- หน้าแรก
- ก่อนเนรเทศใช้มิติยกคลังหลวง
- บทที่ 20 แยกบ้าน? เบิกเนตรเปิดโลกทัศน์ใหม่!
บทที่ 20 แยกบ้าน? เบิกเนตรเปิดโลกทัศน์ใหม่!
บทที่ 20 แยกบ้าน? เบิกเนตรเปิดโลกทัศน์ใหม่!
“ท่านย่า...”
เว่ยหลิงเอ๋อที่กำลังอุ้มเด็กทารกอยู่ช้อนสายตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาขึ้นมองพวกเขา “พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันไม่ใช่หรือ? ในเวลาเช่นนี้พวกเรายิ่งควรต้องสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันสิ เหตุใดต้องมาทะเลาะเบาะแว้งจนกลายเป็นเช่นนี้ด้วย?”
นางไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าเพียงแค่ชั่วข้ามคืนเดียว เหตุใดจวนอ๋องที่เคยเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดกลับต้องล่มสลายลง และเหตุใดญาติพี่น้องที่เคยทำตัวเป็นมิตรเอื้ออารีต่อกัน ถึงได้กลายเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกและไร้ยางอายได้ถึงเพียงนี้... พวกนางทำสิ่งใดผิดไปงั้นหรือ?
“ใครเป็นครอบครัวเดียวกับพวกเจ้ากันฮะ?!”
หวังหลานชิงเอ่ยแทรกตัดหน้าฮูหยินผู้เฒ่าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลน สายตาของนางที่มองเรือนรองและเรือนสามเปรียบเทียบกับเรือนใหญ่นั้นแสดงออกชัดเจนว่าไม่เคยนับเป็นญาติ ยิ่งยามนี้ฝั่งเรือนใหญ่ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เดินทางมาส่งข้าวของเครื่องใช้ แล้วพวกนางมีเหตุผลกลใดที่ต้องยอมคอยเลี้ยงดูปูเสื่อพวกมันด้วย? ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เสิ่นเซี่ยงหว่านเพิ่งลงไม้ลงมือตบตีนางไปก่อนหน้านี้ จนทำให้นางต้องพลอยโดนผู้คุมหวดแส้ใส่ไปหนึ่งทีนั่นอีก!
“ท่านอาสะใภ้สาม ท่าน...”
“เฉิงเฮ่อ”
เมื่อเห็นว่ามารดาและน้องสาวร่ำไห้จนแทบสิ้นสติ เว่ยเฉิงเฮ่อก็เหลืออด ดวงตาแดงก่ำกระโจนพรวดออกไป ทว่าเสิ่นเซี่ยงหว่านกลับก้าวตัดหน้าคว้าตัวเขาไว้ก่อน และเมื่อมั่นใจว่าเขาจะไม่บุ่มบ่ามส่งเสียงแล้ว นางจึงหันกลับไปเผชิญหน้ากับทุกคน
“อยากแยกบ้านงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ! ในฐานะฮูหยินของผู้นำตระกูลเว่ย ทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดของพวกเจ้าจะต้องส่งมาให้ข้าจัดสรรปันส่วนอย่างยุติธรรม ใครกล้าปฏิเสธหรือแอบซุกซ่อนล่ะก็ ก็อย่าหาว่าข้าใช้อำนาจของฮูหยินผู้นำตระกูล ขับมันผู้นั้นออกจากวงศ์ตระกูลก็แล้วกัน!”
ผู้คนในยุคสมัยนี้ให้ความสำคัญกับวงศ์ตระกูลเป็นอย่างยิ่ง หากไร้ซึ่งตระกูลใหญ่ให้พึ่งพิงพำนัก ไม่เพียงแต่จะถูกผู้อื่นรังแกข่มเหงได้ง่าย ๆ ทว่าแม้แต่เรื่องของความน่าเชื่อถือและคุณธรรมความประพฤติก็จะถูกสังคมกังขา เรียกได้ว่าจะก้าวเดินไปไหนก็ยากลำบากแสนสาหัส ตั้งแต่ต้นจนจบ เสิ่นเซี่ยงหว่านไม่ได้ต้องการแค่การแยกบ้านธรรมดา ๆ เท่านั้น
“เจ้า... เจ้า... เจ้า... เจ้ากล้ารึ?!”
ฮูหยินผู้เฒ่าโกรธจนตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง นิ้วมือที่ชี้หน้าด่านางหงิกงอราวกับคนเป็นโรคชักกระตุก
คนอื่น ๆ ก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากันนัก ใบหน้าของแต่ละคนเขียวคล้ำย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ เคยเห็นแต่คนไร้ยางอาย แต่ใครจะเคยเจอคนสารเลวหน้าหนาได้โล่ยิ่งกว่านางกันฮะ?! ในฐานะที่เป็นผู้น้อย ทั้งยังเป็นสตรีเพศ ในสายตาของนางยังหลงเหลือคำว่าความกตัญญู หรือสามเชื่อฟัง สี่คุณธรรมอยู่อีกไหม!
“จะลองดูหน่อยไหมล่ะ?”
เสิ่นเซี่ยงหว่านเลิกคิ้วขึ้น นางยื่นมือเข้าไปคลำในแขนเสื้อ ก่อนจะหยิบเอาสมุดปกอ่อนสีเหลืองเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งออกมา ซึ่งบนหน้าปกนั้นมีตัวอักษรเขียนไว้เด่นหราว่า ‘ลำดับวงศ์ตระกูล’
“อย่าหาว่าข้าไม่ให้โอกาสพวกท่าน ตอนนี้จงส่งทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดออกมาซะ ข้าจะถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นล่ะก็...”
นางไม่ได้เอ่ยคำพูดที่เหลือต่อ ทว่าคนที่มีสมองย่อมดูออกและเข้าใจความหมายที่นางต้องการจะสื่อสารอย่างทะลุปรุโปร่ง
“พูดจาเหลวไหลสิ้นดี! คิดจะเอาทรัพย์สินของพวกเราเรารึ ฝันไปเถอะ!”
“เจ้า... เจ้าไปเอาลำดับวงศ์ตระกูลมาจากไหนกัน?!”
คำปฏิเสธของหวังหลานและเสียงร้องถามด้วยความกังขาของฮูหยินผู้เฒ่าดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน ฝ่ายแรกเบิกตากว้างถลึงตาจ้องมองด้วยความโกรธแค้นจนฟันแทบหัก ส่วนฝ่ายหลังนั้นกลับมีสีหน้าไม่ยากจะเชื่อสายตา ดวงตาทั้งคู่จับจ้องไปยังสมุดลำดับวงศ์ตระกูลเล่มนั้นตาไม่กระพริบ
ปฏิกิริยาของคนอื่น ๆ ก็ไม่ได้ต่างจากพวกนางนัก บางคนจับจ้องไปยังสมุดลำดับวงศ์ตระกูลตาเขม็ง บางคนก็ยิ่งกอดห่อสัมภาระของตนเองไว้แน่น แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่มีวันยอมส่งมอบให้เด็ดขาด
“ดูท่าพวกท่านคงไม่คิดจะยอมส่งมอบทรัพย์สินออกมาแต่โดยดีสินะ”
ใบหน้าของเสิ่นเซี่ยงหว่านเรียบนิ่งดุจผืนน้ำ สายตาของนางกวาดมองพวกเขาไปทีละคน ก่อนจะไปหยุดนิ่งอยู่ที่ฮูหยินผู้เฒ่า “ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านจะยอมยืนดูอยู่เฉย ๆ ปล่อยให้พวกเขาไม่เห็นข้าที่เป็นฮูหยินผู้นำตระกูลอยู่ในสายตา และให้ท้ายพวกเขาขัดขวางไม่ให้ตระกูลเว่ยเป็นปึกแผ่นอย่างนั้นหรือ?”
อะไรคือพวกเขาทำลายความสามัคคีแยกตระกูลเว่ย?
สองพี่น้องเว่ยจิ้งลวนพลันรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีทันควัน ส่วนฮูหยินผู้เฒ่ายังคงเชิดหน้าเอ่ยเสียงแข็ง “ยัยแก่อย่างข้ายังไม่ตาย! เจ้าก็คิดจะข้ามหัวข้ามาเป็นใหญ่ในตระกูลเว่ยแล้วรึ? เสิ่นเซี่ยงหว่าน ข้าจะบอกอะไรให้ ตราบใดที่ข้ายังคงมีชีวิตอยู่ พวกเจ้าทุกคนก็ต้องฟังคำสั่งข้า! ตอนนี้ข้าขอประกาศว่า เรือนใหญ่ไร้ความกตัญญูและไม่มีความเคารพ นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ให้แยกบ้านออกไปใช้ชีวิตกันเอง และหลังจากนี้จะต้องส่งเงินให้ยัยแก่อย่างข้าปีละหนึ่งพันตำลึงเงินเพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า!”
แม้จะตัดหางปล่อยวัดแยกบ้านพวกเขาออกไปแล้ว แต่นางก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากการเค้นขูดรีดไถ ในส่วนลึกของหัวใจฮูหยินผู้เฒ่า เรือนใหญ่มีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือต้องยอมให้พวกนางสูบเลือดสูบเนื้อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง!
“เหอะ... หึ ๆ ฮ่า ๆ ๆ ...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นเซี่ยงหว่านก็หัวร่อออกมาจนปากหุบไม่ลง ก่อนหน้านี้เพื่อที่จะสลัดคนพวกนี้ให้หลุดพ้น นางยังคิดว่าตัวเองทำตัวหน้าหนาและไร้ยางอายมากพอแล้ว ทว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนหน้าหนายังมียายแก่สารเลวที่หน้าด้านยิ่งกว่า ซึ่งมันช่วยเปิดโลกทัศน์และทลายกรอบศีลธรรมในสมองของนางจนหมดสิ้น
“ท่านแม่... พวกท่าน... พวกท่าน...”
ไม่มีใครในที่นี้ที่เป็นคนโง่ จ้าวอวี้ผิงโกรธจนทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง นิ้วมือสั่นระริกชี้หน้าพวกมัน ทว่ากลับไม่สามารถเค้นคำพูดใด ๆ ออกมาได้แม้แต่คำเดียว คนพวกนี้ยังจะสามารถทำตัวไร้ยางอายได้มากกว่านี้อีกไหม?!
คนที่โกรธแค้นจนตัวสั่นไม่ได้มีเพียงแค่นางเท่านั้น
สองพี่น้องเว่ยเฉิงเฮ่อและเว่ยหลิงเอ๋อต่างก็หายใจติดขัด ดวงตาที่จ้องมองไปยังญาติพี่น้องเหล่านั้นเต็มไปด้วยความผิดหวังและเคียดแค้นชิงชังอย่างถึงที่สุด วินาทีนี้ หัวใจของพวกเขามันหนาวเหน็บและแตกสลายไปหมดแล้วจริง ๆ