- หน้าแรก
- ตัวประกอบขอเป็นซูเปอร์สตาร์
- บทที่ 156 ประชันฝีมือการแสดง
บทที่ 156 ประชันฝีมือการแสดง
บทที่ 156 ประชันฝีมือการแสดง
"เอาล่ะ ทุกคนเข้าประจำที่"
"คัต..."
เมื่อนักแสดงมากันครบ ซีรีส์เปาบุ้นจิ้นวัยกระเตาะก็จัดพิธีบวงสรวงเปิดกล้องอย่างรวดเร็ว
ช่วงบ่ายจึงเริ่มการถ่ายทำอย่างเป็นทางการ
ฉากแรกในตอนแรกของเปาบุ้นจิ้นวัยกระเตาะ ไม่ใช่เปาเจิ่ง ไม่ใช่อ๋องแปด และไม่ใช่เสิ่นเหลียง แต่กลับเป็นกงซุนเช่อที่รับบทโดยเฉินผิง
ฉากนี้เป็นการแสดงตอนที่กงซุนเช่อประลองฝีมือกับเหล่าบัณฑิต
ทั้งดีดพิณ หมากรุก เขียนพู่กัน วาดภาพ รวมไปถึงการทายปริศนาคำ
กงซุนเช่อฉบับเฉินผิงเอาชนะทุกคนได้หมด
ตอนนั้นเอง อีกด้านหนึ่งก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นมาว่าเปาเจิ่งมาแล้ว
ตามบทแล้ว ปฏิกิริยาของกงซุนเช่อในฉากนี้คือต้องสนใจมาก และทันทีที่เห็นเปาเจิ่งปรากฏตัว ในใจก็ต้องเกิดความรู้สึกไม่ยอมแพ้ขึ้นมา
รวมไปถึงบทพูด ก็จงใจชักนำให้กงซุนเช่อดูเป็นคนหยิ่งผยอง
ทว่า...
กงซุนเช่อที่เฉินผิงรับบท กลับจงใจไม่แสดงไปในทิศทางนั้น
"เป็นเปาดำคนนั้นตามคาด... ไปกันเถอะ..."
บทพูดประโยคนี้ถูกเอ่ยออกมาด้วยท่าทีสงบนิ่งและดูเป็นปัญญาชนผู้สง่างาม
แม้ในใจจะให้ความสำคัญกับเปาเจิ่ง แต่ก็ยังคงรักษากิริยามารยาทอันงามสง่าของวิญญูชนเอาไว้ได้
"คัต..."
"ผ่าน"
เมื่อเฉินผิงถ่ายฉากนี้เสร็จ ผู้กำกับหูหมิ่นข่ายก็พยักหน้ารับด้วยความพอใจ
เฉินผิงจัดการกับบทท่อนนี้ได้ดีเยี่ยม
แม้บทพูดจะทำให้เฉินผิงเสียเปรียบ แต่เขาก็ยังสามารถแสดงมาดของบัณฑิตที่ควรจะมีออกมาได้
ถ้าเปลี่ยนเป็นนักแสดงคนอื่น คาดว่าพอเล่นฉากนี้ปุ๊บ ภาพลักษณ์ความเป็นตัวร้ายคงโผล่ออกมาให้เห็นทันที
ความจริงกงซุนเช่อในเวอร์ชันของเริ่นเฉวียน ตอนเล่นภาคแรก คำพูดคำจาหลายประโยคมักจะฟังดูน่าหมั่นไส้
ต้องรอจนถึงภาคสอง ถึงจะเริ่มฉายแววความสง่างามออกมาให้เห็นบ้าง
"หมอนี่มีฝีมือการแสดงไม่ธรรมดาเลยแฮะ"
โจวเจี๋ยที่ยืนดูการแสดงอยู่ด้านข้างอดพึมพำออกมาไม่ได้
แน่นอนว่าเขาก็ศึกษาบทละครมาแล้วเหมือนกัน
เมื่อเทียบกับเปาเจิ่งที่เขารับบท กงซุนเช่อที่เฉินผิงแสดงไม่เพียงแต่เป็นแค่ตัวประกอบ แม้กระทั่งบทพูดก็ยังส่งผลเสียต่อตัวกงซุนเช่อเอามากๆ
คิดไม่ถึงเลยว่าเฉินผิงจะสามารถพลิกสถานการณ์ความเสียเปรียบนี้ไปได้จนหมดสิ้น
แต่โจวเจี๋ยก็ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครอยู่แล้ว
แม้ฝีมือการแสดงของเฉินผิงจะยอดเยี่ยม แต่ก็ต้องดูด้วยว่ากำลังประชันบทกับใคร
ตอนที่เฉินผิงเล่นกับพวกนักแสดงประกอบ ย่อมถ่ายทอดความสง่างามแบบนั้นออกมาได้สบายๆ
แต่หลังจากนี้ถ้าต้องมาเข้าฉากกับเขา มันจะเป็นอีกเรื่องนึงแล้ว
ด้วยเหตุนี้
ฉากต่อไปจึงเป็นฉากที่เปาเจิ่งซึ่งรับบทโดยโจวเจี๋ย เข้าช่วยเหลือเถ้าแก่ร้านขนมต้นหอมจับหัวขโมย
เนื้อเรื่องท่อนนี้น่าสนใจทีเดียว
เถ้าแก่ร้านขนมต้นหอมพบว่าเงินตัวเองหายไป จึงสงสัยว่าอีกคนเป็นคนขโมย
แต่อีกคนกลับแก้ตัวว่า คุณรู้ได้ไงว่าผมเป็นคนขโมย เอาหลักฐานออกมาสิ
เถ้าแก่ร้านขนมต้นหอมย่อมไม่มีหลักฐานอยู่แล้ว
ตอนนั้นเองเปาเจิ่งฉบับโจวเจี๋ยจึงเดินก้าวไปข้างหน้า พร้อมเอ่ยว่า ผมมีวิธี
วิธีของเขาก็คือให้แต่ละคนนำเหรียญทองแดงหนึ่งอีแปะหย่อนลงไปในชามที่ใส่น้ำไว้
เมื่อคนที่ขโมยเงินหย่อนเหรียญทองแดงลงไปในชาม คราบน้ำมันก็ลอยขึ้นมาบนผิวน้ำทันที
เปาเจิ่งจึงโพล่งออกมาตรงๆ เลยว่า คนคนนี้คือหัวขโมย
ส่วนเหตุผลน่ะเหรอ
เป็นเพราะเหรียญทองแดงของทุกคนไม่มีคราบน้ำมันลอยขึ้นมา
มีเพียงเถ้าแก่ร้านขนมต้นหอมเท่านั้นที่ขายขนมมานานแรมปี บนมือจึงเต็มไปด้วยน้ำมัน
เหรียญทองแดงที่ผ่านมือเขาย่อมต้องเปื้อนน้ำมันจนชุ่ม
ใครก็ตามที่ขโมยเหรียญทองแดงของเถ้าแก่ไป เหรียญที่คนคนนั้นหย่อนลงไปก็ย่อมมีคราบน้ำมันลอยขึ้นมาให้เห็น
ฉากแบบนี้มีไว้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความฉลาดหลักแหลมของเปาเจิ่ง
ทว่าจุดไคลแมกซ์ของฉากนี้ไม่ได้อยู่ตรงนี้
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ สำหรับเฉินผิงกับโจวเจี๋ยแล้ว เรื่องพวกนี้ไม่นับเป็นอะไรเลย
เพราะก่อนหน้านี้ความฉลาดของกงซุนเช่อที่เฉินผิงเล่นก็เหนือกว่าชาวบ้านไปแล้ว ส่วนเปาเจิ่งก็ใช้สติปัญญาจับหัวขโมย... สองฉากนี้ทำได้เพียงบอกว่าทั้งคู่เสมอกัน
หากมองข้ามเรื่องชื่อไป แล้วทุกคนไม่รู้ว่าเขาคือเปาเจิ่ง เกรงว่าผู้ชมคงไม่รู้แน่ชัดว่าใครคือพระเอก ใครคือตัวประกอบ
ฉากประชันบทบาทของทั้งสองคนหลังจากนี้ต่างหาก ที่จะเป็นการบอกผู้ชมว่าใครคือพระเอก และใครคือตัวประกอบ
"เยี่ยม เทกนี้ผ่าน"
"โจวเจี๋ย คุณไปพักสักหน่อยนะ เดี๋ยวต้องเข้าฉากกับเฉินผิง"
"พวกคุณสองคนแสดงได้ดีมาก พยายามให้ผ่านในเทกเดียวนะ"
โจวเจี๋ยย่อมมีฝีมืออยู่พอตัว
เปาเจิ่งที่เขาแสดงนั้นดูน่ารักน่าสนใจ แถมยังฉลาดหลักแหลมเกินใคร
อีกทั้งยังไม่ถือตัว และเข้ากับชาวบ้านได้อย่างกลมกลืน
ถึงขั้นไม่กลัวสกปรก ไม่กลัวเหนื่อย แถมยังไม่ทำตัวกร่างเป็นดาราดัง
อย่างเช่นในฉากก่อนหน้า เพื่อที่จะจับหัวขโมย จึงต้องใช้หมูเป็นมาเป็นตัวช่วยไขคดี
โจวเจี๋ยถึงกับยอมอุ้มหมูเป็นตัวนั้นขึ้นมา แล้วพูดคุยกับมันอย่างสนิทสนม
หลังจากพักไปได้ราวสิบนาที โจวเจี๋ยและเฉินผิงก็เดินเข้ามาในฉาก
เนื่องจากกงซุนเช่อที่เฉินผิงรับบทเป็นคนแรกที่หย่อนเหรียญทองแดงลงในชามของเปาเจิ่ง โจวเจี๋ยจึงเดินเข้ามาเพื่อแสดงความขอบคุณ "กงซุนเช่อ เมื่อกี้ขอบใจเจ้ามากนะ"
เฉินผิงกลับส่งยิ้มและเอ่ยตอบ "ความฉลาดแค่นี้ของเจ้า ก็ใช่ว่าจะคู่ควรกับเวทีระดับสูงซะหน่อย"
พอได้ยินบทพูดประโยคนี้ ในใจของโจวเจี๋ยก็เบิกบานขึ้นมาทันที
ใครคือพระเอก ใครคือตัวประกอบ ความจริงก็ถูกกำหนดเอาไว้ตั้งนานแล้ว
ต่อให้พระเอกจะแสดงได้ห่วยแตกแค่ไหน บทพูดก็จะดูเลิศเลอเพอร์เฟกต์... จนหาข้อบกพร่องไม่เจอ
ส่วนตัวประกอบต่อให้จะแสดงได้ดีแค่ไหน บทพูดก็ชวนให้คนรู้สึกรำคาญใจอยู่ดี
อย่างเช่นประโยคเมื่อกี้
ทั้งที่เปาเจิ่งทำเรื่องดีแท้ๆ แต่กงซุนเช่อกลับบอกว่าความฉลาดเพียงน้อยนิดของคุณมันไม่อาจขึ้นเวทีระดับสูงได้
เรื่องนี้ทำให้คนดูปุ๊บก็เข้าใจได้ทันที ว่าตัวละครกงซุนเช่อต้องเป็นตัวประกอบแน่นอน ไม่งั้นคงไม่พูดจาแบบนี้ออกมา
ยิ่งเฉินผิงพูดจาแบบนี้ออกมา โจวเจี๋ยก็ยิ่งแสร้งทำตัวเป็นคนอีคิวต่ำ และตอบกลับไปว่า "แต่ว่า ข้าก็แค่อยากจะช่วยเป็นธุระให้เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ไม่ได้มีความคิดอื่น"
เขาจะไปเป็นคนอีคิวต่ำจริงได้ยังไง
ยิ่งถ่ายทอดให้เปาเจิ่งมีอีคิวต่ำมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเย่อหยิ่งจองหองของกงซุนเช่อได้มากเท่านั้น และยิ่งเป็นการทิ้งระยะห่างระหว่างเขากับพระเอกให้ไกลออกไปอีก
และในความเป็นจริง ก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
บทพูดของกงซุนเช่อหลังจากนี้ยิ่งแย่ลงไปอีก
แม้จะมองออกว่าโจวเจี๋ยจงใจเล่นออกมาแบบนี้ แต่เฉินผิงก็ยังคงไหลตามน้ำ ทำตามความต้องการของโจวเจี๋ย ด้วยการกล่าวบทพูดท่อนต่อไปจนจบ "พวกเราต่างก็เป็นปัญญาชน ไม่ใช่พวกเล่นปาหี่ลิงหลอกเจ้า หากวันหน้าสอบเข้ารับราชการได้เป็นขุนนาง ถึงตอนนั้นเรื่องเล็กน้อยพวกนี้จะกลายเป็นเรื่องขบขัน ซึ่งมันอาจทำให้เสียเกียรติเอาได้"
ต้องยอมรับเลยว่า
บทพูดแบบนี้มันมาจากฝีมือคนเขียนบทปัญญาอ่อนชัดๆ
เพื่อเชิดชูให้เปาเจิ่งดูเลิศเลอเพอร์เฟกต์ จึงต้องยอมสังเวยสติปัญญาของตัวประกอบไป
ตัวประกอบก็คือตัวประกอบ ไม่ใช่นักแสดงประกอบเดินผ่านฉาก
ถ้าบอกว่าเป็นพวกตัวประกอบเดินผ่านฉากพูดจาแบบนี้ ยังพอจะเข้าใจได้บ้าง
ยังไงพวกชาวบ้านมุง จะพูดจาไพเราะหรือพูดจาระคายหูก็ย่อมได้
จะเป็นคนมีการศึกษา หรือคนไม่มีการศึกษา... ก็มีปะปนกันไป
แต่ทว่า
กงซุนเช่อที่เป็นถึงบัณฑิตผู้มีความสามารถแห่งหลูโจวเหมือนกัน จะพูดจาแบบนี้ออกมาได้ยังไง?
ทว่า...
บทละครก็คือบทละคร
นักแสดงจำเป็นต้องแสดงตามบทละครที่กำหนดไว้
แม้เฉินผิงจะสามารถแก้ไขเนื้อเรื่องผ่านมิติผู้กำกับได้ แต่เขาก็ไม่ได้ทำแบบนั้น
ส่วนเหตุผลนั้น
นั่นเป็นเพราะ ตลอดทั้งบทละครกว่าสี่สิบตอน แทบจะเต็มไปด้วยบทพูดแบบนี้ทั้งนั้น
ไม่ว่ายังไง บทพูดก็มีแต่จงใจลากกงซุนเช่อลงโคลนตมอยู่ดี
ถ้าต้องการแก้ไขจริงๆ เกรงว่าคงต้องผ่าตัดซีรีส์เรื่องนี้ขนานใหญ่แล้ว
ถ่ายทำน่ะถ่ายทำได้... แต่ถ้าถ่ายไปได้ครึ่งทางแล้วเกิดเหตุขัดข้องแบบเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักรขึ้นมาอีก มีหวังได้กระอักเลือดแน่
แน่นอนว่า
การที่เฉินผิงไม่อยากใช้มิติผู้กำกับ ก็เป็นเพราะเขาเตรียมรับมือเอาไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว
แม้บทพูดพวกนี้จะทำให้เฉินผิงเสียเปรียบ
แต่เฉินผิงก็มีวิธีการแสดงในสถานการณ์ที่เสียเปรียบเช่นกัน
หลังจากกงซุนเช่อพูดประโยคนี้จบ เดิมทีควรจะเดินสะบัดหน้าจากไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
จากนั้น ผู้กำกับก็จะสั่งคัตให้ถูกจังหวะ และฉากนี้ก็จะผ่านไป
ทว่า กงซุนเช่อที่เฉินผิงรับบท หลังจากกล่าวประโยคนี้จบกลับไม่ได้รีบเดินจากไป... เขาเลือกที่จะฉีกยิ้มพลางก้าวเข้าไปหาเปาเจิ่ง และเดินวนรอบตัวอีกฝ่ายด้วยความสนใจ
"หมอนี่กำลังทำอะไรของเขาน่ะ?"
ผู้กำกับหูหมิ่นข่ายไม่รู้ว่าเฉินผิงกำลังจะสื่อถึงอะไร
เดิมทีก็กะจะสั่งคัตแล้ว
เพราะหลังจากกงซุนเช่อพูดประโยคนี้จบ ตามหลักแล้วก็ควรจะเผ่นหนีไปสิ ทำไมเขาถึงยังยืนอยู่ตรงนั้นอีกล่ะ?
แต่เฉินผิงก็ไม่ได้เพิ่มบทพูดอะไรเข้าไป
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หูหมิ่นข่ายก็ออกคำสั่ง "กล้องแพนตามสายตาของเฉินผิงไป โฟกัสไปที่เปาเจิ่ง"
ด้วยเหตุนี้
ภายใต้การชี้แนะจากสายตาของเฉินผิง เลนส์กล้องจึงกวาดภาพไปตามตัวของเปาเจิ่ง
ในเวลาไม่นาน หูหมิ่นข่ายก็ค้นพบจุดที่น่าสนใจเข้าจนได้
เนื่องจากเมื่อกี้มีการนำหมูเป็นมาเข้าฉาก แถมเพื่อให้ดูสมจริง จึงมีการเอาขี้หมูมาละเลงไว้สองสามกองด้วย
ดังนั้น
ภาพที่สะท้อนเข้าสู่เลนส์กล้อง ก็คือบนรองเท้า บนขา และบนเสื้อผ้าของเปาเจิ่ง... ทั้งหมดเปรอะเปื้อนไปด้วยขี้หมู
แน่นอนว่า โจวเจี๋ยเองก็สังเกตเห็นจุดนี้เหมือนกัน
คราวนี้เขาถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว "ทำไมถึงมีขี้หมูได้เนี่ย?"
ในบทละครไม่ได้มีบทพูดประโยคนี้ มันเป็นคำพูดที่เขาเผลอโพล่งออกมาจากจิตใต้สำนึก
ส่วนเฉินผิงกลับฉวยโอกาสนี้ไว้ได้ทันท่วงที เขากล่าวรับลูกตามคำพูดของโจวเจี๋ย "และนี่ก็คือจุดจบของการที่เจ้าเข้าไปเป็นธุระเล็กๆ น้อยๆ ยังไงล่ะ"
เมื่อกล่าวจบ เฉินผิงถึงได้เดินจากไปด้วยรอยยิ้มเกลื่อนใบหน้า
และในตอนนั้นเอง ผู้กำกับหูหมิ่นข่ายถึงได้สั่งคัต
ฉากนี้ก็ผ่านฉลุยเช่นกัน
"ผู้กำกับ เมื่อกี้ประโยคนั้นไม่ใช่บทพูดของผมนะครับ ผมไม่ทันสังเกตว่าบนตัวมีขี้หมูติดอยู่"
โจวเจี๋ยรีบอธิบายกับผู้กำกับ
ฉากนี้ถ่ายทำออกมาได้น้ำเน่าสุดขีด มันเกินความคาดหมายของเขาไปไกลลิบ
"ผมก็นึกว่าคุณอยากจะดัดแปลงบทพูดซะอีก"
"ผู้กำกับ ผมไม่ได้ทำนะครับ"
"ไม่เป็นไร เมื่อกี้ผมรู้สึกว่าพวกคุณแสดงกันได้ดีเยี่ยม เทกนี้ถือว่าผ่านเลยก็แล้วกัน... คุณพักสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวเราจะมาถ่ายทำฉากต่อไปกัน"
"ผม..."
เวลานี้โจวเจี๋ยยืนอึ้งสนิทไปแล้ว
เดิมทีตั้งใจจะเล่นงานข่มขวัญเฉินผิงซะหน่อย คิดไม่ถึงเลยว่า เฉินผิงกลับเป็นฝ่ายเล่นงานข่มขวัญเขาเข้าให้แล้ว
ไม่ถูกสิ
ควรจะบอกว่า ตั้งแต่ต้นจนจบการแสดงของเฉินผิงดูสงบนิ่งเป็นธรรมชาติมาตลอด และไม่ได้มีความตั้งใจจะข่มขวัญอะไรเลย
แม้บทพูดจะเสียเปรียบ แต่เขาก็ยังรักษามารยาทอันพึงมีเอาไว้ได้
โดยเฉพาะการตัดสินใจอันยอดเยี่ยมในช่วงท้ายที่กวาดสายตามองสำรวจรอบตัวเปาเจิ่งด้วยความสนใจ เรียกได้ว่าเป็นการทลายกำแพงบทพูดที่เสียเปรียบก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น
ไม่เพียงแต่จะทลายลงได้
แต่ฉากนี้ยังช่วยขับเน้นภาพลักษณ์ของกงซุนเช่อให้โดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก
ต่อให้ก่อนหน้านี้มีคนไม่พอใจกงซุนเช่ออยู่ไม่น้อย ทว่าด้วยฉากนี้ ก็เพียงพอจะทำให้ผู้คนรู้สึกว่ากงซุนเช่อเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก
เขาก็แค่มีข้อบกพร่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง
แต่เมื่อเอาไปเทียบกับข้อดี ข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อยนั้นก็นับว่าไม่มีความหมายอะไรเลย