวงจรการไหลเวียนที่สมบูรณ์แบบได้ในที่สุด
ถึงจะยังดูเก้ๆ กังๆ ไปบ้าง แต่มันก็ทะลวงเส้นทางสำเร็จแล้ว
หลี่หยวนเลิกเดินพลัง ขาสองข้างสั่นพั่บๆ เหงื่อบางๆ ผุดขึ้นเต็มแผ่นหลัง แต่แป๊บเดียวคุณสมบัติร่างกายสะอาดสะอ้านก็ลบมันทิ้งจนเกลี้ยง เหมือนไม่เคยมีเหงื่อออกมาก่อน
แค่กระดิกความคิด หน้าต่างระบบก็โผล่ขึ้นมา
【เคล็ดวิชาวัวเหล็ก: ระดับชำนาญ 0/400】
อัปเวลจากระดับเริ่มต้นขึ้นมาเป็นระดับชำนาญแล้ว ความคืบหน้ากลับไปเริ่มที่ศูนย์ใหม่ แถมเพดานก็ขยับจากสองร้อยไปเป็นสี่ร้อย
การเปลี่ยนแปลงของร่างกายมันเห็นชัดกว่าตัวเลขบนหน้าต่างตั้งเยอะ
พอลองกำหมัดดู สันหมัดก็แข็งโป๊กหยั่งกะหิน กล้ามเนื้อท่อนแขนตึงเปรี๊ยะ หนาขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง
พอลองเขย่งปลายเท้ากระโดดเบาๆ สองที ตอนลงพื้นก็มั่นคงสุดๆ หัวเข่ากับข้อเท้าไม่มีอาการยวบยาบให้เห็นเลย
เคล็ดวิชาวัวเหล็กไต่จากศูนย์จนบรรลุระดับชำนาญ ใช้เวลาไปแค่สิบกว่าวัน ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไป อย่างน้อยๆ ก็ต้องมียันปีสองปีนู่นแหละ
แต่กว่าจะถึงขั้นสมบูรณ์ก็ยังอีกยาวไกลนัก
หลี่หยวนพับหน้าต่างระบบเก็บ ปลดกลอนประตู แล้วเริ่มออกเดินยามตามถนนสายตะวันออกเหมือนเดิม
คนในตลาดมันพลุกพล่านกว่าเมื่อเดือนก่อนขึ้นไปอีก
แผงลอยสองข้างทางบนถนนสายตะวันออกโดนจับจองจนเต็มเอี้ยด พวกพ่อค้าบางคนเล่นกางเพิงดักตรงทางแยกซะเลย ทำเอาทางเดินแคบลงจนต้องเดินตะแคงตัวสวนกัน
เดินยามไปได้ค่อนถนน หลี่หยวนก็บังเอิญเจอหลิวผิง ผู้ตรวจการอีกคนตรงทางแยก
หลิวผิงอายุราวๆ สามสิบต้นๆ พลังหลอมปราณขั้นสาม ปกติรับผิดชอบเขตประตูใต้กับถนนสายตะวันตก เป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ขยันขันแข็งเอาเรื่อง
เดือนก่อนเพิ่งจะโดนเกณฑ์คนไปเสริมทัพกองกำลังคุ้มกันซะเยอะ คนในกองตรวจการเลยเหลือน้อยลง โอกาสที่จะเดินสวนกันก็เลยน้อยตามไปด้วย
"รองหัวหน้าหลี่" หลิวผิงประสานมือคารวะ หลี่หยวนก็ทำท่าตอบรับ
"ยันต์ของเฒ่าจางที่เจ้าแนะนำเมื่อสองวันก่อน ของเขาดีจริงแฮะ"
หลิวผิงตบกระเป๋าตุงๆ ที่เอวแปะๆ "ฝีมือตาเฒ่านั่นอาจจะงั้นๆ แต่ราคามันถูกใจข้าชะมัด เลยเหมามาซะเยอะเลย"
หลี่หยวนพยักหน้ารับ ทั้งสองคนเดินขนาบข้างกันไปตามถนนสายตะวันออก
"ช่วงนี้ข้างนอกเป็นไงบ้าง" หลี่หยวนลองแย็บถามดู
หลิวผิงส่ายหน้า สีหน้าดูเครียดๆ
"ไม่สู้ดีเลย เมื่อวานข้าไปเข้าเวรที่ประตูใต้ ได้ยินพวกยามคุยกันว่าแค่เดือนที่แล้วเดือนเดียว ก็มีคดีพวกสายปล้นชิงดักฆ่าคนปล้นของตรงรอบนอกตลาดปาเข้าไปตั้งห้าหกคดีแล้ว"
"นี่นับเฉพาะคดีที่มีคนมารายงานนะ ไอ้พวกที่ตายเงียบๆ ไม่มีใครรู้คงมีอีกเพียบ"
ห้าหกคดี หลี่หยวนขมวดคิ้วนิดๆ
เดือนก่อนที่เขาได้ยินมา มันยังมีแค่สองสามคดีอยู่เลย ผ่านไปแค่เดือนเดียว ยอดมันเบิ้ลขึ้นมาเป็นเท่าตัว
"แล้วมันไม่ใช่แค่พวกสายปล้นชิงอาชีพด้วยนะ" หลิวผิงลดเสียงลงจนแทบจะกระซิบ
"สายข่าวจากกองกำลังคุ้มกันบอกว่า พวกผู้ฝึกตนอิสระธรรมดาๆ นี่แหละตัวดีเลย กลางวันทำตัวใสซื่อตั้งแผงขายของอยู่ในตลาด พอตกดึกออกไปข้างนอก เห็นใครเดินเต็ดเตร่คนเดียวก็ลงมือเชือดทันที"
หลี่หยวนไม่ได้หยุดเดิน แต่กวาดสายตามองพวกผู้ฝึกตนอิสระหน้าตาหลากหลายที่นั่งขายของอยู่ริมทาง
หลิวผิงเล่าต่อ "มีอีกเรื่องนึงที่เจ้าอาจจะยังไม่รู้ เมื่อวานซืนตรงชุมชนผู้ฝึกตนอิสระฝั่งตะวันออก โดนพวกมันบุกถล่ม"
ฝีเท้าของหลี่หยวนชะงักกึก
ชุมชนผู้ฝึกตนอิสระฝั่งตะวันออกเขารู้จักดี ห่างจากประตูตลาดออกไปแค่สามลี้ มีเพิงไม้ซอมซ่อเบียดเสียดกันอยู่หลายสิบหลัง พวกผู้ฝึกตนอิสระที่หากินอยู่แถวๆ ตลาดก็รวมหัวกันอยู่ที่นั่นแหละ
ถึงจะอยู่นอกกำแพงตลาด แต่มันก็ยังอยู่ในเขตรับผิดชอบของกองกำลังคุ้มกัน แถมพวกที่อาศัยอยู่ที่นั่นก็ต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้ตลาดทุกเดือนด้วย
"ใครทำ"
"ไม่มีใครรู้" หลิวผิงส่ายหน้า
"ได้ข่าวว่ามันบุกมาตอนดึกสงัด มากันแค่สี่ห้าคน เชือดผู้ฝึกตนไปสองคน กวาดเอาหินวิญญาณกับของมีค่าไปเรียบ กว่ายามจะไปถึง พวกมันก็เผ่นหายวับไปแล้ว"
"ตายสองเลยเรอะ"
"ตายคาที่คนนึง อีกคนเจ็บหนัก สุดท้ายก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว"
หลี่หยวนนิ่งเงียบ ไม่ได้ตอบอะไร
เรื่องแอบเข้าไปฉกของในชุมชนรอบนอกมันก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ส่วนใหญ่ก็แค่ลักเล็กขโมยน้อย ไม่ค่อยมีหรอกที่จะมาฆ่าแกงกันแบบโจ่งแจ้งขนาดนี้
แถมชุมชนนั่นก็อยู่ใต้จมูกยามแท้ๆ การที่พวกมันกล้าลงมือ ก็แปลว่าถ้าไม่บ้าบิ่นไม่กลัวยาม ก็ต้องรู้คิวเดินยามของพวกนั้นเป็นอย่างดี
ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน มันก็ชี้ชัดว่าสถานการณ์มันกำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ
ตลาดชิงเหออยู่ใกล้เทือกเขาหยวนเหิงที่สุดในบรรดาตลาดละแวกนี้
พวกผู้ฝึกตนอิสระจะเข้าจะออกเขาก็เลยชอบมาแวะพักที่นี่ ตลาดมันก็เลยคึกคัก เงินสะพัด
แต่เพราะความใกล้เนี่ยแหละ มันก็เลยต้องแบกรับความเสี่ยงที่มากกว่าตลาดอื่นๆ ตามไปด้วย
เรื่องชุมชนโดนถล่มถ้าแพร่กระจายออกไป พวกผู้ฝึกตนอิสระที่คิดจะมาปักหลักที่นี่ก็คงต้องคิดหนัก ว่าจะยอมหนีไปหาตลาดอื่นที่ไกลหน่อยแต่ปลอดภัยกว่าดีมั้ย
"แต่ก็มีเรื่องดีอยู่นะ" น้ำเสียงของหลิวผิงดูผ่อนคลายลงหน่อย "เมื่อวานข้าได้ยินหัวหน้าหวังหลุดปากมาว่า ตระกูลหวังส่งคนจากสายหลักมาช่วยแล้ว"
"คนจากตระกูลหวังสายหลักเรอะ"
"ใช่ ไม่ใช่พวกสายนอกที่เซ็นสัญญาแบบพวกเราหรอกนะ เป็นคนในตระกูลของแท้เลย"
หลิวผิงชูนิ้วขึ้นมา
"มากันสามคน พลังหลอมปราณช่วงปลายล้วนๆ โดนส่งตรงเข้ากองกำลังคุ้มกันเลย ได้ยินว่าพวกผู้ใหญ่สายหลักเห็นว่าสถานการณ์ที่ตลาดชิงเหอมันชักจะทะแม่งๆ ก็เลยส่งคนมาคุมสถานการณ์"
คนในตระกูลหวังสายหลักกับพวกผู้ฝึกตนสายนอกที่เซ็นสัญญามันคนละชั้นกันเลย
พวกสายนอกก็แค่ลูกจ้าง หมดสัญญาก็แยกย้าย (หรือจะต่อสัญญาก็ได้)
แต่สายหลักคือสายเลือดแท้ๆ ของตระกูลหวัง ได้เรียนเคล็ดวิชาชั้นยอด ทรัพยากรก็เหลือเฟือ ขืนเอามาเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ในระดับพลังเดียวกัน พวกสายนอกก็สู้ไม่ได้หรอก
ทั้งสองคนเดินมาจนสุดถนนสายตะวันออก ก็แยกย้ายกันไปเดินยามในเขตของตัวเอง
หลี่หยวนปรายตามองแผงลอยสองข้างทาง ก็เห็นว่ามีแผงขายชิ้นส่วนสัตว์อสูรโผล่มาเพียบ
เมื่อก่อนแผงแถวนี้จะขายแต่พวกแร่ สมุนไพร แล้วก็ยันต์เป็นหลัก
แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว
แค่ครึ่งถนนก็มีแผงขายชิ้นส่วนสัตว์อสูรปาเข้าไปเจ็ดแปดแผงแล้ว มีทั้งหนังสัตว์ กระดูก เลือด เขี้ยว หรือแม้แต่ซากสัตว์อสูรตัวเล็กๆ ตากแห้งก็มีวางขาย
ของพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนของสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำ พลังก็สูสีกับผู้ฝึกตนหลอมปราณช่วงต้น มีของระดับหนึ่งช่วงกลางโผล่มาบ้างประปราย
ตั้งแต่สัตว์อสูรตรงเทือกเขาหยวนเหิงมันเริ่มเพ่นพ่าน พวกสัตว์อสูรระดับหนึ่งก็โผล่มาให้เห็นเยอะขึ้น พวกหน่วยล่าสัตว์อสูรก็เลยจับได้เป็นกอบเป็นกำ
แถมตลาดชิงเหอมันก็อยู่ใกล้เขาที่สุด พวกที่ล่ามาได้ก็เลยเอามาเทขายที่นี่กันหมด
พอของมันล้นตลาด ราคามันก็ร่วงเป็นธรรมดา
หลี่หยวนลองย่อตัวลงหน้าแผงบางแผง หยิบกระดูกสันหลังสัตว์อสูรขึ้นมาลองเดาะดู แล้วก็ลองลูบๆ คลำๆ หนังสัตว์สีน้ำตาลเทาดูด้วย
หน้าต่างระบบเงียบกริบไม่มีตอบสนอง
ลองเปลี่ยนไปอีกสองสามแผง หยิบทั้งเขี้ยว ขวดเลือด เนื้อตากแห้ง ระบบก็ยังเงียบเป็นเป่าสาก
ชิ้นส่วนสัตว์อสูรพวกนี้เอามาสวมใส่ไม่ได้แฮะ
หลี่หยวนวางของลง แล้วก็ลุกขึ้นเดินต่อ
ก็ไม่ได้ผิดคาดเท่าไหร่ ถึงขอบเขตของของที่เอามาสวมใส่ได้มันจะกว้าง แต่มันก็ต้องตรงตามเงื่อนไขของระบบด้วย
เดินยามมาจนถึงช่วงกลางของตรอกเหนือ หลี่หยวนก็เห็นเพิงผ้าใบของเฒ่าจางอยู่ลิบๆ
พอเดินเข้าไปใกล้ ก็เห็นว่าพวกยันต์ลูกไฟกับยันต์กรวยน้ำแข็งมันหายไปเยอะเลย แผงโล่งไปถนัดตา
เฒ่าจางกำลังก้มหน้าก้มตาตวัดพู่กันเขียนยันต์ลงบนกระดาษเปล่าสีเหลือง ปลายพู่กันแต้มชาด ค่อยๆ ลากเส้นอย่างเชื่องช้าและระมัดระวังสุดๆ
หลี่หยวนไปหยุดยืนอยู่หน้าแผง ไม่ได้ส่งเสียงรบกวน
เฒ่าจางตวัดพู่กันเส้นสุดท้ายเสร็จ ก็ยกยันต์ขึ้นมาส่องดู ก่อนจะส่ายหน้า แล้วขยำทิ้งลงกองกระดาษเสียข้างๆ
"เจ๊งอีกแล้ว" เฒ่าจางถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วก็เพิ่งจะสังเกตเห็นหลี่หยวน เลยรีบลุกขึ้นมาประสานมือคารวะ
"สหายเต๋าหลี่"
"เฒ่าจาง ยันต์ลูกไฟกับยันต์กรวยน้ำแข็งของเจ้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยนะ" หลี่หยวนชี้ไปตรงที่ว่างบนแผง
เฒ่าจางยิ้มเฝื่อนๆ
"ช่วงนี้คนแห่มาซื้อพวกยันต์สายโจมตีกันเยอะ ไอ้ของตุนไว้ไม่กี่แผ่นของข้าก็เลยปลิวหายไปในพริบตา"
"อัปราคาแล้วล่ะสิ"
"ก็ต้องอัปสิ" เฒ่าจางชูนิ้วขึ้นมาทำท่าประกอบ "เมื่อก่อนยันต์ลูกไฟสองแผ่นแลกหินวิญญาณได้ก้อนเดียว ตอนนี้สามแผ่นขายได้ตั้งสองก้อน ยันต์กรวยน้ำแข็งก็ขึ้นราคาพอๆ กัน"
"เสียดายก็แต่ยันต์ข้ามันคุณภาพต่ำไปหน่อย พวกยันต์เกรดดีๆ นี่ราคาพุ่งปรี๊ด คนเขาแย่งกันซื้อเก็บไว้เป็นไม้ตายกันหมด"
"ที่ข้าต้องขึ้นราคาก็ไม่ใช่เพราะอยากหน้าเลือดหรอกนะ แต่สมุนไพรที่เอามาทำยันต์มันแพงขึ้นน่ะสิ"
หลี่หยวนปรายตามองกองกระดาษเสีย แล้วเอ่ยปาก
"เห็นช่วงนี้ชิ้นส่วนสัตว์อสูรมีขายกันเกลื่อนตลาด ราคาก็ถูกลงด้วยหนิ"
เฒ่าจางพยักหน้ารับ แล้วถอนหายใจยาว
"ก็ใช่ หนังสัตว์อสูรมันเอามาทำกระดาษยันต์ได้ แถมคุณภาพยังดีกว่ากระดาษเหลืองธรรมดาซะอีก ถ้าทำเองได้ ต้นทุนก็คงลดลงไปเยอะ"
เฒ่าจางตบๆ กระดาษเหลืองตรงหน้า พร้อมกับส่ายหัว "แต่วิธีทำกระดาษยันต์จากหนังสัตว์อสูรมันไม่เหมือนการใช้สมุนไพร ข้าทำไม่เป็นหรอก"
"เมื่อก่อนเคยเห็นนักเขียนยันต์คนนึง เอาคราบงูมาทำเป็นยันต์ คุณภาพเหนือกว่ายันต์กระดาษเหลืองแบบไม่เห็นฝุ่น ข้าเคยไปขอเรียนวิชาด้วย เขาดันเรียกค่าครูตั้งยี่สิบก้อนหินวิญญาณ"
"ตอนนี้ถึงหนังสัตว์อสูรจะถูกลง ก็เอามาทำประโยชน์อะไรไม่ได้อยู่ดี สุดท้ายก็ต้องกัดฟันซื้อสมุนไพรแพงๆ มาใช้อยู่ดี"
เฒ่าจางพูดจบก็โบกมือไปมา ความหมายก็ชัดเจนอยู่แล้ว
หินวิญญาณยี่สิบก้อน สำหรับเฒ่าจางมันไม่ใช่เงินน้อยๆ เลย
หลี่หยวนไม่ได้พูดอะไรต่อ ชวนเฒ่าจางคุยสัพเพเหระอีกสองสามคำ แล้วก็เดินหน้าตรวจตราต่อไป