- หน้าแรก
- ฮาเร็มระบบเทพ ผมแค่นอนเฉยๆ ก็กลายเป็นเซียน
- บทที่ 16: เลิกเสแสร้ง แบไต๋ให้เห็นกันไปเลย
บทที่ 16: เลิกเสแสร้ง แบไต๋ให้เห็นกันไปเลย
บทที่ 16: เลิกเสแสร้ง แบไต๋ให้เห็นกันไปเลย
บทที่ 16: เลิกเสแสร้ง แบไต๋ให้เห็นกันไปเลย
"เจ้านี่ถึงกับครอบครองของวิเศษระดับแนวหน้าเช่นนี้เชียวหรือ!"
สีหน้าของหลงเสวี่ยเหยียนเคร่งขรึมลงเล็กน้อย
อานุภาพระหว่างการมีของวิเศษที่เหมาะสมกับการไม่มีนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว นางไม่เคยเห็นเจียงซินต่อสู้มาก่อน จึงไม่รู้ว่าเขาจะรับมือกับมันได้หรือไม่
"น่าเสียดายที่คราวก่อนข้าอุตส่าห์เดินทางออกไปข้างนอกตั้งหลายเดือน แต่ก็ยังไม่พบของวิเศษธาตุแสงที่เหมาะสมเลย"
ซูอวี่โหรวที่อยู่ด้านข้างเห็นสีหน้าของนาง จึงเอ่ยปลอบทันทีว่า "ศิษย์พี่จะกังวลไปทำไมกัน? ในเมื่อท่านอาจารย์ไม่ได้ห้ามศิษย์น้องเล็กเข้าร่วมการทดสอบ ย่อมหมายความว่าท่านอาจารย์มั่นใจว่าเขาจะเอาชีวิตรอดไปจนจบได้"
หลงเสวี่ยเหยียนคิดตามแล้วก็เห็นว่าเป็นจริงตามนั้น จิตใจจึงคลายความกังวลลงไปบ้าง แม้ว่าท่านอาจารย์มักจะมีอารมณ์แปรปรวนอย่างรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง แต่โดยทั่วไปแล้วก็นับว่าพึ่งพาได้เสมอ
น้ำเสียงเยาะหยันของเจ้าแห่งยอดเขาเอกาสวรรค์ดังแทรกขึ้นมาอย่างเย็นชา "พวกเจ้าคงไม่ได้คิดจริงๆ หรอกนะ ว่าด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรเพียงขั้นจินตันของเขา จะสามารถหนีรอดจากเงื้อมมือของยอดฝีมือขั้นหยวนอิงระดับสามไปได้?"
หลงเสวี่ยเหยียนหัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยว่า "ข้าก็ไม่เคยบอกเสียหน่อยว่าศิษย์น้องของข้าอยู่แค่ขั้นจินตัน"
ดวงตาของเจ้าแห่งยอดเขาเอกาสวรรค์หรี่แคบลง ลางสังหรณ์อันเลวร้ายถาโถมเข้ามาในใจ ทว่าเขากันยังคงแค่นเสียงเย็นชา "เจียงซินเพิ่งเข้าสำนักมาได้เพียงสิบปี ต่อให้เขาโชคดีทะลวงเข้าสู่ขั้นหยวนอิงได้ อย่างมากก็คงอยู่แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับระดับสาม เขาก็ยังห่างชั้นอยู่ดี!"
หลงเสวี่ยเหยียนคร้านที่จะใส่ใจเขา นางเบนความสนใจทั้งหมดกลับไปยังหน้าจอแสงของค่ายกลอีกครั้ง
...
เมื่อเห็นซ่างกวนโจวแผ่รังสีพลังออกมา บรรดาลูกน้องของเขาก็ตื่นเต้นยินดีและพากันโห่ร้องลั่น
"สังหารไอ้ขยะนี่ด้วยการฟาดฟันง้าวเพียงครั้งเดียวเลยขอรับ!"
"คิดจะท้าทายยอดฝีมือขั้นหยวนอิง ช่างทำตัวเป็นตั๊กแตนตำข้าวคิดขวางรถศึกขบวนใหญ่เสียจริง!"
"สั่งสอนให้กบในกะลาตัวนี้ได้รู้ซึ้งถึงความต่างชั้นของพลังที่แท้จริงทีเถอะ!"
ซ่างกวนโจวชี้ง้าวในมือตรงไปที่เจียงซินพลางกล่าวอย่างเย็นชา "จงสั่งเสียมาเสียเถอะ อย่าหาว่าข้าไม่ให้โอกาสเจ้า!"
เจียงซินยิ้มพลางยักไหล่อย่างจนปัญญา "เดิมทีข้าอยากจะอยู่ร่วมกับพวกเจ้าในฐานะคนธรรมดาแท้ๆ แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมามีเพียงคำถากถางและดูถูกเหยียดหยาม ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็ไม่ขอปิดบังอีกต่อไป ข้าจะแบไต๋ให้ดู... ข้าเองก็อยู่ขั้นหยวนอิงเช่นกัน!"
ทันทีที่สิ้นคำพูด บริเวณนั้นก็เงียบสงัดไปชั่วอึดใจ ก่อนที่บรรดาลูกน้องของซ่างกวนโจวจะระเบิดเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมาอย่างบ้าคลั่ง
"ฮ่าฮ่าฮ่า มันพูดว่าอะไรนะ? มันเองก็อยู่ขั้นหยวนอิงงั้นหรือ?"
"เศษขยะกระจอกๆ อย่างมันเนี่ยนะ จะบรรลุขั้นหยวนอิงได้ในเวลาสิบปี? ช่างเป็นเรื่องตลกสิ้นดี!"
"แม้แต่พรสวรรค์ของศิษย์พี่ซ่างกวน ก็ยังต้องใช้เวลาถึงสิบห้าปีกว่าจะสร้างวิญญาณหยวนอิงได้สำเร็จ มันคิดว่าพรสวรรค์ของมันเหนือกว่าศิษย์พี่ซ่างกวนงั้นหรือ?"
"ไม่ต้องพูดถึงเรื่องพรสวรรค์หรอก แดนศักดิ์สิทธิ์สวรรค์ทมิฬของเราคือแหล่งรวมพลังเก้าหยิน ด้วยกายาธาตุแสงของมัน แค่จะดูดซับปราณวิญญาณยังยากลำบากเลย ยังจะฝันเฟื่องเรื่องบรรลุขั้นหยวนอิงอีกหรือ?"
ซ่างกวนโจวเองก็ส่ายหน้าพลางหัวเราะหยัน "ข้าว่าเจ้าคงรู้ตัวว่าใกล้ตาย จนเริ่มพูดจาเลอะเลือนไปแล้วมากกว่า!"
เจียงซินยิ่งรู้สึกจนปัญญามากขึ้นไปอีก "เหตุใดเวลาที่ข้าพูดความจริง ถึงไม่เคยมีใครเชื่อข้าเลยนะ?"
ซ่างกวนโจวหมดความอดทน เขาตวาดลั่น "หยุดเพ้อเจ้อก่อนตาย แล้วก็จงลงนรกไปเสียเถอะ!"
กล่าวจบ เขาก็ตวัดง้าวหลามหยิน พลังหยินชั่วร้ายอันมหาศาลปั่นป่วนความว่างเปล่าจนบิดเบี้ยว
"ฟาดฟันแดนผีพสุธาทมิฬ!"
เสียงภูตผีร่ำไห้หมาป่าเห่าหอนดังก้องกังวานไปทั่วผืนฟ้า แดนผีสางที่ควบแน่นจากพลังหยินชั่วร้ายนับหมื่นสายแผดเสียงคำรามลั่นขณะพุ่งทะยานออกไป มันดูราวกับขบวนร้อยภูตผียามวิกาลที่พร้อมจะทำลายขวัญของผู้ที่อ่อนแอให้กระเจิดกระเจิงด้วยความหวาดกลัว
ทว่าเจียงซินกลับแค่นเสียงอย่างเหยียดหยาม "มีของวิเศษช่วยหนุนส่ง แต่กลับมีพลังอยู่เพียงเท่านี้เองรึ? ได้เวลาแสดงให้เจ้าเห็นแล้วว่า พลังทำลายล้างโลกที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร!"
"ตู้ม!"
พลังแห่งแสงอันเจิดจรัสระเบิดออก ทั่วทั้งร่างของเจียงซินราวกับแปรเปลี่ยนเป็นดวงตะวันดวงน้อย
"กงล้อสุริยันสาดส่องสวรรค์!"
วงล้อแสงอันเจิดจ้าปรากฏขึ้นเบื้องหลังของเจียงซิน แงสว่างบาดตาสาดส่องลงสู่ผืนปฐพี ในรัศมีหลายร้อยลี้รอบด้าน ผู้คนสามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ดวงใหญ่ค่อยๆ ลอยเด่นขึ้นสู่ท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน โลกทั้งใบราวกับถูกย้อมด้วยสีขาวโพลนจนไม่อาจมองเห็นสิ่งอื่นใดได้อีก
"ซ่า! ซ่า! ซ่า!"
แดนผีสางนับหมื่นสายที่ซ่างกวนโจวปลดปล่อยออกมา ถูกกลืนหายไปในกระแสน้ำหลากแห่งแสงสว่างในทันที พวกมันไม่มีโอกาสแม้แต่จะส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน ก็ถูกแผดเผาจนสลายกลายเป็นไอไปเสียแล้ว!
"ปัง!"
คลื่นแสงอันบ้าคลั่งยังคงพุ่งทะยานต่อไปโดยไม่อ่อนกำลังลง มันกระแทกเข้าใส่ร่างของซ่างกวนโจวอย่างจัง ซ่างกวนโจวครางอือในลำคอ ร่างของเขาปลิวละลิ่วถอยหลังไปหลายร้อยเมตรราวกับเศษผ้าขี้ริ้ว กระแทกครูดกับพื้นจนกลายเป็นร่องลึกยาว
"พรวด!"
เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกมาจากปากของซ่างกวนโจวคำโต
"ซี๊ด! เป็นไปได้อย่างไรกัน!"
ผู้ชมทุกคนที่อยู่ภายนอกแดนลับต่างสูดลมหายใจด้วยความตกตะลึงพร้อมกัน
"เจ้าหนุ่มหน้ามนผู้นี้ลงมือเพียงกระบวนท่าเดียว ก็สามารถทำให้ซ่างกวนโจวบาดเจ็บสาหัสได้เชียวหรือ!"
"พลังของขั้นหยวนอิง! ที่แท้เขากับบรรลุถึงขั้นหยวนอิงแล้วจริงๆ!"
"บรรลุขั้นหยวนอิงได้ในเวลาสิบปี พรสวรรค์ระดับนี้จัดว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของแดนศักดิ์สิทธิ์สวรรค์ทมิฬเลยทีเดียว!"
"ที่สำคัญคือเขามีกายาธาตุแสง จึงไม่สามารถใช้สถานที่ฝึกฝนของแดนศักดิ์สิทธิ์สวรรค์ทมิฬเพื่อบำเพ็ญเพียรได้ หากมองในมุมนี้ พรสวรรค์ของเขาต้องน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่จินตนาการไว้เป็นแน่!"
หากคนเหล่านี้ล่วงรู้ว่าเจียงซินใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาทีในการก้าวกระโดดจากขั้นกลั่นลมปราณมาถึงขั้นหยวนอิง ไม่รู้ว่าจะต้องตกใจจนเสียสติไปเลยหรือไม่
"บัดซบ!"
มือของเจ้าแห่งยอดเขาเอกาสวรรค์ขยำแน่นโดยไม่รู้ตัว บดขยี้ที่วางแขนของเก้าอี้ศิลาเขียวจนกลายเป็นผงธุลี
"ไอ้เด็กเหลือขอคนนี้อยู่ขั้นหยวนอิงแล้วจริงๆ หรือนี่! แถมพลังต่อสู้ของมันยังเหนือล้ำกว่าผู้บำเพ็ญเพียรในระดับเดียวกันไปไกลโข!"
หลงเสวี่ยเหยียนยกยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยว่า "เจ้าแห่งยอดเขาเอกาสวรรค์เริ่มกระวนกระวายใจแล้วงั้นหรือ?"
เจ้าแห่งยอดเขาเอกาสวรรค์พยายามสูดหายใจลึกเพื่อข่มอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น "อย่าเพิ่งดีใจเร็วเกินไปนัก โจวเอ๋อร์ยังมีความสามารถก้นหีบที่ยังไม่ได้งัดออกมาใช้อีก!"
หลงเสวี่ยเหยียนยิ้มบางแล้วสวนกลับ "เช่นนั้นหรือคะ?"
...
ซ่างกวนโจวเช็ดคราบโลหิตที่มุมปาก ใบหน้าของเขากยังคงหลงเหลือแววตาแห่งความตื่นตระหนก
"ไอ้ขยะอย่างเจ้า แอบบำเพ็ญเพียรจนบรรลุถึงระดับนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!"
เจียงซินเม้มปากและกล่าวว่า "เจ้ายังไม่อาจต้านทานการโจมตีเพียงกระบวนท่าเดียวของข้าได้เลย แต่กลับเอาแต่เรียกข้าว่าขยะ ไม่คิดว่ามันสลับตำแหน่งกันหน่อยหรือ?"
ซ่างกวนโจวหยัดกายลุกขึ้น ร่างของเขาลอยเด่นขึ้นสู่ห้วงอากาศอีกครั้ง เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "เมื่อครู่ข้าแค่ประมาทและประเมินศัตรูต่ำไปเท่านั้น คิดจริงๆ หรือว่าข้ามีพลังต่อสู้เพียงเท่านี้?"
เจียงซินเอ่ยเยาะเย้ย "มีเพียงพวกอ่อนแอเท่านั้นแหละที่ชอบหาข้ออ้าง!"
จิตสังหารวาบผ่านดวงตาของซ่างกวนโจว เขาตวาดลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว "เจ้ากำลังรนหาที่ตาย!"
เขาตบโอสถสีแดงฉานเม็ดหนึ่งเข้าปาก ทันใดนั้น พลังหยินชั่วร้ายอันเข้มข้นก็พวยพุ่งออกจากร่าง ดวงตาของเขาถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงโลหิตโดยสมบูรณ์ กลิ่นอายของเขาแปรเปลี่ยนเป็นคลุ้มคลั่งและดุดันสุดขีด ราวกับว่าโลหิตในกายกำลังเดือดพล่าน
มีใครบางคนในกลุ่มผู้ชมอุทานขึ้นมา "นี่คือเคล็ดวิชาโอสถล้างผลาญที่เจ้าแห่งยอดเขาเอกาสวรรค์คิดค้นขึ้น! เมื่อใช้คู่กับโอสถโลหิตล้างผลาญห้าธาตุ จะสามารถเพิ่มพูนพลังต่อสู้ได้หลายเท่าตัวเป็นการชั่วคราว!"
"แต่ได้ยินมาว่าผลข้างเคียงของวิชาลับนี้รุนแรงมหาศาล ซ้ำยังอาจทำลายรากฐานการบำเพ็ญเพียรอีกด้วย ดูท่าซ่างกวนโจวคิดจะทุ่มสุดตัวแลกด้วยชีวิตเสียแล้ว!"
"เมื่อเปิดใช้งานวิชาลับระดับนี้ สถานการณ์มีโอกาสพลิกผันอย่างแน่นอน!"
เจียงซินมองดูซ่างกวนโจวที่มีกลิ่นอายพุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง พลางเดาะลิ้นและเอ่ยว่า "ก็แค่เศษขยะที่พึ่งพาได้แต่สิ่งของภายนอกเท่านั้นแหละ!"
ซ่างกวนโจวพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาทางจมูก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "การพลิกแพลงใช้สิ่งของภายนอกก็นับเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรเช่นกัน อาจารย์ของเจ้าไม่เคยสั่งสอนหรืออย่างไร?"
ง้าวในมือของเขาแผ่ซ่านปราณสีดำทมิฬอันหนาทึบออกมา เขากู่ร้องลั่น "เลิกพูดจาไร้สาระแล้วไปตายซะ!"
"ฟุ่บ ฟันแดนผีพสุธาทมิฬ!"
ยังคงเป็นกระบวนท่าเดิมเหมือนก่อนหน้านี้ ทว่าอานุภาพทำลายล้างในครานี้กลับแตกต่างจากเดิมราวฟ้ากับเหว ทั่วทั้งท้องฟ้าอัดแน่นไปด้วยภูตผีปีศาจอันชั่วร้าย บดบังแสงตะวันจนมืดมิดไปทั่วบริเวณ