- หน้าแรก
- วงการบันเทิง ฉันแค่กินเมล็ดแตงโมอยู่ดีๆ ก็ได้รับรางวัลม้าทองได้ยังไงกัน
- บทที่ 129 หมดเวลาการกินแตงพร้อมรับเงินเดือนแล้ว เอาอั่งเปาปิดกล้องมาซะ
บทที่ 129 หมดเวลาการกินแตงพร้อมรับเงินเดือนแล้ว เอาอั่งเปาปิดกล้องมาซะ
บทที่ 129 หมดเวลาการกินแตงพร้อมรับเงินเดือนแล้ว เอาอั่งเปาปิดกล้องมาซะ
บทที่ 129 หมดเวลาการกินแตงพร้อมรับเงินเดือนแล้ว เอาอั่งเปาปิดกล้องมาซะ
แดดที่ฐานถ่ายทำภาพยนตร์และโทรทัศน์เชอตุนร้อนแรงเสียจนทำเอาคนอยากจะด่ากราด ซูลั่วนั่งยองๆ อยู่ริมสระน้ำใหญ่ในตรอกเล้าหมู ในมือถือแตงโมครึ่งซีกที่เพิ่งซื้อมา ใช้ช้อนตักกินอย่างเมามัน
กลางลานกว้าง โจวซิงฉือกำลังสุมหัวอยู่หลังจอมอนิเตอร์ ผมที่ย้อมกลับมาเป็นสีดำแล้วนั้นยุ่งเหยิงราวกับรังนก ปากก็พึมพำอะไรบางอย่างไม่หยุด วันนี้พวกเขาถ่ายทำหนึ่งในฉากระดับตำนานที่ผลาญแรงมากที่สุดในเรื่องหลังจากการดัดแปลงบทอย่างหนัก นั่นคือฉากที่เถ้าแก่เนี้ยไล่ฆ่าอาซิง และยังเป็นฉากที่ตัวละครรองหัวหน้าแก๊งของซูลั่วต้องลาโรงไปด้วย
หยวนชิวสวมชุดนอนอันเป็นเอกลักษณ์ ผมที่ม้วนโรลไว้เต็มหัวส่องประกายวาววับราวกับโลหะภายใต้แสงแดด เธอกำลังนวดเอวไปพลาง บ่นโจวซิงฉือไปพลาง "อาซิง นี่มันรอบที่สิบกว่าแล้วนะ? เอวแก่ๆ ของฉันจะขาดอยู่แล้ว นายจะเอาไงกันแน่เนี่ย?"
โจวซิงฉือหัวเราะแห้งๆ ออกมาสองเสียง เกาหัวแล้วพูดว่า "พี่ชิว ขออีกรอบเดียวนะ รอบสุดท้ายแล้วจริงๆ เมื่อกี้พี่พุ่งออกมายังไม่เร็วพอ มันยังไม่ได้อารมณ์แบบไฟลนก้นน่ะ"
ซูลั่วที่อยู่ข้างๆ ฟังแล้วถึงกับกรอกตามองบน คำพูดแบบนี้มีแค่โจวซิงฉือเท่านั้นแหละที่กล้าพูด ขืนเปลี่ยนเป็นผู้ช่วยผู้กำกับคนอื่นมาพูดกับหยวนชิวแบบนี้ล่ะก็ คงโดนรองเท้าแตะคู่นั้นตบปลิวไปนานแล้ว
ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับคิวบู๊ แต่สถานะของซูลั่วในตอนนี้ก็คือการนั่งกินแตงพร้อมรับเงินเดือนไปด้วย
ซูลั่วกลืนแตงโมคำสุดท้ายลงคอ แล้วตะโกนเข้าไปในลานกว้าง "พี่ชิว เดี๋ยวตอนพี่วิ่ง ก้าวเท้ายาวๆ หน่อย สับขาให้เร็วกว่านี้ คิดซะว่าคนที่อยู่ตรงหน้าพี่ไม่ใช่อาซิง แต่เป็นคนที่ค้างค่าเช่าพี่มาสามเดือนแล้วยังไม่ยอมจ่าย!"
หยวนชิวได้ยินดังนั้น ก็หันขวับมาถลึงตาใส่ซูลั่ว แต่ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ "ซูลั่ว ไอ้เด็กนี่ แกมันแสบจริงๆ! เดี๋ยวถ่ายเสร็จคอยดูนะ ฉันจะริบแตงโมแกให้หมดเลย!"
ซูลั่วหัวเราะหึๆ โยนเปลือกแตงโมทิ้งไว้ข้างๆ แล้วก็นั่งยองๆ ดูต่อไปอย่างสบายใจเฉิบ
เป็นผู้กำกับคิวบู๊นี่นา แค่ขยับปากก็พอแล้ว ส่วนเรื่องลงไม้ลงมือน่ะ เป็นหน้าที่ของนักแสดงประกอบต่างหาก
เมื่อเริ่มถ่ายทำจริง ทั้งกองถ่ายก็เงียบสงบจนได้ยินแค่เสียงจักจั่นบนต้นไม้
คราวนี้ ทันทีทีผู้ช่วยผู้กำกับสั่งเดินกล้อง
หยวนชิวก็สลัดภาพลักษณ์ทิ้งจนหมดสิ้น คว้าหมับเข้ารองเท้าแตะแล้วเงื้อฟาดอย่างเมามัน อาซิงที่อยู่ข้างหน้าถูกตีจนหน้าตาบิดเบี้ยว ความเกรี้ยวกราดดุดันนั้น ทำเอาคนทั้งกองถ่ายดูแล้วยังหวาดผวา
ซูลั่วนั่งอยู่บนเก้าอี้พับตัวเล็ก มองดูภาพในจอมอนิเตอร์ พลางทอดถอนใจอยู่เงียบๆ ว่านี่แหละคือภาพยนตร์
ไม่ต้องตีลังกา ไม่ต้องโหนสลิง แค่รองเท้าแตะหนึ่งคู่กับขาสองข้าง ก็ทำให้คนดูหัวเราะจนปวดท้องได้แล้ว นี่แหละคือฝีมือของโจวซิงฉือ
เมื่อเห็นภาพที่หยวนชิวกระโดดลอยตัวเอารองเท้าแตะฟาดเข้าที่หลังหัวของอาซิงอย่างจัง เขาก็หลบวูบพร้อมกับตะโกนลั่น "คัต! คัต! คัต! ผ่าน! ผ่านแล้ว!"
อาซิงที่รับบทโดยโจวซิงฉือถูกตีจนทนไม่ไหว ใบหน้าร้อนผ่าวยิบๆ ฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อ การควบคุมสีหน้าพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
ไม่ได้แกล้งแสดง แต่ถูกตีจนเจ็บจริงๆ
วินาทีนั้น บรรยากาศในสถานที่ถ่ายทำก็พลันคึกคักขึ้นมาทันที ทีมแสงเป็นผู้นำในการปรบมือ ทีมฉากผิวปากกันเกรียวกราว แม้แต่ตากล้องยังชะโงกหน้าออกมาจากหลังกล้องแล้วยิ้มกว้าง
ซูลั่วคายเมล็ดแตงโมในปากลงในถ้วยกระดาษตรงหน้า แล้วปรบมือเบาๆ
อืม เทกนี้ถ่ายทำออกมาได้ดีเยี่ยมเลยทีเดียว
ลำดับต่อไป ซูลั่วในฐานะรองหัวหน้าแก๊งขวานซิ่ง ตามบทที่วางไว้ ก็ถึงเวลาที่เขาต้องออกโรงในฉากนี้แล้วเช่นกัน
ในบทเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า 'พลุเมฆาพุ่งขึ้นฟ้า กองทัพนับหมื่นมาพบพาน' นี่คือฉากหลังในการปรากฏตัวของเขา
บทของเขาเรียบง่ายมาก แถมยังดูไม่ได้เรื่องอีกต่างหาก
รายละเอียดเนื้อเรื่องก็คือ เขายืนอยู่หน้าสุดของแถวพรรคพวก ดันโดนพลุ ที่ไม่มีตา
พุ่งชนเข้าที่หน้าผากของอาซิอย่างจัง จากนั้นก็ถูกยอดฝีมือที่จู่ๆ ก็โผล่ออกมาจากในตรอกเตะกระเด็นปลิวไป
กระบวนการทั้งหมดเน้นที่ความรวดเร็วและมึนงง เร็วเสียจนคนดูมองไม่ทันด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนลงมือ มึนงงจนตำแหน่งรองหัวหน้าแก๊งของเขากลายเป็นเรื่องตลกไปเลย
หยวนหัวขยับเข้ามาใกล้ แล้วลดเสียงลงต่ำ "อาลั่ว ไม่ขึ้นไปเตรียมตัวหน่อยเหรอ? เดี๋ยวจังหวะนั้นต้องโหนสลิงนะ แกเพิ่งเคยโหนครั้งแรก ไม่ลองซ้อมดูหน่อยล่ะ?"
ซูลั่วบิดฝากระบอกน้ำเก็บความเย็นในมือ ดื่มโค้กเย็นเจี๊ยบเข้าไปอึกใหญ่ แล้วเรอออกมาเสียงดัง
"ซ้อมทำไมกัน? ก็แค่ปลิวออกไปไม่ใช่เหรอ? ฉันน้ำหนักเบา พวกเขาดึงสบายอยู่แล้ว" ซูลั่วดื่มไปอีกอึก "อีกอย่าง ซ้อมเร็วซ้อมช้ายังไงก็ต้องโดนอัดอยู่ดี สู้เก็บแรงไว้เดี๋ยวค่อยไปกินข้าวเพิ่มอีกชามไม่ดีกว่าหรือไง"
หยวนหัวถูกเหตุผลวิบัติของซูลั่วทำเอาพูดไม่ออก สุดท้ายก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
"ไอ้เด็กนี่ ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา แกก็คงต้องถามก่อนสินะว่าจะหล่นทับชามข้าวแกหรือเปล่า"
ในที่สุด ทุกอย่างก็เตรียมพร้อมเสร็จสรรพ
ซูลั่วเปลี่ยนไปสวมชุดสูทสีดำเนี้ยบกริบ สวมหมวกปีกกว้าง ตรงหน้าอกเผยให้เห็นขวานอันเป็นสัญลักษณ์ประจำแก๊ง แล้วก็ไปยืนอยู่ด้านหน้าเหล่านักแสดงประกอบแก๊งขวานซิ่ง
พอเขาไปยืนอยู่ตรงนั้น ก็ดูมีรังสีอำมหิตของหมายเลขสองแห่งวงการนักเลงอยู่บ้างเหมือนกัน ด้านหลังของเขามีทีมคิวบู๊นับสิบคนเดินตามมาเป็นพรวน ทุกคนสวมสูทดำ สวมหมวกปีกกว้างสีดำ เหน็บขวานไว้ที่เอว ก้าวเดินอย่างพร้อมเพรียง เสียงรองเท้าหนังกระทบแผ่นหินบนพื้นตรอกเล้าหมู ดังกึกก้องหนักแน่น
หลังจอมอนิเตอร์ โจวซิงฉือจ้องมองภาพของซูลั่วในจอเขม็ง จากนั้นเขาก็หันไปมองเถียนฉี่เหวินแวบหนึ่ง เถียนฉี่เหวินเองก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน
ทั้งสองคนไม่มีใครปริปากพูดอะไร แต่อย่างที่รู้กัน ไอ้เด็กนี่ เมื่อกี้ยังนั่งนับเมล็ดแตงโมอยู่ตรงนั้นเลยไม่ใช่หรือไง?
ผู้ช่วยผู้กำกับถือโทรโข่งตะโกนกำชับเป็นครั้งสุดท้าย "ไฟ! ดร็อปลงอีกหน่อย! เอาให้ได้อารมณ์แบบเมฆฝนตั้งเค้า พายุใหญ่กำลังจะมา!"
"พวกตัวประกอบ! พวกนายไม่ได้มาเดินเล่นนะเว้ย พวกนายมาฆ่าคน! ทำสายตาให้มันดูดุเดือดหน่อย! ใช่ แบบนั้นแหละ สายตาแบบที่มันค้างเงินแกอยู่แปดล้านแล้วไม่ยอมคืนน่ะ!"
โจวซิงฉือกลับไปอยู่หลังจอมอนิเตอร์ ยกมือขึ้น เป็นสัญญาณให้ทั้งกองถ่ายเงียบเสียงลง
ผู้ช่วยผู้กำกับใช้โทรโข่งทวนข้อกำหนดเรื่องตำแหน่งการยืนซ้ำอีกรอบ
บุคลากรทุกคนเข้าประจำที่
"แอ็กชัน!
ฉากนี้ สภาพอากาศบนท้องฟ้าบอกจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนทันที
เดิมทีที่เชอตุนแดดยังเปรี้ยงอยู่เลย พอควันเอฟเฟกต์และแผ่นบังแสงของกองถ่ายเริ่มทำงาน ท้องฟ้าเหนือตรอกเล้าหมูในจอมอนิเตอร์ก็พลันเต็มไปด้วยเมฆดำทะมึนก่อตัวม้วนตลบขึ้นมาในพริบตา
เมื่อรองหัวหน้าแก๊งที่รับบทโดยซูลั่วนำเหล่าลูกสมุนชุดดำก้าวเข้ามาในลานกว้าง เงาทะมึนอันหนักอึ้งก็แผ่ปกคลุมผู้พักอาศัยทุกคนในทันที
หยวนชิวยืนอยู่บนชั้นสอง ค่อยๆ หันหน้ามา ใบหน้านั้นกลับมาเป็นสีหน้าเหยียดหยามแบบที่มองไม่เห็นหัวใครอันเป็นปกติของเธอ เธอตะโกนใส่กลุ่มผู้พักอาศัยที่กำลังตกตะลึงอยู่ด้านล่างสุดเสียงว่า "พวกแกจะทำเรื่องเยอะแยะไปทำไม ฝนตกแล้ว รีบกลับบ้านไปเก็บเสื้อผ้าเถอะ..."
ซูลั่วปรายตามอง คายคำพูดออกมาสองคำ "ยัยอ้วน"
สิ้นเสียง หยวนชิวก็โกยแน่บราวกับทาน้ำมันที่ฝ่าเท้า ดังฟุ่บเดียวก็มุดกลับเข้าไปในห้อง คว้าผ้าห่มมาคลุมโปงมิดชิดทันที ภาพนี้ทำเอาบรรดาสมาชิกแก๊งขวานซิ่งที่อยู่ด้านล่างถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก แม้แต่ซูลั่วก็ยังแสดงสีหน้าสงสัยในชีวิตออกมาได้อย่างพอดิบพอดี
ตอนนี้เอง เจี้ยงเป้าก็ก้าวออกมายืนข้างหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ ทว่าปากกลับแข็งกร้าวเป็นอย่างยิ่ง "แกก็อยากจะแบล็กเมล์ฉันเหมือนกันล่ะสิ ฉันไม่กลัวหรอก"
ซูลั่วแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ชักขวานที่ส่องประกายคมกริบออกมาจากด้านหลัง เพื่อเป็นการหยามเกียรติอีกฝ่าย เขาจงใจเอียงคอ ยื่นหูเข้าไปใกล้ แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน "หะ?"
เจี้ยงเป้ามองขวานเล่มนั้น ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง เสียงอ่อนลงไปครึ่งส่วน "ฉัน..."
นัยน์ตาของซูลั่วเปล่งประกายวาวโรจน์ เงื้อมือขึ้นเตรียมจะสับขวานลงไป
"ดีมาก ถัดไป" ผู้ช่วยผู้กำกับตะโกนลั่น
มุมกล้องตัดไป ถังไม้ขนาดใหญ่ตรงมุมกำแพงกำลังสั่นโคลงเคลงอย่างต่อเนื่อง เท้าที่สวมรองเท้าหนังสีดำของซูลั่วกำลังปักหัวทิ่มออกไปนอกถัง ถีบอากาศอย่างไร้เรี่ยวแรง
นี่คือการโหนสลิงครั้งแรกของซูลั่วตั้งแต่มาถึงเชอตุน
ลวดสลิงดึงเขาให้พุ่งทะยานออกไปจากจุดเดิม ร่างทั้งร่างวาดลวดลายเป็นเส้นโค้งกลางอากาศ แผ่นหลังกระแทกเข้ากับขอบถังไม้ แล้วก็ถูกยัดเข้าไปในนั้นอย่างแม่นยำ
กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึงสองวินาที
แต่ภายในสองวินาทีนี้ ซูลั่วสับเปลี่ยนสีหน้ากลางอากาศได้ถึงสามแบบ—จากดุดันเปลี่ยนเป็นตกตะลึง จากตกตะลึงเปลี่ยนเป็นมึนงง และสุดท้ายก็ค้างเติ่งอยู่กับความตลกขบขันที่ว่าฉันคือใคร ฉันมาอยู่ที่ไหน
ช่างคุมสลิงบอกกับหยวนหัวในภายหลังว่า ไอ้เด็กนี่มันไม่กลัวเลยจริงๆ ปล่อยตัวตามสบายตลอดกระบวนการ ไม่ได้เกร็งเลยสักนิด ท่าทางตอนลอยออกไปถึงได้ดูเป็นธรรมชาติสุดๆ มุมที่ตกลงไปในถังก็พอดิบพอดีเป๊ะ
หยวนหัวฟังจบ ก็นิ่งอึ้งไปพักใหญ่
เขานึกถึงคำพูดของซูลั่วก่อนหน้านี้ที่ว่า 'ซ้อมทำไมกัน' จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าบางทีไอ้เด็กนี่อาจจะไม่ได้กำลังอู้งานอยู่จริงๆ ก็ได้
มันรู้จริงๆ ว่าควรจะรับการโจมตีแบบนี้ยังไง
ลูกน้องกลุ่มหนึ่งกรูเข้าไปรุมล้อม ช่วยกันงัดซูลั่วออกมาจากในถัง
ตอนนี้ซูลั่วแสดงถึงขีดสุดแล้ว มุมปากมีฟองฟอด แววตาเลื่อนลอย ร่างทั้งร่างถูกยัดจนผิดรูปผิดร่าง
เขาร้องครางอย่างอ่อนแรง "อย่าขยับ หักแล้ว... เรียกคน เรียกคนมา!"
"ดี! ผ่าน!"
โจวซิงฉือตบต้นขาฉาดใหญ่ ลุกพรวดขึ้นมาจากหลังจอมอนิเตอร์
ทั้งสถานที่ถ่ายทำระเบิดเสียงโห่ร้องยินดีขึ้นมาในพริบตา
โจวซิงฉือยืนขึ้น พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าซูลั่ว เขาไม่ได้พูดอะไรในทันที ทำเพียงแค่ยืนมองซูลั่วอยู่ตรงนั้นหลายวินาที
จากนั้นเขาก็ยื่นมือออกไปตบไหล่ซูลั่ว "ซูลั่ว เรื่องคิวบู๊เนี่ย นายมีฝีมือจริงๆ ด้วยแฮะ"
ซูลั่วปัดเมล็ดแตงโมที่ติดมือออก ลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นที่ก้น "ซิงเหยีย ในเมื่อผ่านแล้ว งั้นงานของผมก็ถือว่าเสร็จสิ้นแล้วใช่ไหมครับ?"
โจวซิงฉือชะงักไปครู่หนึ่ง มองซูลั่วแล้วถามว่า "นายรีบกลับเหรอ?"
ซูลั่วถอนหายใจ ทำหน้าตาจริงจังสุดๆ "ซิงเหยีย คุณไม่รู้อะไร ปลาคาร์ฟที่บ้านผมป่านนี้คงหิวจนผอมโซหมดแล้วมั้ง ขืนไม่รีบกลับไป พวกมันคงได้แหงกตาขาวใส่ผมกันหมดบ่อแน่ๆ แถมบะหมี่จ๋าเจี้ยงที่ปักกิ่งก็กำลังกวักมือเรียกผมอยู่ กระเพาะผมเริ่มจะประท้วงแล้วเนี่ย"
โจวซิงฉืออดหัวเราะออกมาไม่ได้ หันไปกวักมือเรียกเถียนฉี่เหวิน "เถียนจี เอาอั่งเปามาให้เขา
เถียนฉี่เหวินวิ่งเหยาะๆ เข้ามา ในมือถือซองจดหมายหนาปึก
ซูลั่วรับมาบีบดู ความหนาระดับนั้นทำเอาใจชื้นขึ้นมาทันที นี่ไม่ใช่อั่งเปาธรรมดาๆ นะ แต่นี่คือเงินน้ำพักน้ำแรงของซูลั่วที่ได้มาจากการใช้ฝีปากในกองถ่ายตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาต่างหาก
ซูลั่วไม่เกรงใจเลยสักนิด แกะซองจดหมายออกต่อหน้าโจวซิงฉือ เอานิ้วแตะน้ำลาย แล้วเริ่มนับเงินกรีดไพ่ดังพรึ่บพรั่บ
โจวซิงฉือยืนดูอยู่ข้างๆ ถึงกับต้องคลึงขมับ "ซูลั่ว นายก็เป็นถึงคนที่เคยได้รางวัลจากเมืองคานส์นะ ช่วยรักษาภาพพจน์หน่อยไม่ได้หรือไง?"
ซูลั่วตอบกลับไปโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง "ซิงเหยีย ภาพพจน์น่ะมีไว้ให้คนอื่นดู แต่เงินน่ะมีไว้ให้ตัวเองใช้ ผมมันคนซื่อๆ ชอบฟังเสียงแบบนี้แหละครับ"
นับเสร็จสรรพ เป็นเงินสามหมื่นดอลลาร์ฮ่องกงถ้วน รวมกับค่าตัวและเงินที่เบิกล่วงหน้ามาก่อนหน้านี้ การมาเซี่ยงไฮ้ของซูลั่วในครั้งนี้ถือว่ากอบโกยรายได้ไปเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว
ซูล่วยัดเงินใส่กระเป๋า ประสานมือคารวะโจวซิงฉือ "ซิงเหยีย ภูเขาสูงน้ำยาวไกล ไว้พบกันใหม่" ครับ
โจวซิงฉือหัวเราะด่ากลับไปคำหนึ่ง "ไสหัวไปเลย ไอ้เด็กนี่"
ซูลั่วหิ้วกระเป๋าสัมภาระที่จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เดินตรงดิ่งไปยังประตูทางออกของกองถ่ายโดยไม่หันหลังกลับมามอง
เถียนฉี่เหวินตะโกนไล่หลังมา "ซูลั่ว ไม่กินข้าวเลี้ยงปิดกล้องก่อนค่อยไปล่ะ?"
ซูลั่วโบกมือ "ไม่กินแล้วครับ กลัวเดี๋ยวซิงเหยียนึกขึ้นมาได้ว่าต้องถ่ายซ่อมฉากไหน แล้วจะจับผมกลับไปอีก"
แผ่นหลังของเขาเลือนหายไปที่ประตูใหญ่ของกองถ่าย
โจวซิงฉือยืนมองอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ก็ดึงสายตากลับมา แล้วเอ่ยกับเถียนฉี่เหวิน "เถียนจี เมมเบอร์โทรศัพท์ของไอ้เด็กนี่ไว้ให้ดีล่ะ อย่าให้หายเชียวนะ"
เถียนฉี่เหวินพยักหน้า "ทำไม เรื่องหน้ายังอยากจะเรียกใช้เขาอีกเหรอ?"
โจวซิงฉือไม่ได้ตอบคำถาม ก้มหน้าเปิดสตอรี่บอร์ด มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
"ค่อยว่ากันเถอะ"