- หน้าแรก
- ทะลุมิติยุค 60 พลิกชะตาในลานสี่ประสาน
- บทที่ 400 ชามยักษ์
บทที่ 400 ชามยักษ์
บทที่ 400 ชามยักษ์
ตอนที่เหออวี่จู้กลับมาถึงบ้าน หร่านชิวเยี่ยก็ทำกับข้าวเสร็จแล้ว และกำลังนั่งรอเขาอยู่ที่โต๊ะอาหาร
"ทีหลังถ้าผมกลับดึก ก็ไม่ต้องรอหรอกนะ กินก่อนได้เลย"
หร่านชิวเยี่ยรับของจากมือเหออวี่จู้ไปวางไว้ข้าง ๆ แล้วยิ้มตอบ "ฉันก็เพิ่งทำเสร็จเหมือนกันค่ะ กินข้าวคนเดียวมันไม่อร่อยนี่นา"
เหออวี่จู้หัวเราะร่วน ความรู้สึกของการมีคนรออยู่ที่บ้านนี่มันดีจริง ๆ
หร่านชิวเยี่ยรีบตักข้าวให้เหออวี่จู้ แล้วไปนั่งฝั่งตรงข้าม ป้องกันไม่ให้เขามือไวฉวยโอกาสลวนลาม
"ชิวเย่ วันนี้อยู่บ้านเป็นไงบ้าง ชินหรือยัง"
หร่านชิวเยี่ยพยักหน้า สีหน้าดูอึดอัดใจเล็กน้อย "ก็เรื่อย ๆ ค่ะ แต่ถ้าย้ายบ้านได้ก็คงดี ฉันก็นึกว่าที่คุณย่าทวดมาขัดขวางงานแต่งของเรา เป็นเพราะแกอยากจะจับคู่คุณกับฉินหวยหรูเหมือนลุงใหญ่ซะอีก! แต่พอเห็นตอนกลางวัน ถึงได้รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างแกกับบ้านฉินหวยหรูก็ไม่ได้ดีอะไรเลย ถึงขั้นมานั่งทะเลาะกับแม่ผัวลูกสะใภ้บ้านนั้นแย่งของกินกันด้วย!"
เหออวี่จู้หัวเราะหึ ๆ "เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยน่า อย่าทำเป็นตื่นเต้นไปเลย ไว้รอดูช่วงปีใหม่สิ รับรองว่าบันเทิงกว่านี้เยอะ! แค่เกี๊ยวชิ้นเดียว พวกนั้นก็ทะเลาะกันจนแทบจะคว่ำโต๊ะเลยล่ะ! อ้อ... พูดถึงปีใหม่ ผมขอเตือนคุณไว้ก่อนเลยนะ ไม่ว่าใครจะมาถามเรื่องจัดงานปีใหม่ ให้บอกไปเลยว่าเราสองคนผัวเมียจะฉลองกันเอง ไม่รับแขก!"
หร่านชิวเยี่ยทำหน้าแปลกใจ "นี่พวกเขายังคิดจะมาร่วมวงฉลองปีใหม่กับบ้านเราอีกเหรอคะ"
"คุณคิดว่าไงล่ะ! ลองดูอี้จงไห่กับฉินหวยหรูสิ พวกนั้นเป็นคนใจกว้างนักหรือไงฮะ! พวกมันมีกันตั้งหลายปากท้อง แล้วใครจะเป็นคนจ่ายค่าอาหารปีใหม่ล่ะ อี้จงไห่เหรอ หรือฉินหวยหรู ไม่ใช่ทั้งคู่นั่นแหละ! พวกมันกะจะมาสูบเลือดสูบเนื้อผมต่างหากล่ะ!"
พอนึกภาพครอบครัวฉินหวยหรู มาร่วมวงกินข้าวปีใหม่ด้วย หร่านชิวเยี่ยก็รู้สึกขยะแขยงจนกินข้าวแทบไม่ลง
"คุณไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันรับรองว่าจะไม่เผลอไปตกลงรับปากใครซี้ซั้วแน่ ๆ ค่ะ แต่ถ้าครูเหยียนมาเอ่ยปาก..."
"บ้านตระกูลเหยียนก็ไม่ได้! ปีใหม่ทั้งที มันก็ต้องกินเลี้ยงสังสรรค์กันให้สนุกสิ! ผมไม่อยากไปนั่งแบ่งถั่วลิสง แบ่งเกี๊ยว แบ่งเนื้อ แบ่งผัก กับตาลุงจอมงกนั่นหรอกนะ! ผมรู้ว่าคุณหน้าบาง ปฏิเสธแกไม่ค่อยลง เอาเป็นว่า ก่อนปีใหม่เดี๋ยวผมหาเนื้อหมูมาให้ แล้วคุณแอบเอาไปให้บ้านแกตอนที่แกกับเมียอยู่บ้านกันสองคนก็แล้วกัน"
หร่านชิวเยี่ยหัวเราะคิกคักกับท่าทางจริงจังของเหออวี่จู้ "คุณนี่ก็พูดเกินไปนะคะ บ้านไหนเขาจะมานั่งแบ่งถั่วลิสงกันทีละเม็ดขนาดนั้น"
เหออวี่จู้ยกเก้าอี้ขยับเข้าไปนั่งชิดหร่านชิวเยี่ย แม้จะโดนหล่อนค้อนขวับใส่หนึ่งที "คุณอย่าเพิ่งไม่เชื่อสิ! ลองหาเวลาว่างไปถามเจี่ยตี้ดูก็ได้ ว่าตอนปีใหม่บ้านเขาแบ่งถั่วลิสงกันกินยังไง! แบ่งกันแบบเป๊ะ ๆ เลยนะว่าได้คนละกี่เม็ด! ห้ามขาดห้ามเกินเด็ดขาด! แล้วถ้าเม็ดของใครเล็กกว่าของคนอื่นล่ะก็ มีหวังเถียงกันบ้านแตก!"
เหออวี่จู้ต้องอธิบายวิถีชีวิตชาวลานสี่ประสานให้หร่านชิวเยี่ยฟังอีกรอบ เพื่อป้องกันไม่ให้หล่อนเผลอไปตกหลุมพรางใครเข้า
ฉินหวยหรูดูเวลา แล้วก็เตรียมตัวจะออกไปบ้านสวี่ต้าเม่า เจี่ยจางซื่อเห็นหล่อนกำลังจะออกจากบ้าน ก็รีบตะโกนสั่งทันที "อย่าลืมห่อกับข้าวที่เหลือกลับมาด้วยล่ะ!"
ฉินหวยหรูหันกลับมา ถอนหายใจอย่างเอือมระอา "แม่จ๊ะ... วันนี้อย่าหวังเลยจ้ะ! กับข้าวที่ลุงใหญ่ซื้อมา ฉันเดาว่าแค่กินกันในวงก็คงแทบจะไม่พอแล้ว!"
ฉินหวยหรูเห็นกับตาว่าอี้จงไห่ซื้อกับข้าวมาแค่นิดเดียว แถมยังต้องแบ่งให้ยายเฒ่าหูหนวกกินอิ่มก่อนอีก แล้วไหนจะคนอื่น ๆ ในวงอีก แค่นี้ก็แทบจะไม่พอยาไส้แล้ว
ป้างเกิงลุกพรวดขึ้นมา เกาะแขนฉินหวยหรูแน่น "แม่! พาผมไปด้วยสิ! ขนาดน้องยังได้ไปเลย แล้วทำไมผมจะไปไม่ได้ฮะ! ผมจะไปกินเนื้อหมู!"
"ป้างเกิง เป็นเด็กดีนะลูก" ฉินหวยหรูไม่กล้าพาป้างเกิงไปด้วยหรอก ขืนพาไป จะให้เด็กนี่ไปนั่งกินตรงไหนล่ะ
ถ้าไปบ้านยายเฒ่าหูหนวก ยายแก่เพิ่งจะอารมณ์เสียเรื่องของกินไปเมื่อตอนกลางวัน ขืนพาป้างเกิงไปยั่วโมโหอีกรอบ มีหวังโดนยายเฒ่าหูหนวกกับอี้จงไห่เฉ่งยับแน่!
แล้วยิ่งถ้าไปบ้านสวี่ต้าเม่า ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่! อี้จงไห่กับพวกต้องนั่งจิบเหล้ากันยาวแน่ ๆ แล้วป้างเกิงจะทนรอจนพวกแกกินเหล้าเสร็จได้เหรอ! ลูกชายหล่อนน่ะ ไม่ใช่เด็กที่มีความอดทนขนาดนั้นซะหน่อย!
ป้างเกิงหน้าบึ้งตึง ถอดแบบเจี่ยจางซื่อมาเป๊ะ! "นี่แม่เป็นแม่ผมจริงป่าวเนี่ยฮะ! มีเนื้อหมูให้กินแท้ ๆ แต่ไม่ยอมให้ผมกิน! แม่ได้กลิ่นเนื้อลอยมาจากบ้านไอ้ซาจู้ไหมฮะ! หอมยั่วจนน้ำลายสอขนาดนี้ จะให้ผมกลืนข้าวลงได้ยังไง! ผมไม่สนหรอก ถ้าแม่ไม่พาผมไปกินเนื้อหมู ผมจะไม่นับถือแม่เป็นแม่อีกแล้ว!"
เจี่ยจางซื่อผสมโรงด่าทันที "ไอ้ซาจู้กับนังเมียโง่ของมันนี่ใจจืดใจดำจริง ๆ! รู้อยู่แก่ใจว่าบ้านเราไม่มีเนื้อกิน ก็ยังไม่ยอมเอามาแบ่ง! นังหวยหรู หล่อนเลือกเอาเลยนะ ว่าจะไปไถเนื้อหมูจากบ้านซาจู้มาให้ป้างเกิง หรือจะพาหลานฉันไปกินที่ลานหลังด้วย! ป้างเกิง ไปถึงนู่น อย่าลืมห่อกลับมาเผื่อย่าสักชามด้วยล่ะ!"
ป้างเกิงตบอกรับประกัน "ย่าไม่ต้องห่วงฮะ! เดี๋ยวผมจะโกยเนื้อใส่ชามพูน ๆ เอากลับมาให้ย่ากินเองฮะ!"
เจี่ยจางซื่อยิ้มกริ่ม ชมเปาะ "หลานย่านี่กตัญญูจริง ๆ! เอาชามใบใหญ่สุดของบ้านเราไปเลยลูก จะได้ใส่เนื้อกลับมาเยอะ ๆ!"
ชามใบใหญ่ที่เจี่ยจางซื่อพูดถึง ก็คือชามใบเดียวกับที่ฉินหวยหรูเคยเอาไปใช้ไถกับข้าวบ้านเหออวี่จู้บ่อย ๆ นั่นแหละ! ชามใบนี้มีสตอรี่ไม่ธรรมดานะจะบอกให้! เจี่ยตงซวี่เคยไปยืมชามใบนี้มาจากบ้านคนอื่นตอนมีงานเลี้ยง แล้วเจี่ยจางซื่อดันถูกใจ ก็เลยยึดเอาไว้เป็นของตัวเองหน้าตาเฉย!
ต่อมาเจ้าของชามมาทวงคืน อี้จงไห่ก็ไปหลอกให้ซาจู้ควักเงินจ่ายค่าชามให้แทน
จากนั้นไม่ถึงสองวัน ชามใบนี้ก็ไปอยู่ในมือฉินหวยหรู หล่อนถือมันไปขอแบ่งกับข้าวที่บ้านเหออวี่จู้เป็นประจำ
ยุคข้าวยากหมากแพงแบบนั้น แต่ละบ้านก็ทำกับข้าวกินกันอย่างจำกัดจำเขี่ย ปริมาณกับข้าวที่บ้านเหออวี่จู้ทำ ยังไม่พอจะใส่ให้เต็มชามใบนี้เลยด้วยซ้ำ! และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เหออวี่สุ่ยก็ไม่เคยกินข้าวอิ่มท้องอีกเลย
ฉินหวยหรูมองชามใบใหญ่ในมือ แล้วก็ตกอยู่ในภวังค์ หล่อนโหยหาวันเวลาที่เคยถือชามใบนี้ไปไถกับข้าวบ้านเหออวี่จู้เหลือเกิน! ถึงแม้ตอนนั้นเหออวี่จู้จะไม่ค่อยได้ทำกับข้าวกินเองที่บ้าน แต่ทุกครั้งที่เขาทำ กับข้าวพวกนั้นก็ต้องตกมาเป็นของครอบครัวหล่อนเสมอ!
ด้วยความเคยชิน ฉินหวยหรูลืมปฏิเสธคำสั่งของเจี่ยจางซื่อกับป้างเกิง หล่อนเดินเหม่อลอยออกจากบ้านไปพร้อมกับลูกชาย
แล้วก็รับชามใบใหญ่มาจากมือป้างเกิง เดินตรงไปที่บ้านเหออวี่จู้โดยอัตโนมัติ
ก๊อก ๆ ๆ
เสียงเคาะประตูที่คุ้นเคยดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงหวานหยดย้อยของฉินหวยหรู
"จู้จื่อ... เปิดประตูให้ฉันหน่อยสิ ฉันมีธุระจะคุยด้วยน่ะ"
หร่านชิวเยี่ยขมวดคิ้วมุ่น "ผู้หญิงคนนี้เป็นบ้าอะไรเนี่ย! ฉันเพิ่งจะเตือนไปหมาด ๆ ว่าห้ามมาเคาะประตูบ้านเราตอนกลางคืน ทำไมถึงหน้าด้านแบบนี้นะ!"
เหออวี่จู้มองสำรวจรอบห้อง "ตอนคุณทำกับข้าว คุณเปิดหน้าต่างทิ้งไว้หรือเปล่า"
หร่านชิวเยี่ยทำหน้าแปลกใจ "คุณรู้ได้ยังไงคะ"
"ก็ถ้าคุณไม่เปิดหน้าต่างทิ้งไว้ ฉินหวยหรูจะได้กลิ่นกับข้าวบ้านเราได้ยังไงล่ะ! คุณเชื่อผมไหม ยัยนั่นต้องถือชามยักษ์มายืนรอหน้าบ้านแน่ ๆ ชามใบนั้นน่ะ ใหญ่พอจะกวาดกับข้าวบ้านเราไปได้หมดเกลี้ยงเลยล่ะ!"
"จริงเหรอคะ! ขอฉันไปดูหน่อยสิ!" หร่านชิวเยี่ยลุกพรวดขึ้นมา เตรียมจะเดินไปเปิดประตู
เหออวี่จู้รีบคว้าตัวหล่อนไว้ "อย่าเปิดเด็ดขาด! เวลาแบบนี้ห้ามอยากรู้อยากเห็นเป็นอันขาด! ขืนเปิดประตูไป กับข้าวอร่อย ๆ มื้อนี้ก็เสร็จนางแน่! เดี๋ยวผมจะเล่าตำนานชามยักษ์ใบนั้นให้ฟังละกัน"
พอได้ยินว่ามีเรื่องเล่า หร่านชิวเยี่ยก็เลิกสนใจเสียงโวยวายของฉินหวยหรูทันที
ก็ปล่อยให้หล่อนแหกปากไปเถอะ! ชาวบ้านเขาชินกันหมดแล้ว ถ้าวันไหนฉินหวยหรูไม่มายืนแหกปากหน้าบ้านเหออวี่จู้สิ ชาวบ้านคงกินข้าวกันไม่อร่อย!
ฉินหวยหรูยืนตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้านเหออวี่จู้เป็นสิบกว่านาที ราวกับกำลังทำกิจวัตรประจำวัน แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ กลับมาเลย
ที่แปลกไปก็คือ คราวนี้ไม่มีอี้จงไห่ออกมาเป็นลูกคู่ช่วยหล่อนอีกแล้ว
จนกระทั่งตะโกนจนคอแทบแตก ฉินหวยหรูก็ต้องยอมแพ้ เตรียมจะหันหลังกลับบ้าน เอาชามยักษ์ไปเก็บตามสเตปเดิม
แต่ป้างเกิงดึงเสื้อหล่อนไว้ "แม่! เดินผิดทางแล้ว! เราต้องไปบ้านคุณย่าทวดต่างหาก! ผมได้กลิ่นหอม ๆ ลอยมาจากบ้านคุณย่าทวดแล้วนะฮะ! เราไปตักกับข้าวบ้านคุณย่าทวดกันดีกว่า!"
ด้วยความเบลอ ฉินหวยหรูก็ดันลืมคำสั่งของอี้จงไห่ไปซะสนิท หล่อนเดินตามแรงดึงของป้างเกิง มุ่งหน้าไปที่ลานหลัง
พอยายเฒ่าหูหนวกเห็นหน้าฉินหวยหรู แล้วเหลือบไปเห็นชามยักษ์ในมือที่เคยเป็นอาวุธร้ายทำลายหม้อข้าวของแก สีหน้าของยายเฒ่าหูหนวกก็เปลี่ยนเป็นดำทะมึนทันที
"ชุยหลาน! ปิดประตูเดี๋ยวนี้!"
(จบบท)