- หน้าแรก
- ผู้เล่นสุดโหด โหมดนรกประจัญบาน
- บทที่ 534 หลอมสังขาร
บทที่ 534 หลอมสังขาร
บทที่ 534 หลอมสังขาร
ศีรษะขนาดมหึมาสองหัวกลิ้งขลุกๆ ไปตามพื้นโต๊ะ กระทั่งไปชนถ้วยชาเซรามิกจนล้มลงจึงหยุดนิ่ง
ฉู่อินสะดุ้งตกใจสุดขีด สือฉีถึงกับหนังตาตุก
ทว่าจู๋เสวียหมินกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เขาหยิบกล่องเครื่องมือออกมาจากช่องเก็บของ นั่งลงบนเก้าอี้อย่างใจเย็นพลางสวมหน้ากากอนามัยและถุงมือยางให้กับตัวเอง
เขาใช้แหนบโลหะเขี่ยศีรษะที่ขาดสะบั้นทั้งสองหัว พินิจพิจารณาอย่างละเอียด
ศีรษะที่เล็กกว่าเล็กน้อย มีใบหน้าของชายชรา
ผิวหนังของมันเป็นสีขาวซีดราวกับคนป่วย นัยน์ตาไร้ซึ่งชีวิตชีวา
ไม่มีเส้นผมหรือคิ้ว แม้กระทั่งร่องรอยของเส้นขนตามรูขุมขนบนผิวหนังก็ยังหาไม่พบ
เขี้ยวเรียวยาวแปดคู่ที่ยื่นยาวออกมาจากริมฝีปาก เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงตัวตนที่ไม่ใช่มนุษย์ของมัน
ส่วนศีรษะที่ใหญ่กว่านั้น ดูคล้ายกับหัวของตั๊กแตนตำข้าวทั่วไปเล็กน้อย
โดยรวมมีสีเขียวโปร่งแสง รูปทรงเป็นสามเหลี่ยมหัวกลับ
มีหนวดสองเส้น ดวงตาประกอบขนาดใหญ่โปร่งแสงสองดวง และปากแบบกัดเคี้ยวที่มีรูปร่างประหลาด
ตรงรอยตัดบริเวณลำคอ ยังคงมีน้ำเลี้ยงสีเขียวหลงเหลืออยู่
ฉู่อินเดินเข้าไปใกล้โต๊ะ ข่มความขยะแขยงเอาไว้ เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “นี่คือของอีกสองชิ้นงั้นเหรอ?”
“ไม่น่าผิดแน่”
สวินจื่ออันพยักหน้าตอบ “ฉันถือไม้สืบมังกร ค่อยๆ ค้นหาไปทีละสถานที่ หลังจากยืนยันแน่ชัดแล้วถึงได้ลงมือ”
ตามผลการทำนายก่อนหน้านี้ จู๋เสวียหมินเชื่อว่าองค์ประกอบสามประการในการเปิดห้วงความฝันของเซิงหนานอ๋องชั้นที่สามนั้น อยู่ในสามสถานที่ ได้แก่ เมืองลวี่โจว เมืองเฟิ่งโจว และเมืองฉีโจว
ดังนั้นจึงได้สร้างไม้สืบมังกรขึ้นมา
ให้สวินจื่ออันพกติดตัวไป เพื่อค้นหาองค์ประกอบที่ผิดปกติในเมืองเฟิ่งโจวและเมืองฉีโจว
“สัตว์ประหลาดสองตัวนี้ค่อนข้างประหลาด พละกำลังก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมาย แต่กลับให้ความรู้สึกสยดสยองแก่ฉันอยู่เสมอ”
สวินจื่ออันขมวดคิ้ว เล่าสิ่งที่ตนพบเจอให้เพื่อนพ้องฟัง
คืนหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน ลูกชายคนเล็กของเจ้าของคฤหาสน์ในชนบทแห่งหนึ่งในเมืองเฟิ่งโจวพลิกตัวไปมานอนไม่หลับ เขามักจะรู้สึกว่ามีความมืดมิดบางอย่างอยู่ข้างนอก
เมื่อตื่นขึ้นมากลางดึกและมองลอดรอยแยกของหน้าต่างออกไป ก็เห็นชายชราในชุดขาวปรากฏตัวขึ้นที่ลานบ้าน ใบหน้าไร้อารมณ์ ยืนนิ่งไม่ไหวติง จ้องมองเข้ามาในห้องอย่างไม่วางตา
เด็กน้อยอายุยังน้อย หวาดกลัวจนพูดไม่ออก
ได้แต่มองดูชายชราในชุดขาวใช้ปลายเท้าแตะพื้น ‘ลอย’ เข้ามาหาที่ห้อง
ค่อยๆ ผลักประตูห้องให้เปิดออก
ยื่นมือออกไปบีบคอสาวใช้ที่ปกติคอยดูแลเด็กน้อยและบัดนี้กำลังหลับสนิท
แทะกินศีรษะ ผ่าท้องควักไส้ หลังจากกินจนหมดเกลี้ยงก็หันกลับมามองเด็กน้อย
ในที่สุดเด็กน้อยก็กรีดร้องออกมาอย่างน่าเวทนา
เมื่อผู้ใหญ่ในลานบ้านรุดมาถึง ก็เห็นเพียงเลือดที่สาดกระเซ็นไปทั่วห้อง และเด็กน้อยที่นั่งอยู่ท่ามกลางกองเลือดด้วยความหวาดกลัวจนเสียสติไปแล้ว
ทว่าหลังจากที่กองทหารม้าอู่เต๋อเว่ยรุดมาถึง กลับไม่พบร่องรอยกลิ่นอายของปีศาจใดๆ หลังจากค้นหาไม่พบ พวกเขาจึงทำได้เพียงปิดล้อมคฤหาสน์ และให้ครอบครัวนี้ย้ายออกไป
สวินจื่ออันใช้ไม้สืบมังกรค้นหาตำแหน่งของคฤหาสน์แห่งนี้ หลังจากได้ยินเรื่องราวจากปากคนอื่น เขาก็อาศัยจังหวะกลางคืนลอบเข้าไปในคฤหาสน์เพียงลำพัง
เขาหยิบซากหมูตายออกมาจากช่องเก็บของ ใช้ไอเทมของหน่วย กพศ. ดัดแปลงเล็กน้อย ปลอมแปลงให้เป็นรูปร่างของคนเป็น แล้วนำไปวางไว้ในอีกห้องหนึ่ง
และแล้วชายชราในชุดขาวก็ปรากฏตัวขึ้นในลานบ้านอีกครั้ง มันไม่ได้สังเกตเห็นสวินจื่ออันที่ซ่อนตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้า มันลอยตรงไปยังซากหมูตาย กอดซากศพแล้วกัดกินอย่างตะกละตะกลาม
ผลคือถูกสวินจื่ออันลอบโจมตีจากด้านหลัง ตัดแขนขาจนขาดสะบั้น แปะยันต์ทับ เตรียมจะนำกลับไปที่เมืองเฉินโจวเพื่อให้จู๋เสวียหมินตรวจสอบ
ทว่ายังไม่ทันก้าวออกจากลานบ้าน ลำคอของชายชราในชุดขาวก็ขาดสะบั้นลงเอง จบชีวิตลงในทันที
“สัตว์ประหลาดตั๊กแตนที่เมืองฉีโจวตัวนี้ก็เหมือนกัน”
สวินจื่ออันเอ่ยเสียงต่ำ “ภรรยาของตระกูลฟ่านในหมู่บ้านแห่งหนึ่งกำลังจะคลอดลูก
แต่กลับคลอดไม่ออกนานถึงสามวันสามคืนจนหมดเรี่ยวแรง ครอบครัวก็ร้อนรนและเหนื่อยล้าจนแทบทนไม่ไหว จึงต้องขอร้องให้พี่สะใภ้และน้องสะใภ้บ้านข้างๆ มาช่วยเฝ้าไข้แทนในคืนนั้น
พวกนางก็ตอบตกลงอย่างยินดี
เพียงแต่สามีของนางซุนผู้เป็นเพื่อนบ้านเดินทางไปต่างถิ่น ลูกชายคนเล็กที่บ้านก็อายุยังน้อย ไม่กล้าปล่อยให้ลูกอยู่บ้านคนเดียว ตอนที่มาเฝ้าไข้ จึงให้ลูกชายคนเล็กนั่งรออยู่ที่ห้องด้านนอก
เด็กคนนั้นรักการอ่านหนังสือเป็นที่สุด จึงตั้งใจนำม้วนตำรามาด้วยเพื่อเตรียมอ่านฆ่าเวลาตลอดคืนอันยาวนาน
คาดไม่ถึงว่า เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อแม่สามีของตระกูลฟ่านตื่นแต่เช้าเพื่อไปเยี่ยมที่ห้องคลอด กลับพบว่าภายในห้องเงียบสงัด หญิงสาวเพื่อนบ้านทั้งหกคนรวมถึงหญิงที่กำลังคลอดลูก ล้วนสิ้นใจตายไปจนหมดสิ้น ทั่วทั้งร่างไม่มีบาดแผลใดๆ เลยแม้แต่น้อย
ส่วนเด็กน้อยคนนั้นก็นั่งอยู่ที่ห้องด้านนอก มือขวาถือหนังสือ ร่างกายซีกซ้ายกลายเป็นตอตะโกไปจนหมดสิ้น”
เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยช้าๆ ว่า “ตอนที่ฉันไปถึงเมืองฉีโจว ก็ได้ยินมาว่าหมู่บ้านข้างเคียงของหมู่บ้านนี้ มีหญิงสาวอีกคนหนึ่งกำลังจะคลอดลูก และก็คลอดไม่ออกมาสองวันสองคืนแล้วเช่นกัน
ฉันจึงไปยังหมู่บ้านนั้น ซุ่มรอดูอยู่ด้านนอก ผลคือเจอเข้ากับตั๊กแตนสูงเท่าคนตัวนี้
มันก็ไม่มีกลิ่นอายของปีศาจเช่นเดียวกัน
และตอนที่ถูกพาตัวออกจากหมู่บ้าน ลำคอก็ขาดสะบั้นลงอย่างเป็นปริศนาเช่นกัน”
“...”
จู๋เสวียหมินรับฟังคำบอกเล่าของสวินจื่ออันอย่างเงียบๆ พ่นลมหายใจออกมายาวๆ เอ่ยเสียงเรียบ “ฉันไม่เคยเห็นประเภทของปีศาจสองตัวนี้ ในคลังเอกสารของสมาคมวิจัยศาสตร์เร้นลับเลย
ในข้อมูลที่รวบรวมมาจากโลกใบนี้ก็ไม่มีเช่นกัน
แถมจากผลการตรวจสอบด้วยจิตสัมผัส พวกมันก็ไม่ใช่ปีศาจ”
“ไม่ใช่ปีศาจงั้นเหรอ?”
ฉู่อินถามด้วยความประหลาดใจ “แล้วมันคืออะไรล่ะ?”
“ผู้บำเพ็ญเพียร”
จู๋เสวียหมินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เคยเป็นส่วนหนึ่งของผู้บำเพ็ญเพียร”
?!
เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของเพื่อนพ้อง จู๋เสวียหมินก็เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “คนตายรูปลักษณ์ดั่งคนเป็น เท้าและผิวหนังไม่เขียวคล้ำ ดวงตาไม่เน่าเปื่อย เส้นผมหลุดร่วงจนหมดสิ้น นี่ล้วนคือการสลัดคราบเซียน
ตายตอนกลางวันเรียกว่าสลัดคราบเบื้องบน ตายตอนกลางคืนเรียกว่าสลัดคราบเบื้องล่าง ตายตอนรุ่งสางหรือพลบค่ำเรียกว่าเจ้าแห่งใต้พิภพ
ไท่อีคุ้มครองศพ สามวิญญาณสถิตกระดูก เจ็ดวิญญาณพิทักษ์เนื้อหนัง ทารกวิญญาณสูบปราณ นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าวิชาหลอมสังขารไท่อิน
ความหมายของประโยคนี้ก็คือ หลังจากคนตายไปแล้ว ร่างกายยังคงเหมือนมีชีวิต ผิวหนังที่เท้าไม่เน่าเปื่อยเขียวคล้ำ ดวงตาไม่เสียหาย เส้นผมหลุดร่วง นี่เรียกว่าการสลัดคราบเซียน
ตายตอนกลางวันคือสลัดคราบเบื้องบน ตายตอนเที่ยงคืนคือสลัดคราบเบื้องล่าง ตายตอนเช้าตรู่และพลบค่ำคือเจ้าแห่งใต้พิภพ
และหากมีเทพไท่อีคุ้มครองร่างศพ สามวิญญาณสถิตที่กระดูก เจ็ดวิญญาณปกป้องเนื้อหนัง ทารกวิญญาณดูดซับปราณวิญญาณ นี่ก็คือวิชาหลอมสังขารไท่อิน”
ลัทธิเต๋าเรียกพฤติกรรมที่ละทิ้งร่างกายหลังจากบรรลุธรรมขึ้นสวรรค์ หรือการไม่ทิ้งศพไว้ อาศัยฝากฝังไว้กับสิ่งของ เช่น เสื้อผ้า กระบี่ ว่าการสลัดคราบเซียน
หลักการของวิชาหลอมสังขารไท่อินก็คล้ายคลึงกับเซียนสลัดคราบ
นั่นคือผู้บำเพ็ญเพียรที่ชราภาพ เมื่ออายุขัยใกล้จะสิ้นสุดลง จะนำร่างของตนไปฝังไว้ใต้ดิน
ให้เทพไท่อีคุ้มครองศพ สามวิญญาณสถิตกระดูก ปล่อยให้ร่างกายยังคงเจริญเติบโตต่อไปในขณะที่เน่าเปื่อย
กระทั่งอวัยวะภายในทั้งห้าถูกสับเปลี่ยนจนหมดสิ้น
ร่างกายผลัดเปลี่ยนกระดูก เปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งหมด
จากนั้นจึงให้จิตวิญญาณเดิมกลับคืนสู่ร่าง ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากดินโคลนที่เน่าเหม็น
“แม้วิชาหลอมสังขารไท่อินจะสามารถทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรทำลายเพื่อสร้างใหม่ เพื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตแห่งเซียนได้
ทว่าเงื่อนไขการใช้งานนั้นเข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง ตลอดกระบวนการ ผู้บำเพ็ญเพียรจะไม่รับรู้โลกภายนอก ไม่มีพลังต่อต้านใดๆ หากถูกรบกวนเพียงนิดเดียวก็จะสูญสิ้นไปตลอดกาล
มีเพียงผู้บำเพ็ญเพียรที่ชราภาพ อ่อนแอ อายุขัยใกล้สิ้นสุด และหมดหวังที่จะบรรลุเป็นเซียนเท่านั้น ที่จะยอมเสี่ยงอันตราย ลองใช้วิชาหลอมสังขารไท่อิน”
จู๋เสวียหมินเม้มริมฝีปาก เอ่ยเสียงต่ำ “แน่นอนว่า ความชราภาพและอ่อนแอที่ว่านี้เป็นการเปรียบเทียบเท่านั้น
ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีคุณสมบัติและพลังพอที่จะทำการหลอมสังขารไท่อินนั้น ห่างจากการก้าวข้ามด่านเคราะห์ทะยานขึ้นสวรรค์เพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น
ในโลกฆราวาส พวกเขาคือตัวตนอันทรงพลังที่นั่งอยู่บนก้อนเมฆทอดสายตามองสรรพสัตว์อันต่ำต้อย หลายร้อยปีถึงจะมีปรากฏขึ้นสักคน
ผู้ใช้วิชาหลอมสังขารไท่อินที่มีการบันทึกไว้คนล่าสุด ก็คือผู้อาวุโสท่านหนึ่งของเขาหลงหู่ซานเมื่อสามร้อยปีก่อน”
..........