เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 สามีในนาม, เว่ยเฉิงอี้!

บทที่ 2 สามีในนาม, เว่ยเฉิงอี้!

บทที่ 2 สามีในนาม, เว่ยเฉิงอี้!


"คารวะท่านอ๋อง!"

เอี๊ยด...

จู่ๆ ด้านนอกห้องก็มีเสียงข้ารับใช้เอ่ยทำความเคารพขึ้นพร้อมกัน ประตูห้องที่ปิดสนิทค่อยๆ ถูกผลักเปิดออก จากด้านนอก บรรดาหญิงรับใช้และแม่นมทำท่าจะก้าวเท้าตามเข้ามา ทว่ากลับมีน้ำเสียงทุ้มต่ำอันเย็นชาและเปี่ยมด้วยเสน่ห์สายหนึ่งเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน "พวกเจ้าคอยอยู่ข้างนอก"

"...เจ้าค่ะ"

กลุ่มหญิงรับใช้และแม่นมดูเหมือนจะลังเลอยู่บ้าง ทว่าก็ต้องยอมทำตามคำสั่งแต่โดยดี

ไม่นานนัก ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งก็เข็นรถเข็นเข้ามาในห้องหอ บนรถเข็นมีบุรุษอายุราวๆ ยี่สิบสามยี่สิบสี่ปีนั่งอยู่ เขาอยู่ในชุดจี๋ฝู่ผ้าไหมสีดำขลับ เขามีคิ้วดกเข้มดุจคมดาบ ดวงตาเปล่งประกายราวหมู่ดาว จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางชวนลุ่มหลงจนคนเห็นอดไม่ได้ที่จะอยากพุ่งเข้าไปกัดสักสองที ความหล่อเหลาเรียกได้ว่าไร้ที่ติ

ยิ่งเมื่อผสานกับบุคลิกเย็นชาสูงส่งราวตัดขาดจากโลกมนุษย์ ราวกับไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้ในรัศมีพันลี้ ก็ยิ่งดูประหนึ่งเซียนผู้สูงส่งที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์ ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาได้

สิ่งที่น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวก็คือ แม้รูปร่างของเขาจะสูงโปร่ง แต่กลับดูซูบผอมไปสักหน่อย ผิวพรรณขาวซีดอย่างผิดปกติ และริมฝีปากที่ควรจะเป็นสีแดงระเรื่อกลับอมม่วงอย่างประหลาด ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นลักษณะของคนอายุสั้น

เขาคือเว่ยเฉิงอี้งั้นเหรอ?

เสิ่นเซี่ยงหว่านเลิกคิ้วขึ้น พลางจับจ้องสำรวจเขาอย่างไม่วางตา ในนิยายต้นฉบับ ชายหนุ่มผู้นี้ติดตามบิดาและพี่ชายเข้าสู่สมรภูมิรบตั้งแต่อายุเพียงสิบสี่ปี ครั้นอายุสิบห้าก็ควบอาชาคุมกองกำลังทหารม้าฝีมือฉกาจแปดร้อยนาย อ้อมไปเผาเสบียงอาหารของกองทัพศัตรูจากทางด้านหลัง บีบบังคับให้กองทัพศัตรูต้องถอยร่นไป สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ในการต้านทานการรุกรานของข้าศึก หลังจากที่บิดาและพี่ชายทยอยพลีชีพในยุทธภูมิ เขายามอายุเพียงยี่สิบปีก็สืบทอดบรรดาศักดิ์และอำนาจบัญชาการทหาร อาศัยความสามารถอันดุดันห้าวหาญของตนเอง นำพากองทัพตรึงกำลังอยู่ที่ด่านชายแดนอย่างมั่นคง ไม่ยินยอมให้ศัตรูเหยียบย่างเข้าสู่ผืนแผ่นดินแม้แต่ก้าวเดียว จนได้รับการยกย่องให้เป็นเทพสงครามรุ่นใหม่แห่งราชวงศ์เทียนฉี่

ทว่าน่าเสียดายยิ่งนัก เมื่อไม่กี่เดือนก่อน จู่ๆ เขา กลับถูกพิษร้ายแรงชนิดหนึ่ง ต่อให้ผลาญทรัพยากรจนหมดสิ้นจวนอ๋อง ก็ทำได้เพียงยื้อชีวิตของเขาเอาไว้ได้อย่างกระท่อนกระแท่น ร่างกายสูญเสียความแข็งแกร่งจนกระทั่งการก้าวเดินยังยากลำบาก ซ้ำร้ายยังต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกพิษกัดเซาะอยู่เป็นประจำ

บุรุษผู้ปกป้องบ้านเมืองและแว่นแคว้น ผู้อุทิศช่วงชีวิตสั้นๆ เพียงยี่สิบกว่าปีเกือบทั้งหมดให้แก่ประเทศชาติถึงเพียงนี้ ทว่าฮ่องเต้สุนัข กลับใจแคบไม่อาจยอมรับเขาได้ แม้แต่โอกาสจะเข้าห้องหอก็ยังไม่ประทานให้ ในคืนวันแต่งงานกลับเรียกตัวเขาเข้าวังหลวงอย่างเร่งด่วน ทำลายวรยุทธ์และหักแขนขาของเขาจนสิ้น จากนั้นในเช้าตรู่วันถัดมาก็สั่งยึดทรัพย์และเนรเทศคนทั้งจวนอ๋องทันที

‘นับแต่โบราณกาล ยามศึกสงครามสงบลงด้วยมือแม่ทัพ ทว่ากลับไม่เคยเห็นแม่ทัพคนใดได้เสวยสุขท่ามกลางความสงบสุขนั้นเลย!’

ยามที่อ่านหนังสือเล่มนี้ เสิ่นเซี่ยงหว่านรู้สึกรังเกียจการกระทำอันไร้ยางอายของฮ่องเต้สุนัขเป็นอย่างยิ่ง และรู้สึกว่าเว่ยเฉิงอี้ช่างไม่ได้รับความยุติธรรมเอาเสียเลย ทว่านึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่านางจะทะลุมิติเข้ามาในหนังสือเล่มนี้ และเขายังกลายมาเป็นสามีในนามของนางอีกด้วย

"หืม?"

ในขณะที่นางกำลังพิจารณาสำรวจอีกฝ่าย ชายหนุ่มก็กำลังประเมินนางอยู่เช่นกัน เว่ยเฉิงอี้ที่เคลื่อนรถเข็นมาถึงข้างเตียงขมวดคิ้วมุ่นจนแทบสังเกตไม่เห็น ในเวลานี้ นางไม่ควรจะยังนอนหมดสติอยู่หรอกหรือ?

"เจ้าไม่ใช่เสิ่นเซี่ยงเยว่"

น้ำเสียงทุ้มต่ำอันเย็นชาและเปี่ยมด้วยเสน่ห์พลันดังขึ้น ดวงตาอันลึกล้ำประดุจห้วงเหวของเว่ยเฉิงอี้จับจ้องล็อกตัวนางเอาไว้โดยไม่ละสายตา สิ่งที่เขาเอ่ยออกมาคือประโยคบอกเล่าอันเด็ดขาด หาใช่ประโยคคำถามไม่ และเขายังรู้ดีอีกว่า... นางถูกเสิ่นเซี่ยงเยว่วางแผนทำร้ายเข้าให้แล้ว

"อย่างที่ท่านเห็นนั่นแหละ ข้าไม่ใช่จริงๆ"

เมื่อดึงสติกลับมาได้ ท่าทีของเสิ่นเซี่ยงหว่านก็เรียกได้ว่าเปิดเผยและยอมรับอย่างหน้าตาเฉย สายตาของนางละจากเขาแล้วกวาดมองไปที่ด้านนอกห้อง "ข้าคือคุณหนูรองเสิ่นเซี่ยงหว่านที่จวนเสนาบดีเพิ่งจะรับกลับมาได้ไม่นาน ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า เหตุใดพอลืมตาตื่นขึ้นมาอยู่ดีๆ ตัวข้าถึงได้มาอยู่ที่นี่เสียแล้ว"

ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง!

ด้านนอกห้องมีเสียงวัตถุหนักๆ ร่วงหล่นสู่พื้นดังขึ้นได้จังหวะพอดี เว่ยเฉิงอี้ปรายตามองไปทางนั้นอย่างเฉยชา ก่อนจะตวัดสายตากลับมาจับจ้องที่นางอีกครั้ง "งั้นหรือ?"

ในความทรงจำของเขา ดูเหมือนนางจะไม่ใช่คนเช่นนี้?

หากจะพูดให้ถูกต้องก็คือ นางในยามนี้กับนางในความทรงจำราวกับเป็นคนละคนกันอย่างสิ้นเชิง ไม่มีส่วนใดที่คล้ายคลึงกันเลยแม้แต่น้อย

เว่ยเฉิงอี้ทอดสายตาอันลึกล้ำประดุจห้วงเหวคู่นั้นจับจ้องนางนิ่ง โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าภายในใจของเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ตามหลักเหตุและผลแล้ว ยามที่จู่ ๆ ได้รับรู้ว่าเจ้าสาวถูกสลับตัวไปเช่นนี้ เขาควรจะเดือดดาลจนถึงขีดสุด ทว่าเขากลับสงบนิ่งได้อย่างน่าประหลาด สงบเสียจนแทบจะเรียกได้ว่าผิดปกติวิสัย!

"ท่านอ๋อง..."

" ในเมื่อผู้ที่แต่งเข้าจวนอ๋องคือเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็คือพระชายาของเปิ่นหวัง "

กาลเวลาค่อย ๆ ขยับเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในตอนที่เสิ่นเซี่ยงหว่านเตรียมจะเอ่ยปากพูดบางอย่าง เว่ยเฉิงอี้ก็ชิงกล่าวขึ้นเสียก่อน เขา ยอมรับความจริงเรื่องที่พระชายาของตนถูกเปลี่ยนตัวได้อย่างราบเรียบและแปลกประหลาดสิ้นดี

"หา?"

เสิ่นเซี่ยงหว่านอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปเล็กน้อย เขา ยอมรับง่าย ๆ เช่นนี้เลยหรือ? นี่มันเห็น ๆ กันอยู่ว่ามีคนกำลังวางแผนเล่นงานพวกเขาทั้งคู่มิใช่หรือไร เขายอมรับมันได้อย่างสงบนิ่งเกินไปหรือไม่?

"ในเมื่อเจ้าเป็นพระชายาของเปิ่นหวังแล้ว ขอเพียงไม่รนหาที่สร้างความเดือดร้อน เปิ่นหวังย่อมปกป้องเจ้าให้ปลอดภัยอย่างแน่นอน"

ไม่ใช่ว่าเขา จะไม่เห็นปฏิกิริยาตอบรับของนาง ทว่าเว่ยเฉิงอี้ยังคงเอ่ยสืบเนื่องต่อไปตามใจตน ไม่ว่าเหตุใดนางในยามนี้ถึงได้แตกต่างไปจากในความทรงจำ ขอเพียงนางยังคงเป็นเสิ่นเซี่ยงหว่านก็เพียงพอแล้ว

"โอ้?"

ปกป้องนางให้ปลอดภัย... อย่างนั้นหรือ?

คิ้วเรียวขยับไหวเล็กน้อย เสิ่นเซี่ยงหว่านจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นของเขาที่ราวกับอัดแน่นไปด้วยหมู่ดาวและห้วงจักรวาล มุมปากค่อย ๆ หยักโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ ทั้งชีวิตในชาติก่อนและชาตินี้ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกว่าจะปกป้องนางให้ปลอดภัยอย่างจริงจังถึงเพียงนี้ แม้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะถูกฮ่องเต้สุนัขปองร้ายในไม่ช้า จนไม่มีปัญญาจะปกป้องนางได้จริง ๆ ก็ตาม ทว่าภายในใจของนางกลับยังคงบังเกิดระลอกคลื่นความไหวระริกขึ้นมาสายหนึ่งจนได้

"หากพระชายาไม่มีสิ่งใดแล้ว ก็รีบพักผ่อนให้เร็วหน่อย..."

"ท่านอ๋อง มีราชโองการปากเปล่าจากฝ่าบาท รับสั่งให้ท่านเข้าวังหลวงในทันทีขอรับ!"

ในตอนที่เว่ยเฉิงอี้กำลังจะหมุนตัวจากไป ชายวัยราว ๆ สามสิบสี่สิบปีคนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา เมื่อได้ยินประโยคนี้ ไม่เพียงแต่เสิ่นเซี่ยงหว่านเท่านั้น แม้กระทั่งดวงตาของเว่ยเฉิงอี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะสั่นไหววูบหนึ่ง

"อืม"

เขาพยักหน้ารับเบา ๆ ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ก่อนที่เว่ยเฉิงอี้จะทำท่าเคลื่อนรถเข็นจากไป

"เดี๋ยวก่อน"

เสิ่นเซี่ยงหว่านพลันส่งเสียงเรียกเขาเอาไว้ นางเผชิญหน้ากับสายตาอันเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงใจของพวกเขา และทำเป็นมองไม่เห็นร่องรอยการปฏิเสธที่ฉายชัดบนใบหน้าของอีกฝ่าย ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบข้างใบหูของเขาเบา ๆ “ในคืนวันแต่งงานยังจะเรียกตัวท่านไป ฮ่องเต้สุนัขคงจะไม่หวังดีแน่ จงระวังแผนลวงเอาไว้ให้ดี”

“หืม?”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น รูม่านตาของเว่ยเฉิงอี้พลันหดเล็กลง เขา รีบขยับปากหมายจะเอ่ยบางสิ่ง ทว่าเสิ่นเซี่ยงหว่านกลับผละถอยห่างออกไปเสียแล้ว นาง ตบลงบนบ่าของเขาเบา ๆ พร้อมกล่าวด้วยท่าทางเปิดเผยไร้พิธีรีตองว่า “ท่านอ๋อง รักษาสุขภาพด้วย”

“อืม”

อารมณ์อันรุนแรงที่ปะทุขึ้นในใจพลันกลับคืนสู่ความสงบนิ่งในพริบตา เว่ยเฉิงอี้ปรายตมองนางอีกครา ก่อนจะส่งสัญญาณให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข็นรถเข็นพาจากไป ก่อนจะพ้นประตูห้อง เขาสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นชาให้คนของจวนอ๋องจัดการกับพวกหญิงรับใช้และแม่นมที่ติดตามมาเป็นสินเดิมของเสิ่นเซี่ยงหว่านเสีย หากไม่มีพวกนางคอยช่วยปิดบังอำพราง เสิ่นเซี่ยงหว่านจะสวมรอยแต่งเข้าจวนอ๋องมาได้อย่างไร้ร่องรอยได้อย่างไร? ในเมื่อไม่ใช่คนที่มีความจงรักภักดีต่อตัวนาง เช่นนั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บเอาไว้อีกต่อไป

ต่อเรื่องนี้ เสิ่นเซี่ยงหว่านไม่ได้แสดงท่าทีคัดค้านใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย นางเองก็ไม่คิดจะเก็บข้ารับใช้ที่เสิ่นเซี่ยงเยว่ตั้งใจเลือกสรรมาให้ตนเองอยู่แล้ว

จบบทที่ บทที่ 2 สามีในนาม, เว่ยเฉิงอี้!

คัดลอกลิงก์แล้ว