- หน้าแรก
- ก้าวสู่อันดับหนึ่ง ด้วยบัคเกมบำเพ็ญเซียน
- ตอนที่ 114 ไม่ได้ร่วมหอลงโรง ได้นอนกอดก็ยังดี (ฟรี)
ตอนที่ 114 ไม่ได้ร่วมหอลงโรง ได้นอนกอดก็ยังดี (ฟรี)
ตอนที่ 114 ไม่ได้ร่วมหอลงโรง ได้นอนกอดก็ยังดี (ฟรี)
ตอนที่ 114 ไม่ได้ร่วมหอลงโรง ได้นอนกอดก็ยังดี
ในฉากป่า
เจียงหลิวกับฟู่ฉีหลัวยืนประจันหน้ากันห่างสิบเมตร กลิ่นอายบนร่างค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น
ในเสี้ยววินาทีที่นับถอยหลังการต่อสู้สิ้นสุด ทั้งสองคนทำท่าเดียวกัน
“ตราผนึกสุริยา!”
“ตราผนึกสุริยา!”
เจียงหลิวกับฟู่ฉีหลัวปล่อยตราผนึกสุริยาใส่อีกฝ่ายพร้อมๆ กัน แสงตราสีแดงเพลิงสองสายเฉียดผ่านกันกลางอากาศ แล้วลอยอยู่เหนือศีรษะของทั้งสองฝ่าย
ในพริบตา เจียงหลิวก็รู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้ง ราวกับแรงโน้มถ่วงถูกเปลี่ยน เท้าทั้งสองเหยียบพื้นจนเกิดรอยเท้าบาดลึก
มีผล แต่เขายังขยับได้อยู่!
ไก่อ่อนฟู่ฉีหลัวยังลดความคล่องตัวฉันได้ประมาณครึ่งหนึ่ง อาวุธวิญญาณระดับต่ำยังโหดหินจริงๆ
เจียงหลิวสัมผัสได้ถึงความเร็ว และความคล่องตัวที่ลดลงหลังถูกดีบัฟ แล้วร้องอุทานออกมา
อาวุธวิญญาณระดับต่ำ อยากได้จัง!
“ทำไมนายถึงมีตราผนึกสุริยาด้วย?!”
จู่ๆ เสียงร้องตกใจก็ดังมาจากไม่ไกล ฟู่ฉีหลัวนิ่งอยู่กับที่ มองตราผนึกสุริยาเหนือศีรษะ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
ตราผนึกสุริยาอยู่ในมือเธอชัดๆ แล้วตราผนึกสุริยาของศิษย์น้องมาจากไหน?
ฟู่ฉีหลัวสีหน้ามึนงง เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ทำไมฉันก็มีเหรอ?
แน่นอนว่าตัวเกมแจกให้ไง!
ทีมผู้พัฒนาฝ่ายออกแบบเนื้อเรื่อง เห็นแก่หน้าอาวุธเร้นลับระดับสูง นายได้รับสิทธิ์งดโดนด่าสามชั่วโมง
เจียงหลิวเห็นสีหน้ามึนๆ ของฟู่ฉีหลัวแล้ว อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เขายกเท้าอย่างยากลำบาก ฝืนพลังสะกดกายก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
จากนั้น...
“เคลื่อนดาราพลิกฟ้า!”
เจียงหลิวล็อกเป้าตราผนึกสุริยา ( จำลอง ) เหนือศีรษะฟู่ฉีหลัว แล้วใช้เคลื่อนดาราพลิกฟ้าโดยตรง!
วินาทีต่อมา
มิติสลับตำแหน่ง เขาปรากฏอยู่เหนือศีรษะฟู่ฉีหลัวแล้ว ร่างกายร่วงลงมา กดทับร่างฟู่ฉีหลัวอย่างหนักหน่วง
อะไรกัน?
ถึงกับให้แตะได้แล้วเหรอ?
เจียงหลิวสัมผัสถึงความนุ่มนิ่มอย่างยิ่งที่ส่งมาจากใต้ร่าง ก็อดเผยสีหน้าประหลาดใจไม่ได้ ยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว
ถึงกับยังให้ลูบได้อีก!
งั้นฉันก็ไม่เกรงใจแล้วนะ
วินาทีต่อมา.
เขาก็ถูกพลิกคว่ำลงพื้น
ฟู่ฉีหลัวลุกขึ้นยืนหอบหายใจ สีหน้าแดงเรื่อ ถลึงตามองเจียงหลิวแวบหนึ่ง ยกมือเรียกตราผนึกสุริยามา ตอนกำลังจะสะกดอีกครั้ง แสงกระบี่ห้าสีก็สะท้อนเข้ามาในดวงตาแล้ว
“คมกระบี่ห้าธาตุ!”
ในเมื่อถูกพลิกคว่ำแล้ว เจียงหลิวก็ไม่มีอะไรต้องออมมืออีก ฟันตรงๆ เลย
[ ต่อสู้ชนะ ]
[ คุณได้รับค่าบำเพ็ญ 0.5% ]
[ ผ่านด่านแล้ว ต้องการดำเนินต่อหรือไม่ ]
[ ใช่ ]
“ตอนฉันขั้นหลอมปราณระดับสิบยังฆ่ากุยเมี่ยเฉินที่เธอสู้ไม่ชนะได้แล้ว ตอนนี้ฉันขั้นก่อรากฐานขั้นกลางแล้ว เธอบอกสิว่าจะมาวางท่ากับสามีตัวเองทำไม”
เจียงหลิวเบ้ปาก หลังจากเอาชนะฟู่ฉีหลัวแล้ว ก็เข้าสู่ด่านสุดท้ายของบทที่สามโดยตรง
ด่าน 3-10 เข้า!
[ คุณเอาชนะฟู่ฉีหลัวแล้ว ก้มหน้ามองฟู่ฉีหลัวที่ล้มอยู่บนพื้นไม่อาจลุกขึ้นได้ ความอึดอัด และคับแค้นจากการถูกหลอกก่อนหน้านี้ล้วนถูกระบายออกมาทั้งหมดในเวลานี้ ]
[ “ศิษย์พี่ ท่านอ่อนแอเกินไปแล้ว” คุณมองฟู่ฉีหลัวจากที่สูงแล้วพูด ในใจมีความสุขและสบายใจที่บอกไม่ถูก ]
[ คำพูดสั้นๆ เพียงประโยคเดียวของคุณ ราวกับลูกศรแหลมคมแทงทะลุหัวใจฟู่ฉีหลัว ทำให้ฟู่ฉีหลัวพังทลายลงในทันที ]
[ “ข้ารู้! ตัวข้าเองก็รู้ดีอยู่แล้ว!” ฟู่ฉีหลัวเหมือนถูกฉีกเปลือกนอกอันเปราะบางออก สีหน้าบิดเบี้ยว ตะโกนเสียงแหลมใส่คุณ “ข้าก็แค่รากวิญญาณธาตุน้ำ ไม้อันแสนธรรมดาที่สุด ไม่มีอาวุธเร้นลับ วิชาเร้นลับอันแข็งแกร่ง ไม่มีกายเซียนโอบอุ้ม ข้าก็แค่หนึ่งในผู้บำเพ็ญเซียนธรรมดานับร้อยล้านคน แล้วข้าจะมีทำอะไรได้!” ]
[ “ศิษย์น้อง เจ้าไม่มีวันเข้าใจหรอก” ฟู่ฉีหลัวยิ้มเศร้ากล่าว “ด้วยพรสวรรค์ของข้า ต่อให้ทุ่มทรัพยากรทั้งหมดลงไปกับการฝึก ก็ยังเพิ่งบรรลุขั้นก่อรากฐานตอนอายุสามสิบเจ็ด หากไม่พึ่งพลังของวังมารหน้าผี ต่อให้ข้าอายุหนึ่งร้อย ก็อาจยังไม่บรรลุขั้นก่อรากฐานขั้นปลายในตอนนี้! ชาตินี้อย่างมากก็ได้แค่ขั้นแก่นทองเท่านั้น!” ]
[ “คนอย่างข้า อยู่ในสำนักเสินเวยอาจใช้ชีวิตได้ดีขึ้นบ้าง แต่ในพันธมิตรเซียนไท่อี้ ในทั้งโลกเซียน ไม่นับว่าเป็นอะไรเลย!” ]
[ “ข้าไม่ยอม! ข้าไม่ยอม! ข้าก็อยากบรรลุเซียนเหมือนกัน!” ]
[ คุณได้ยินเสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความไม่ยอมของฟู่ฉีหลัว แล้วตกอยู่ในความเงียบ คุณไม่เข้าใจ และไม่อาจเข้าใจได้ว่าการอายุสามสิบเจ็ดถึงค่อยก่อรากฐานนั้นเป็นความน่าจะเป็นแบบไหน อย่างไรเสียคุณเพิ่งบำเพ็ญเซียนมาแค่เดือนกว่าๆ ก็จากคนธรรมดากลายเป็นขั้นก่อรากฐานขั้นกลางแล้ว ]
ตัวเอกเงียบไป เจียงหลิวก็เงียบไปเช่นกัน
สามสิบเจ็ดปี!
อายุของฟู่ฉีหลัวถึงกับเกินสามสิบเจ็ดปี!
แก่กว่าฉันมากกว่าหนึ่งรอบ!
“ดูไม่ออกเลย ดูไม่ออกเลยจริงๆ”
เจียงหลิวจ้องฟู่ฉีหลัวในภาพ มองอย่างละเอียดตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่หลายรอบ ไม่ว่าจะมองยังไงก็เหมือนพี่สาวอายุยี่สิบห้ายี่สิบหกเท่านั้นเอง
บำเพ็ญเซียนนี่ช่างมหัศจรรย์จริงๆ
[ คุณเงียบไปนาน ในใจมีการคาดเดาอย่างหนึ่ง เอ่ยปากถามว่า “ศิษย์พี่ ข้อตกลงที่ท่านจะทำกับวังมารหน้าผี เกี่ยวข้องกับพรสวรรค์ของท่านใช่ไหม?” ]
[ “ใช่” ฟู่ฉีหลัวดวงตาคลอน้ำ ใบหน้างามซีดเล็กน้อย แหงนหน้ามองคุณ อ้อนวอนว่า “ศิษย์น้อง เอาตราผนึกสุริยาให้ข้า ให้ข้าไปวังมารหน้าผีเถอะ หลังข้ากลับมา เจ้าอยากให้ข้าทำอะไร ข้าก็จะทำให้ ข้าจะเชื่อฟังเจ้าทุกอย่าง ขอร้องละ!” ]
[ เผชิญหน้ากับคำอ้อนวอนอย่างขมขื่นของฟู่ฉีหลัว คุณไม่เพียงไม่เห็นใจ กลับยิ่งมีความสุขมากขึ้น ส่ายหน้าโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ไม่ได้ อันตรายเกินไป ข้าไม่มีทางปล่อยให้ท่านไปเพียงลำพังเด็ดขาด” ]
[ “อันตราย?” ฟู่ฉีหลัวยิ้มเศร้า “พวกเราผู้บำเพ็ญเซียนฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตา มีตอนไหนไม่อันตรายบ้าง? การเดินทางครั้งนี้ข้าเตรียมใจตายไว้แล้ว ศิษย์น้อง เจ้าปล่อยข้าไปเถอะ” ]
[ คุณยังคงส่ายหน้า แล้วพูดกับฟู่ฉีหลัวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ศิษย์พี่ ข้าจะไปที่นั่นพร้อมกับท่าน!” ]
[ “ไม่ได้เด็ดขาด!” ฟู่ฉีหลัวกรีดร้องออกมาโดยไม่รู้ตัว ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “ศิษย์น้อง เจ้ามีพรสวรรค์เหนือผู้คน มีพรสวรรค์เซียน หากเจ้าตายในมือผู้บำเพ็ญมาร ย่อมเป็นความสูญเสียของฝ่ายธรรมะอย่างแน่นอน ข้าไม่มีทางปล่อยให้เรื่องส่วนตัว ทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตรายได้!” ]
[ เผชิญหน้ากับการปฏิเสธของฟู่ฉีหลัว คุณสีหน้าแน่วแน่ “ข้าตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวังมารหรือขุมนรก ศิษย์พี่ ข้าก็ยินดีเดินทางร่วมกับท่าน เผชิญวิกฤตไปด้วยกัน!” ]
[ “ศิษย์น้อง...” ฟู่ฉีหลัวถูกความตั้งใจของคุณทำให้ซาบซึ้งอย่างลึกซึ้ง ดวงตาคลอน้ำ มองคุณด้วยความรักอันลึกซึ้ง ]
[ “ศิษย์พี่...” คุณสัมผัสได้ถึงความรักของฟู่ฉีหลัว ก็มองฟู่ฉีหลัวด้วยใบหน้าเปี่ยมรักเช่นกัน ]
[ หลังสบตากันสิบกว่าวินาที ใบหน้าฟู่ฉีหลัวพลันแดงระเรื่อไปทั้งหน้า ก้มหน้าลง เสียงเบาราวยุงว่า “ศิษย์น้อง คืนนี้ข้าจะเชื่อฟังเจ้าทุกอย่าง” ]
[ “จริงเหรอ?!” คุณตื่นเต้นแล้ว! ]
[ “ตราบใดที่เจ้าไม่ผิดต่อข้า ข้าย่อมไม่ผิดต่อเจ้า” ]
[ กลางคืนมาเยือน คุณเข้าสู่ห้องหลักของฟู่ฉีหลัว ]
เจียงหลิว “...”
ตอนเขาเห็นเนื้อเรื่องช่วงนี้ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ทั้งรักทั้งผูกพัน ยังไงคำพวกนี้เขาก็พูดไม่ออก หวานเลี่ยนเกินไปแล้ว
“คืนนี้เชื่อฟังฉันทุกอย่าง มาอีกแล้วใช่ไหม?”
เจียงหลิวเบ้ปาก เขาถูกฟู่ฉีหลัวหลอกล่อมาหลายครั้งแล้ว จะไม่หลงกลอีกเด็ดขาด
วินาทีต่อมา
มุมมองพระเจ้าหายไปกะทันหัน ตรงหน้าพลันมืดสลัว
เมื่อเขาได้สติอีกครั้ง ตัวเองก็เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง ปรากฏตัวในห้องหลักของฟู่ฉีหลัวแล้ว!
หืม?
เอาจริงเหรอ?
ฉันไม่เชื่อหรอก
เจียงหลิวเบิกตาเล็กน้อย สูดลมหายใจเบาๆ กลิ่นหอมจางๆ ชื่นใจลอยเข้าสู่ลมหายใจ ทำให้จิตใจเขาตื่นตัวขึ้นทันที
ภายในห้องมีแสงเทียนสลัว แสงจันทร์กระจ่างส่องลอดหน้าต่างเข้ามา ใต้แสงจันทร์ ฟู่ฉีหลัวกำลังนั่งอยู่ริมเตียง สวมผ้าโปร่งสีแดงบางเบาทั้งชุด เผยผิวขาวดุจหิมะเป็นผืนใหญ่ ขาเรียวยาวขาวนุ่มคู่หนึ่งไขว้พันกัน ก้มหน้าห่อตัว ดูประหม่าอย่างยิ่ง
“ซี๊ด!”
เจียงหลิวเห็นฟู่ฉีหลัวแต่งตัวกล้าหาญขนาดนี้ ก็อดสูดลมหายใจเย็นไม่ได้ ลูกตาแทบจะถลนออกมาแล้ว
ผ้าโปร่งสีแดงบางเบานี้... ใหญ่กว่าชุดว่ายน้ำแค่นิดเดียว แทบปกปิดอะไรไม่อยู่เลย
“ศิษย์พี่ เจ้าคิดจะทำอะไร?”
เจียงหลิวกลืนน้ำลายเงียบๆ น้ำเสียงสั่นเครือ “เธออย่าทดสอบฉันนะ ฉันเข้าใจ ดูได้แต่แตะไม่ได้ใช่ไหมล่ะ?”
ฟู่ฉีหลัวก้มหน้าลึก น้ำเสียงเบามากตอบว่า “ตามใจเจ้าเถอะ”
เฮ้พวก ดูไว้นะ นี่เธอพูดเองนะ!
เธอบอกว่าตามใจฉันแล้ว ต่อจากนี้เกิดอะไรขึ้นก็โทษฉันไม่ได้นะ และห้ามแบนบัญชีฉันด้วย เข้าใจไหม?
เจียงหลิวเก็บสีหน้าเคลิบเคลิ้มกลับมา สีหน้าเคร่งขรึม ประสานมือคารวะฟู่ฉีหลัวอย่างจริงจัง แล้วพูดเสียงทุ้ม “ศิษย์พี่ โปรดอภัยให้ศิษย์น้องที่เสียมารยาท!”
จากนั้น เขาก็พุ่งเข้าใส่
เชี่ย!
แตะได้จริงเหรอ?
ทีมผู้พัฒนา งดด่าสามวัน!
ถ้าถอดได้ละก็ งดด่าหนึ่งเดือน!
เจียงหลิวตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ อะดรีนาลีนพุ่งสูง ฮอร์โมนเพศชายทะลักเข้าสมอง
แควก!
ผ้าโปร่งสีแดงบางเบากลายเป็นเศษผ้าปลิวว่อน!
เผยให้เห็นใต้ผ้าแดงนั้น เป็นโมเสกขาวเนียนผืนแล้วผืนเล่า!
เจียงหลิว “!!!!”
เสียงวิ้งดังขึ้น!
เจียงหลิวรู้สึกเหมือนถูกอัสนีสวรรค์หมื่นสายผ่าใส่หัว สมองดังวิ้งๆ ดวงตาเหม่อลอยมองฟู่ฉีหลัวที่เต็มไปด้วยโมเสกทั้งตัว น้ำเสียงเจือแววสะอื้น “ไม่เล่นแบบนี้สิ นี่คู่บำเพ็ญของฉันนะ!”
ฟู่ฉีหลัวเป็นคู่บำเพ็ญของฉันนะ ผ่านการบ่มเพาะความรู้สึกมาทั้งบทเต็มๆ เลยนะ!
เธอบอกว่าได้แล้ว แต่ฟังก์ชันสิบแปดบวกของเกมกลับบอกว่าไม่ได้ แบบนี้ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด
แกล้งเด็กหนุ่มทุกวี่วัน พวกนายรู้สึกสะใจมากใช่ไหม?
แม่งเอ้ย!
เจียงหลิวสีหน้าไม่น่าดู มองโมเสกบนร่างฟู่ฉีหลัวที่แสบตาอย่างยิ่ง กัดฟัน แล้วหลับตาโดยตรง
โมเสกก็โมเสกเถอะ ฉันจะถือว่ามันไม่มีอยู่ก็แล้วกัน!
ยังไงหลับตาก็เหมือนกัน ฉันยอมรับแล้ว!
เขาหลับตา ถอดอุปกรณ์บนตัวอย่างรวดเร็ว ถอดอุปกรณ์ทั้งสิบแปดชิ้นออกทั้งหมด!
หืม?
ฉันถอดอุปกรณ์หมดแล้ว ทำไมบนตัวยังมีกางเกงในอยู่อีกล่ะ?
ถอด ถอดสิ
[ เสื้อผ้าชิ้นนี้เป็นเสื้อผ้าเริ่มต้น ไม่สามารถถอดออกได้ ]
ตอนเจียงหลิวได้ยินการแจ้งเตือนของระบบในสมอง เขาถึงกับหัวเราะเพราะความโมโห
เล่นมุกนี้กับฉันใช่ไหม?
คู่บำเพ็ญของฉันถอดได้ แต่ฉันถอดไม่ได้?
นายก็ใส่โมเสกให้ฉันสิ ฉันไม่ถือหรอก
“ปราณอัคคี ออกมา!”
เจียงหลิวปล่อยปราณอัคคีด้วยใบหน้ามืดครึ้ม ไฟลุกท่วมตัว แต่ไม่ว่าจะเผายังไง เสื้อผ้าชิ้นสุดท้ายก็ยังคงสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน
“ตราผนึกสุริยา! เพลิงสุริยัน!”
เขากัดฟันเรียกตราผนึกสุริยาออกมา เพลิงสุริยันที่ร้อนแรงดุจดวงอาทิตย์แผดเผาบนร่างกาย
ทว่า... ก็ยังไม่ได้!
ไม่ว่าเขาจะดิ้นรนอย่างไร เสื้อผ้าชิ้นสุดท้ายบนตัวเองก็ทำลายไม่ได้
“กางเกงในตัวนี้แม่งเป็นอาวุธเซียนหรือยังไง?!”
เจียงหลิวหน้าดำด่ากราด เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าสุดท้ายกลับมาติดอยู่ที่ตัวเอง แบบนี้ทำให้โมโหสุดๆ ไปเลย!
เขาหลับตาเมินโมเสกได้ แต่เมินกางเกงในที่เป็นดั่งอาวุธเซียนไม่ได้
“ได้ นายเก่ง ฉันกอดสักหน่อยก็ได้ใช่ไหม?”
เจียงหลิวกัดฟันกรอด ปีนขึ้นเตียงแล้วกอดฟู่ฉีหลัวเข้ามาในอ้อมแขนทันที
กลิ่นหอมนี้ สัมผัสนี้ สมจริงเกินไปแล้ว!
“ศิษย์พี่ สักวันหนึ่ง ฉันจะเพิ่มระดับความสัมพันธ์ของพวกเราให้เต็มเปี่ยม!”
“หืม? นอนเถอะศิษย์น้อง”
นอน?
นอนไม่หลับ นอนไม่หลับ
เจียงหลิวโตมาขนาดนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ได้ใกล้ชิดกับเพศตรงข้าม ฝ่ามือเต็มไปด้วยเหงื่อ หัวใจดวงน้อยเต้นตึกตักๆ แบบนี้จะนอนหลับได้ยังไง?
หนึ่งคืนไร้วาจา!
หนึ่งคืนไม่ได้นอน!
เขากอดฟู่ฉีหลัวทั้งคืน สุดท้ายก็ยังถูกเตะกลับไปยังมุมมองพระเจ้า
[ คืนนี้ คุณหลับสบายมาก ]
[ เมื่อคุณลืมตาขึ้นอีกครั้ง กลับพบว่าข้างกายว่างเปล่า มีเพียงกลิ่นหอมจางๆ ลอยมา ]
[ “ศิษย์พี่?” คุณเรียกหนึ่งคำ ไม่มีคนตอบ ราวกับเดาอะไรบางอย่างได้ สีหน้าพลันเปลี่ยนไปอย่างมาก รีบหยิบถุงมิติออกมาดู พบว่าข้างในตราผนึกสุริยาหายไปแล้ว! ]
[ “ศิษย์พี่ ท่านก็ยังคิดจะไปวังมารหน้าผีคนเดียวจริงๆ สินะ...” คุณถอนหายใจลึกๆ ในดวงตาวาบผ่านแววแน่วแน่ แล้วสาบานในใจเงียบๆ ว่าจะต้องตามหาเธอให้พบ! ]
[ ผ่านด่านแล้ว ต้องการดำเนินต่อหรือไม่ ]
“จบแค่นี้เหรอ?”
เจียงหลิวมองหน้าจอผ่านด่านอย่างเหม่อลอย เขายังจมอยู่กับการหวนคิดถึงร่างอ่อนนุ่มหอมกรุ่นของฟู่ฉีหลัวอยู่เลย พริบตาเดียวบทที่สามก็ผ่านแล้ว
ด่าน 3-10 นี้ คือด่านสวัสดิการที่มอบให้ผู้เล่นสินะ!
กอดทั้งคืน ก็พอถูไถได้อยู่ งั้นฉันจะเลิกด่าพวกนายสักสองสามวันล่ะกัน
เจียงหลิวเม้มปากเล็กน้อย แล้วกดเปิดบทที่สี่ด้วยความอาลัยอาวรณ์เล็กน้อย
[ ต้องบรรลุขั้นก่อรากฐานขั้นปลายก่อน ถึงจะปลดล็อกเนื้อเรื่องหลักบทที่สี่ ]
อืม สมเหตุสมผลมาก