- หน้าแรก
- เกมมรณะสองพิภพ
- ตอนที่ 57 อำเภอฮุ่ยสุ่ย เข้าแถวที่ท่าเรือ
ตอนที่ 57 อำเภอฮุ่ยสุ่ย เข้าแถวที่ท่าเรือ
ตอนที่ 57 อำเภอฮุ่ยสุ่ย เข้าแถวที่ท่าเรือ
ตอนที่ 57 อำเภอฮุ่ยสุ่ย เข้าแถวที่ท่าเรือ
อำเภอฮุ่ยสุ่ย
เมืองแห่งนี้รองรับประชากรได้หลายแสนคน ตัวเมืองถูกโอบล้อมเอาไว้อย่างหนาแน่นด้วยกำแพงเมืองที่สูงถึงหกเจ็ดเมตร ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความมั่นคงและปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง
วั่งชวนเดินตามโค้ชอวี๋มาจนถึงบริเวณประตูเมืองของอำเภอฮุ่ยสุ่ย ที่หน้าประตูมีทหารยามสวมชุดเกราะสองกองกำลังทำหน้าที่ตรวจตราเอกสารยืนยันตัวตนของคนที่เข้าเมืองตามลำดับ
โค้ชอวี๋เป็นมือปราบของที่ทำการศาล ย่อมสามารถเดินผ่านเข้าไปได้โดยตรงอยู่แล้ว
วั่งชวนหยิบแผ่นไม้ที่เป็นเอกสารยืนยันทะเบียนราษฎร์ของหมู่บ้านเฮยสือออกมา
ทหารยามกวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วเอ่ยถามว่า
"คนจากหมู่บ้านเฮยสือ มาทำอะไรที่เมืองหลวงของอำเภอล่ะ?"
วั่งชวนตอบกลับไปตามที่โค้ชอวี๋เคยสั่งสอนไว้ก่อนหน้านี้ว่า
"ได้ยินมาว่าพรรคอวี่หลงกำลังเปิดรับคน ผมเลยอยากจะลองเข้ามาเสี่ยงโชคดูหน่อยครับ"
"เธอเป็นผู้เตรียมพร้อมเป็นจอมยุทธ์งั้นเหรอ?" ทหารยามปรายตาดูเขาเพิ่มอีกแวบหนึ่ง
วั่งชวนพยักหน้ารับ
"ผมยังเป็นช่างตีเหล็กของหมู่บ้านเฮยสือด้วยครับ พอจะมีแรงกำลังอยู่บ้าง"
ทหารยามจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าวั่งชวนมีจุดพักพิงที่แน่นอน และจะไม่กลายเป็นภัยแฝงภายในเมือง หลังจากรับรู้ว่าคนตรงหน้ามีสถานะเป็นผู้เตรียมพร้อมเป็นจอมยุทธ์แล้ว เขาก็ตริตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกำชับว่า
"รีบไปรายงานตัวที่พรรคอวี่หลงให้เร็วที่สุด ถ้าผ่านเกณฑ์ก็จัดการเรื่องย้ายทะเบียนราษฎร์ซะ แต่ถ้าพวกเขาไม่สนใจเธอ...เธอก็กลับไปในที่ที่เธอจากมา"
เมื่อพูดจบ เขาก็คืนแผ่นไม้ให้แล้วโบกมือปล่อยตัว
วั่งชวนมีความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการของอำเภอฮุ่ยสุ่ยเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง
การป้องกันช่างหนาแน่นเหลือเกิน!
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหัวหน้ามือปราบของสำนักหกประตูยังคงพักอยู่ที่อำเภอฮุ่ยสุ่ยด้วยหรือเปล่า
เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ภายในเมือง เขาก็รู้สึกเหมือนโลกทัศน์เปิดกว้างขึ้นทันตา
พื้นผิวถนนในเมืองหลวงของอำเภอล้วนเป็นปูด้วยแผ่นหินที่ราบเรียบ อาคารบ้านเรือนทั้งสองฝั่งทอดยาวออกไปอย่างเป็นระเบียบ ถนนหนทางเต็มไปด้วยผู้คนเดินสวนกันไปมา เสียงอึกทึกครึกโครมลอยมาปะทะหน้าในทันที
พวกเด็กๆ วิ่งไล่จับเล่นสนุกกันและพากันปาหิมะไปทั่วทุกหนแห่ง
มีคนจำนวนไม่น้อยแบกฟืนและของป่ามาส่งเสียงเร่ขายอยู่บนท้องถนน
เหลาอาหารและร้านค้าทั้งสองฟากฝั่งต่างก็ใช้วิธีการของตัวเองในการเรียกลูกค้า
มีอยู่ช่วงพริบตาหนึ่งที่วั่งชวนเกิดความรู้สึกสับสนอย่างรุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง
ที่นี่ คือโลกในเกมจริงๆ อย่างนั้นเหรอ?
ผู้คนทุกๆ คน ฉากทุกๆ ฉาก รวมถึงบทสนทนาต่างๆ ดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติและสมเหตุสมผลเหลือเกิน
ยามที่บังเอิญเจอจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งและพกดาบเดินผ่านไป สายตาท่าทางเหล่านั้น รวมถึงระยะห่างและความยำเกรงที่คนรอบข้างแสดงออกโดยสัญชาตญาณ ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากโลกแห่งความเป็นจริงเลยสักนิด
โค้ชอวี๋จูงม้าเดินนำอยู่ด้านหน้า พารั่งชวนเดินตัดผ่านเมืองมาจนถึงบริเวณใกล้ๆ ท่าเรือริมแม่น้ำแล้วจึงหยุดฝีเท้าลง
ตรงท่าเรือแห่งนี้ มีกลุ่มกรรมากรท่าเรือที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าบางๆ กำลังเข้าแถวอยู่ตรงหน้าอาคารพรรคที่ถูกสร้างขึ้นอย่างหรูหราอลังการ
โค้ชอวี๋เชิดหน้าบอกวั่งชวนว่า
"ตรงนั้นก็คือที่ตั้งหลักของพรรคอวี่หลง"
"ช่วงวันสองวันนี้ที่ตั้งหลักของพรรคอวี่หลงกำลังเร่งรีบเกณฑ์คนอย่างหนัก ศิษย์ในพรรคต่างก็คิดว่านี่คือโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตที่จะได้เลื่อนขั้น ทุกคนเลยอยากจะมาเสี่ยงโชคกันดู"
"ข้าวของของเธอ เดี๋ยวฉันจะช่วยเฝ้าดูให้ก่อน เธอถือเอกสารทะเบียนราษฎร์ของหมู่บ้านเฮยสือเดินเข้าไปสมัครเถอะ"
วั่งชวนพยักหน้ารับ จากนั้นก็หันหลังเดินตรงไปยังฝั่งนั้นทันที
เรื่องที่ควรพูด โค้ชอวี๋ได้กำชับกับเขาอย่างชัดเจนแล้วในระหว่างทาง
สำหรับการรับคนของพรรคอวี่หลงนั้น วิธีการทดสอบก็คือสามสิ่งเดิมๆ อย่างการยกตุ้มน้ำหนักหิน การควงดาบใหญ่ และการยิงเกาทัณฑ์
ขอเพียงแค่สามารถผ่านด่านใดด่านหนึ่งในสามสิ่งนี้ได้ ก็จะสามารถเข้าสู่พรรคอวี่หลง กลายเป็นกรรมากรของพรรคอวี่หลง และได้รับสถานะเป็นศิษย์ท่าเรือ
หากผ่านได้สองด่าน ก็จะถือว่าได้รับการยอมรับในฐานะผู้เตรียมพร้อมเป็นจอมยุทธ์ และสามารถกลายเป็นศิษย์สายในของพรรคอวี่หลงได้
แต่ถ้าหากสามารถผ่านได้ทั้งสามด่านติดต่อกัน นั่นจะเท่ากับว่ามีฝีมือใกล้เคียงกับจอมยุทธ์ และสามารถรับตำแหน่งหน้าที่การงานในที่ตั้งหลักของพรรคได้เลย
ในหมู่กรรมากรที่ดูแข็งแกร่งบึกบึนเหล่านั้น จู่ๆ ก็มีเด็กหนุ่มที่ดูหน้าตาหมดจดสะอาดสะอ้านเพิ่มเข้ามาคนหนึ่ง คนของพรรคอวี่หลงต่างก็อดไม่ได้ที่จะทอดสายตามองสำรวจเข้ามา ในแววตาเหล่านั้นแฝงไปด้วยการประเมินและความเป็นศัตรูอยู่บ้าง
ทว่าตรงอาคารพรรคมีคนคอยเฝ้าดูอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในแถวหรือนอกแถวก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรบุ่มบ่าม
วั่งชวนไม่ได้ใส่ใจ เดินตรงเข้าไปที่โต๊ะรับสมัคร
"สวัสดีครับ ผมต้องการมาสมัครครับ"
"เป็นคนแถวไหน?"
ชายอายุราวๆ สามสิบกว่าปีที่อยู่หลังโต๊ะมีสายตาที่เฉียบคม เขามองสำรวจวั่งชวนแล้วเอ่ยถามว่า "มีคนค้ำประกันไหม?"
"เป็นคนหมู่บ้านเฮยสือครับ ผมรู้จักกับพี่หลินสวิน พี่ชายหลินของพรรคอวี่หลงครับ"
"พี่หลินอย่างนั้นเหรอ"
อีกฝ่ายพอได้ยินว่าวั่งชวนรู้จักกับหลินสวิน สายตาก็ดูอ่อนโยนลงมากในทันที "ช่วงก่อนหน้านี้ พี่หลินก็เดินทางไปที่หมู่บ้านเฮยสือจริงๆ นั่นแหละ เธอชื่ออะไรนะ? แล้วมีความสัมพันธ์อะไรกับเขา?"
"ผมชื่อวั่งชวนครับ นี่คือเอกสารทะเบียนราษฎร์ของผม ตอนนั้นพี่หลินสวินเห็นผมตีเหล็กอยู่ที่หมู่บ้านเฮยสือเลยมีน้ำใจอยากจะดึงตัวมา อยากให้ผมเข้าร่วมพรรคอวี่หลงเพื่อทำหน้าที่ตีเหล็ก ตีอาวุธให้พวกพี่ๆ ในพรรคอวี่หลง ผมก็เลยมาครับ"
คำพูดของวั่งชวนนั้น ย่อมเรียนรู้มาจากโค้ชอวี๋อยู่แล้ว
"ได้เลย!"
"ในเมื่อเป็นคนที่พี่หลินแนะนำมา เธอก็ไปเข้าแถวตรงนู้นเถอะ"
หลังจากอีกฝ่ายบันทึกชื่อและที่มาเรียบร้อยแล้ว ก็ยื่นป้ายหมายเลขให้เขาอันหนึ่ง
"พอถึงตาเธอ เธอก็บอกว่าเป็นช่างตีเหล็กที่พี่หลินแนะนำมา เดี๋ยวเขาจะช่วยดูแลเธอเอง"
"ขอบคุณมากครับพี่ชาย"
วั่งชวนประสานมือรับป้ายหมายเลขแล้วเดินไปต่อท้ายแถว
คนด้านหน้าใช้เวลาในการทดสอบเร็วมาก
กรรมากรท่าเรือส่วนใหญ่ต่างก็พยายามทดสอบยกตุ้มน้ำหนักหินและควงดาบใหญ่ เพราะอยากได้รับการรับรองในฐานะผู้เตรียมพร้อมเป็นจอมยุทธ์
ทว่าตุ้มน้ำหนักหินนั้นยกง่าย แต่ดาบใหญ่กลับควงได้สะเปะสะปะเละเทะไปหมด มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ได้ฝึกฝน 《วิชาดาบพื้นฐาน》 มาเลย อาศัยเพียงแค่แรงกำลังพ่นฟันไปมั่วๆ เท่านั้น
ร่ายรำไปได้ไม่กี่ทีก็ถูกตวาดไล่ให้ไสหัวไปไกลๆ
ชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบกว่าปีที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและทดสอบฝีมือตรงที่ตั้งหลักของพรรคมีรูปร่างที่ตั้งตรง สายตาเฉียบคม และที่ง่ามมือทั้งสองข้างมีรอยแผลเป็นหนาเตอะอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขามีฝีมือระดับจอมยุทธ์อย่างแน่นอน
ในเวลานี้ ชายวัยกลางคนมีสีหน้าที่บึ้งตึงมาก
ดูคนมาตั้งมากมาย แต่กลับไม่มีผู้เตรียมพร้อมเป็นจอมยุทธ์เลยสักคนเดียว!
เด็กหนุ่มคนต่อมาในแถว ตอนที่ร่ายรำดาบเกือบจะฟันโดนตัวเองด้วยซ้ำ จึงถูกเขากระชากตัวโยนออกไปโดยตรง
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของจอมยุทธ์วัยกลางคนกระตุกเบาๆ นิ้วทั้งห้าค่อยๆ กำหมัดแน่นจนข้อต่อส่งเสียงดังลั่น สายตากวาดมองไปข้างหน้า แรงกดดันที่ยากจะอธิบายแผ่ซ่านเข้าใส่กรรมากรที่อยู่ในแถวด้านหลังทันที
"ไม่ได้ฝึกฝนวิชาดาบมาเลย ยังกล้ามาทำเล่นๆ หลอกลวงฉันอีก เชื่อไหมว่าฉันจะบีบไข่พวกแกให้แตกเลย!"
เสียงตวาดลั่นประโยคเดียว ทำเอาคนในแถวหลายคนหน้าถอดสี รีบแอบย่องหนีออกไปจากการทดสอบทันที
ในไม่ช้าก็ถึงตาของวั่งชวนที่ต้องลงสนาม
วั่งชวนประคองป้ายหมายเลขด้วยสองมือแล้วกล่าวว่า "ผมได้รับการแนะนำมาจากพี่หลินสวิน อยากจะมาสมัครเป็นช่างตีเหล็กของพรรคครับ"
จอมยุทธ์วัยกลางคนชะงักไปเล็กน้อย หลังจากมองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วก็เอ่ยว่า
"ไปลองยกตุ้มน้ำหนักหินตรงนั้นดู"
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่คุ้นเคยกับช่างตีเหล็ก แต่ช่างตีเหล็กที่ได้มาตรฐานย่อมต้องมีแรงกำลังที่ดีอย่างแน่นอน จะมาพ่ายแพ้ให้กับกลุ่มกรรมากรท่าเรือเหล่านี้ไม่ได้
วั่งชวนเดินตรงเข้าไปตามคำสั่ง
ตุ้มน้ำหนักหินมีน้ำหนักถึงห้าสิบจั่ง! ขอเพียงแค่สองมือหยิบยกขึ้นมาคนละอันแล้วเหยียดแขนตรงได้เป็นเวลาสองช่วงลมหายใจ ก็จะถือว่าผ่านเกณฑ์
หากเป็นตอนที่วั่งชวนเพิ่งเข้าสู่โลก 《โลกวิญญาณ》 และมีค่าพละกำลังเพียง 8 แต้ม การจะทำสิ่งนี้ให้สำเร็จแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
ทว่าในยามนี้เขามีค่าพละกำลังถึง 15 แต้มแล้ว จึงสามารถยกตุ้มน้ำหนักหินทั้งสองอันขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ภายใต้สายตาที่จับจ้องของจอมยุทธ์วัยกลางคน เขาสามารถผ่านช่วงเวลาสองช่วงลมหายใจไปได้อย่างสงบนิ่งเป็นอย่างยิ่ง
จอมยุทธ์วัยกลางคนพยักหน้าเล็กน้อย
"ด่านแรก ผ่านแล้ว"
"ควงดาบเป็นไหม?"
"ไม่เป็นครับ” วั่งชวนส่ายหน้า
เขาไม่อยากรีบร้อนไปเป็นมือกฏของพรรคอวี่หลงเร็วขนาดนี้
แผนการของโค้ชอวี๋ก็คือขอเพียงแค่ผ่านด่านแรกได้ก็พอแล้ว
จอมยุทธ์วัยกลางคนเดินเข้ามา แล้วคว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนของเขา พร้อมกับแค่นยิ้มอย่างเย็นชาว่า "หึ! รากฐานแน่นหนาขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่ามีความสามารถระดับผู้เตรียมพร้อมเป็นจอมยุทธ์อยู่แล้ว ยังบอกว่าตัวเองทำเป็นแค่ตีเหล็กอีกงั้นเหรอ? เธอคิดว่าฉันจะเชื่ออย่างนั้นเหรอ?"