- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 2131 ความสอดคล้องในเบาะแส
บทที่ 2131 ความสอดคล้องในเบาะแส
บทที่ 2131 ความสอดคล้องในเบาะแส
รูปร่างของตาข่ายยักษ์สีแดงที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศก่อนหน้านี้ ทำให้หลี่เหยียนนึกถึงเส้นด้ายสีขาวที่ตัดไขว้กันไปมาซึ่งเขาตรวจสอบพบภายใน "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์"
เพียงแต่สีของทั้งสองแตกต่างกัน อีกทั้งเส้นด้ายภายใน "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" เหล่านั้นยังถักทอเกี่ยวพันกันซับซ้อนและไร้ระเบียบกว่ามาก
หากเปรียบว่าสายฟ้าสีแดงที่ภูตผีปีศาจเชื่อมต่อกันเป็นตาข่ายยักษ์อันประณีต เช่นนั้นเส้นด้ายภายใน "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" ก็คือตาข่ายวัชพืชที่ถักทอตัดสลับกันไปมาอย่างยุ่งเหยิง
ทว่าหากมีเพียงเท่านี้ ก็อาจเป็นแค่ความบังเอิญ ทว่าหลี่เหยียนกลับมองเห็นร่องรอยคล้ายกับปมผูกเอาไว้เล็กน้อยตรงจุดตัดของเส้นด้ายที่ทอดยาวออกไปเหล่านั้น
สภาพเช่นนี้หลี่เหยียนรับรู้มาตั้งนานแล้ว แต่พอมาสังเกตดูอย่างละเอียดอีกครั้งในคราวนี้ เขากลับพบเห็นบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม
ปมตรงจุดตัดของเส้นด้ายเหล่านั้น มีรูปทรงในรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป แต่เมื่อมองดูให้ดี จะพบว่ามันกลับดูคล้ายกับรูปทรงของสายฟ้าที่โค้งงอขึ้นมา
ภาพตรงหน้าทำให้หลี่เหยียนอารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นมาในพริบตา ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว
"ผ้าคลุมเร้นสวรรค์มีความเกี่ยวข้องกับทุ่งน้ำแข็งผืนนี้หรืออย่างไรกัน? ทุ่งน้ำแข็งมีกฎเกณฑ์สุดโต่ง คนที่เข้ามาที่นี่แทบจะไม่มีทางหาทิศทางพบอีกเลย
หากข้าไม่มีสายพันธุ์วิเศษแห่งฟ้าดินอย่างยุงหิมะอยู่ในมือพอดี ต่อให้ลุกล้ำเข้าไปเพียงไม่กี่พันลี้ ก็คาดว่าคงต้องใช้ความพยายามอย่างสาหัส
หากมีคนก้าวล่วงลึกเข้ามาโดยไม่มีการเตรียมพร้อม ก็คงกลายเป็นเหมือนท่านอาจารย์และเซียวอวิ๋นจง ที่สุดท้ายต้องหลงทางอยู่ภายในทุ่งน้ำแข็งผืนนี้...
ซึ่งจุดนี้ช่างคล้ายคลึงกับสถานการณ์ภายในผ้าคลุมเร้นสวรรค์เหลือเกิน ต่อให้ใช้จิตสำนึกของข้าในปัจจุบันแทรกซึมเข้าไป ก็ยังคงต้องหลงทางอยู่ด้านใน และไม่อาจหาทิศทางพบเช่นเดียวกัน..."
เวลานี้อารมณ์ของหลี่เหยียนปั่นป่วนราวกับเกลียวคลื่น เขาค้นพบจุดร่วมที่เหมือนกันไม่น้อยระหว่าง "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" กับทุ่งน้ำแข็งผืนนี้เข้าแล้ว
โครงสร้างภายในของ "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" ก็ทำให้คนไม่อาจตรวจสอบได้ชัดเจนและหลงทิศทางได้ง่ายดายเช่นเดียวกัน อีกทั้งลมปราณที่ปรากฏขึ้นหลังจากสายฟ้าสีแดงรวมตัวกันเป็นตาข่ายยักษ์ ก็มีความคล้ายคลึงกันอีกด้วย
ยังมีอีกจุดหนึ่งที่คล้ายคลึงกันมาก แม้ระดับของ "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" จะดูเหมือนมีปัญหา แต่ความสามารถในการทำลายเขตผนึกอันแปลกประหลาดในตัวมัน ก็เป็นพลังแห่งกฎเกณฑ์ที่สุดโต่งชนิดหนึ่งเช่นกัน
สาเหตุที่ทุ่งน้ำแข็งผืนนี้อันตราย ก็เป็นเพราะกฎเกณฑ์อันสุดโต่งของที่นี่ หลี่เหยียนได้พิสูจน์ผ่านวิชา "ทลายคุก" แล้วว่ามันคือเขตผนึกแห่งฟ้าดินที่สุดโต่งชนิดหนึ่ง
ประเด็นสำคัญกว่านั้น การที่ "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" ตกลงบนตาข่ายยักษ์สีแดงในครั้งนี้ มันไม่ได้แสดงท่าทีทำลายเขตผนึกแบบอดีต แต่กลับดูดกลืนสายฟ้าสีแดงเข้าไป หากพูดให้ถูกคือให้ความรู้สึกเหมือนกำลังหลอมรวมกับวัตถุดิบเสียมากกว่า!
เรื่องราวทั้งหมดทำให้หลี่เหยียนรู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นแค่ความบังเอิญ แต่กลับดูเหมือนมีความเกี่ยวโยงบางอย่างต่อกันมากกว่า...
เมื่อหลี่เหยียนคิดได้เช่นนี้ พลังปราณในมือก็อัดฉีดเข้าไปใน "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" อย่างรุนแรง และในครั้งนี้จิตสำนึกของเขาก็ประทับลงไปบนนั้นโดยตรง
หนึ่งอึดใจ สองอึดใจ สามอึดใจ... สิบอึดใจ... ห้าสิบอึดใจ หกสิบอึดใจ... หลังจากผ่านไปราวสองร้อยอึดใจ หลี่เหยียนก็รั้งพลังปราณและจิตสำนึกกลับมา
"ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" ในมือไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ยังคงเหมือนเมื่อก่อน ทว่าหลี่เหยียนก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด
จากนั้นเมื่อเขาสะบัดมือ "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" ก็กลายสภาพคล้ายเกล็ดหิมะ วินาทีต่อมามันบินไปเกาะบนผนังถ้ำด้านข้าง ซึ่งตรงนั้นคือเขตผนึกของค่ายกล "ร่องรอยภูตผี" พอดี
หากมีคนอื่นปรากฏตัวขึ้นภายในถ้ำแห่งนี้ในตอนนี้ แทบจะไม่มีวันเดินไปถึงผนังถ้ำได้เลย สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าจะมีเพียงเส้นทางที่ทับซ้อนกันอย่างไม่สิ้นสุด แม้อยู่ใกล้แค่เอื้อม กลับดูห่างไกลสุดขอบฟ้าตลอดกาล
แต่หลี่เหยียนในฐานะผู้เป็นนายของค่ายกล ย่อมรู้ดีว่าเขตผนึกค่ายกลอยู่ที่ใด หลังจาก "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" ทาบทับลงบนค่ายกล หลี่เหยียนก็จดจ่อสมาธิทั้งหมดไปที่ตรงนั้น
จนกระทั่งเวลาผ่านไปหนึ่งถ้วยชา คิ้วของหลี่เหยียนถึงได้ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขตผนึกค่ายกลตรงนั้นปรากฏความเปลี่ยนแปลงขึ้นบ้างแล้ว
ทว่าความเปลี่ยนแปลงกลับน้อยนิด ความเร็วในการทำลายเขตผนึกไม่ได้ต่างไปจากเดิมเลย
"หลังจากมันดูดกลืนสายฟ้าสีแดงและแกนกลางของภูตผีปีศาจตนนั้นเข้าไป ก็ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแปลกไปจากเดิมบนเส้นด้ายภายในแล้ว
ตามหลักแล้วในเมื่อไม่มีผลเสีย หนำซ้ำยังดูเหมือนหลอมรวมเข้าด้วยกันได้ มันก็น่าจะช่วยยกระดับอานุภาพขึ้นมาถึงจะถูก
ความสามารถของผ้าคลุมเร้นสวรรค์ก็คือการทำลายเขตผนึก แต่ตอนนี้กลับมองไม่เห็นการพัฒนาใดเลย สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่..."
หลี่เหยียนเฝ้าสังเกตต่อไปพลางครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว เมื่อครู่หลังจากยืนยันได้ว่า "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" ยังอยู่ใต้การควบคุมของเขา ภายในใจก็เกิดความคาดหวังอื่นขึ้นมา
สมบัติวิเศษใดที่สามารถดูดกลืนสิ่งอื่นได้ ตามปกติแล้วเป็นเพราะผลลัพธ์ของการดูดกลืนจะส่งผลดีต่อตัวมันเอง
ต่อให้เป็นสิ่งที่ไม่มีสติปัญญาดำรงอยู่ นั่นก็เป็นเพราะสัญชาตญาณตามธรรมชาติ เหมือนกับดอกไม้บางชนิดที่สามารถกลืนกินแมลงที่บินตกลงไป นั่นก็เป็นเพราะแมลงเหล่านั้นมีประโยชน์ต่อการเติบโตของมัน
หลี่เหยียนสามารถปล่อยผ่านที่มาของสมบัติวิเศษชิ้นนี้ไปก่อนได้ แต่หาก "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" สามารถเลื่อนระดับขึ้นที่นี่ หรือจะเรียกว่าได้รับการฟื้นฟูก็ตาม นั่นย่อมถือเป็นเรื่องดีมหาศาลสำหรับเขา
แต่เมื่อทดสอบดู หลี่เหยียนกลับพบว่าอานุภาพของ "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย เรื่องนี้สวนทางกับความคาดหวังในใจของเขาอย่างสิ้นเชิงอีกครั้ง
ในอดีตหลังจากอาจารย์ลุงรองมอบค่ายกล "ร่องรอยภูตผี" ให้ หลี่เหยียนก็ได้ทดสอบด้วยวิธีสารพัดรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการใช้ "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" ทดลองทำลายเขตผนึก
แม้จะได้ผล แต่ความเร็วนั้นกลับเชื่องช้าเหลือเกิน ดังนั้นหลี่เหยียนจึงรู้ซึ้งถึงประสิทธิภาพในการทำลายเขตผนึกค่ายกล "ร่องรอยภูตผี" ของ "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" ในอดีตเป็นอย่างดี
วันนี้เมื่อหลี่เหยียนเต็มเปี่ยมด้วยความคาดหวังแล้วนำมาใช้งานอีกครั้ง ผลลัพธ์กลับยืนยันได้ว่า มันแทบไม่ต่างจากการทดสอบในอดีตเลย
เรื่องนี้ทำให้หลี่เหยียนผิดหวัง และเขาก็ยิ่งไม่เข้าใจมากขึ้น ความผิดปกติของ "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" ในวันนี้ มีความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังมากเกินไปแล้ว
เดิมทีหลี่เหยียนคิดว่าหลังจากการตรวจสอบเมื่อครู่ หากเขาคาดเดาไม่ผิด การเดินทางมายังทุ่งน้ำแข็งคราวนี้ เขาก็ถือว่าได้รับผลพลอยได้อันมหาศาลกลับไปแล้ว
"ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" มีประโยชน์ต่อหลี่เหยียนมาก มันสอดคล้องกับความเคยชินของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ วิชา "ทลายคุก" เหมาะสำหรับการต่อสู้ปะทะด้วยกำลังเท่านั้น
มันใช้ทะลวงเขตผนึกของศัตรูโดยตรงในระหว่างประลองเวท ทำให้สามารถหลบหนีหรือฉวยโอกาสลงมือสังหารอีกฝ่ายทิ้งได้ก่อนที่ศัตรูจะทันตั้งตัว
แต่วิถี "เดินท่องราตรี" ที่เป็นพรสวรรค์ของ "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" ต่างหากคือเหตุผลที่หลี่เหยียนชื่นชอบมันที่สุด เพราะมันช่วยให้การซุ่มโจมตีด้วยเล่ห์กลหรือการลอบสังหารศัตรู กลายเป็นเรื่องราบรื่นหาใดเปรียบ!
"หรือว่าสายฟ้าสีแดงที่ดูดกลืนเข้าไปยังมีน้อยเกินไป?"
หลี่เหยียนนึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งขึ้นมาทันที และยังเป็นสถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดด้วย
ทว่าหลังจากหลี่เหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ยื่นมือไปเก็บ "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" กลับมา จากนั้นก็นำเข้าไปไว้ใน "รอยปฐพี"
เพียงแต่การเก็บเข้า "รอยปฐพี" ครั้งนี้ หลี่เหยียนได้แยก "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" เอาไว้ต่างหาก ขณะเดียวกันก็แบ่งจิตสำนึกสายหนึ่งซ่อนเร้นไว้บริเวณใกล้เคียง
หลี่เหยียนเป็นคนละเอียดรอบคอบหาตัวจับยาก วันนี้ "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" เกิดเรื่องราวมากมายที่อธิบายไม่ได้ เขาจึงอดกังวลไม่ได้ว่าภายในของชิ้นนี้จะมีวิญญาณอาวุธซ่อนอยู่หรือไม่?
ในอดีตตอนที่เขายังอ่อนแอ อีกฝ่ายก็ไม่เคยตื่นขึ้นมา นั่นเป็นเพราะมันคือสมบัติโบราณที่ชำรุดเสียหาย วิญญาณอาวุธอาจจะบาดเจ็บและจมสู่การหลับใหลไปนานแล้วด้วยสาเหตุบางอย่าง
ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนั้น เขาจึงรอดชีวิตมาได้
อย่างไรเสียด้วยสรรพคุณอันเหลือเชื่อของ "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" หากมีวิญญาณอาวุธซ่อนอยู่ด้านใน ต่อให้เป็นวิญญาณอาวุธที่บาดเจ็บสาหัส การบีบเขาในตอนนั้นให้ตาย ก็ไม่ต่างอะไรกับการบี้มดตัวหนึ่ง
ส่วนปรากฏการณ์การดูดกลืนในวันนี้ ประกอบกับ "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" ที่ยังคงไม่มีความเปลี่ยนแปลงอื่น หลี่เหยียนจึงนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่างขึ้นมา
พลังที่สามารถทำลายล้างผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตปฐมวิญญาณซึ่งถูกดูดกลืนเข้าไปก่อนหน้านี้ สาเหตุที่มันหายไป เป็นเพราะถูกวิญญาณอาวุธที่ซ่อนอยู่ด้านในแอบกลืนกินไปใช่หรือไม่
อีกทั้งเป็นไปได้สูงว่าการดูดกลืนเช่นนี้ จะช่วยให้มันฟื้นตื่นขึ้นมา ถึงได้ควบคุมให้เกิดความผิดปกติอื่นๆ ของ "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" ขึ้นในเวลาต่อมา
ตอนที่เขาตรวจสอบ เนื่องจากด้านในมีสภาพคล้ายเขาวงกต ดังนั้นต่อให้อีกฝ่ายจะซ่อนตัวอยู่ เขาก็ยังหาอีกฝ่ายไม่พบอยู่ดี
แต่ระดับความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้นับว่าไม่อ่อนแอ อีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของเขาใช่หรือไม่ ในเมื่อมันเพิ่งตื่นขึ้น พลังจึงยังฟื้นฟูไม่สมบูรณ์
ดังนั้นเมื่อมันไม่มีความมั่นใจว่าจะสังหารเขาได้ จึงไม่ยอมปรากฏตัวออกมา แล้วเฝ้ารอโอกาสอยู่ในเงามืด...
ยังมีอีกความเป็นไปได้หนึ่ง วิญญาณอาวุธตนนี้ดูดกลืนเข้าไปอย่างไร้สติสัมปชัญญะระหว่างหลับใหล อีกทั้งจำนวนสายฟ้าสีแดงที่ดูดกลืนเข้าไปก็ยังมีไม่พอ
ดังนั้นมันจึงยังคงหลับใหลอยู่ หลี่เหยียนจึงไม่คิดจะให้มันดูดกลืนสายฟ้าสีแดงต่อ มิฉะนั้นมันก็จะสะสมพลังได้มากขึ้นไปอีก
ซึ่งความเป็นไปได้มากมายที่ผุดขึ้นมาเหล่านี้ หลี่เหยียนจำเป็นต้องนำไปทดสอบดูทีละข้อ...
หลี่เหยียนมีนิสัยขี้ระแวง ขอเพียงเป็นสิ่งที่เขาอธิบายไม่ได้ เขาย่อมต้องเกิดความหวาดระแวงสงสัยเป็นแน่
ต่อให้ "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" จะผ่านการหลอมสร้างจากเขาจนควบคุมได้ตามใจนึก เขาก็ยังคงไม่วางใจอยู่ดี ดังนั้นเขาจึงนำ "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" ไปเก็บไว้ใน "รอยปฐพี" สักระยะหนึ่ง
สิ่งสำคัญคือเขาได้ทิ้งจิตสำนึกไว้ลอบเฝ้าดู เช่นนี้หากเกิดความเปลี่ยนแปลงใดขึ้น หลี่เหยียนจะรับรู้ได้ทันที
เมื่ออยู่ภายใน "รอยปฐพี" หลี่เหยียนย่อมมีวิธีควบคุมที่ทรงพลังกว่า การรับมือก็ย่อมง่ายดายขึ้นมาก
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น หลี่เหยียนก็ยังไม่ออกเดินทางทันที แต่กลับใช้วิธีเดียวกันย้ายโคมไฟถือสีแดงชิ้นนั้นไปไว้ในมิติแห่งหนึ่งของ "รอยปฐพี" เพียงลำพัง และจัดการด้วยรูปแบบเดียวกัน
แม้ของชิ้นนี้จะไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง แต่ก็ไม่ถูกการโจมตีของสายฟ้าสีแดงทำลายไปเช่นกัน แค่นี้ก็นับว่าผิดปกติแล้ว
ลมปราณที่โคมไฟถือสีแดงเปล่งออกมา คล้ายคลึงกับ "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" มาก ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นสมบัติโบราณชิ้นหนึ่งเช่นกัน
หรือว่าภายในของมันก็มีวิญญาณอาวุธซ่อนอยู่ด้วย เพียงแต่วิญญาณอาวุธตนนี้บาดเจ็บสาหัสกว่า ดังนั้นหลี่เหยียนจึงป้องกันแบบเดียวกันเอาไว้
…………
…………
ภายในธารน้ำแข็ง หลังจากร่างต้นของหลี่เหยียนซ่อนเร้นตัวแล้วก็มุ่งหน้าลงเบื้องล่างต่อไป ความเร็วของเขาไม่เร็วนัก เพราะเขายังต้องค้นหา "หัวใจน้ำแข็งแดนเหนือสุด" ต่อไป
ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงพักเรื่อง "ผ้าคลุมเร้นสวรรค์" กับโคมไฟถือสีแดงไว้ก่อน แล้วค่อยตั้งใจค้นหาเป้าหมายในครั้งนี้
ระหว่างที่เดินทาง หลี่เหยียนก็สัมผัสได้ถึงภูตผีปีศาจอีกตนหนึ่ง
ภูตผีปีศาจตนนี้มีรูปร่างคล้ายอีแร้ง เพียงแต่ร่างกายของมันประกอบขึ้นจากผลึกน้ำแข็ง ภูตผีปีศาจชนิดนี้ดุร้ายราวกับนกล่าเหยื่ออย่างแท้จริง
หลี่เหยียนเคยพบเจอภูตผีปีศาจชนิดนี้มาหลายครั้งในหุบเขาธารน้ำแข็งแห่งอื่น ดังนั้นจึงล่วงรู้ถึงความสามารถในการโจมตีของมันมานานแล้ว ภูตผีปีศาจชนิดนี้รับมือยากมากเช่นกัน
หลี่เหยียนร่อนผ่านปากถ้ำอันแสนเร้นลับแห่งหนึ่งอย่างเงียบเชียบ ชั้นน้ำแข็งที่จับตัวกันอยู่บริเวณปากถ้ำแห่งนั้น ดูเรียบลื่นเป็นพิเศษ
และในตำแหน่งที่ร่นเข้าไปด้านในปากถ้ำเล็กน้อย กำลังมีดวงตาเย็นเยียบคู่หนึ่งจ้องมองออกมา