- หน้าแรก
- ร้านรับซื้อของหรู เริ่มต้นด้วยการกำราบไฮโซตัวปลอม
- บทที่ 52 โจวคัง คุณเองก็คงไม่อยากให้ค่าเช่าแพงเกินไปใช่ไหม?
บทที่ 52 โจวคัง คุณเองก็คงไม่อยากให้ค่าเช่าแพงเกินไปใช่ไหม?
บทที่ 52 โจวคัง คุณเองก็คงไม่อยากให้ค่าเช่าแพงเกินไปใช่ไหม?
ทนเหน็ดเหนื่อยจนถึงเที่ยงคืนกว่า ในที่สุดโจวคังก็ช่วยเวินฉี่ถ่ายรูปจนเสร็จ
เวินฉี่ถอดเสื้อผ้าบนร่างออกด้วยความเหนื่อยล้า แล้วเปลี่ยนมาใส่ชุดนอน
"อย่าเพิ่งรีบเปลี่ยนสิ เดี๋ยวก็ต้องใช้อีกไม่ใช่เหรอ?" พอโจวคังเห็นเธอเปลี่ยนชุด เขาก็รีบเอ่ยเตือนขึ้นมา
"ฉันรู้น่า ยังไงคุณก็ให้ฉันพักก่อนเถอะ? เดี๋ยวค่อยเปลี่ยนกลับมาก็พอแล้ว ฉันขอสั่งอาหารเดลิเวอรีแป๊บนะ" เวินฉี่เอนหลังพิงโซฟาด้วยความอ่อนเพลีย ตอนถ่ายรูปต้องคอยเปลี่ยนท่าโพสไปมาตลอด มันค่อนข้างสูบพลังงานเอาเรื่องเลยทีเดียว
โจวคังเองก็วางกล้องลงไว้ข้างๆ ก่อนจะไปนั่งลงข้างกายเธออย่างคุ้นเคย
"เดลิเวอรีก็ดีเลย ผมอยากกินกุ้งมังกรออสเตรเลีย!"
"กุ้งมังกรออสเตรเลียบ้าบออะไรของคุณ! นี่คุณยังจะกินกุ้งมังกรออสเตรเลียอีกเหรอ? มีแค่ล็อบสเตอร์บอสตันเท่านั้นแหละ จะกินหรือไม่กินก็เรื่องของคุณ" เวินฉี่แค่นเสียงฮึดฮัด เธออยากจะสะบัดโจวคังออก แต่พอพบว่าสะบัดไม่หลุดก็เลยปล่อยเขาไปตามเลย
"ล็อบสเตอร์บอสตันก็ล็อบสเตอร์บอสตันสิ ขอแค่ผมไม่ต้องจ่ายเงินเอง อะไรก็อร่อยทั้งนั้นแหละ เฮะๆ"
โจวคังไม่ใช่คนเลือกกิน แม้ว่าราคาของล็อบสเตอร์บอสตันจะถูกกว่ากุ้งมังกรออสเตรเลียอยู่มาก แต่ยังไงซะของที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อเองก็ถือเป็นของดีทั้งนั้น
"คุณนี่งกชะมัด! ถ้าไม่ใช่เพราะวันนี้ฉันหาเงินได้จนอารมณ์ดีล่ะก็ ฉันไม่สั่งเผื่อคุณหรอก!"
"ผมรู้ว่าพี่เวินฉี่แสนดีที่สุดเลย! แต่ผมชักจะสงสัยนิดหน่อย ครั้งนี้คุณหาเงินได้เท่าไหร่เหรอ?" โจวคังถามโพล่งออกไป เขาสงสัยขึ้นมาจริงๆ
เวินฉี่ปรายตามองเขาแวบหนึ่งโดยไม่ได้ตอบออกไปตรงๆ แต่กลับถามกลับว่า "คุณลองทายดูสิ ถ้าทายถูกเดี๋ยวฉันยกส่วนของฉันให้คุณกินเลย แต่ถ้าทายผิด ส่วนของคุณต้องตกเป็นของฉันนะ"
โจวคังนิ่งเงียบไป นี่มันเข้าไปอยู่ในจุดบอดความรู้ของเขาชัดๆ ก็แค่รูปถ่ายกับวิดีโอกองหนึ่งเท่านั้น ถึงแม้ว่าลักษณะของมันจะค่อนข้างพิเศษไปสักหน่อยก็เถอะ แต่ต่อให้รวมค่าถ่ายทำ ค่าเสื้อผ้า และค่าแรงเข้าไปด้วย ชุดหนึ่งก็น่าจะอยู่แค่พันสองพันหยวนไม่ใช่เหรอ?
"ครั้งนี้ถ่ายไปทั้งหมดสี่ชุด ผมขอเดาแบบเยอะสุดๆ เลยนะ น่าจะสักแปดพันหยวนได้มั้ง?"
โจวคังเดาไปถึงจุดที่แพงที่สุดแล้ว เพราะเงินแปดพันหยวนถือว่าเป็นเงินก้อนโตมาก ในมหานครโม่ตูเงินเดือนที่หลายคนได้รับก็อยู่แค่แปดพันหยวนเท่านั้น
เวินฉี่มองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนพลางหัวเราะร่วน "งั้นคุณก็ดูถูกฉันเกินไปหน่อยแล้วล่ะ เสื้อผ้าสี่ชุดนี้รวมทั้งหมดสองหมื่นหยวนต่างหากล่ะ"
"แพงขนาดนี้เลย พี่เบิ้มคนนั้นทำไมไม่มาหาคุณที่มหานครโม่ตูโดยตรงเลยล่ะ?" โจวคังไม่เข้าใจจริงๆ ยอมจ่ายเงินตั้งมากมายขนาดนั้นเพียงเพื่อจะดูรูปแค่ไม่กี่รูปเนี่ยนะ
"คุณคิดว่าทุกคนจะเป็นเหมือนคุณ ที่ในหัวเอาแต่คิดเรื่องพรรค์นั้นหรือไง? ของคนอื่นเขาเรียกว่ามีความใฝ่ฝัน เป็นความปรารถนาทางจิตวิญญาณย่ะ!" อุตส่าห์สบโอกาสหยอกล้อโจวคังทั้งที มีหรือที่เธอจะยอมปล่อยไปง่ายๆ
โจวคังไม่ได้ถูกโจมตีได้ง่ายดายขนาดนั้น "นกเขาไม่ขันก็นกเขาไม่ขันเถอะ ยังจะมาพูดเรื่องความปรารถนาทางจิตวิญญาณอะไรอีกล่ะ"
นี่มันนกเขาไม่ขันชัดๆ ไม่ใช่เหรอ? มีเงินขนาดนี้สู้บินตรงมาที่มหานครโม่ตูเลยไม่ดีกว่าหรือไง
"ต่ำตม!"
"ถ้าอย่างนั้นผมก็คงต่ำตมมากๆ เลยล่ะ"
ทั้งสองคนเถียงกันไปมา กว่าจะกินมื้อดึกเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปจนเกือบจะตีสองแล้ว
"ซี๊ด ดึกป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย" โจวคังเหลือบมองเวลา ไม่รู้ตัวเลยว่ามันดึกขนาดนี้แล้ว
"ใช่สิ ทำไมล่ะ ยังจะถ่ายรูปต่ออีกไหม พรุ่งนี้คุณต้องไปทำงานนะ แต่ฉันไม่ต้องย่ะ" เวินฉี่มองโจวคังอย่างหยอกเย้า ในเวลานี้ความแตกต่างก็เผยให้เห็นแล้ว เธอไม่ต้องไปทำงาน ตอนกลางวันสามารถนอนชดเชยได้ แต่โจวคังทำไม่ได้ เวลาที่เขายุ่งที่สุดก็คือตอนกลางวันนี่แหละ
โจวคังไม่ได้สนใจเรื่องนั้น เขารู้สึกว่าตัวเองสามารถลองดูได้ ต่อให้ต้องโต้รุ่งก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โต
"ไม่เป็นไร ผมยังไหว มาต่อกันเถอะ"
……
"เถ้าแก่ ชงชาเสร็จแล้วค่ะ!"
จูลู่อี้ชงชาให้โจวคังที่กำลังอ่อนล้า เธอมองดูสภาพของโจวคังในวันนี้แล้วรู้สึกว่ามันดูไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ขอบตาดำคล้ำอย่างเห็นได้ชัด แถมยังดูหมดเรี่ยวหมดแรงอีกต่างหาก
"ขอบใจนะ"
โจวคังยกถ้วยชาขึ้นมาจิบเบาๆ ทำให้สร่างจากความง่วงไปได้ไม่น้อย เมื่อคืนนอนไปตอนกี่โมง โจวคังเองก็จำไม่ได้แล้ว
เขารู้สึกแค่ว่าตัวเองเพิ่งจะหลับไปได้ไม่นานก็ถูกนาฬิกาปลุกปลุกให้ตื่น จึงทำได้เพียงบังคับตัวเองให้ตาสว่าง
โชคดีที่ไม่ได้ขับรถมาเอง ไม่อย่างนั้นคงต้องนับว่าเป็นการขับรถขณะอ่อนเพลียแน่ๆ
ถ้าแค่โต้รุ่งเล่นเกมตามปกติ ก็คงไม่เหนื่อยล้าขนาดนี้หรอก แต่มื่อคืนเขาทำงานมาทั้งคืนเลยนะ ขืนเป็นอุลตร้าแมนมาเองไฟสีแดงที่หน้าอกก็คงต้องกะพริบเตือนเหมือนกัน
"เมื่อคืนเถ้าแก่ไปทำอะไรมาเหรอคะ ทำไมถึงดูเหนื่อยขนาดนี้?"
จูลู่อี้เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"อ้อ เมื่อคืนน่ะเหรอ ออกไปกินข้าวกับเพื่อนน่ะ เลยกลับดึกไปหน่อย ไม่เป็นไรหรอก"
โจวคังรีบหาข้ออ้างมาปัดลวกๆ ไป
"อย่างนี้นี่เอง งั้นเถ้าแก่พักผ่อนก่อนเถอะค่ะ ฉันไปทำงานก่อนนะ"
"ไปเถอะ"
โจวคังนั่งนวดขมับอยู่บนเก้าอี้ เริ่มทบทวนสถานการณ์ของเมื่อวานนี้
"ดูเหมือนว่าต่อให้ร่างกายจะได้รับการเสริมความแข็งแกร่งมาแล้ว ก็ทำอะไรหักโหมบ้าบิ่นแบบนี้ไม่ได้สินะ หรือว่าตอนนี้ฉันยังเสริมความแข็งแกร่งไม่พอ? อย่าบอกนะว่าต้องแลกเวอร์ชัน 2.0 มาด้วย?"
โจวคังครุ่นคิดในใจ ตั้ง 20 คะแนนเชียวนะ ถ้าอยากจะแลกจริงๆ ค่อยๆ สะสมไปก็คงแลกได้แหละ
"เอาเถอะ เก็บตะแนนเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน ถ้าไม่มีอะไรดีๆ ให้แลก ก็ค่อยแลกการเสริมความแข็งแกร่งของร่างกายมา"
เมื่อคิดได้ดังนี้ โจวคังก็ดื่มชาที่เย็นชืดในถ้วยรวดเดียวจนหมด จากนั้นจึงหลับตาพักผ่อน ปกติแล้วในช่วงเช้าที่ร้านมักจะไม่มีธุระอะไร เขาจึงพอจะพักผ่อนได้สักพัก
เขาเอนหลังพิงเก้าอี้หลับๆ ตื่นๆ ไปจนถึงตอนเที่ยง โจวคังถึงได้ถูกกลิ่นหอมของอาหารปลุกให้ตื่นขึ้นมา ข้าวเช้าเขาก็ยังไม่ได้กิน ท้องจึงร้องโครกครากด้วยความหิวโหย
โจวคังลืมตาขึ้น ก็เห็นจูลู่อี้กำลังนั่งกินมื้อเที่ยงอยู่ที่โต๊ะ
"นี่เธอห่อข้าวมาเองเหรอ?"
ตรงหน้าเธอมีกล่องข้าววางอยู่สองกล่อง หน้าตาอาหารดูดีทีเดียว ทำเอาโจวคังเห็นแล้วยังแอบหวั่นไหว
จูลู่อี้พยักหน้า "ใช่ค่ะ แม่ฉันทำเอง ดูดีใช่ไหมล่ะ ห่อข้าวมากินเองประหยัดเงินกว่า แถมยังดีต่อสุขภาพด้วยนะคะ"
"ดูดีมากเลยล่ะ อิจฉาจัง"
โจวคังอิจฉาจริงๆ ถึงแม้ว่าเขาจะทำอาหารเป็น แต่ปกติก็ยุ่งตัวเป็นเกลียว แทบจะไม่มีเวลาทำอาหารเลย ส่วนใหญ่เขามักจะกินข้าวนอกบ้าน หรือไม่ก็สั่งอาหารเดลิเวอรีมากิน
"เถ้าแก่ก็อยากกินเหรอคะ? วันหลังฉันห่อเผื่อคุณอีกที่หนึ่งได้นะ"
จูลู่อี้เอ่ยอย่างซุกซน โจวคังมองรอยยิ้มของเธอแล้ว ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้ว่าเธอพูดเล่นหรือพูดจริงกันแน่
"เรื่องนี้ช่างมันเถอะ เกรงใจแย่เลย"
ท้ายที่สุดโจวคังก็เลือกที่จะปฏิเสธอย่างนุ่มนวล เรื่องแบบนี้มันยุ่งยากเกินไป ขืนทำให้เกิดเรื่องเข้าใจผิดอะไรขึ้นมาคงไม่ดีแน่
"ก็ได้ค่ะ"
จูลู่อี้ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ยังไงเธอก็แค่พูดไปงั้นๆ เอง
โจวคังสั่งอาหารเดลิเวอรีมาจัดการมื้อเที่ยงของตัวเอง ทำให้พละกำลังของเขาฟื้นฟูกลับมาได้ไม่น้อย
เขาลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสาย ในที่สุดก็รอดตายจากความเหนื่อยล้าเมื่อคืนนี้มาได้
หลังจากจูลู่อี้กินมื้อเที่ยงเสร็จก็เตรียมตัวจะงีบหลับพักผ่อน เธอพบว่าการทำงานที่นี่ถือว่ามีชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างดีทีเดียว
ต่อให้วันนี้พานอวิ๋นอวิ๋นจะไม่อยู่ แต่ปริมาณงานของเธอก็ไม่ได้เยอะแยะอะไร
พอมาถึงก็แค่โพสต์โมเมนต์แจ้งลูกค้าว่าร้านเปิดแล้ว จากนั้นก็ถ่ายรูปและทำความสะอาดนิดหน่อย
พอมีลูกค้าเข้ามาก็คอยต้อนรับ เวลาที่ไม่มีคน ตอนเที่ยงยังสามารถงีบหลับได้อีก งานแบบนี้มันช่างสบายแสนสบายจริงๆ
ที่จริงโจวคังก็อยากจะพักสักหน่อยเหมือนกัน น่าเสียดายที่มีธุระต้องออกไปข้างนอก
หลิวเมิ่งฉิงส่งข้อความมาหาเขา เดิมทีวันนี้เธอควรจะมารับกระเป๋าที่ร้านเขาแล้วถือโอกาสเซ็นสัญญาให้เรียบร้อยไปเลย
แต่ว่าวันนี้เธอมีธุระนิดหน่อยเลยมาไม่ได้ ก็เลยต้องให้โจวคังเป็นฝ่ายไปหาเธอแทน
สำหรับคำขอของลูกค้า โจวคังย่อมปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว เขาจึงเดินไปที่ตู้โชว์ทันที ก่อนจะหยิบกระเป๋าออกมาใส่ไว้ในกล่อง
"ฉันจะออกไปส่งกระเป๋าให้ลูกค้านะ ช่วงบ่ายก็ฝากดูแลร้านด้วยล่ะ"
โจวคังเอ่ยกำชับ นี่เป็นครั้งแรกที่จูลู่อี้ต้องเฝ้าร้านคนเดียว จึงต้องเตือนเธอสักหน่อย
จูลู่อี้รีบพยักหน้ารับ "ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันได้เลยค่ะ เถ้าแก่วางใจได้เลย!"
"โอเค งั้นฉันไปล่ะนะ"
เมื่อโจวคังออกไป จูลู่อี้ก็กวาดตามองร้านแวบหนึ่ง "งีบไม่ได้แล้วสิเนี่ย ไถดูวิดีโอเล่นสักหน่อยดีกว่า เผื่อจะหาลูกค้าเข้ามาได้บ้าง"
เธอเองก็อยากหาเงินเพิ่มเหมือนกัน แถมยังอยากออกไปเที่ยวอีกด้วย ถ้าไม่มีเงินก็คงทำไม่ได้ ที่สำคัญใช่ว่าครอบครัวในมหานครโม่ตูทุกครอบครัวจะร่ำรวยกันหมดเสียหน่อย
อย่างน้อยครอบครัวของเธอก็ไม่ได้นับว่ามีเงินอะไรมากมาย ก็แค่เพราะอาศัยอยู่ในมหานครโม่ตูมาตั้งแต่เด็กก็เท่านั้น
โจวคังเรียกแท็กซี่มาถึงที่พักของหลิวเมิ่งฉิง สภาพแวดล้อมที่นี่ทำให้โจวคังแอบแปลกใจอยู่บ้าง มันไม่ได้ดูดีอย่างที่เขาคิดเอาไว้
แต่แน่นอนว่าต่อให้เป็นแบบนั้น ราคาบ้านของที่นี่ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่โจวคังในตอนนี้จะสามารถเอื้อมถึงได้อยู่ดี
เขากดกริ่งหน้าประตู ผ่านไปครู่หนึ่งหลิวเมิ่งฉิงถึงเดินมาเปิดประตูให้ เธอเพิ่งจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ทว่าบนใบหน้ายังไม่ได้แต่งหน้า
ถึงกระนั้นก็ยังมองออกว่าเธอเป็นหญิงงามที่หาตัวจับยากคนหนึ่ง
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือสะโพกที่อวบอิ่มของเธอ ซึ่งถูกกระโปรงทรงเอรัดแน่นจนดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
ที่เขาว่ากันว่าสะโพกผายกว้างกว่าไหล่ให้ความรู้สึกดั่งเทพเซียนนั้น โจวคังเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเรื่องจริงหรือหลอก
"มาแล้วเหรอ ไวดีนี่นา รีบเข้ามาสิ"
หลิวเมิ่งฉิงเอ่ยทักทายโจวคังอย่างกระตือรือร้นพลางหลีกทางให้เขา
โจวคังหิ้วกล่องเดินเข้าไป กระเป๋าที่ล้ำค่าขนาดนี้จะถือส่งเดชไม่ได้อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นถ้าไปกระแทกกับอะไรเข้าระหว่างทางก็จบเห่กันพอดี
ทั้งสองคนนั่งลงประจันหน้ากัน หลิวเมิ่งฉิงถึงได้เอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดเล็กน้อย "ขอโทษด้วยนะ เดิมทีบอกว่าจะไปหาคุณที่ร้านนั่นแหละ แต่ตอนบ่ายฉันต้องกลับบ้านน่ะ ก็เลยต้องเรียกให้คุณมาหาแทน"
"ไม่เป็นไรครับๆ นี่เป็นสิ่งที่ผมสมควรทำอยู่แล้ว ผมเอากระเป๋ามาให้คุณแล้วครับ"
โจวคังรีบบอกว่าไม่เป็นไร จากนั้นก็เปิดกล่องเผยให้เห็นกระเป๋าที่อยู่ด้านใน
หลิวเมิ่งฉิงหยิบกระเป๋าขึ้นมาดูแวบหนึ่งแล้วก็วางไว้ข้างๆ ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้ใส่ใจกับกระเป๋าใบนี้สักเท่าไหร่นัก
"บอกราคามาตรงๆ เลยดีกว่า"
"ในเมื่อคุณตรงไปตรงมาขนาดนี้ แถมยังเป็นเพื่อนของพี่จางด้วย งั้นผมขอเสนอราคาขาดตัวให้คุณเลยแล้วกันครับ แปดแสนหยวน! ถ้าเปลี่ยนเป็นลูกค้าคนอื่นล่ะก็ อย่างน้อยผมก็ต้องเปิดราคาที่แปดแสนสองหมื่นหยวนครับ"
โจวคังรับซื้อมาในราคาเจ็ดแสนแปดหมื่นหยวน การบวกกำไรเพิ่มไปสองหมื่นหยวนก็ถือว่ายั้งมือไว้มากแล้ว เพราะยังไงความเสี่ยงมันก็สูงมาก นี่มันตั้งเจ็ดแสนแปดหมื่นหยวนเชียวนะ ขืนเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา กระเป๋าก็คงจะคาอยู่ในมือเขาอย่างแน่นอน
หลิวเมิ่งฉิงพยักหน้า "ได้ ราคานี้ก็แล้วกัน"
เธอรู้ดีว่าถ้าเธอลองต่อราคาดูสักหน่อย ก็ยังสามารถลดลงมาได้อีก แต่เธอก็ไม่ได้สนใจเงินเล็กน้อยแค่นี้
แถมโจวคังก็ทำธุรกิจ ยังไงก็ต้องให้เขามีกำไรบ้าง ไม่อย่างนั้นก็คงจะขาดทุนย่อยยับกันพอดี
โจวคังยิ้มแย้มอย่างมีความสุข แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวก็ช่วยดึงทุนคืนมาให้เขาได้ถึงแปดแสนหยวนแล้ว ทำให้เข้าใกล้เป้าหมายสามล้านแปดแสนหยวนไปอีกก้าวหนึ่ง
ตอนนี้กระแสเงินสดในมือเขาพุ่งไปถึงเกือบสองล้านหยวนแล้ว ขอแค่พยายามอีกนิด รับซื้อของเข้ามาอีกหน่อย ก็จะสามารถรวบรวมเงินได้ครบแล้ว
"ถ้าอย่างนั้นพี่เมิ่งฉิง คุณเอาสัญญามาด้วยหรือเปล่าครับ? เราเซ็นสัญญาให้เรียบร้อยเลยดีไหม ผมจะได้เริ่มตกแต่งร้านสักที"
หลิวเมิ่งฉิงนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาพลางส่งยิ้มหวานหยดย้อย "โจวคัง คุณอยากให้ค่าเช่าถูกลงกว่านี้อีกสักหน่อยไหมล่ะ?"