เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 83: อีกหนึ่งบริษัทที่กวาดรายได้ทะลุร้อยล้านต่อเดือน !

บทที่ 83: อีกหนึ่งบริษัทที่กวาดรายได้ทะลุร้อยล้านต่อเดือน !

บทที่ 83: อีกหนึ่งบริษัทที่กวาดรายได้ทะลุร้อยล้านต่อเดือน !


บทที่ 83: อีกหนึ่งบริษัทที่กวาดรายได้ทะลุร้อยล้านต่อเดือน !

นครฉงชิ่ง

สมชื่อเมืองภูเขาจริง ๆ

เมืองนี้เป็นมหานครขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นโดยอิงแอบและโอบล้อมไปด้วยขุนเขา

ลักษณะภูมิประเทศของเมืองนี้คือ มีแม่น้ำขนาบสามด้าน และมีภูเขาโอบล้อมอีกหนึ่งด้าน อาคารบ้านเรือนถูกสร้างสลับซับซ้อนลดหลั่นกันไปตามแนวเขา ถนนหนทางก็คดเคี้ยวเลี้ยวลดและลาดชัน ถนนที่เป็นเนินชันน่ะเหรอ... มีเยอะจนนับไม่ถ้วนเลยล่ะ

เจิงอี้เต๋อกำลังขี่รถจักรยานไฟฟ้ามาจอดติดไฟแดงอยู่ที่สี่แยกแห่งหนึ่ง เพื่อรอให้รถยนต์ที่สัญจรไปมาขับผ่านไปก่อน เขาตั้งใจจะข้ามทางแยกนี้ เพื่อตรงไปยังถนนสายข้างหน้า ซึ่งมีร้านตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานตั้งอยู่สองร้าน และรถจักรยานไฟฟ้าที่เขาควบอยู่ ก็คือรถรุ่น 'เฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง' นั่นเอง

ในเมืองที่เต็มไปด้วยเนินลาดชันและภูเขาอย่างฉงชิ่งนี้ คงมีแต่รถจักรยานไฟฟ้ารุ่นเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่งเท่านั้นแหละที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง ส่วนรถไฟฟ้ารุ่นอื่น ๆ น่ะเหรอ... หมดสิทธิ์ ! แค่เจอเนินเตี้ย ๆ ก็คงหอบแฮ่กและปีนไม่ขึ้นแล้ว

หากจะพูดให้ดูเกินจริงสักหน่อย การจะเดินทางไปไหนมาไหนในเมืองนี้ เกรงว่ากว่าหนึ่งในสามของเส้นทาง คงต้องลงมาเข็นรถขึ้นเนินกันจนหอบกินเป็นแน่...

ในฐานะที่เป็นคนฉงชิ่งโดยกำเนิด ประกอบกับเคยเป็นอดีตพนักงานตี้ทุยของบริษัทเกม Legend ที่ดูแลพื้นที่ในฉงชิ่งมาก่อน เจิงอี้เต๋อจึงมีความคุ้นเคยและรู้จักตรอกซอกซอยของฉงชิ่งเป็นอย่างดี ต่อให้ไม่ถึงขั้นหลับตาเดินได้ แต่ก็ถือว่ารู้ทะลุปรุโปร่งไม่แพ้ใคร

เรื่องที่ตั้งของร้านตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานน่ะเหรอ... ต่อให้เขาจะจำไม่ได้หมดทุกร้าน แต่ก็มั่นใจว่ารู้พิกัดเกินครึ่งอย่างแน่นอน

สาเหตุที่เขาต้องมาตระเวนหาร้านตัวแทนจำหน่ายรถจักรยาน ก็เพราะในปัจจุบันนี้ เขาได้ถูกโยกย้ายจากทีมตี้ทุยของเกม Legend มาสังกัดอยู่ในทีมตี้ทุยของบริษัทรถพลังงานไฟฟ้าเฟิงฉือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีม รับผิดชอบดูแลการบุกเบิกและทำตลาดให้กับรถจักรยานไฟฟ้าเฟิงฉือในพื้นที่นครฉงชิ่งแห่งนี้

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้ เขาจะได้ทำการประกาศรับสมัครและจัดตั้งทีมงานตี้ทุยขึ้นมาอีกหลายคน เพื่อช่วยกันลงพื้นที่โปรโมตและแนะนำรถจักรยานไฟฟ้าเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง ไปตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ของนครฉงชิ่งแล้วก็ตาม แต่ทว่า ตัวเจิงอี้เต๋อเองก็ยังคงลงพื้นที่และปฏิบัติหน้าที่ตี้ทุยด้วยตัวเองอย่างขยันขันแข็ง

สาเหตุก็เพราะว่า ทุกครั้งที่เขาสามารถเจรจาและปิดดีลกับร้านตัวแทนจำหน่ายได้สำเร็จ ยอดขายรถจักรยานไฟฟ้าทั้งหมดที่ร้านนั้นขายได้ จะถูกนำมานับรวมเป็นผลงานของเขา ซึ่งมันหมายถึงค่าคอมมิชชันและโบนัสก้อนโตที่จะตามมานั่นเอง

หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดขบวนรถยนต์ก็แล่นผ่านไปจนหมด

เจิงอี้เต๋อไม่รอช้า รีบบิดคันเร่งรถเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง ข้ามถนนไปอย่างรวดเร็ว และมุ่งหน้าตรงไปยังร้านตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานร้านแรกทันที

"น้องชาย สนใจอยากจะดูรถจักรยานสักคันไหมจ๊ะ ? "

เมื่อเถ้าแก่เจ้าของร้านจักรยานเห็นเจิงอี้เต๋อขับรถมาจอดที่หน้าร้าน แถมยังก้าวลงมาจากรถ เขาก็รีบปรี่เข้ามารับหน้าและเอ่ยทักทายด้วยความกระตือรือร้นทันที

เจิงอี้เต๋อปรายตามองรถจักรยานหลากหลายแบบที่จอดเรียงรายอยู่ภายในร้าน ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา แล้วเอ่ยถามเถ้าแก่ว่า "เถ้าแก่ครับ ที่ร้านของคุณขายแต่รถจักรยานอย่างเดียวเลยเหรอครับ ? "

เถ้าแก่ชะงักไปเล็กน้อย เขามองเจิงอี้เต๋อด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและงุนงง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ ว่า "ก็ร้านของอั๊วมันเป็นร้านขายรถจักรยานนี่หว่า ถ้าไม่ขายจักรยานแล้วจะให้ขายอะไรล่ะ ? "

"ฮ่า ๆ "

เจิงอี้เต๋อหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอามือตบเบาะรถเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่งของตัวเองดังป้าบ ๆ แล้วเอ่ยถามต่อว่า "เถ้าแก่ครับ แล้วเถ้าแก่มองว่ารถจักรยานไฟฟ้าคันนี้ของผมเป็นยังไงบ้างล่ะครับ ? "

หือ ?

เถ้าแก่ชะงักไปอีกครั้ง เขากวาดสายตามองไปที่รถจักรยานไฟฟ้าเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่งของเจิงอี้เต๋อแวบหนึ่ง เหมือนจะพอเดาจุดประสงค์ในการมาเยือนของชายหนุ่มตรงหน้าได้ลาง ๆ เขาจึงรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "ไม่เอาล่ะ ! อั๊วไม่คิดจะเอาไอ้ของพรรค์นี้มาวางขายในร้านหรอกนะ"

"ไอ้รถแบบเนี้ย แค่จะขับขึ้นเนินยังหอบแฮ่ก ๆ ปีนแทบไม่ไหว แถมราคาก็ยังแพงหูฉี่อีกต่างหาก ขืนเอามาวางขายก็คงไม่มีใครหน้าไหนยอมควักกระเป๋าซื้อหรอก"

เจิงอี้เต๋อไม่ได้มีท่าทีร้อนรนหรือหงุดหงิดแต่อย่างใด เขายังคงยิ้มและอธิบายต่อไปว่า "เถ้าแก่ครับ รถจักรยานไฟฟ้าของผมคันนี้ มันไม่เหมือนกับรถจักรยานไฟฟ้าทั่วไปตามท้องตลาดที่คุณเคยเห็นหรอกนะครับ รถคันนี้น่ะ มีกำลังปีนป่ายขึ้นเนินที่ยอดเยี่ยมและสบาย ๆ มากเลยนะ อย่าว่าแต่ขับคนเดียวเลยครับ ต่อให้มีผู้ใหญ่นั่งซ้อนท้ายมาด้วยอีกคน มันก็ยังพุ่งทะยานขึ้นเนินได้แบบชิล ๆ เลยล่ะครับ"

"แถมที่สำคัญ ความเร็วสูงสุดของมัน สามารถบิดได้ทะลุ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยนะครับ ! "

"40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ? "

เถ้าแก่ถึงกับตกใจและเบิกตากว้าง เขาอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปพิจารณาและเพ่งมองรถเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่งคันนั้นอย่างละเอียดอีกครั้ง "น้องชาย เอ็งไม่ได้โม้ใช่ไหม ? รถคันนี้มันขับได้เร็วถึง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจริง ๆ  เหรอ แถมยังขับขึ้นเนินได้สบาย ๆ อีก ? "

เจิงอี้เต๋อหัวเราะร่วนพลางตอบว่า "ก็ต้องจริงสิครับ ! ผมเป็นคนขับมันมาเองกับมือนี่นา ผมเองก็เป็นคนฉงชิ่งเหมือนกัน ผมรู้สภาพถนนหนทางในเมืองนี้ดีพอ ๆ กับคุณนั่นแหละครับ ถ้าเกิดว่ารถคันนี้มันไม่มีปัญญาขับขึ้นเนินจริง ๆ คุณคิดว่าผมจะกล้าเอามันมาขับร่อนไปทั่วเมืองแบบนี้เหรอครับ ? "

"ขืนเป็นแบบนั้นจริง ๆ แค่เข็นรถขึ้นเนิน ผมคงเหนื่อยตายไปก่อนแล้วล่ะครับ"

"ถ้าเถ้าแก่ไม่เชื่อ จะลองขับทดสอบดูด้วยตัวเองก็ได้นะครับ หรือจะให้ผมเป็นคนขับแล้วให้คุณนั่งซ้อนท้าย ไปลองซิ่งดูสักรอบไหมล่ะครับ ? "

เมื่อได้รับคำท้าทายเช่นนี้ เถ้าแก่ก็เริ่มรู้สึกสนใจและอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาจริง ๆ

เขาพอจะรู้จักและคุ้นเคยกับรถจักรยานไฟฟ้าอยู่บ้าง แต่จากข้อมูลและประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาฟันธงได้เลยว่า รถประเภทนี้มันไม่เหมาะที่จะนำมาใช้งานในเมืองที่มีภูมิประเทศแบบฉงชิ่งเลยสักนิด แถมราคาก็ยังแพงหูฉี่อีกต่างหาก จึงไม่แปลกที่มันจะไม่ค่อยได้รับความนิยมและขายไม่ออก

แต่ในเมื่อไอ้หนุ่มตรงหน้ากล้าออกปากท้าทายและยืนยันหนักแน่นว่า รถคันนี้มันสามารถขับขึ้นเนินได้ แถมยังบิดได้เร็วถึง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เขาก็ชักอยากจะลองพิสูจน์ดูให้เห็นกับตาซะแล้วสิ

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตอบตกลงทันที "เอาสิ ! งั้นเอ็งขับให้ข้านั่งซ้อนท้าย ไปลองซิ่งดูสักรอบหน่อยซิ ข้าอยากจะเห็นนัก ว่ารถคันนี้มันจะเจ๋งและทรงพลังเหมือนที่เอ็งคุยโวเอาไว้หรือเปล่า ถึงขนาดบอกว่ามีคนซ้อนท้ายก็ยังปีนขึ้นเนินได้เนี่ย ! "

"ได้เลยครับ เถ้าแก่ ! งั้นเชิญขึ้นซ้อนท้ายมาเลยครับ เดี๋ยวผมจะพาไปซิ่งเปิดหูเปิดตาดูสักรอบ ! "

เจิงอี้เต๋อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

ไม่นานนัก เถ้าแก่ก็ขึ้นไปซ้อนท้ายรถจักรยานไฟฟ้า เจิงอี้เต๋อก็ไม่รอช้า บิดคันเร่งพารถพุ่งทะยานออกไปทันที เขาตั้งใจเลือกขับผ่านเนินลาดชันหลายแห่งเพื่อทดสอบสมรรถนะให้เถ้าแก่เห็นกับตา

"เชี่ยเอ๊ย ! รถคันนี้มันทรงพลังจริง ๆ ด้วยว่ะ ! มีคนซ้อนท้ายมาด้วยก็ยังปีนขึ้นเนินได้สบาย ๆ แถมยังขับได้เร็วปรู๊ดปร๊าดอีกต่างหาก..."

หลังจากที่ได้ร่วมทดสอบและสัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเอง เถ้าแก่ก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความทึ่ง

เจิงอี้เต๋อหัวเราะหึ ๆ ก่อนจะหันมาเสนอว่า "เป็นไงล่ะครับ เถ้าแก่ ! สนใจจะให้ผมส่งรถจักรยานไฟฟ้ารุ่นนี้ มาลองวางขายที่ร้านคุณสักสองสามคันดูไหมล่ะครับ ? "

พูดพลาง เจิงอี้เต๋อก็ปรายตามองเถ้าแก่ ล้วงกระเป๋าหยิบบุหรี่ออกมามวนหนึ่ง แล้วยื่นส่งให้อีกฝ่ายอย่างรู้มารยาท

เถ้าแก่รับบุหรี่มาจุดสูบ อัดควันเข้าปอดไปฟอดหนึ่ง สายตาก็ยังคงจับจ้องไปที่รถจักรยานไฟฟ้าเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่งคันนั้นอย่างไม่วางตา ก่อนจะเอ่ยปากตอบตกลง "เอาสิ ! งั้นก็ลองเอามาวางขายดูสักตั้ง เผื่อว่าจะขายออก"

"เยี่ยมไปเลยครับ ! ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวผมจะรีบให้คนจัดส่งรถมาให้ที่ร้านคุณทันทีเลยนะครับ"

เจิงอี้เต๋อดีใจจนเนื้อเต้น

ทว่า เถ้าแก่ก็รีบเอ่ยดักคอเอาไว้ก่อนว่า "แต่ข้าต้องตกลงกับเอ็งไว้ก่อนนะเว้ย ถ้าเกิดรถของเอ็งมันขายไม่ออกจริง ๆ ข้ามีสิทธิ์ที่จะขอส่งคืนพวกเอ็งได้นะ"

"วางใจได้เลยครับเถ้าแก่ ! ถ้ารถมันขายไม่ออกจริง ๆ คุณสามารถเรียกให้ผมมารับรถคืนไปได้ทุกเมื่อเลยครับ ! "

เจิงอี้เต๋อตบหน้าอกรับประกันอย่างหนักแน่น

เถ้าแก่พยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัยอีกครั้ง "เออ ว่าแต่... รถจักรยานไฟฟ้าของพวกเอ็งนี่มันเป็นของบริษัทไหนวะ ? ทำไมมันถึงได้บิดได้เร็วปรู๊ดปร๊าด แถมยังมีกำลังปีนขึ้นเนินได้แบบชิล ๆ  ขนาดนี้"

"มันทรงพลังและเหนือชั้นกว่ารถจักรยานไฟฟ้าแบรนด์อื่น ๆ แบบเทียบไม่ติดเลยว่ะ ! "

เจิงอี้เต๋อยิ้มและอธิบายด้วยความภาคภูมิใจว่า "รถจักรยานไฟฟ้าของเราเป็นของแบรนด์ 'เฟิงฉือ' ครับ รถคันนี้ก็คือรุ่น 'เฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง' ซึ่งในปัจจุบันนี้ บริษัทของเราเพิ่งจะมีรถรุ่นนี้วางจำหน่ายเพียงแค่รุ่นเดียวเท่านั้นครับ"

"และที่สำคัญ ผมจะขอบอกความลับให้เถ้าแก่รู้เอาไว้เลยนะ รถจักรยานไฟฟ้าของเราน่ะ ใช้เทคโนโลยีมอเตอร์ที่ล้ำสมัยที่สุด ซึ่งเป็น 'เทคโนโลยีมอเตอร์ความเร็วสูง' ที่เราไปกว้านซื้อสิทธิบัตรและนำเข้ามาจากประเทศอเมริกาเลยเชียวนะครับ ! "

"มันไม่ใช่แค่เทคโนโลยีมอเตอร์ความเร็วต่ำดาด ๆ แบบที่แบรนด์อื่น ๆ ในประเทศกำลังใช้งานกันอยู่หรอกนะครับ มันเอามาเทียบชั้นกันไม่ได้เลย ! "

"นอกจากนี้ ถ้าหากเถ้าแก่มีเวลาว่างลองเปิดดูช่อง 'สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมฉงชิ่ง' ในช่วงนี้ดูบ้าง คุณก็น่าจะได้เห็นภาพยนตร์โฆษณาโปรโมตรถจักรยานไฟฟ้ารุ่นเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง ของพวกเราผ่านตาบ้างแหละครับ"

เมื่อได้รับฟังคำอธิบาย เถ้าแก่ก็รู้สึกประหลาดใจและทึ่งเป็นอย่างมาก "ที่แท้รถคันนี้ก็ใช้เทคโนโลยีที่นำเข้ามาจากอเมริกาหรอกเรอะ ! มิน่าล่ะ มันถึงได้ทรงพลังและมีสมรรถนะที่ทิ้งห่างรถจักรยานไฟฟ้ารุ่นอื่น ๆ ไปไกลลิบลับขนาดนี้ ทั้งบิดได้เร็ว ทั้งปีนขึ้นเนินได้สบาย ๆ ..."

ด้วยความที่รถไฟฟ้ารุ่นเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง ได้ครอบครองและนำเทคโนโลยี 'มอเตอร์ความเร็วสูง' ซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียวในประเทศมาใช้งาน ทำให้มันกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไร้เทียมทานและไร้คู่ต่อกรในตลาดรถจักรยานไฟฟ้าอย่างสิ้นเชิง

ส่วนตลาดในนครฉงชิ่งนั้น ด้วยอุปสรรคและข้อจำกัดทางด้านภูมิประเทศ ทำให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตลาดรถจักรยานไฟฟ้าในเมืองนี้ เปรียบเสมือนดินแดนรกร้างที่ยังไม่เคยมีใครเข้าไปบุกเบิกและพัฒนาเลยแม้แต่น้อย

การเข้ามาบุกตลาดของเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง ในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการเป็น 'คนแรกที่กล้ากินปู' และในขณะเดียวกัน ก็เป็นแบรนด์เดียวที่มีศักยภาพและสมรรถนะเพียงพอที่จะกลืนกิน 'ปู' ตัวนี้ หรือยึดครองตลาดฉงชิ่งเอาไว้ได้สำเร็จ

ถึงแม้ว่าในช่วงแรกของการทำตลาดและการโปรโมต อาจจะต้องเผชิญกับความยากลำบากและอุปสรรคอยู่บ้าง ในการที่จะต้องพยายามให้ความรู้และเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภคในฉงชิ่ง ให้ยอมเปิดใจยอมรับรถจักรยานไฟฟ้า และเชื่อมั่นว่าเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง สามารถขับขึ้นเนินได้จริง ๆ มันย่อมต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเอง

แต่ทว่า กลยุทธ์ที่เจิงอี้เต๋อถ่ายทอดและแนะนำให้แก่ตัวแทนจำหน่ายทุกรายนำไปปรับใช้นั้น มันช่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมาสุด ๆ นั่นก็คือ หากมีลูกค้าคนไหนแสดงความสนใจหรือตั้งคำถาม ก็ให้ตัวแทนจำหน่ายขับรถจักรยานไฟฟ้าคันนั้น แล้วให้ลูกค้านั่งซ้อนท้าย พุ่งทะยานขึ้นเนินเพื่อทดสอบและสัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเองไปเลย !

และหลังจากที่ผ่านพ้นช่วงเริ่มต้นของการบุกเบิกตลาดอันแสนยากลำบากไปได้ เมื่อรถจักรยานไฟฟ้ารุ่นเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง เริ่มทยอยขายออกและเริ่มมีคนนำไปขับขี่ใช้งานบนท้องถนนในนครฉงชิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อบวกกับการบอกปากต่อปาก ของผู้ใช้งานจริง ประสานกับการทุ่มงบประมาณยิงโฆษณาผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมฉงชิ่ง และแรงเชียร์แรงผลักดันจากบรรดาตัวแทนจำหน่ายอย่างเต็มกำลัง ทำให้รถจักรยานไฟฟ้ารุ่นเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง กลายเป็นกระแสและได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในนครฉงชิ่งภายในเวลาอันรวดเร็ว และสามารถกวาดส่วนแบ่งและยึดครองตลาดทั่วทั้งเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จ...

และสำหรับบรรดาตัวแทนจำหน่ายนั้น การขายรถจักรยานธรรมดาสักคัน มันจะไปได้กำไรสักกี่บาทกันเชียว ?

แต่ทว่า การขายรถจักรยานไฟฟ้าเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง เพียงแค่คันเดียว พวกเขาสามารถฟันกำไรได้เหนาะ ๆ ถึงสองสามร้อยหยวนเลยทีเดียว !

คุณต้องไม่ลืมนะว่า ในปัจจุบันนี้ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของคนฉงชิ่งส่วนใหญ่ ก็ตกอยู่ที่ประมาณแปดถึงเก้าร้อยหยวนเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ขอเพียงแค่พวกเขาสามารถขายเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง ได้แค่สี่ถึงห้าคันต่อเดือน พวกเขาก็จะมีรายได้เทียบเท่ากับรายได้เฉลี่ยทั้งเดือนของคนทั่วไปแล้ว !

และยิ่งเมื่อชื่อเสียงและกระแสความนิยมของเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง เริ่มจุดติดและแพร่สะพัดไปทั่วเมือง บรรดาตัวแทนจำหน่ายเหล่านี้ จะสามารถขายรถไฟฟ้าได้แค่เดือนละสี่ห้าคันงั้นเหรอ ? เป็นไปไม่ได้หรอก ! ยอดขายของพวกเขาย่อมพุ่งกระฉูดทะลุเป้าอย่างแน่นอน

และด้วยผลตอบแทนและกำไรที่สูงลิ่วกว่าการขายรถจักรยานธรรมดาอย่างเทียบไม่ติดแบบนี้ เถ้าแก่ร้านจักรยานหลายต่อหลายแห่ง ถึงกับยอมทุบหม้อข้าวตัวเอง เปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ หันมาเป็นตัวแทนจำหน่ายที่ขายเฉพาะรถจักรยานไฟฟ้าเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่งเพียงอย่างเดียวเลยด้วยซ้ำ

แน่นอนว่า เรื่องราวความสำเร็จเหล่านี้ เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

และไม่ใช่แค่นครฉงชิ่งเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ ในเมืองเฉิงตู ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศและปัญหาที่คล้ายคลึงกับฉงชิ่ง ก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้แตกต่างกันเลย

เสน่ห์และสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของรถจักรยานไฟฟ้าเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง ย่อมเป็นที่ประจักษ์และดึงดูดใจผู้บริโภคในสองเมืองนี้ได้อย่างไร้ข้อกังขา

ส่วนในตลาดเมืองอื่น ๆ อย่างชิงเต่า, ฮุยจิง , ซีเซียง... และอีกมากมาย ทันทีที่รถจักรยานไฟฟ้าเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง ปรากฏตัวและลงสู่สนามแข่งขัน มันก็สามารถสร้างปรากฏการณ์ กวาดส่วนแบ่งและยึดครองตลาดได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำเอารถจักรยานไฟฟ้าแบรนด์คู่แข่งหน้าอื่น ๆ ถึงกับตั้งตัวไม่ติดและถูกตีจนแตกพ่ายราบเป็นหน้ากลอง

ก็แหงล่ะ สมรรถนะและประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ ของรถจักรยานไฟฟ้าแบรนด์อื่น ๆ เมื่อนำมาเทียบกับเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่งแล้ว มันห่างชั้นและแตกต่างกันเกินไป พวกเขาไม่ใช่คู่แข่งที่อยู่ในระดับหรือมาตรฐานเดียวกันเลยด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น การตั้งราคาของเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง ก็สูงกว่ารถจักรยานไฟฟ้าแบรนด์อื่น ๆ เพียงแค่สามถึงสี่ร้อยหยวนเท่านั้น

ถึงแม้จะให้ผู้บริโภคหลับตาเลือก หรือใช้แค่ปลายนิ้วเท้าคิด พวกเขาก็ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าควรจะเลือกซื้อแบรนด์ไหน !

ช่วงปลายเดือนสิงหาคม

หลี่เจ๋อเดินทางมาที่บริษัทรถพลังงานไฟฟ้าเฟิงฉือ เพื่อรับฟังการนำเสนอรายงานและสรุปยอดขายในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนสิงหาคมจากซ่งหมิง

"ประธานหลี่ครับ อิงจากข้อมูลและสถิติยอดขายจนถึงปลายเดือนสิงหาคมนี้ รถจักรยานไฟฟ้าเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง ของพวกเรา สามารถเปิดตลาดและเจาะเข้าสู่พื้นที่เมืองขนาดใหญ่ได้สำเร็จแล้วรวมทั้งสิ้น 17 เมืองครับ"

"โดยเมืองที่สามารถทำยอดขายได้สูงสุดและเป็นอันดับหนึ่ง ก็ยังคงเป็นตลาดเซี่ยงไฮ้เจ้าเก่าครับ เพียงระยะเวลาแค่ยี่สิบวัน ก็สามารถกวาดระนาบทำยอดขายไปได้สูงถึงกว่า 5,800 คัน ซึ่งตัวเลขนี้ พุ่งทะลุยอดขายรวมตลอดทั้งเดือนของเดือนที่ผ่านมาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ส่วนเมืองที่ทำยอดขายตามมาเป็นอันดับสองและสาม ก็คือนครฉงชิ่งและเมืองเฉิงตูครับ โดยสามารถทำยอดขายทะลุกำแพง 2,700 คัน และ 2,500 คันได้ตามลำดับครับ..."

ซ่งหมิงอธิบายและไล่เรียงข้อมูลยอดขายของแต่ละเมืองให้หลี่เจ๋อฟังอย่างละเอียดและเป็นระบบ

ข้อมูลและตัวเลขเหล่านี้ เป็นข้อมูลที่ถูกรวบรวมและสรุปจนถึงวันที่ 20 ของเดือนเท่านั้น ซึ่งก็ครอบคลุมยอดขายในช่วงสิบวันแรก และสิบวันกลางเดือนสิงหาคมนั่นเอง

ส่วนยอดขายในช่วงสิบวันสุดท้ายของเดือนนั้น เนื่องจากเดือนสิงหาคมยังไม่สิ้นสุดลง ข้อมูลและสถิติยอดขายที่แน่ชัด จึงยังไม่ถูกรวบรวมและส่งกลับมาให้รับทราบในทันที

"...ในช่วงครึ่งเดือนแรก ของเดือนสิงหาคม รถจักรยานไฟฟ้าเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง สามารถทำยอดขายรวมจากทั้ง 17 เมืองได้สูงถึงกว่า 31,000 คัน ! และสามารถกอบโกยรายได้รวมไปได้มากกว่า 80 ล้านหยวนครับ"

"ส่วนผลกำไรสุทธินั้น ก็ตกอยู่ที่ประมาณ 50 ล้านหยวนครับ..."

เนื่องจากต้นทุนในการผลิตรถจักรยานไฟฟ้าเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่งนั้น ยังไม่ถึง 600 หยวนเลยด้วยซ้ำ ยิ่งเมื่อมีการเดินเครื่องผลิตในปริมาณที่มหาศาล ต้นทุนเฉลี่ยต่อคันก็ยิ่งถูกหั่นและลดต่ำลงไปอีก ดังนั้น อัตราผลกำไรของบริษัทจึงพุ่งสูงปรี๊ดจนน่าตกใจ

และนี่เป็นเพียงแค่ข้อมูลยอดขายและรายได้จากช่วงยี่สิบวันแรกของเดือนสิงหาคมเท่านั้น หากประเมินและอ้างอิงจากสถานการณ์และแนวโน้มในปัจจุบัน

มันก็เป็นที่แน่นอนและการันตีได้เลยว่า ตลอดทั้งเดือนสิงหาคมนี้ รายได้รวมของบริษัทรถพลังงานไฟฟ้าเฟิงฉือ จะต้องพุ่งทะลุกำแพง 100 ล้านหยวนได้อย่างไร้ข้อกังขา !

การที่จู่ ๆ เขาก็มีบริษัทในเครือที่สามารถกอบโกยรายได้ทะลุหลักร้อยล้านหยวนต่อเดือนเพิ่มขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง มันย่อมทำให้หลี่เจ๋อรู้สึกพึงพอใจและมีความสุขเป็นอย่างมาก

หลังจากที่รับฟังรายงานสรุปยอดขายจากซ่งหมิงจนจบ หลี่เจ๋อก็พยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยถามว่า "แล้วเรื่องการก่อสร้างอาคารและสายการผลิตแห่งใหม่ในโรงงานล่ะ คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว ? เครื่องจักรและสายการผลิตพร้อมใช้งานหรือยัง ? "

ความจริงแล้ว ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานี้ ออเดอร์และยอดผลิตส่วนใหญ่ของรถจักรยานไฟฟ้าเฟิงฉือ หมายเลขหนึ่ง ได้ถูกแบ่งและว่าจ้างให้บรรดาโรงงานรับจ้างผลิตแห่งอื่น ๆ เป็นคนช่วยผลิตให้ ไม่อย่างนั้น ลำพังแค่สายการผลิตเดิมของโรงงาน ต่อให้จะเร่งเดินเครื่องและทำงานล่วงเวลาแบบสามกะตลอด 24 ชั่วโมง มันก็ไม่มีทางผลิตรถออกมาได้ทันและเพียงพอต่อความต้องการที่ล้นหลามของตลาดได้อย่างแน่นอน

ซ่งหมิงรีบตอบรายงานว่า "ในปัจจุบันนี้ โครงสร้างหลักของโรงงานได้ก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้วครับ ส่วนสายการผลิตก็ใกล้จะจัดส่งมาถึงแล้ว คาดว่าในช่วงต้นเดือนหน้าก็น่าจะสามารถทดสอบและปรับแต่งระบบจนเสร็จสิ้น และเริ่มเดินเครื่องผลิตอย่างเป็นทางการได้เลยครับ..."

หลังจากเดินทางออกจากบริษัทรถพลังงานไฟฟ้าเฟิงฉือ หลี่เจ๋อก็มุ่งหน้าไปที่บริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยี

เมื่อไม่กี่วันก่อน ซุนถิงเพิ่งจะรายงานให้เขาทราบว่า ขั้นตอนการยื่นเรื่องขอจดทะเบียนจัดตั้งกลุ่มบริษัท เจ๋อรัน โฮลดิงส์ กรุ๊ป และ บริษัท เจ๋อรัน อินเวสต์เมนต์ นั้น เสร็จสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลี่เจ๋อจึงได้จัดการโอนกรรมสิทธิ์หุ้นบริษัทเพนกวิน 46% และหุ้นของบริษัทเซี่ยซิง ไมโครอิเล็กทรอนิกส์อีก 10% ที่เขาถือครองอยู่ในนามส่วนตัว ให้เข้าไปอยู่ภายใต้การถือครองของบริษัทเจ๋อรัน อินเวสต์เมนต์ทั้งหมด

มันก็เป็นเพียงแค่การสวมเปลือกนิติบุคคลเพิ่มขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งเท่านั้น ในแง่ของความเป็นเจ้าของและผลประโยชน์ที่แท้จริง มันไม่ได้มีความแตกต่างอะไรเลย

ทว่า สำหรับเรื่องการประกาศรับสมัครบุคลากรของทั้งสองบริษัทนี้ กลับยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เสิ่นเชี่ยนหรูเป็นคนรับหน้าที่ช่วยคัดกรองเรซูเม่เบื้องต้น ควบคู่ไปกับการติดต่อใช้บริการบริษัทจัดหางานหลายแห่งให้ช่วยไปดึงตัวคนเก่ง ๆ มาให้

ก็แหงล่ะ สำหรับพนักงานระดับปฏิบัติการทั่วไป การเปิดรับสมัครคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่สำหรับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองบริษัทนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสาะหาบุคลากรระดับหัวกะทิที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ถึงจะสามารถรับมือและแบกรับความรับผิดชอบในตำแหน่งนี้ได้

เมื่อสองวันก่อน เสิ่นเชี่ยนหรูก็ได้รายงานความคืบหน้าให้หลี่เจ๋อรับทราบ โดยเธอบอกว่าได้คัดกรองเรซูเม่และคัดเลือกผู้สมัครที่เข้าตามาได้จำนวนหนึ่งแล้ว พร้อมทั้งได้ติดต่อแจ้งให้พวกเขาเดินทางมาสอบสัมภาษณ์ที่บริษัทในวันมะรืนนี้

ซึ่ง 'บริษัท' ที่ว่านี้ ก็คือ กลุ่มบริษัท เจ๋อรัน โฮลดิงส์ กรุ๊ป นั่นเอง

ก่อนหน้านี้ หลี่เจ๋อได้สั่งการให้เสิ่นเชี่ยนหรูไปดำเนินการเช่าพื้นที่สำนักงานแบบเหมาทั้งชั้น ในอาคารสำนักงานแห่งเดียวกับที่บริษัทเกม Legend และบริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยีตั้งอยู่ โดยใช้ชื่อของเจ๋อรัน โฮลดิงส์ กรุ๊ป และเจ๋อรัน อินเวสต์เมนต์ เป็นผู้ทำสัญญาเช่า

ทว่า น่าเสียดายที่ในอาคารแห่งนั้น ไม่มีพื้นที่ชั้นที่อยู่ติดหรือเชื่อมต่อกับชั้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยี หรือเกม Legend หลงเหลืออยู่แล้ว พวกเขาจึงต้องไปเช่าพื้นที่ที่ชั้น 37 แทน

แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากมายนัก ต่อจากนี้ไป ทั้งกลุ่มบริษัทเจ๋อรัน โฮลดิงส์ กรุ๊ป และบริษัทเจ๋อรัน อินเวสต์เมนต์ ก็จะใช้พื้นที่บนชั้น 37 เป็นสถานที่ปฏิบัติงานหลัก

นอกจากนี้ เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน แพลตฟอร์ม iMusic ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวและให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว

สำหรับในตลาดประเทศเซี่ย แพลตฟอร์มนี้อาจจะยังไม่สามารถแสดงศักยภาพหรือสร้างผลกระทบอะไรได้มากมายนัก หน้าที่หลักของมันก็เพียงแค่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานเครื่องเล่น MP3 รุ่น Z1 และ D1 ในการดาวน์โหลดเพลงเท่านั้น

ในเรื่องของลิขสิทธิ์เพลงดิจิทัลในประเทศ ณ ปัจจุบัน... ถือว่าปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ระบาดและเกลื่อนกลาดไปทั่ว แถมกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่รัดกุมและครอบคลุมพอ

ต่อให้หลี่เจ๋ออยากจะผลักดันระบบการเก็บค่าธรรมเนียมในการดาวน์โหลดเพลง มันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ในเมื่อผู้บริโภคชาวเซี่ยเคยชินกับการดาวน์โหลดเพลงจากอินเทอร์เน็ตมาฟังฟรีๆ จนเป็นนิสัยไปแล้ว พวกเขาย่อมไม่มีทางยอมรับและยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินเพื่อดาวน์โหลดเพลงอย่างแน่นอน

แต่ทว่า สำหรับตลาดอเมริกา สถานการณ์กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ที่นั่นให้ความสำคัญและเคารพในเรื่องของลิขสิทธิ์เป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะแอบไปหาดาวน์โหลดเพลงฟรี ๆ จากโลกอินเทอร์เน็ต แต่มันก็เป็นเพียงแค่การแอบทำในสเกลเล็ก ๆ เท่านั้น

หากเมื่อใดก็ตาม ที่การกระทำเหล่านั้นล้ำเส้นและไปกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์เข้าล่ะก็ แพลตฟอร์มที่เปิดให้ดาวน์โหลดเพลงเถื่อน หรือแม้กระทั่งบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้อง ก็จะต้องเตรียมตัวรับมือกับการถูกฟ้องร้องและเผชิญหน้ากับข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ในชั้นศาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับรายละเอียดและทิศทางการดำเนินงานของแพลตฟอร์ม iMusic ในอเมริกานั้น หลี่เจ๋อก็ได้มอบอำนาจสิทธิ์ขาดและมอบหมายให้หลินเยว่เป็นผู้รับผิดชอบดูแลแต่เพียงผู้เดียว

ในปัจจุบันนี้ แพลตฟอร์มเพิ่งจะเปิดให้บริการมาได้เพียงแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น สถานการณ์และตัวเลขที่แน่ชัด จึงยังไม่สามารถสรุปหรือประเมินผลได้

แต่จากที่หลินเยว่เคยรายงานและเสนอแผนงานให้เขาทราบก่อนหน้านี้ เธอได้ตัดสินใจกำหนดราคาสำหรับการดาวน์โหลดเพลงดิจิทัลจากคลังเพลงของสองสมาคมยักษ์ใหญ่ที่เจ๋อรัน เทคโนโลยีเพิ่งจะซื้อลิขสิทธิ์มา โดยตั้งราคาดาวน์โหลดเอาไว้ที่ 99 เซนต์ ต่อหนึ่งเพลง

การจ่ายเงิน 99 เซนต์เพื่อแลกกับเพลงหนึ่งเพลง สำหรับชาวอเมริกันที่เคยชินกับวัฒนธรรมที่ 'ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีราคา' นั้น มันก็ไม่ใช่ราคาที่แพงหรือยากที่จะยอมรับได้ ก็แหงล่ะ ในประเทศอเมริกา แค่จะเปิดโทรทัศน์ดูรายการปกติ ก็ยังต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าสมาชิกเป็นรายเดือนเลย !

เมื่อมาถึงบริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยี เพียงไม่นานนัก ซุนถิงก็เดินเข้ามาในห้องทำงานของหลี่เจ๋อ

"ประธานหลี่คะ เรื่องที่คุณเคยมอบหมายให้ฉันไปติดต่อสอบถามหน่วยงานราชการของเซี่ยงไฮ้ เกี่ยวกับการขออนุมัติและจัดสรรที่ดินสำหรับก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่นั้น ทางหน่วยงานของเซี่ยงไฮ้เพิ่งจะติดต่อกลับมาเพื่อให้คำตอบแล้วค่ะ"

"พวกเขาแจ้งว่า ในช่วงปลายปีนี้ จะมีการนำที่ดินหลายแปลงออกมาเปิดประมูล ให้ภาคเอกชนร่วมแข่งขันค่ะ เมื่อถึงเวลานั้น กลุ่มบริษัทเจ๋อรัน โฮลดิงส์ กรุ๊ป ของเรา ก็สามารถยื่นเรื่องและเข้าร่วมประมูลได้เลยค่ะ..."

เมื่อได้ยินรายงานของซุนถิง หลี่เจ๋อก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามว่า "แล้วทางเซี่ยงไฮ้ได้เปิดเผยหรือให้รายละเอียดไหม ว่าที่ดินที่จะนำออกมาประมูลในช่วงปลายปีนี้ ตั้งอยู่ที่พิกัดไหนบ้าง ? "

ซุนถิงตอบว่า "เรื่องนี้พวกเขายังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดที่แน่ชัดค่ะ เพียงแค่เกริ่นมาคร่าว ๆ ว่าที่ดินส่วนใหญ่นั้นตั้งอยู่ในเขตผู่ตงใหม่ ค่ะ ส่วนพิกัดและรายละเอียดที่ชัดเจน คงต้องรอให้พวกเขาประกาศอย่างเป็นทางการอีกสักระยะหนึ่งค่ะ..."

หลี่เจ๋อพยักหน้ารับเบา ๆ "ที่ดินในเขตผู่ตงใหม่งั้นเหรอ... ก็ถือว่าใช้ได้นะ ถ้าประมูลมาได้สักแปลงเพื่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่ มันก็ถือว่าเหมาะสมและดูดีทีเดียว"

"แต่ในเมื่อกำหนดการประมูลมันตั้งปลายปี ถ้าอย่างนั้นก็ยังไม่ต้องรีบร้อนอะไร ปล่อยผ่านไปก่อนก็แล้วกัน..."

ช่วงบ่าย หลี่เจ๋อก็ได้เดินทางลงไปที่บริษัทเกม Legend

จุดประสงค์หลักในการมาเยือนครั้งนี้ ก็เพื่อสอบถามและติดตามความคืบหน้าเรื่องการเปิดรับสมัครบุคลากรของกลุ่มบริษัทเจ๋อรัน โฮลดิงส์ กรุ๊ป และบริษัทเจ๋อรัน อินเวสต์เมนต์ จากเสิ่นเชี่ยนหรู

เป้าหมายหลักในการเปิดรับสมัครบุคลากรระดับสูงในครั้งนี้ หลี่เจ๋อมุ่งเน้นไปที่ตำแหน่ง ผู้ช่วยทั่วไปประจำสำนักงานประธานกรรมการ และผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน สำหรับกลุ่มบริษัทเจ๋อรัน โฮลดิงส์ กรุ๊ป ควบคู่ไปกับตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร สำหรับบริษัทเจ๋อรัน อินเวสต์เมนต์

สำหรับตำแหน่งบริหารระดับสูงและเป็นหัวใจสำคัญเหล่านี้ หลี่เจ๋อตั้งใจที่จะลงสนามเป็นผู้สัมภาษณ์และคัดเลือกผู้สมัครด้วยตัวเอง และกำหนดการสัมภาษณ์ ก็ถูกระบุและกำหนดไว้ในช่วงเช้าของวันมะรืนนี้

ส่วนตำแหน่งอื่น ๆ ที่มีความสำคัญลดหลั่นลงมา อย่างเช่น ตำแหน่งผู้ช่วยคนอื่น ๆ หรือพนักงานธุรการประจำสำนักงานประธานกรรมการ ของเจ๋อรัน โฮลดิงส์ กรุ๊ป เขาก็ปัดความรับผิดชอบและมอบหมายให้เสิ่นเชี่ยนหรูเป็นคนคัดกรองและสัมภาษณ์ให้เลย

ซึ่งผู้สมัครในตำแหน่งเหล่านั้น จะถูกนัดหมายให้เดินทางมาสัมภาษณ์ที่บริษัทเจ๋อรัน โฮลดิงส์ กรุ๊ป ในช่วงบ่ายของวันมะรืนนี้

ในปัจจุบันนี้ ด้วยจำนวนบริษัทและธุรกิจในเครือภายใต้การครอบครองของหลี่เจ๋อที่เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทีมผู้ช่วยมืออาชีพ เข้ามาช่วยสนับสนุนและแบ่งเบาภาระงานของเขา

ประจวบเหมาะกับที่เขาเพิ่งจะจดทะเบียนจัดตั้งกลุ่มบริษัทขึ้นมาพอดี เขาจึงตัดสินใจใช้โอกาสนี้ สร้างและวางโครงสร้างให้กับ 'สำนักงานประธานกรรมการ' ให้เป็นรูปเป็นร่างอย่างเป็นทางการ

"ประธานหลี่คะ นี่คือเรซูเม่และประวัติส่วนตัวของผู้สมัครที่บรรดาบริษัทจัดหางานคัดกรองและส่งมาแนะนำให้เราค่ะ รบกวนคุณลองตรวจสอบดูคร่าว ๆ ก่อนนะคะ..."

เสิ่นเชี่ยนหรูยื่นแฟ้มเอกสารให้หลี่เจ๋อ ก่อนหน้านี้เขาเอาแต่ยุ่งจนไม่มีเวลาได้เปิดดูเลย

หลี่เจ๋อรับแฟ้มเอกสารมาเปิดอ่านและกวาดสายตาสำรวจรายละเอียดคร่าว ๆ โดยพื้นฐานแล้ว ในแต่ละตำแหน่ง จะมีผู้สมัครที่ผ่านเกณฑ์และถูกคัดเลือกให้เป็นตัวเต็งอยู่ประมาณสามถึงสี่คน

ในขณะที่กำลังพลิกอ่านและพิจารณาเรซูเม่ของผู้สมัครอยู่นั้น จู่ๆ หลี่เจ๋อก็ชะงักไปเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วเข้าหากันพลางเอ่ยถามว่า "ผู้สมัครที่ชื่อ 'มู่ชิงหลาน' คนนี้ เธอเป็นแค่นักศึกษาจบใหม่งั้นเหรอ ? "

"บริษัทจัดหางานบริษัทไหนกันเนี่ย ที่กล้าเสนอชื่อคนโปรไฟล์แบบนี้ ให้มาสัมภาษณ์ในตำแหน่งผู้ช่วยทั่วไปประจำสำนักงานประธานกรรมการ ถึงแม้ว่าประวัติการศึกษาของเธอจะดูโดดเด่นและหรูหราเอาเรื่องอยู่ก็เถอะ จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยจิงต้า แถมยังจบปริญญาโทจากคณะบริหารธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในอเมริกาซะด้วย"

"แต่ทว่า เธอเพิ่งจะเรียนจบและบินกลับมาที่ประเทศในปีนี้เอง ประสบการณ์ทำงานที่เธอมี ก็มีแค่การฝึกงานเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ไม่ได้มีประสบการณ์การทำงานจริง ๆ จัง ๆ เลยแม้แต่น้อย คนแบบนี้จะสามารถรับมือและแบกรับภาระหน้าที่ในตำแหน่งผู้ช่วยทั่วไปได้ยังไงกัน ? "

"ตำแหน่งผู้ช่วยทั่วไปประจำสำนักงานประธานกรรมการ ของเจ๋อรัน โฮลดิงส์ กรุ๊ปน่ะ มีหน้าที่หลักคือต้องคอยช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระผม ในการประสานงานและบริหารจัดการบริษัทลูกทั้งหมดในเครือเลยเชียวนะ"

"ต่อให้เธอจะมีวุฒิการศึกษาที่สูงลิ่ว แถมมหาวิทยาลัยที่เธอจบมา ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ล้วนแต่เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับท็อปของประเทศและของโลกก็ตาม แต่ในเมื่อเธอไม่มีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องเลยสักนิด นี่จะให้ผมมานั่งสอนงานและจับมือทำทุกอย่าง ค่อย ๆ ปลุกปั้นเธอขึ้นมาตั้งแต่ศูนย์หรือยังไงกัน ? "

เมื่อได้ยินคำบ่นของหลี่เจ๋อ เสิ่นเชี่ยนหรูก็อ้าปากค้าง ก่อนจะเอ่ยถามหยั่งเชิงด้วยความระมัดระวังว่า "ประธานหลี่คะ ถ้าอย่างนั้น... เดี๋ยวฉันจะติดต่อไปแจ้งให้เธอทราบ ว่าวันมะรืนนี้เธอไม่ต้องเดินทางมาสัมภาษณ์ที่บริษัทแล้ว ดีไหมคะ ? "

หลี่เจ๋อนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวตอบว่า "ช่างมันเถอะครับ ในเมื่อก่อนหน้านี้เราเป็นฝ่ายติดต่อและนัดหมายให้เธอมาสัมภาษณ์แล้ว การจะไปปฏิเสธและยกเลิกนัดแบบกะทันหัน มันก็คงจะดูเสียมารยาทและไม่ค่อยเป็นมืออาชีพสักเท่าไหร่"

"เพราะยังไงซะ มันก็เป็นแค่ขั้นตอนการสัมภาษณ์เท่านั้น ถึงเวลานั้น ถ้าเห็นว่าไม่เหมาะสม ก็แค่ไม่รับเธอเข้าทำงานก็สิ้นเรื่องครับ"

"ตกลงค่ะ ! "

เสิ่นเชี่ยนหรูพยักหน้ารับ และไม่ได้เอ่ยถามอะไรเพิ่มเติมอีก

จบบทที่ บทที่ 83: อีกหนึ่งบริษัทที่กวาดรายได้ทะลุร้อยล้านต่อเดือน !

คัดลอกลิงก์แล้ว