- หน้าแรก
- จากวารีสู่เมฆา
- บทที่ 870 ถ้ำสวรรค์กุยอี้
บทที่ 870 ถ้ำสวรรค์กุยอี้
บทที่ 870 ถ้ำสวรรค์กุยอี้
บทที่ 870 ถ้ำสวรรค์กุยอี้
ทุกสิ่งเป็นไปตามที่โหยวหมิงคาดการณ์ไว้ หลังจากที่เขาแสดงพรสวรรค์อันน่าทึ่งออกมา ทั่วทั้งสำนักเต๋าไท่อี้ก็สั่นสะเทือน ก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว เขาก็ถูกนำทางไปสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นแกนกลางที่สุดของสำนักเต๋าไท่อี้ในโลกมนุษย์ นั่นก็คือ [แดนกุยอี้]
ที่นี่คือถ้ำสวรรค์ ทว่ากลับแตกต่างจากถ้ำสวรรค์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
ทั่วทั้งโลกใบนี้ เต็มไปด้วยสีขาวอันไร้ที่สิ้นสุด
แต่ไม่ใช่เมฆหมอก หากแต่เป็นสภาวะที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการมีอยู่และไม่มีอยู่
ทั่วทั้งฟ้าดินดูราวกับกระดาษขาวที่ยังไม่ได้จรดพู่กันวาดสิ่งใดลงไป
บริสุทธิ์ ว่างเปล่า เงียบสงัด
แต่เมื่อโหยวหมิงเงยหน้ามองขึ้นไป โลกสีขาวทั้งใบก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน
ในความว่างเปล่าที่เดิมทีไม่มีสิ่งใดอยู่เบื้องหน้า จู่ๆ ก็มีต้นไม้โบราณสูงตระหง่านเสียดฟ้าผุดขึ้นมา ต้นไม้สูงหลายหมื่นจั้ง กิ่งก้านใบปกคลุมท้องนภา บนนั้นกลับเต็มไปด้วยโลกนับไม่ถ้วน
ในผลไม้แต่ละผล ต่างก็มีขุนเขาแม่น้ำกำลังก่อตัว สรรพสัตว์กำลังเกิดและดับสูญให้เห็นเลือนราง
แต่วินาทีต่อมา ต้นไม้โบราณนั้นก็พังทลายลงอย่างรวดเร็ว กลับคืนสู่ความว่างเปล่า ราวกับว่าไม่เคยมีตัวตนอยู่มาก่อน
ตามมาด้วยการปรากฏของเมืองเซียนอันยิ่งใหญ่ตระการตา เมืองนั้นกว้างขวางหลายร้อยล้านลี้ ผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนเดินขวักไขว่ไปมา ราวกับเหล่าเซียนนับหมื่นกำลังมาเข้าเฝ้า
แต่เพียงไม่กี่ลมหายใจ เมืองเซียนทั้งเมืองก็สลายไปราวกับฟองสบู่ กลับคืนสู่ความว่างเปล่าอีกครั้ง และก่อตัวเป็นโลกอันแสนประหลาดตาขึ้นมาอีกหลายต่อหลายใบ
สายตาของโหยวหมิงจับจ้องอย่างเคร่งเครียด
ปฏิกิริยาแรกของเขาคือคาถาภาพลวงตา ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาตกอยู่ในความฝันของมังกรมายา เขาก็เคยเห็นภาพคล้ายๆ แบบนี้มาแล้ว
แต่เขาก็ปฏิเสธความคิดนี้อย่างรวดเร็ว
สำนักเต๋าไท่อี้ เดินในวิถีแห่งการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่วิถีแห่งภาพลวงตา หากเป็นเพียงคาถาภาพลวงตา มันก็จะขัดแย้งกับหลักการของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง
"ปรัชญาแห่งไท่อี้ ฟ้าดินยังไม่เป็นรูปทรง ความโกลาหลยังไม่แบ่งแยก คือจุดเริ่มต้นที่หยินหยางยังไม่แยกจากกัน"
ขณะที่โหยวหมิงกำลังจ้องมองการเปลี่ยนแปลงนานัปการเบื้องหน้า กลิ่นอายแห่งวิถีอันยิ่งใหญ่ก็ไหลผ่านไปท่ามกลางฟ้าดิน
จากนั้น ร่างที่สวมชุดสีขาวก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น ปากก็ค่อยๆ สวดท่องออกมา
โหยวหมิงเงยหน้าขึ้น ก็พบว่าเป็นชายชราในชุดสีขาวล้วน แม้แต่หนวดเคราและเส้นผมก็เป็นสีขาว
แม้เขาจะยืนอยู่ที่เดิม แต่กลับดูราวกับว่าทั่วทั้งโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามเขาตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม คำชี้แนะของอีกฝ่ายก็ทำให้โหยวหมิงตระหนักรู้ขึ้นมาได้บ้าง
ใช่แล้ว ไท่อี้คือสภาวะอย่างหนึ่ง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ ล้วนเข้าใกล้สภาวะของไท่อี้อย่างไม่สิ้นสุด สรรพสิ่งยังไม่ถูกกำหนด หมื่นปรากฏการณ์ยังไม่เป็นรูปร่าง ทุกสิ่งกำลังก่อตัว ทุกสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลง
ภูเขาสามารถกลายเป็นทะเล ทะเลสามารถกลายเป็นท้องฟ้า ท้องฟ้าสามารถกลายเป็นสรรพสัตว์ และสรรพสัตว์ก็สามารถกลับคืนสู่ความว่างเปล่าได้อีกครั้ง
ที่นี่ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว กฎแห่งความนิรันดร์เพียงข้อเดียว ก็คือการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง
ต้องยอมรับเลยว่า แม้วิถีแห่งไท่อี้จะยังไม่สำเร็จเป็นเก้าไท่ แต่เจตนารมณ์ของมันก็สูงส่งมาก เมื่อเทียบกันแล้ว วิถีไท่ยวนที่เซินถูสิงสร้างขึ้นในตอนนั้น แม้จะแข็งแกร่งก็จริง แต่พอกลับมาคิดดูตอนนี้ มันกลับหยาบกระด้างเอามากๆ
ระบบวิถีเต๋าแบบนั้น ยากนักที่จะไปถึงฝั่งฝันได้
หลังจากได้รับการตักเตือน เมื่อโหยวหมิงมองดูความว่างเปล่าที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องตรงหน้าอีกครั้ง ในใจก็เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
เพราะในขณะนี้เขายังคงอยู่ในสภาวะ [ปรับสมดุลพลังอย่างเท่าเทียม] ด้วยพรสวรรค์ที่สูงถึง 9 แต้ม หลังจากถูกชายชราชี้ทางสว่าง ในใจของเขาก็พลุ่งพล่านไปด้วยความเข้าใจอันไร้ที่สิ้นสุด
แก่นธรรมของ [คัมภีร์นิรันดร์ไท่อี้] เริ่มหมุนเวียนอยู่เบื้องลึกของจิตวิญญาณโดยอัตโนมัติ
เนื้อหานับไม่ถ้วนที่เขาเคยคิดว่าเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ในตอนนี้ราวกับถูกเปิดหน้าปกออก เผยให้เห็นถึงแก่นแท้เบื้องลึก
การเปลี่ยนแปลง — ไม่เปลี่ยนแปลง —
ทั้งสองสิ่งนี้ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แต่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็จะไม่มีความนิรันดร์ หากไม่มีความนิรันดร์ การเปลี่ยนแปลงก็ไร้ความหมาย
เหมือนดั่งสรรพสิ่งในฟ้าดินที่เกิดและดับสูญอย่างต่อเนื่อง แต่มหาเต๋าก็ยังคงดำรงอยู่เสมอ
หรือแม้กระทั่งพิจารณาให้สูงขึ้นไปอีก การผลัดเปลี่ยนตำแหน่งของเก้าไท่ ก็ยังคงไม่หลุดพ้นไปจากกรอบของมหาเต๋าอยู่ดี
ภายในใจของโหยวหมิงก่อเกิดความเข้าใจอันไร้ขีดจำกัด ทันใดนั้น เขาก็ไม่สนใจชายชราผู้นั้นอีกต่อไป แต่กลับนั่งลงตามสบาย มองดูความเปลี่ยนแปลงของความว่างเปล่าตรงหน้า กระบี่ที่อยู่ในจิตสำนึกของเขาก็กำลังปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง พัฒนาไปในทิศทางที่เหนียวแน่นและเป็นอมตะมากยิ่งขึ้น
???
ชายชรามมองดูการเปลี่ยนแปลงของโหยวหมิง รอยยิ้มที่เดิมทีประดับอยู่บนใบหน้าของเขา บัดนี้กลับกลายเป็นความตื่นตะลึง
เขารู้ดีว่าพรสวรรค์ของเด็กคนนี้สูงส่ง แต่สูงถึงขนาดนี้ มันก็ดูจะเกินไปหน่อย
การที่เขานำทางเด็กคนนี้มาที่ [แดนกุยอี้] จุดประสงค์หลักก็คือเพื่อจะข่มขวัญเขาเสียหน่อย ท้ายที่สุดแล้ว เด็กคนนี้มีพรสวรรค์สูงส่ง หากไม่กดทับความเย่อหยิ่งลงไปบ้าง เกรงว่าในอนาคตจะต้องพบเจอกับความสูญเสียครั้งใหญ่แน่
แต่นึกไม่ถึงเลยว่า หลังจากที่เด็กคนนี้มาถึงแดนกุยอี้ เขาก็สับสนเพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น เมื่อตนชี้ให้เห็นถึงแก่นแท้ เขาก็สามารถมองทะลุหมอกควันและหยั่งรู้ถึงแก่นแท้ของไท่อี้ได้ในทันที
พรสวรรค์ระดับนี้ ช่างน่าสะพรึงกลัวจนทำให้ผู้คนตกตะลึงจริงๆ
อย่างไรก็ตาม แม้ชายชราจะตกตะลึง แต่ในใจกลับอารมณ์ดีไม่น้อย
หรือว่านี่จะเป็นวาระที่สำนักเต๋าไท่อี้จะเจริญรุ่งเรือง ถึงได้บังเอิญพบกับคนรุ่นหลังที่มีพรสวรรค์ระดับนี้ หากให้เวลาเขาอีกหน่อย เกรงว่าจะสามารถช่วยเหลือปรมาจารย์ได้อย่างแท้จริง
ส่วนเรื่องที่เด็กคนนี้จะเป็นสายลับที่ขุมกำลังอื่นส่งมาหรือไม่นั้น...
นั่นไม่ได้อยู่ในหัวของเขาเลย ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพรสวรรค์ระดับนี้ เมื่อมองไปทั่วทั้งดินแดนมนุษย์ เกรงว่าคงจะเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากในรอบร้อยปีพันปี อย่าว่าแต่ขุมกำลังในโลกมนุษย์เหล่านี้เลย ต่อให้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าไท่ในสรวงสวรรค์ ก็คงไม่มีทางยอมเอาอัจฉริยะระดับนี้มาเป็นเหยื่อล่ออย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่คนเราเปลี่ยนมาฝึกฝนวิชาของสำนักใดสำนักหนึ่งแล้ว โชคชะตาและดวงชะตาทั้งหมดของเขาก็จะผูกพันกับทั้งสำนัก ผลประโยชน์ตรงกัน เป้าหมายตรงกัน ต่อให้เป็นสายลับ ในท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นพวกเดียวกันอยู่ดี
ภายใน [แดนกุยอี้] ทั้งหมด ราวกับไม่มีแนวคิดเรื่องเวลา
โหยวหมิงเองก็ไม่รู้ว่าฝึกฝนมานานเท่าใดแล้ว เขาเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น มองดูการเปลี่ยนแปลงนานัปการภายในแดนกุยอี้
มองดูเมฆเกิดและเมฆดับ มองดูขุนเขาและแม่น้ำกลายเป็นทะเล มองดูหมื่นปรากฏการณ์หมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน
และ [คัมภีร์นิรันดร์ไท่อี้] ก็โคจรไปตามธรรมชาติ
กายธรรมกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ในร่างของเขาก็ค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
ในตอนแรก กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ของเขาถูกหลอมและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จนมีความคมกริบและดุดันมากยิ่งขึ้น
พลังแห่งธาตุทองและความเป็นอมตะที่แฝงอยู่ภายในก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน
ราวกับถูกหลอมในเตาไฟ ขจัดสิ่งเจือปนออกไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเพิ่มองค์ประกอบใหม่ๆ เข้าไป ทำให้กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งเล่มมีความหนาแน่นและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
แต่เมื่อความเข้าใจในคัมภีร์เพิ่มมากขึ้น เขาก็ยิ่งมีความเข้าใจในวิถีแห่งการเปลี่ยนแปลงลึกซึ้งยิ่งขึ้น
กายธรรมกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ของเขาก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
เดิมทีเขาใช้การเปลี่ยนแปลงเพื่อหล่อหลอมกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ตอนนี้เขากลับเริ่มทำให้กระบี่ศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงเสียเอง
ความเป็นอมตะที่แท้จริง ไม่ใช่สสารใดสสารหนึ่ง แต่เป็นรูปแบบหนึ่งของการดำรงอยู่ต่างหาก
ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านไป พลังแห่งความเป็นอมตะที่อยู่ในกระบี่ศักดิ์สิทธิ์นั้นก็เริ่มกระจายหายไป กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งเล่มเริ่มกลายเป็นความว่างเปล่ามากขึ้นเรื่อยๆ พลังทั้งหมดที่เคยมีอยู่ก็สลายหายไปจนหมดสิ้น
จนกระทั่งในท้ายที่สุด กระบี่เล่มเดิมก็หายวับไปอย่างสมบูรณ์
สิ่งที่เข้ามาแทนที่ คือทะเลแสงแห่งความโกลาหลที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ตู้ม!
ดวงตาของโหยวหมิงค่อยๆ เบิกกว้าง ทว่าในชั่วพริบตานั้น เงาแสงแห่งการเปลี่ยนแปลงนับไม่ถ้วนในดวงตาก็หดตัวลงอย่างกะทันหัน
ทั่วทั้งห้วงทะเลแห่งสติปัญญาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงนับร้อยล้านสายหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างบ้าคลั่ง
อักขระอันซับซ้อนนับไม่ถ้วนของคัมภีร์นิรันดร์ไท่อี้ ในท้ายที่สุดกลับกลายเป็นเพียงคำสี่คำที่ถูกสกัดให้บริสุทธิ์ถึงขีดสุดเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงคืนสู่หนึ่ง
และในจิตสำนึกของเขา กายธรรมกระบี่ศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็ได้เปลี่ยนจากกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีตัวตนอยู่จริงอย่างสมบูรณ์ ให้กลายเป็นกระบี่ที่เป็นดั่งแนวคิด
แม้มันจะไม่มีรูปร่างใดๆ และราวกับว่าไม่มีตัวตนอยู่เลยก็ตาม
แต่เขากลับครอบครองคุณสมบัติทุกประการของกระบี่ ไม่ว่าจะเป็นความคม การตัด การกรีด และการแทงทะลุ
แต่เมื่อเขาตวัดกระบี่ สิ่งที่ถูกตัดขาดจะไม่ใช่เพียงแค่สสารอีกต่อไป
หากแต่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถนิยามได้ว่า "การเชื่อมต่อ"
ภูเขากับภูเขามีการเชื่อมต่อกัน ภูเขาก็จะถูกตัดขาดได้
แม่น้ำกับแม่น้ำมีการเชื่อมต่อกัน แม่น้ำก็จะถูกตัดขาดได้
ร่างกายกับจิตวิญญาณมีการเชื่อมต่อกัน พลังชีวิตก็จะถูกตัดขาดได้
เมื่อกระบี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้เปลี่ยนจากรูปแบบที่เป็นรูปธรรมไปสู่แนวคิด ตราบใดที่แนวคิดไม่สูญหาย กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ก็จะคงอยู่เป็นอมตะ และจะไม่มีวันถูกทำลาย
เพราะแนวคิดโดยตัวของมันเอง ไม่สามารถถูกทำลายได้
"ช่างเป็นอัจฉริยะที่สวรรค์ประทานมาให้จริงๆ"
ชายชรายืนอยู่ข้างๆ โหยวหมิงมาโดยตลอด ดังนั้นภาพรวมทั้งหมดของการทำความเข้าใจของโหยวหมิง จึงตกอยู่ในสายตาของเขาทั้งหมด
ในวินาทีที่กระบี่แห่งแนวคิดของโหยวหมิงเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ก็หมายความว่าเคล็ดวิชาระดับ "คัมภีร์" อย่าง [คัมภีร์นิรันดร์ไท่อี้] บทนี้ ได้ถูกเขาทำความเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ก่อนที่เด็กคนนี้จะก้าวขึ้นเป็นเซียนปฐพี จะไม่มีอุปสรรคใดๆ ขวางกั้นอีกต่อไป
อีกทั้งพลังต่อสู้ของเด็กคนนี้ก็ไร้เทียมทาน อย่าว่าแต่จะหาคู่ต่อสู้ในระดับเดียวกันไม่ได้เลย ต่อให้อยู่ในระดับที่สูงกว่า ก็ไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย
และอัจฉริยะแบบนี้นี่แหละ คือสิ่งที่สำนักเต๋าไท่อี้ต้องการมากที่สุด
เพราะเป้าหมายของพวกเขาคือการยึดครองโลกแห่งเซียนปฐพี โลกแห่งเซียนปฐพีแม้จะด้อยกว่าโลกสวรรค์เล็กน้อย แต่ก็ถือว่าเป็นโลกเบื้องบน ตราบใดที่พวกเขายึดครองโลกแห่งเซียนปฐพีได้ พวกเขาก็จะมีทางถอยแล้ว
ต่อให้สุดท้ายแล้วปรมาจารย์จะแย่งชิงตำแหน่งเก้าไท่ไม่สำเร็จ ก็สามารถใช้โลกแห่งเซียนปฐพีเพื่อผสานเข้ากับมหาเต๋า จึงจะไม่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอันใหญ่หลวง
แม้ว่าสำนักเต๋าไท่อี้ของพวกเขาจะมีเซียนสวรรค์อยู่ในโลกเบื้องล่างไม่น้อย แต่เซียนสวรรค์ถูกจำกัดด้วยพลังของตนเอง ทำให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้เฉพาะในความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขตเท่านั้น หากฝืนเข้าไปในโลกภายใน พลังจะถูกกดทับให้อยู่ในระดับเซียนปฐพีทันที พลังสิบส่วนก็จะแสดงออกมาไม่ได้แม้แต่ส่วนเดียว
เซียนสวรรค์พวกนี้ต่างก็เจ้าเล่ห์กันทั้งนั้น ย่อมไม่อยากเป็นเป้าโจมตีอยู่แล้ว
ในขณะที่ชายชรากำลังคำนวณอยู่ในใจ โหยวหมิงก็ตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แล้ว
ในตอนนี้ ท่าทางของเขาดูไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไป ไม่มีแววของความเฉียบขาดดุดันเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว
ทว่าความแข็งแกร่งของเขา กลับทรงพลังกว่าก่อนที่จะเข้ามาในสำนักเต๋าไท่อี้ถึงหลายเท่า
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น กายธรรมกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงของเขากลายเป็นกระบี่แห่งแนวคิดไปแล้ว ซึ่งหมายความว่าตราบใดที่พลังเวทของเขามีเพียงพอ เขาก็สามารถซ้อนทับประกายกระบี่ได้อย่างไร้ขีดจำกัด หรือแม้กระทั่งตราบใดที่เขามีเวลาสะสมพลังมากพอ การโจมตีเพียงครั้งเดียวที่อัดแน่นไปด้วยประกายกระบี่นับหมื่นหรือนับแสนสาย เกรงว่าแม้แต่เซียนปฐพีก็อาจจะถูกฟันขาดได้ในกระบี่เดียว
เมื่อคิดถึงจุดนี้ ในใจของโหยวหมิงก็เบิกบานขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ
"ขอบคุณผู้อาวุโสสำหรับคำแนะนำ หากไม่ได้รับการตักเตือนจากผู้อาวุโส ข้าน้อยคงไม่สามารถทำความเข้าใจ [คัมภีร์นิรันดร์ไท่อี้] อย่างทะลุปรุโปร่งได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้"
โหยวหมิงประสานมือคารวะชายชราชุดขาว
แม้ว่าไอดีรองของเขาจะต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดูดุดันทะนงตัว แต่ความดุดันทะนงตัวไม่ได้หมายความว่าโง่เง่า เมื่อเจอผู้มีฝีมือระดับผู้อาวุโสที่เหนือกว่าตนเองอย่างเห็นได้ชัด ผู้เยาว์อย่างเขาก็ต้องแสดงความนอบน้อมเสียหน่อย
"ไม่ต้องมากพิธี"
"ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาในแดนกุยอี้เป็นครั้งแรก ข้าก็จะช่วยชี้แนะให้สักประโยคเสมอ แต่คนที่จะสามารถตระหนักรู้ได้นั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ส่วนคนที่สามารถมองทะลุเคล็ดวิชาระดับคัมภีร์ได้ทั้งหมดในคราวเดียวอย่างเจ้านั้น ยิ่งไม่เคยมีมาก่อน"
"แม้มิอยากจะทำลายความน่าเกรงขามของตัวเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ตั้งแต่ก่อตั้งสำนักเต๋าไท่อี้เป็นต้นมา นอกจากปรมาจารย์แล้ว เจ้าคือผู้ที่มีพรสวรรค์สูงสุด"
ชายชราเอ่ยปากอย่างช้าๆ
คำชื่นชมนี้ ไม่ถือว่าน้อยเลยทีเดียว
"ในเมื่อพรสวรรค์ของข้าสูงส่งถึงเพียงนี้ ข้าก็น่าจะได้เป็นศิษย์สายตรงแล้วกระมัง หรือไม่ก็ศิษย์สายตรงอันดับหนึ่งไปเลย"
โหยวหมิงไม่ได้เกรงใจเขาเลย เพียงแค่หัวเราะออกมา
"ตำแหน่งศิษย์สายตรงมีความสำคัญต่อพวกเขามาก แต่สำหรับเจ้า มันก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น"
"ไม่ว่าจะให้เจ้าอยู่ในตำแหน่งศิษย์สายตรงอันดับหนึ่งหรืออันดับสุดท้าย อย่างมากก็แค่ห้าสิบปี เจ้าก็จะต้องกลายเป็นศิษย์สายตรงอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้น เจ้าก็คือผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักเต๋าไท่อี้ และเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของศิษย์ทุกคน"
ชายชราหัวเราะร่วน
ตำแหน่งศิษย์สายตรงอะไรนั่น ในสายตาของผู้ที่อยู่ในระดับอย่างเขา ก็เป็นเพียงแค่เรื่องธรรมดาเท่านั้น
เขาหวังว่าโหยวหมิงจะไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้เพียงแค่ตำแหน่งนี้เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่โหยวหมิงสนใจกลับเป็นตำแหน่งศิษย์สายตรงจริงๆ เพราะตำแหน่งศิษย์สายตรงนั้นแทบจะเทียบเท่ากับตำแหน่งผู้อาวุโสระดับสูงสุด ซึ่งสามารถเรียกใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลของสำนักเต๋าไท่อี้ได้
เมื่อได้ตำแหน่งศิษย์สายตรง เขาจึงจะสามารถอาศัยโอกาสนี้เข้าควบคุมกองกำลังทั้งหมดของสำนักเต๋าไท่อี้ในโลกเบื้องล่างได้
"ห้าสิบปีงั้นหรือ? ตอนนี้ข้าก็สามารถเป็นศิษย์สายตรงอันดับหนึ่งได้แล้ว"
ดูเหมือนโหยวหมิงจะไม่ยอมแพ้ แต่ชายชราก็เพียงแค่ยิ้มรับ
ในสายตาของชายชรา แม้โหยวหมิงจะมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมมาก แต่ข้อเสียเปรียบของเขาก็คืออายุยังน้อยเกินไป
เขาเพิ่งจะตรวจสอบอายุกระดูกของเด็กคนนี้ดู ปรากฏว่าอายุแค่สามสิบกว่าปีเท่านั้น นี่มันช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ (การตั้งค่าเริ่มต้นของไอดีรองก็คืออายุสิบแปดปี)
ส่วนศิษย์สายตรงคนอื่นๆ อายุน้อยที่สุดก็เกือบสองร้อยปีแล้ว
ศิษย์สายตรงอันดับหนึ่งถึงอันดับสาม ล้วนบรรลุขั้นเซียนปฐพีกันหมดแล้ว ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับกายธรรมที่เก่งกาจแค่ไหน จะไปเป็นคู่ต่อสู้ของเซียนปฐพีได้อย่างไร
ช่องว่างระหว่างเซียนกับคนธรรมดา มันกว้างใหญ่กว่าช่องว่างระหว่างคนกับมดเสียอีก
"ดูท่าทางเจ้าจะเป็นพวกบ้าอำนาจจริงๆ เอาอย่างนี้ ตามกฎแล้ว ตอนนี้เจ้ายังคงเป็นศิษย์สายตรงอันดับแปด แต่ข้าสามารถตัดสินใจยกทวีปฮุ่นซวีของโลกใบใหญ่เสวียนหวงให้เจ้าดูแลได้ ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นกินอาณาบริเวณประมาณหนึ่งในสิบของโลกใบใหญ่เสวียนหวง นอกจากนี้ยังให้โควตาศิษย์สืบทอดแก่เจ้าสิบคน และศิษย์สายในอีกสามร้อยคน ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรระดับอื่นๆ ไม่จำกัดจำนวน ขอเพียงเจ้าเลี้ยงไหว จะรับมากเท่าไหร่ก็ได้"
"แล้วก็ยังมีวิหารแห่งสงครามอีกสิบแห่งมอบให้เจ้าด้วย แต่ในยามปกติเจ้าไม่สามารถเรียกใช้การได้ตามอำเภอใจ มีเพียงตอนที่ทำสงครามข้ามโลกเท่านั้น เจ้าถึงจะสั่งการมันได้"
เมื่อชายชราได้ยินเช่นนั้น เขาก็เพียงแค่หัวเราะออกมา
ศิษย์สายตรงคนอื่นๆ มักจะสนใจแค่ทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรนานาชนิดที่มาพร้อมกับตำแหน่งศิษย์สายตรง มีเพียงโหยวอี้ผู้นี้เท่านั้น ที่ดูเหมือนจะสนใจแต่อำนาจบารมีที่มาพร้อมกับตำแหน่งศิษย์สายตรง
"ดีเลยสิ"
"แต่ที่เจ้าพูดมามันเชื่อถือได้แน่หรือ? ข้ายังไม่รู้เลยว่าเจ้าเป็นใคร?"
โหยวหมิงเงยหน้ามองชายชรา เขามัวแต่คุยจนลืมถามถึงที่มาที่ไปของอีกฝ่ายไปเลย
"ข้าหรือ — ก็เป็นจิตวิญญาณประจำถ้ำสวรรค์แห่งแดนกุยอี้แห่งนี้อย่างไรล่ะ"
"มีหน้าที่คอยตอบข้อสงสัยให้กับพวกเด็กใหม่ แต่ด้วยความที่ข้าเป็นตาเฒ่าที่อยู่มานาน พอจะมีหน้าตาในสำนักเต๋าไท่อี้อยู่บ้าง ปกติแล้วเวลาที่ข้าเสนออะไร พวกเขาก็มักจะเห็นด้วยเสมอ"
ชายชรากล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"อย่างนี้นี่เอง ข้าก็นึกว่าเจ้าเป็นเจ้าสำนักเต๋าไท่อี้เสียอีก"
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ข้าไม่ใช่เจ้าสำนักหรอก แต่อีกเดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปพบท่านเจ้าสำนัก แล้วก็ถือโอกาสไปรับผลประโยชน์บางอย่างในฐานะศิษย์สายตรงของเจ้าด้วย"
"แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรเจ้ามากนัก แต่มีของฟรีให้รับก็รับไว้เถอะ"
ตาเฒ่าคนนี้ก็เป็นพวกชอบหยอกล้อเหมือนกัน ว่าแล้วเขาก็สะบัดแขนเสื้อ
ในชั่วพริบตา เมฆหมอกสีขาวสะอาดตาที่แต่เดิมกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงสร้างหมื่นสรรพสิ่งอยู่ตลอดเวลา จู่ๆ ก็ม้วนตัวพลุ่งพล่าน ก่อตัวเป็นพระราชวังอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง บันไดที่ทอดยาวเป็นชั้นๆ มีมากกว่าเก้าร้อยขั้น เมื่อคนเราไปยืนอยู่หน้าพระราชวังแห่งนั้น ก็ดูเล็กจ้อยลงไปถนัดตา
ในขณะเดียวกัน ป้ายคำสั่งนี้ยังสามารถเรียกใช้ศิษย์สืบทอด ศิษย์สายใน และศิษย์สายนอกคนใดก็ได้
นอกจากนี้ ยังมีผลึกบรรลุธรรมอีกสามก้อน
นี่เป็นของขึ้นชื่อจากโลกใบเล็กแห่งหนึ่งในความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต แม้แต่ศิษย์สายตรง ก็ต้องรอทุกๆ หนึ่งร้อยปีถึงจะเบิกได้ก้อนหนึ่ง
หลังจากหลอมรวมผลึกบรรลุธรรมแล้ว จะสามารถเข้าสู่สภาวะรู้แจ้งได้เป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม ซึ่งจะช่วยให้ผู้บำเพ็ญเพียรทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
นี่เป็นสวัสดิการที่มีเฉพาะศิษย์สายตรงเท่านั้น
โดยพื้นฐานแล้ว ความแข็งแกร่งของศิษย์สายตรงก็เหนือกว่าศิษย์สืบทอดอยู่แล้ว เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากผลึกบรรลุธรรมทั้งสามก้อน ก็ยิ่งทำให้พวกเขาเข้าใจถึงความลึกซึ้งของเคล็ดวิชาระดับคัมภีร์ได้เร็วยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับโหยวหมิงแล้ว สิ่งนี้ดูจะไร้ประโยชน์ไปสักหน่อย
สูตรโกงปรับสมดุลพลังอย่างเท่าเทียมของเขา เพียงแค่ดึงพรสวรรค์ให้ถึงระดับ 8 แต้ม ก็สามารถเข้าสู่สภาวะรู้แจ้งได้ทุกเมื่อ
ส่วนของวิเศษชิ้นสุดท้ายที่เขาได้รับ กลับเป็นกลุ่มไอหมอกสีขาวที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
มันคือไอพลังปฐมภูมิไท่อี้ที่สกัดมาจากแดนกุยอี้
นี่คือสิ่งที่ปรมาจารย์ไท่อี้สร้างขึ้นมาจากแหล่งกำเนิดเดิม เมื่อนำไปหลอมรวมเข้ากับกายธรรม จะช่วยยกระดับแก่นแท้ของกายธรรมได้
สิ่งนี้มีประโยชน์ต่อโหยวหมิงมากทีเดียว
กายธรรมของเขาถูกหลอมรวมให้กลายเป็นระดับแนวคิดอยู่แล้ว เมื่อนำไอพลังปฐมภูมิไท่อี้หลอมรวมเข้าไป ก็จะยิ่งมีคุณสมบัติความล้ำลึกของวิถีแห่งการเปลี่ยนแปลงไท่อี้มากยิ่งขึ้น
"ขอแสดงความยินดีกับศิษย์พี่โหยว ที่ได้ก้าวขึ้นเป็นศิษย์สายตรง และได้รับการแต่งตั้งให้ปกครองทวีปฮุ่นซวี"
ทันทีที่โหยวหมิงก้าวออกมาจากแดนกุยอี้ และเพิ่งจะกลับมาถึงถ้ำพำนักของอู่ผิงเซิง อู่ผิงเซิงและพรรคพวกก็พากันเข้ามาหมอบกราบลงบนพื้นทันที
ไม่ว่าเบื้องหน้าคนนอกพวกเขาจะเป็นอัจฉริยะมากแค่ไหน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าศิษย์สายตรง พวกเขาก็ต้องรักษาความเคารพนอบน้อมเอาไว้
การที่โหยวหมิงก้าวเข้าสู่การเป็นศิษย์สายตรง ทำให้พวกเขายอมศิโรราบอย่างราบคาบ
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"
"ไม่ต้องมากพิธี หลังจากที่ข้าเป็นศิษย์สายตรงแล้ว ข้ามีโควตาศิษย์สืบทอดใต้บังคับบัญชาสิบคน และศิษย์สายในอีกสามร้อยคน ในเมื่อพวกเจ้าติดตามข้าเป็นกลุ่มแรก ข้าก็จะเก็บโควตาศิษย์สืบทอดเหล่านี้ไว้ให้พวกเจ้า"
"ข้าขอรับรองกับพวกเจ้าเลยว่า ตราบใดที่พวกเจ้าทำตามที่ข้าสั่ง ข้าสามารถทำให้พวกเจ้าทุกคนก้าวเข้าสู่ระดับศิษย์สืบทอดได้ภายในสิบปี"
"และหลังจากที่ข้าได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลทวีปฮุ่นซวี ข้าก็ขาดแคลนคนทำงานอย่างมาก หากพวกเจ้ามีศิษย์สายในหรือศิษย์สายนอกคนไหนที่ไว้ใจได้ ก็พามาร่วมงานกับข้าได้เลย"
เพียงแค่โหยวหมิงส่งความนึกคิด พลังที่มองไม่เห็นสายหนึ่งก็พยุงทุกคนให้ลุกขึ้น
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ ทุกคนก็ตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่
อู่ผิงเซิงน่ะไม่เท่าไหร่หรอก เพราะพื้นฐานความแข็งแกร่งของเขาก็อยู่ในระดับศิษย์สืบทอดอยู่แล้ว แม้จะถูกโหยวหมิงชิงตำแหน่งไป แต่การจะสู้เพื่อชิงตำแหน่งกลับมาก็เป็นเรื่องง่ายดาย
แต่พวกเฉินจื่อเฉินทั้งหลายกลับตื่นเต้นจนแทบจะร้องตะโกนออกมา เดิมทีพวกเขาไปขอพึ่งพิงศิษย์พี่มั่ว แต่ศิษย์พี่มั่วก็เป็นเพียงศิษย์สืบทอดที่ยังสู้ไม่ได้แม้อู่ผิงเซิง แล้วจะไปเทียบอะไรกับความสง่างามของการได้ติดตามศิษย์สายตรงอย่างโหยวอี้เล่า
สิ่งที่โหยวหมิงบอกว่า จะทำให้พวกเขากลายเป็นศิษย์สืบทอดได้ภายในสิบปีนั้น พวกเขาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นศิษย์สืบทอด การได้ติดตามและทำงานให้กับศิษย์สายตรง ก็ย่อมได้รับผลประโยชน์มากมายมหาศาลอยู่ดี
"พวกเจ้าเป็นกลุ่มแรกที่ติดตามข้า ดังนั้นข้าจะไม่อ้อมค้อมกับพวกเจ้า"
"การเป็นศิษย์สายตรงเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ต่อไปข้ายังต้องการเป็นศิษย์สายตรงอันดับหนึ่ง และแม้กระทั่งลงชิงตำแหน่งเจ้าสำนักคนต่อไปด้วยซ้ำ"
"ตราบใดที่ข้าทำสำเร็จ พวกเจ้าทุกคนก็จะถือว่ามีความดีความชอบในการช่วยให้ข้าได้ขึ้นครองอำนาจ"
สายตาของโหยวหมิงกวาดมองใบหน้าของทุกคน พร้อมกับวาดฝันอันสวยหรูให้พวกเขาฟัง
ด้วยความแข็งแกร่งอันไร้เทียมทานของเขา เขาได้ประทับตราประทับแห่งความไร้พ่ายลงไปในใจของทุกคนแล้ว ตอนนี้เขาจะพูดอะไร ทุกคนก็ย่อมเชื่ออย่างสนิทใจ
เป็นดั่งคาด เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ แววตาของทุกคนก็ทอประกายตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น แม้แต่อู่ผิงเซิงเองก็ยังหวั่นไหวตามไปด้วย
หากทำตามขั้นตอนปกติ ในอนาคตอู่ผิงเซิงอาจจะมีโอกาสได้เป็นศิษย์สายตรงประมาณสามส่วน และโอกาสที่จะบรรลุเป็นเซียนปฐพีก็มีประมาณสองส่วน
แม้ในสายตาของโหยวหมิง เซียนปฐพีจะมีอยู่เกลื่อนกลาด แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปแล้ว ภัยพิบัติต่างๆ ในระดับผ่านเคราะห์กรรมนั้น ก็นับว่าอันตรายอย่างยิ่ง
แต่ถ้าได้ติดตามเจ้าสำนักและได้รับการสนับสนุนทรัพยากรจำนวนมหาศาลจากสำนัก โอกาสที่เขาจะบรรลุเป็นเซียนปฐพีก็คงจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองถึงสามส่วน
"จริงสิ มีใครรู้บ้างว่าลำดับของศิษย์สายตรงกำหนดกันอย่างไร ข้าแค่ต้องไปท้าประลองกับคนที่อยู่ข้างหน้า แล้วก็ชิงอันดับของพวกเขามาได้เลยใช่หรือไม่?"
สุดท้ายโหยวหมิงก็เป็นแค่ศิษย์ใหม่ เขาจึงไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการจัดลำดับของศิษย์สายตรงเท่าไหร่นัก
ตอนที่อยู่ในแดนกุยอี้เขามัวแต่บำเพ็ญเพียร จนลืมถามตาเฒ่าคนนั้นไปเสียสนิท
"ศิษย์พี่"
"การจัดอันดับของศิษย์สายตรง ไม่ได้ดูแค่ความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวแล้วขอรับ ความแข็งแกร่งคิดเป็นเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น ส่วนที่เหลือต้องทดสอบขนาดของขุมกำลังและผลงานทางทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานทางทหาร หากต้องการเป็นศิษย์สายตรงอันดับหนึ่ง ก็จำเป็นต้องมีผลงานทางทหารเป็นอันดับหนึ่งด้วยขอรับ"
พวกเฉินจื่อเฉินเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเรื่องวิธีการจัดลำดับศิษย์สายตรงนัก แต่อู่ผิงเซิงเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง
เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยฝากตัวกับศิษย์สายตรงคนหนึ่ง แต่ภายหลังศิษย์พี่คนนั้นตกตายในความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต เขาจึงต้องกลับมายังสถานที่พักของศิษย์สืบทอดอีกครั้ง
"ผลงานทางทหารงั้นหรือ?"
โหยวหมิงพึมพำสองคำนี้เบาๆ
ดูเหมือนสำนักเต๋าไท่อี้จะเตรียมตัวมาอย่างดีจริงๆ ทั้งที่ตอนนี้ยังอยู่ห่างไกลจากโลกแห่งเซียนปฐพีมาก แต่กลับเริ่มวางระบบผลงานทางทหารล่วงหน้ามาหลายปีแล้ว
ศิษย์ของสำนักเต๋าไท่อี้เหล่านี้เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ พวกเขาย่อมมีสัญชาตญาณของการแข่งขันติดตัวมาตั้งแต่เกิด
"การได้รับผลงานทางทหารมีหลายวิธีขอรับ ในตอนนี้ การเป็นผู้นำในการสร้างวิหารแห่งสงครามจะได้คะแนนสูงสุด การสร้างวิหารแห่งสงครามหนึ่งแห่งจะได้รับผลงานทางทหารถึงหนึ่งแสนคะแนนเลยทีเดียว"
"ดูเหมือนว่าในตอนนี้ ศิษย์พี่ลู่ผู้เป็นศิษย์สายตรงอันดับหนึ่ง จะมีผลงานทางทหารเพียงสามแสนกว่าคะแนนเท่านั้น"
"รองลงมาคือการสังหารสัตว์ประหลาดแห่งความว่างเปล่า โลกใบใหญ่เสวียนหวงของเราค่อนข้างพิเศษ ภายในโลกมีจุดเชื่อมต่อกับความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขตอยู่หลายจุด บ่อยครั้งมักจะมีสัตว์ประหลาดจากความว่างเปล่า หรือเศษซากโลกที่แตกสลายหลุดเข้ามาในโลกภายใน หากไม่รีบกำจัด ก็จะทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก"
"สัตว์ประหลาดแห่งความว่างเปล่าหนึ่งตัว มีผลงานทางทหารประมาณหนึ่งหมื่นถึงห้าหมื่นคะแนน ส่วนการทำลายเศษซากโลกที่แตกสลาย จะตัดสินผลงานทางทหารตามปริมาณการลดทอนความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ที่เคยได้สูงสุดก็ถึงแปดหมื่นคะแนนเลยขอรับ"
"นอกจากนี้ หากสามารถนำข้อมูลข่าวกรองของโลกแห่งเซียนปฐพีมาได้ หรือสามารถสังหารผู้บำเพ็ญเพียรจากโลกแห่งเซียนปฐพีได้ ก็จะได้รับผลงานทางทหารเช่นกัน"
"ทว่า หากท่านไม่สามารถสังหารเซียนปฐพีได้ ผลงานทางทหารที่ได้ก็จะไม่ได้สูงมากนักขอรับ"
อู่ผิงเซิงเทข้อมูลทั้งหมดที่เขารู้ออกมาจนหมดเปลือก
โหยวหมิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด การสร้างวิหารแห่งสงครามเพื่อเอาผลงานทางทหารนั้นเร็วที่สุดจริงๆ สินะ
วิหารแห่งสงครามหนึ่งแห่ง ก็มีค่าเทียบเท่ากับเซียนปฐพีหนึ่งคน มิน่าล่ะถึงได้ผลงานทางทหารสูงขนาดนี้
และการสร้างวิหารแห่งสงคราม สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือความสามารถด้านค่ายกล และไม่ใช่ความสามารถของคนเพียงคนเดียว แต่ต้องเป็นกลุ่มคน
การจะสร้างวิหารแห่งสงครามสักแห่ง อย่างน้อยต้องใช้ผู้บำเพ็ญเพียรที่เชี่ยวชาญด้านค่ายกลนับร้อยคน สร้างกันเป็นแรมปี อีกทั้งวัสดุที่ใช้ก็ล้วนหายากยิ่งนัก
แม้ความยากจะเทียบไม่ได้กับการสร้างวิถีดาราที่โหยวหมิงเคยทำก่อนหน้านี้ แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืนเช่นกัน
แต่ในใจของโหยวหมิงกลับนึกถึงสายการผลิตเครื่องจักรกลของสำนักเป่ยหมิง สำนักเป่ยหมิงสร้าง [บ่อพลังงานแม่เหล็กธาตุ] ขึ้นมาก่อน
จากนั้นก็อาศัยพลังของแม่เหล็ก สร้างอุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ ออกมาอย่างไม่ขาดสาย
ฐานค่ายกลวิถีดาราของโหยวหมิง ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากสายการผลิตนี่แหละ
หากใช้สายการผลิตเครื่องจักรกลมาสร้างวิหารแห่งสงคราม ไม่รู้ว่าจะมีความเป็นไปได้แค่ไหน
น่าเสียดาย ที่ในมือของเขาตอนนี้ไม่มี [บ่อพลังงานแม่เหล็กธาตุ]
ความคิดหลายอย่างแล่นผ่านเข้ามาในหัวของโหยวหมิงในชั่วพริบตา
ทวีปฮุ่นซวีตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของโลกใบใหญ่เสวียนหวง มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณหนึ่งในสิบของโลกใบใหญ่เสวียนหวง
ทอดยาวจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกถึงเจ็ดสิบล้านลี้ ทอดยาวจากทิศเหนือไปทิศใต้กว่าสี่พันลี้ ใหญ่กว่าหนึ่งแคว้นของโลกแห่งเซียนปฐพีก่อนที่จะได้รับการยกระดับขึ้นเพียงเล็กน้อย
ทวีปทั้งทวีปถูกพาดผ่านด้วยเทือกเขาสามแห่ง เทือกเขาทั้งสามแห่งตั้งตระหง่านเรียงรายราวกับกระดูกสันหลังมังกรของผืนแผ่นดิน
นี่จึงทำให้สภาพแวดล้อมโดยรวมของทวีปฮุ่นซวีมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้ ประชากรธรรมดาในสถานที่แห่งนี้จึงมีไม่มากนัก ในทางกลับกัน จำนวนของผู้บำเพ็ญเพียรกลับมีไม่น้อยเลย
เพราะภายใต้เทือกเขาทั้งสามแห่งนี้ ล้วนก่อให้เกิดชีพจรวิญญาณขนาดใหญ่ และชีพจรวิญญาณขนาดกลางกับขนาดเล็กอีกนับไม่ถ้วน ทำให้ที่นี่มีพลังวิญญาณอุดมสมบูรณ์มาก
แต่ก็ด้วยเหตุนี้เช่นกัน สภาพแวดล้อมของทวีปฮุ่นซวีจึงมีความสลับซับซ้อนไปทั่วทุกแห่งหน
แต่นี่ก็ยังไม่ใช่จุดที่พิเศษที่สุด จุดที่พิเศษที่สุดคือสภาพแวดล้อมทางมิติของที่นี่ต่างหาก
ทวีปแห่งนี้ตั้งอยู่บนจุดตัดของคลื่นมิติแห่งความว่างเปล่ามาตั้งแต่สมัยโบราณกาล บ่อยครั้งที่รอยแยกมิติมักจะเปิดออก สัตว์ประหลาดจากความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต หรือแม้แต่โลกขนาดเล็กหรือโลกขนาดกลางที่แตกสลาย ก็มักจะถูกดึงดูดเข้ามา และพุ่งชนสถานที่แห่งนี้
ดังนั้น ในสายตาของคนจำนวนมาก ที่นี่จึงเป็นดั่ง [ทวีปนอกพิภพ]
การที่โหยวหมิงถูกจัดมาอยู่ที่นี่ ก็คงมีความตั้งใจที่จะขัดเกลาเขาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
โหยวหมิงลอยตัวอยู่กลางอากาศ ทอดสายตามองไปทั่วทั้งทวีปฮุ่นซวี
ด้วยสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างเลวร้าย ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่จึงรวมตัวกันอาศัยอยู่ตามจุดศูนย์รวมพลังวิญญาณต่างๆ
โดยทั่วไปแล้ว ตามจุดศูนย์รวมพลังวิญญาณ มิติจะมีความมั่นคงกว่า จะไม่เกิดรอยแยกมิติขนาดใหญ่ขึ้นมากะทันหัน จนกลืนกินผู้คนทั้งหมดเข้าไป
"ศิษย์พี่ขอรับ"
"สิ่งมีชีวิตในทวีปฮุ่นซวี ส่วนหนึ่งคือศิษย์ของสำนักเต๋าไท่อี้ของเรา อีกส่วนหนึ่งคือคนพื้นเมืองของโลกใบใหญ่เสวียนหวง พวกเขาไม่มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียร จึงไม่สามารถก้าวเข้าสู่วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรได้ ทำได้เพียงเป็นกำลังสำรองสำหรับคัดเลือกศิษย์เท่านั้นขอรับ"
อู่ผิงเซิงยืนอยู่ข้างๆ โหยวหมิง และเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดขึ้น
รูปแบบของสำนักเต๋าไท่อี้แตกต่างจากโลกแห่งเซียนปฐพี
ผู้บำเพ็ญเพียรในโลกแห่งเซียนปฐพีมีข้อกำหนดในการบำเพ็ญเพียรที่เข้มงวดมาก ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับพรสวรรค์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับวาสนาอีกด้วย พวกเขาไม่เคยรับศิษย์จากหมู่คนธรรมดาอย่างกว้างขวางเลย
พวกเขาไม่เข้าไปแทรกแซงการดำเนินงานของราชวงศ์ในโลกมนุษย์ และไม่ก้าวก่ายการบริหารราชการแผ่นดิน
แต่สำนักเต๋าไท่อี้ไม่เหมือนกัน สำนักเต๋าไท่อี้ใช้รูปแบบของสำนักเต๋าในการปกครองคนธรรมดาทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จ
ในบรรดากองกำลังของคนธรรมดา สำนักเต๋ามีอำนาจสูงสุด แม้แต่การเปลี่ยนตัวจักรพรรดิ ก็ยังต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักเต๋าเลย
และในทุกๆ เมือง จะมีสำนักเต๋าตั้งอยู่ เด็กที่มีอายุครบแปดปีบริบูรณ์ทุกคน จะต้องเข้าไปทดสอบพรสวรรค์ในสำนักเต๋า ผู้ที่มีพรสวรรค์เท่านั้น จึงจะได้รับการรับเข้าศึกษาและฟูมฟักโดยสำนักเต๋า
รอจนบำเพ็ญเพียรลมปราณสำเร็จ สามารถปลดปล่อยลมปราณออกจากจุดชีพจรได้แล้ว จึงจะสามารถเข้าสู่ระดับศายนอกได้
ส่วนผู้ที่ไม่มีพรสวรรค์ ก็ยังคงเป็นแค่คนธรรมดาต่อไป ต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองของคนธรรมดาทั่วไป ดำรงเผ่าพันธุ์ให้กำเนิดลูกหลานต่อไป พร้อมกับหวังว่าในอนาคตจะมีเด็กที่มีพรสวรรค์เกิดมาในรุ่นลูกรุ่นหลาน
ด้วยรูปแบบนี้เอง ทำให้จำนวนศิษย์ระดับรากหญ้าของสำนักเต๋าไท่อี้มีจำนวนมหาศาลจนน่าเหลือเชื่อ
"รู้สึกเหมือนได้กลับมาทำอาชีพเก่าเลยแฮะ เพิ่มจำนวนประชากร ยกระดับพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรให้กับชาวบ้านในเขตปกครอง"
"ว่าแต่ ในโลกแห่งความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขตเหล่านี้ ดูเหมือนจะไม่มีร่องรอยของวิถีเทพเลย แล้วสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เวียนว่ายตายเกิดกันอย่างไรล่ะเนี่ย?"
โหยวหมิงฟังคำอธิบายของอู่ผิงเซิง พลางพยักหน้าและแอบบ่นในใจไปพลาง
ขณะที่โหยวหมิงกำลังตรวจตราทวีปฮุ่นซวีอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีรอยแยกปรากฏขึ้นบนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ระหว่างเทือกเขาสองแห่ง จากนั้นฝูงปลาสีดำทะมึน รูปร่างคล้ายปลาช่อนจำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งออกมาจากรอยแยกนั้นอย่างต่อเนื่อง
ฝูงปลาเหล่านี้มีจำนวนมหาศาล เพียงชั่วอึดใจเดียวก็พุ่งออกมานับหมื่นตัว
หางของพวกมันสะบัดไปมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความว่างเปล่าถูกฉีกขาดเป็นรอยแยกเล็กๆ มองแต่ไกลราวกับฝูงแตนที่กำลังบินผ่าน
"นี่คงจะเป็นสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขตสินะ"
ภายในโลกใบใหญ่เสวียนหวงมีจุดที่เชื่อมต่อกับความว่างเปล่าอยู่หลายแห่ง สถานที่เหล่านี้เป็นจุดที่ความว่างเปล่าเปราะบาง จึงมักจะดึงดูดสิ่งมีชีวิตจากความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขตให้ทะลุเข้ามาได้ง่าย
ผู้บำเพ็ญเพียรหลายคนอาจจะอยู่ในความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขตมาทั้งชีวิต แต่ก็ไม่เคยพบเห็นสิ่งมีชีวิตจากความว่างเปล่าเลยสักตัว
แต่ในโลกใบใหญ่เสวียนหวง เรื่องแบบนี้กลับกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว
"นี่คือปลาช่องว่างมืด เป็นสิ่งมีชีวิตแห่งความว่างเปล่าที่พบเห็นได้ทั่วไปที่สุด แต่หากปล่อยทิ้งไว้ หากพวกมันว่ายเข้าไปในแหล่งชุมชนของมนุษย์ ก็จะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง"
"ศิษย์พี่ ข้าน้อยขออาสาไปจัดการจับปลาช่องว่างมืดเหล่านี้เองขอรับ"
อู่ผิงเซิงอาสาเสนอตัว
เมื่อได้รับคำอนุญาตจากโหยวหมิง ร่างของอู่ผิงเซิงก็กะพริบวูบ พุ่งตัวไปไกลหลายสิบลี้ในชั่วพริบตา จากนั้นร่างของเขาก็พลิกแพลง กลายร่างเป็นพญานกเผิงขนาดหลายพันจั้ง รอบกายส่องแสงสีทองประกายเจิดจ้า ราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังลุกโชนด้วยเปลวเพลิง
เขาอ้าปากกลืนกิน ความว่างเปล่าเบื้องหน้าราวกับสสารที่ไหลลื่นได้ พากันหลั่งไหลเข้าไปในปากของเขาอย่างบ้าคลั่ง
และฝูงปลาช่องว่างมืดเหล่านี้ ก็ถูกดูดกลืนเข้าไปในปากของอู่ผิงเซิงตามความว่างเปล่านั้นด้วยเช่นกัน