- หน้าแรก
- ระบบบังคับให้ตับพัง: เมื่อผมต้องรับบทเจ้าพ่อสายดราม่าเพื่อต่อลมหายใจ
- ตอนที่ 191 พี่สาวคนนี้ ขอบเขตงานนี่กว้างขวางไม่เบาเลยนะ
ตอนที่ 191 พี่สาวคนนี้ ขอบเขตงานนี่กว้างขวางไม่เบาเลยนะ
ตอนที่ 191 พี่สาวคนนี้ ขอบเขตงานนี่กว้างขวางไม่เบาเลยนะ
สองวันต่อมา
​พื้นที่ส่วนกลางของป่ากุยซวีถูกดัดแปลงให้กลายเป็นอีกรูปลักษณ์หนึ่ง ทีมงานใช้ประสิทธิภาพอันน่าทึ่งเนรมิต "แท่นบูชาศักดิ์สิทธิ์" ตามบทขึ้นมา แท่นหินจำลองทรงสูงสีดำทะมึนมีรอยด่างพร้อย พันธนาการด้วยโซ่ขนาดเท่าข้อมือ ฉากหลังเป็นผ้าใบรูปพระจันทร์สีเลือดผืนยักษ์ แขวนอยู่ลึกที่สุดของฉาก ย้อมพื้นที่ทั้งหมดให้ตกอยู่ในแสงสีแดงที่ดูอัปมงคล
​ทุกองค์ประกอบแฝงไปด้วยลางร้าย
​จางโหมวอีออกคำสั่ง "แอ็คชั่น!"
​ร่างในชุดสีแดงเพลิงพุ่งเข้ามาในเขตแท่นบูชา นั่นคือหลิงซีที่รับบทโดยซูชิงอิง เมื่อเธอเห็นภาพบนแท่นหิน ร่างทั้งร่างก็แข็งท้างไปทันที บนแท่นหินนั้น องครักษ์หญิงมหาปุโรหิตสองคนนอนจมกองเลือด ไม่รู้เป็นหรือตาย และชายที่เธอถวิลหาทั้งคืนวัน ชายที่เพิ่งให้คำสัตย์สาบานชั่วนิรันดร์กับเธอเมื่อครู่ กลับยืนอยู่ข้าง "ศพ" ทั้งสองนั้น
​เย่เฉิน ในมือถือดาบปีศาจที่ทีมพร็อพทำขึ้นอย่างประณีต ตัวดาบเต็มไปด้วยลวดลายสีดำประหลาด (ซึ่งภายหลังจะใส่ CG เป็นเพลิงดำ) บนใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มที่เย็นชาและแปลกหน้า
​ร่างกายของซูชิงอิงเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ การแสดงของเธอเต็มไปด้วยมิติน่าทึ่ง เริ่มจากความช็อกบริสุทธิ์จนสมองว่างเปล่า ตามมาด้วยความไม่เชื่อ พยายามมองหาจุดบกพร่องบนใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นเพื่อพิสูจน์ว่าทั้งหมดไม่ใช่เรื่องจริง และสุดท้ายคือความสิ้นหวังจนหัวใจสลาย
​เธอไม่ได้กรีดร้อง ไม่ได้ตั้งคำถาม เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น ราวกับพลังชีวิตทั้งหมดถูกสูบออกไปในพริบตา
​ส่วนการแสดงของเจียงฉือนั้นเรียกได้ว่า "ระเบิดพลัง" เขาถ่ายทอดภาวะที่ร่างกายถูกมนตราควบคุมจนทำตามใจไม่ได้ ผสมผสานกับเสียงกรีดร้องด้วยความสิ้นหวังจากก้นบึ้งหัวใจออกมาได้อย่างถึงที่สุด ร่างกายของเขาดูชั่วร้าย ทะนงตัว ถึงขั้นทำท่าเช็ดยอดคมดาบอย่างยั่วยวน
​แต่ภายในใจของเขากลับกำลังเกิดพายุที่ไร้เสียง
ไม่ใช่ข้า!
มองข้าสิ!
เชื่อข้า!
​เสียงตะโกนเหล่านี้ไม่มีแม้แต่คำเดียวที่หลุดรอดลำคอออกมาได้ กล้องโคลสอัพ จับจ้องไปที่ใบหน้าของเจียงฉือ เมื่อซูชิงอิงเค้นเสียงที่แตกสลายถามออกมาคำเดียวว่า... "ทำไม?"
​อำนาจมตราดึงมุมปากของเย่เฉินให้ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เหี้ยมเกรียมที่สุด เจียงฉือทำสีหน้าเยาะเย้ย แต่ในขณะเดียวกัน ทักษะการแสดงออกทางสีหน้าและแววตา ก็ทำงาน หยดน้ำร้อนๆ หยดหนึ่งไหลร่วงจากหางตาโดยควบคุมไม่ได้ ไหลผ่านโหนกแก้มที่บิดเบี้ยวของเขาลงมา
​น้ำตาหยดเดียว
​น้ำตาหยดนี้คือดาบสุดท้ายที่แทงทะลุหัวใจของหลิงซี มันฉีกกระฃากเปลือกนอกของ "การทรยศ" และความจริงของ "การถูกใส่ร้าย" ออกมาวางแผ่ต่อหน้าอย่างเลือดโชก ซูชิงอิงถึงกับเซไปทั้งร่าง
​เย่เฉินอธิบายไม่ได้ เขาทำได้เพียงใช้แรงทั้งหมดที่มีส่ายหัวอย่างบ้าคลั่ง แต่ภายใต้มนตราลวงตา ท่าทางนั้นในสายตาของหลิงซีกลับกลายเป็นการโอ้อวดอย่างลำพองใจ เป็นการเยาะเย้ยคำถามของเธออย่างไร้เสียง ความหวังทั้งหมดพังทลายกลายเป็นผุยผง
​หลังจอมอนิเตอร์ จางโหมวอีที่ปกติหน้าเป็นหินกลับโน้มตัวมาข้างหน้า จมดิ่งไปกับการแสดง
ใช่เลย ฟีลลิ่งเทคนี้มันใช่ชะมัด!
​ต้องเข้าใจว่า ในกองถ่ายจริงๆ "มนตรา" ลวงตาไม่มีอยู่จริง ดาบปีศาจก็แค่ของปลอม คันศรหลิงซีก็แค่ไม้ประดับ ทุกอย่างต้องอาศัย "พลังแห่งความเชื่อ" และพลังการส่งสารของนักแสดงล้วนๆ ซึ่งเจียงฉือและซูชิงอิงทำได้ พวกเขาทำให้ทุกคนในที่นั่นเชื่อในมนตราที่ไม่มีอยู่จริง และโศกนาฏกรรมที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา
​ที่มุมหนึ่งของกองถ่าย เวินเนี่ยนยังคงยืนอยู่อย่างเงียบเชียบ เธอไม่ได้จมดิ่งไปกับเนื้อเรื่องเหมือนคนอื่น เป้าหมายการสังเกตของเธอนั้นพิเศษมาก เธอไม่ได้มองนักแสดง แต่มองไปที่ผู้กำกับ ช่างภาพ ช่างไฟ หรือแม้แต่เด็กฝึกงานข้างๆ ที่ตาแดงก่ำและเอามือปิดปากแน่น
​เธอใช้ความอินของคนรอบข้างมา "วัดมูลค่าเชิงพาณิชย์" ของการแสดงนี้ บนใบหน้าเธอยังคงมีรอยยิ้มหวานหยดย้อย แต่เบื้องหลังรอยยิ้มนั้นคือการประเมินที่เยือกเย็นจนน่ากลัว
​การแสดงดำเนินต่อ หลิงซีหลับตาลง เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความรัก ความสับสน ความเจ็บปวดได้จางหายไป เหลือเพียงความเย็นชาและเด็ดขาดในฐานะมหาปุโรหิตแห่งนครซาง เธอจะมีเรื่องส่วนตัวไม่ได้
​เธอกล่าวคำตัดสินด้วยตัวเอง
"เย่เฉินเป็นครึ่งปีศาจ สันดานปีศาจเปิดเผย ฆ่าพี่น้องร่วมเผ่าข้า เป็นกบฏแห่งนครซาง" เสียงของเธอไม่ดัง แต่กังวานไปทั่วแท่นบูชา "โทษคือ... ผนึกนิรันดร์"
​ทุกคำพูดเหมือนลิ่มที่ตอกลงกลางใจของเย่เฉิน ในวินาทีนี้เอง แผงระบบในหัวของเจียงฉือก็สว่างขึ้นเงียบๆ แต้มใจสลายเริ่มกระโดดขึ้น!
มาแล้ว! เจียงฉือใจเต้นรัว ขณะที่เขายังรักษาภาวะสิ้นหวังของเย่เฉินไว้ เขาก็แบ่งสมาธิมาสังเกต "พลังงานต่อชีวิต" นี้
​"ต้นหอม" ชุดแรกถูกเก็บเกี่ยวแล้ว นั่นคือทีมงานผู้หญิงในกองถ่ายหลายคนที่อินจัดจนเผลอเช็ดน้ำตา พวกเธอใจสลายให้ความอยุติธรรมของเย่เฉิน และปวดใจให้กับความเด็ดเดี่ยวของหลิงซี โศกนาฏกรรมซ้ำซ้อนนี้กำลังถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานบริสุทธิ์ผ่านเลนส์กล้อง
​เมื่อฉากจบลง หลิงซีค่อยๆ ยกมือขวาขึ้น (ในบทจะมีแสงสว่างรวมตัวกันเป็นคันศร) ตอนนี้มือของซูชิงอิงว่างเปล่า เธอเพียงแค่ทำท่าเล็งคันศรไปยังชายที่เธอเคยทุ่มเทให้ทุกสิ่ง เธอเพียงพูดประโยคสุดท้ายของมหาปุโรหิต
"ในนามแห่งข้า ปกป้องมวลหล้า"
นั่นคือโชคชะตาของเธอ และคือเคราะห์กรรมของเขา
​"คัท—!" เสียงจางโหมวอีดังขึ้นในที่สุด
​ทีมงานรอบข้างเหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน หลายคนยังจมอยู่ในความเศร้า เจียงฉือถอนหายใจยาว การแสดงจบลงแล้ว เขาเตรียมจะยืดเส้นยืดสายที่แข็งเกร็ง แต่เสียงหวานๆ ที่แฝงความห่วงใยอย่างพอเหมาะก็ดังขึ้นข้างกาย
​"อาจารย์เจียงคะ เป็นอะไรไหมคะ?"
เป็นเวินเนี่ยน เธอเดินเข้ามาพร้อมน้ำเกลือแร่เย็นเจี๊ยบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลที่ "ไร้การป้องกัน" และ "สมบูรณ์แบบ"
"การแสดงเมื่อกี้ของคุณ... มันทำให้คนดูเจ็บปวดใจจริงๆ ค่ะ" เธอยื่นขวดน้ำให้
​เจียงฉือมองเธอ ในเวลาเดียวกัน เสียงเตือนในหัวพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุด!
【คำเตือน! คำเตือน! เป้าหมาย "เวินเนี่ยน" กำลังประเมินมูลค่าการแสดงของคุณเป็นครั้งที่สอง!】
【ผลการประเมิน: ศักยภาพเชิงพาณิชย์สูงมาก น้ำหนักอิทธิพลทางสังคมถูกปรับขึ้น!】
【วิเคราะห์: เป้าหมายได้ระบุชื่อคุณลงในรายชื่อ ‘โฮสต์สำรองที่มีศักยภาพ’! ยืนยันเจตนาการล่า!】
​ใจของเจียงฉือกระตุกวูบ 'โฮสต์สำรอง'? พี่สาวคนนี้ขอบเขตงานกว้างขวางเหลือเกินนะ
​เจียงฉือไม่ได้รับน้ำขวดนั้น หรือแม้แต่จะเหลือบสายตามอง เขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางอื่นแทน เห็นหลัวอวี้กำลังเดินมาทางนี้ด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน ทั้งอิจฉา ชื่นชม และไม่ยินยอม
​เวินเนี่ยนสัมผัสได้ถึงสายตาของหลัวอวี้และสังเกตเห็นความเย็นชาของเจียงฉือ ท่าทางของเธอไม่มีความตะกุกตะกักแม้แต่นิดเดียว เธอรีบชักมือที่ยื่นน้ำให้กลับทันที แล้วหันไปหาแฟนตัวเอง รอยยิ้มเปลี่ยนเป็นหวานหยดจนแทบคั้นน้ำออกมาได้
"อาอวี้ คุณมาแล้ว" เธอเข้าไปคล้องแขนหลัวอวี้อย่างเป็นธรรมชาติ กันตัวเองออกจากสถานการณ์เมื่อครู่ได้อย่างสะอาดหมดจด
​นักล่าระดับสูงสุดคนนี้... เริ่มไม่พอใจที่มี "โฮสต์" แค่คนเดียวเสียแล้ว