- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 216 ภาษาเวทมนตร์
บทที่ 216 ภาษาเวทมนตร์
บทที่ 216 ภาษาเวทมนตร์
เมื่อเชี่ยวชาญเทคนิคการเพิ่มความเร็วแล้ว เวลาที่ประหยัดได้จากการเพิ่มความเร็ว ก็ช่วยให้พวกเธอสามารถดูส่วนที่ยาก ๆ ได้อย่างละเอียดขึ้น หรือแม้กระทั่งดูซ้ำได้
ทั้งสามคนอย่างลิลิธ วาชิด้า และซิลฟ์ ในที่สุดครั้งนี้ก็สามารถดูวิดีโอการสอนวิชาภาษาปีศาจคาบแรกจนจบก่อนเลิกเรียนได้สำเร็จ
ส่วนโม่หลานก็ดูวิดีโอวิชาภาษาปีศาจสองคาบแรกจบแล้วเช่นกัน เก็บเกี่ยวความรู้ไปได้อย่างเต็มเปี่ยม
ภาษาทูตสวรรค์และภาษาปีศาจก็เหมือนกับทูตสวรรค์และปีศาจ ราวกับเป็นเหรียญสองด้าน
ภาษาหนึ่งเวลาพูดออกมา จะมีกลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์แฝงอยู่โดยธรรมชาติ ส่วนอีกภาษาเวลาพูดออกมา ก็จะมีกลิ่นอายความมืดมิดแฝงอยู่โดยธรรมชาติ
ต่อให้เป็นคนที่ไม่เคยได้ยินภาษาทูตสวรรค์และภาษาปีศาจมาก่อน ขอแค่รู้ลักษณะเด่นของทูตสวรรค์และปีศาจ ก็สามารถแยกแยะพวกมันออกได้อย่างง่ายดาย
ถ้าเป็นเมื่อชาติก่อน โม่หลานคงคิดไม่ถึงเด็ดขาดว่าภาษาหนึ่งภาษา จะสามารถแฝงกลิ่นอายแบบนี้มาได้ด้วย
กลิ่นอายแบบนี้ มีต้นกำเนิดมาจากพลังที่แฝงอยู่ในตัวภาษาเอง
ภาษาของเผ่าพันธุ์เวทมนตร์ส่วนน้อย ไม่ได้เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ตัวอักษรเท่านั้น แต่พวกมันยังมีความใกล้ชิดกับพลังงานเวทมนตร์ที่สอดคล้องกัน มีผลลัพธ์ทางเวทมนตร์ในระดับหนึ่ง และแน่นอนว่าก็มีเงื่อนไขในการเรียนรู้เช่นกัน
ตัวแทนของภาษาประเภทนี้ก็คือภาษาทูตสวรรค์ ภาษาปีศาจ และภาษาเอลฟ์
การเรียนภาษาทูตสวรรค์ สามารถช่วยยกระดับความเข้ากันได้กับพลังธาตุแสง รวมถึงความสามารถในการควบคุมเวทมนตร์ธาตุแสงได้ในระดับหนึ่ง
การเรียนภาษาปีศาจ สามารถช่วยยกระดับความเข้ากันได้กับพลังธาตุความมืด รวมถึงความสามารถในการควบคุมเวทมนตร์ธาตุความมืดได้ในระดับหนึ่ง
การเรียนภาษาเอลฟ์ สามารถช่วยยกระดับความเข้ากันได้กับพลังธาตุไม้ รวมถึงความสามารถในการควบคุมเวทมนตร์ธาตุไม้ได้ในระดับหนึ่ง
เงื่อนไขในการเรียนรู้ของพวกมัน ก็คือความเข้ากันได้กับธาตุที่สอดคล้องกัน หรือก็คือพรสวรรค์เวทมนตร์นั่นเอง
หากความเข้ากันได้กับธาตุต่ำเกินไป ต่อให้เรียนรู้วิธีออกเสียงภาษานี้ได้ พอพูดออกมาก็ไม่มีกลิ่นอายเฉพาะตัวนั้น และไม่มีผลลัพธ์พิเศษอะไรด้วย
อาจกล่าวได้ว่า คนที่พูดภาษาทูตสวรรค์ได้ ย่อมต้องมีพรสวรรค์เวทมนตร์ธาตุแสงที่ดีเยี่ยมอย่างแน่นอน ภาษาปีศาจและภาษาเอลฟ์ก็เช่นเดียวกัน
ภาษาแม่มดก็เป็นภาษาเวทมนตร์เหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็นแบบภาษาทูตสวรรค์หรือภาษาปีศาจ ที่ขอแค่มีพรสวรรค์เวทมนตร์ที่สอดคล้องกันก็จะสามารถเรียนรู้ได้
ภาษาแม่มดนั้นอิงอยู่กับสายเลือด หากไม่มีสายเลือดแม่มด ก็จะไม่มีทางเข้าใจภาษาแม่มดไปตลอดกาล
เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของแม่มด เผ่าพันธุ์อื่นไม่สามารถเรียนรู้ได้
ภาษาของเผ่าพันธุ์เวทมนตร์โดยกำเนิด ก็มักจะแฝงเวทมนตร์ไว้ด้วย
เรื่องพวกนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เธอเพิ่งจะรู้หลังจากดูวิดีโอการสอน
ในวิดีโอ คุณอามีช่ายังได้แนะนำหนังสือที่เกี่ยวกับภาษาเวทมนตร์เล่มหนึ่งชื่อว่า ‘การวิจัยภาษาเวทมนตร์’ ด้วย
คาบย่อยสุดท้ายของช่วงเช้าคือวิชาภาษามังกร และในคาบนี้ก็ได้ต้อนรับเพื่อนใหม่ที่มาลงเรียนวิชาภาษามังกรเพิ่มมาอีกหนึ่งคน
“ฉันเห็นในหนังสือของแม่มดนักชิมหลายเล่มบอกไว้ว่า เกาะโอชารสของเผ่ามังกรคือสวรรค์ของคนรักเนื้อสัตว์ ไม่เพียงแต่จะมีร้านอาหารที่ทำเมนูเนื้อโดยเฉพาะอยู่มากมาย แต่ยังมีตลาดวัตถุดิบเนื้อสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในวาเลนด้วยนะ
พอเรียนภาษามังกรแล้ว หลังเรียนจบฉันตั้งใจว่าจะไปเที่ยวที่เกาะมังกรดูสักหน่อยน่ะ” ไอส์กล่าว
โม่หลานนึกถึงเนื้อหาแนะนำเผ่ามังกรในหนังสือ ‘ความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยในทวีปวาเลน’ ขึ้นมาได้
ร่างต้นกำเนิดของเผ่ามังกรนั้นใหญ่โต ปริมาณอาหารที่กินก็เยอะตามไปด้วย แต่ดันไม่ถนัดเรื่องการทำอาหาร แถมยังไม่มีวัฒนธรรมการทำอาหารอีก ในตอนแรกเริ่มจึงกินแต่อาหารดิบทั้งนั้น
ร่างกายอันใหญ่โต ทำให้พวกเขารักษาระยะห่างกับเผ่าพันธุ์อื่นอยู่เสมอ และแทบจะไม่ค่อยมีการแลกเปลี่ยนกันอย่างลึกซึ้งเลย
พวกเขาไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ของเผ่าพันธุ์อื่น เอาแต่ชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่ไปจับตัว ‘คน’ จากทั่วทุกสารทิศกลับมาที่เกาะมังกร
การจับ ‘คน’ กลับไปไม่ได้เพื่อจุดประสงค์อื่นใดเลย นอกเสียจากจับ ‘คน’ มาขังไว้ เพื่อให้ทำฟาร์ม เลี้ยงสัตว์ และจัดหาเนื้อสัตว์มาให้ หากขาดแคลนของกิน ‘คน’ เหล่านี้ก็ยังสามารถเอามาอุดกระเพาะได้ด้วย
ร่างกายอันแข็งแกร่งของเผ่ามังกร จำเป็นต้องอาศัยเลือดเนื้อจำนวนมหาศาลมาหล่อเลี้ยง
ต่อมาหลังจากบ่อน้ำนภาเปิดออก เผ่ามังกรก็ได้เรียนรู้วิชาแปลงกายจากต่างโลก และจำแลงกายเป็นรูปลักษณ์มนุษย์ที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในทุกโลก หลังจากนั้นถึงค่อยเริ่มมีมังกรแวะเวียนไปเที่ยวเล่นในอาณาจักรมนุษย์บ้าง
พอได้ลิ้มรสอาหารสุกของมนุษย์ เผ่ามังกรก็ไม่สามารถกลับไปกินแบบเดิมได้อีกเลย
ดังนั้น จากเผ่ามังกรที่ชอบจับ ‘คน’ ร่างกายแข็งแรงกลับไปเกาะมังกรเพื่อเป็นทาสทำฟาร์มและจัดหาเนื้อสัตว์ให้ ก็วิวัฒนาการมาเป็นเผ่ามังกรที่ชอบจับ ‘คน’ ที่เก่งเรื่องทำอาหารกลับไปทำอาหารสุกให้กินแทน
พวกเขาจับ ‘คน’ ที่เชี่ยวชาญการทำอาหารจำนวนมากมาจากทั่วทุกมุมของวาเลน หรือแม้กระทั่งจากต่างโลกกลับมา
คำว่า ‘คน’ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแค่มนุษย์ แต่หมายถึงสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาทั้งหมดที่สู้เผ่ามังกรไม่ได้ เพียงแต่ส่วนใหญ่จะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ หรือคล้ายคลึงมนุษย์เท่านั้น
ในอดีต แม่มดนักชิมก็เคยเป็นหนึ่งในคนที่ถูกจับตัวไปเหมือนกัน และเนื่องจากเวทมนตร์ทำอาหารของแม่มดนักชิม เมื่อฝึกฝนจนถึงช่วงหลัง จะสามารถจัดการกับวัตถุดิบจำนวนมากได้ในคราวเดียว ซึ่งเข้ากับความชอบของเผ่ามังกรจอมตะกละได้เป็นอย่างดี แถมตัวพวกเธอเองก็เล็กจ้อย ไม่พอให้ยาไส้ด้วยซ้ำ แม่มดนักชิมที่ถูกจับไปจึงถือว่ามีความเป็นอยู่ท่ามกลางเผ่ามังกรที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว
จนกระทั่งจอมมนตราสามท่านบุกไปถล่มถึงเกาะมังกร เผ่ามังกรก็ไม่กล้าจับตัวแม่มดไปอีกเลย
มีการบุกเบิกเกาะโอชารส ให้บรรดาพ่อครัวที่ถูกจับมาเปิดร้านอาหารบนเกาะ แล้วปั้นเกาะโอชารสให้กลายเป็นเกาะท่องเที่ยวเชิงอาหารเพียงแห่งเดียวของเผ่ามังกรที่เปิดรับคนนอก
นอกจากจะช่วยตอบสนองความอยากอาหารของตัวเองแล้ว ยังสามารถทำเงินให้พวกมังกรที่รักความมั่งคั่งได้อีกด้วย
ร้านอาหารและร้านค้าทั้งหมดบนเกาะโอชารส หรือแม้แต่พนักงานและพ่อครัว ล้วนตกเป็นสมบัติของมังกร ยกเว้นแต่แม่มดนักชิมและร้านของพวกเธอ
เผ่ามังกรให้สัญญาว่า จะมอบพื้นที่ร้านค้าให้ฟรี ๆ สำหรับแม่มดนักชิมทุกคนที่ยินดีไปเปิดร้านบนเกาะโอชารส
ยิ่งมีระดับขั้นสูงเท่าไหร่ หน้าร้านก็จะยิ่งใหญ่โตและหรูหรามากขึ้นเท่านั้น
จากการบังคับขู่เข็ญ กลายมาเป็นการใช้ผลประโยชน์เข้าล่อแทน
แม่มดที่เลือกเดินบนเส้นทางเวทมนตร์ทำอาหาร ตอนที่ยังเป็นวัยรุ่นและยากจน ล้วนชอบไปขุดทองก้อนแรกที่เกาะโอชารสกันทั้งนั้น
และถึงแม้เกาะโอชารสจะเปิดให้คนนอกเข้า แต่สำหรับแม่มดแล้ว ลูกค้ารายใหญ่ที่สุดก็คือเผ่ามังกรที่กินจุและร่ำรวยนั่นเอง
การเรียนภาษามังกร จะช่วยให้สามารถค้าขายกับเผ่ามังกรได้ดีขึ้น
แม้ภาษามังกรจะเป็นภาษาเวทมนตร์เหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่ภาษาที่มีเงื่อนไขในการเรียนรู้เหมือนภาษาทูตสวรรค์และภาษาปีศาจ และก็ไม่ใช่ภาษาที่เผ่าพันธุ์อื่นไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างภาษาแม่มด
เผ่าพันธุ์อื่นที่เรียนรู้ภาษามังกร พอเวลาไปพูดคุยกับมังกรที่จำแลงกายเป็นมนุษย์แล้ว ความจริงก็ไม่ค่อยมีความแตกต่างอะไรนัก
ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือ เผ่ามังกรสามารถใช้ภาษามังกรในการร่ายเวทมนตร์ภาษามังกรได้ ส่วนเผ่าพันธุ์อื่นที่เรียนภาษามังกรมา จะไม่สามารถร่ายเวทมนตร์ภาษามังกรได้
แน่นอนว่า ข้อจำกัดนี้ไม่มีผลกับจอมมนตราที่สามารถแปรเปลี่ยนพลังเวทให้เป็นพลังงานรูปแบบใดก็ได้
การที่ไอส์มีความคิดอยากจะเรียนภาษามังกร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยสักนิด
“งั้นพวกเธอช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหม ว่าเจ้านี่มันคืออะไรกันแน่? เมื่อกี้ทำไมพวกเธอถึงเอาแต่จ้องมันล่ะ?” ไอส์แอบมองมาหลายรอบแล้ว
“นี่คือเครื่องฉายภาพน่ะ โอ๊ย ให้อาจารย์ใหญ่เป็นคนอธิบายให้เธอฟังเองดีกว่า!” โม่หลานบอก
พวกเธอล้วนแต่ดูวิดีโอการสอนกันหมดแล้ว คุณอามีช่ามาสอนคาบนี้ก็ดูน่าเบื่อเกินไป ภาระหน้าที่ในการสอนเพียงเล็กน้อยที่มี โม่หลานก็เลยรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรไปทำแทนดีกว่า
อามีช่า: “...”
ผ่านไปไม่กี่นาที ไอส์ก็ได้รับ {การ์ดเครื่องฉายภาพ} และ {การ์ดเทปบันทึกภาพ (ฉบับแม่มด)} ของตัวเองมา เธอเปิดเครื่องฉายภาพเหมือนกับพวกเพื่อน ๆ กดปุ่มเล่นวิดีโอไปหนึ่งที ก่อนจะอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น: “มหัศจรรย์จังเลย!”
โม่หลานรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก แม่มดในโลกเวทมนตร์พอได้มาเห็นผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินก็ยังรู้สึกว่ามันมหัศจรรย์ เหมือนกับตอนที่เธอได้เห็นเวทมนตร์เลย
บางทีดาวเคราะห์สีน้ำเงินอาจจะไม่ได้ไร้ซึ่งเวทมนตร์หรอก ทว่าเวทมนตร์ของดาวเคราะห์สีน้ำเงิน แท้จริงแล้วก็คือเทคโนโลยีนั่นแหละ!
เผลอใจลอยไปแค่แป๊บเดียว วินาทีต่อมาเธอก็ถูกเสียงในหูฟังกระแทกจนต้องรีบยกมือขึ้นมาอุดหู
แค่อุดหูยังไม่พอ เธอต้องรีบถอดหูฟังออก แล้วปรับระดับเสียงในวิดีโอให้เบาลงอีกหน่อย
เมื่อกี้ คุณอามีช่าในวิดีโอเพิ่งจะท่องตัวอักษรภาษามังกรไปหนึ่งรอบ