- หน้าแรก
- ระบบบังคับให้ตับพัง: เมื่อผมต้องรับบทเจ้าพ่อสายดราม่าเพื่อต่อลมหายใจ
- ตอนที่ 179 ชะตากรรมและการอยู่เคียงข้างกัน
ตอนที่ 179 ชะตากรรมและการอยู่เคียงข้างกัน
ตอนที่ 179 ชะตากรรมและการอยู่เคียงข้างกัน
คำว่า “ฉันรับ” ดั่งอสนีบาตฟาดลงกลางห้องรับรองอันวิจิตร
​บรรยากาศในมื้ออาหารพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดในวินาทีนี้เอง
​ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมของจางโหมวอีพลันปรากฏรอยยิ้มจางๆ เป็นความพึงพอใจอย่างยิ่งที่ได้พบ “ผู้รู้ใจ” ส่วนกู้หวยนั้นแสดงสีหน้าที่ซับซ้อน ทั้งกังวลที่ซูชิงอิงเลือกเส้นทางที่ยากระดับนรก และทั้งตื่นเต้นลึกๆ ที่จะได้เห็นการแสดงที่บ้าคลั่งและยอดเยี่ยมที่สุดถือกำเนิดขึ้น
​มื้ออาหารจบลง
บริกรเปิดประตูไม้ จางโหมวอีเดินนำออกไปเป็นคนแรกแต่กลับหยุดฝีเท้าที่หน้าประตู
เขารับแฟ้มเอกสารหนาปึ้กมาจากผู้ช่วยแล้วส่งให้ซูชิงอิง
​มันไม่ใช่บทละครธรรมดา บนปกเต็มไปด้วยกระดาษโน้ตสีสันสดใสแปะไว้พรึ่บพรั่บ เมื่อเปิดดูด้านข้างจะเห็นลายมือเขียนโน้ตยิกๆ ด้วยปากกาสีแดงและดำสลับกันไปมา
​“นี่คือ ‘การบ้าน’ ที่ฉันอดตาหลับขับต่อนอนทำมาหลายคืน ตอนนี้มันเป็นของเธอแล้ว”
จางโหมวอีพูดจบก็เหลือบมองเจียงฉือแวบหนึ่ง
“พวกเธอสองคนคือ ‘ดวงตา’ ของหนังเรื่องนี้”
“อย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ”
​บนรถขากลับโรงแรม ยังคงเป็นรถตู้สีดำของกู้หวยคันเดิม
ซุนโจวถูกจัดแจงให้แยกนั่งรถอีกคันกลับไปก่อนแล้ว ตอนนี้ในรถจึงมีเพียงคนขับ, กู้หวย และเจียงฉือ
​ภายในรถเงียบงันอยู่นาน ในที่สุดกู้หวยก็ทนไม่ไหวต้องเปิดปากพูด
“สำหรับชิงอิงแล้ว งานนี้มันยากเกินไป”
นิ้วของเขาเคาะหัวเข่าตัวเองโดยไม่รู้ตัว ราวกับกำลังเรียบเรียงคำพูด
“การต้องสลับบทบาทระหว่างหลิงซีและอาหลีในหนังเรื่องเดียวกัน มันใช้พลังงานของนักแสดงมหาศาลมาก”
​กู้หวยหันมาทางเจียงฉือ
“ตอนที่นายเข้าฉากกับเธอ นายต้องคอยประสานกับเธอให้มาก ให้ปฏิกิริยากับเธอเยอะๆ ช่วยให้เธอหา ‘สวิตช์’ ระหว่างสองตัวละครนั้นให้เจอโดยเร็วที่สุด”
​ความกังวลของกู้หวยทำให้เจียงฉือฉุกคิดขึ้นมา
ถ้าซูชิงอิงเล่นพัง KPI แต้มใจสลายของเขามิกลายเป็นสีเขียวอี๋ (ยอดตก) ทั้งกระดานหรอกหรือ?
มองในมุมนี้ จักรพรรดิภาพยนตร์คนนี้ถือว่ายืนอยู่บนแนวรบเดียวกันกับเขา
​ซูชิงอิง... ต้องเล่นให้ดีเท่านั้น
​เจียงฉือพยักหน้า รับคำด้วยท่าทางจริงใจยิ่ง
“พี่กู้ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะร่วมมือกับเธออย่างเต็มกำลังแน่นอน”
​เมื่อกลับถึงห้องพักโรงแรม เจียงฉือตรงเข้าห้องนอนทันที
ขณะที่เขากำลังจะเข้าสู่โหมดสมาธิขั้นลึก หน้าจอมือถือก็สว่างขึ้น
มีข้อความ WeChat เข้ามา
​จาก: ซูชิงอิง
เนื้อหาสั้นกระชับตามสไตล์ของเธอ:
“บ่ายสามวันศุกร์ สะดวกไหม? คุยเรื่องบทกันหน่อย”
​เจียงฉือมองข้อความนั้นโดยไม่แปลกใจเลยสักนิด
โจทย์ข้อนี้มันยากเกินไปจริงๆ
​การแยกประสาทแสดงสองบทบาทที่นิสัย ตรรกะทางอารมณ์ และรูปแบบพฤติกรรมขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง ซูชิงอิงในฐานะนักแสดงแถวหน้าของประเทศ ย่อมต้องแสวงหาวิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพที่สุด...
นั่นคือการสร้าง “สายสัมพันธ์ของตัวละคร” ขั้นลึกที่สุดกับนักแสดงคู่ครองก่อนจะเปิดกล้อง
​เขาต้องกลายเป็น ‘สมอเรือ’ ให้กับเธอ
เพื่อให้เวลาที่เธอต้องสลับไปมาระหว่างบุคลิกทำลายล้างของหลิงซี กับบุคลิกเยียวยาของอาหลี เธอจะได้มีจุดอ้างอิงที่ชัดเจนและคงที่เพียงจุดเดียว
​เจียงฉือตอบกลับไป:
“สะดวกครับ เรื่องสถานที่ผมจัดการเอง”
​เขาต้องการสภาพแวดล้อมที่ส่วนตัวที่สุดและไม่มีปัจจัยภายนอกมารบกวน
เขาไม่อยากทำ “การสัมมนาทางวิชาการ” ที่เกี่ยวพันกับประสิทธิภาพในการต่ออายุขัยของเขาในอนาคตตามร้านกาแฟหรือร้านอาหาร
​เขาทักหาหลินหว่านทันทีเพื่อแจ้งความต้องการ
หลินหว่านทำงานได้เร็วปานสายฟ้าแลบ สิบนาทีต่อมาที่อยู่ก็ถูกส่งมาให้
มันคือชั้นดาดฟ้าของตึกฝรั่งเก่าในเขตเช่า ซึ่งเคยเป็นห้องหนังสือส่วนตัวของนักเขียนที่เคยอาศัยในฝรั่งเศส ปัจจุบันถูกดัดแปลงเป็นพื้นที่อ่านหนังสือระบบสมาชิกที่ไม่เปิดรับคนนอก เก็บเสียงได้ดีเยี่ยมและมีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด
​บ่ายวันศุกร์ เวลา 14:45 น.
เจียงฉือมาถึงก่อนเวลา
ห้องหนังสือกว้างขวางมาก ผนังทั้งสามด้านเป็นชั้นหนังสือที่สูงจรดเพดาน อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความสงบของหน้ากระดาษเก่าและเฟอร์นิเจอร์ไม้
​เขาไม่ได้เตรียมน้ำชาหรือของว่างเหมือนคนรอแขกทั่วไป
แต่กลับเดินไปที่โต๊ะไม้พะยูงสีแดงตัวใหญ่ ปูกระดาษสีขาวขนาดหนึ่งตารางเมตรที่เตรียมมาล่วงหน้าลงไป
จากนั้น เขาก็หยิบปากกามาร์กเกอร์ขึ้นมา วาดเส้นเวลา สองเส้นที่จุดเริ่มต้นต่างกัน แต่สุดท้ายมาบรรจบไขว้กัน
และเขียนกำกับไว้ที่จุดเริ่มต้นของแต่ละเส้นว่า:
“หลิงซี”
“อาหลี”
​เวลา 15:00 น. ตรง ซูชิงอิงมาถึงตามนัด
เธอยังคงอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีเรียบ เมื่อผลักประตูที่แง้มไว้เข้าไป เธอก็เห็นแผ่นหลังที่กำลังจดจ่ออยู่ที่โต๊ะหนังสือทันที
เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นกระดาษสีขาวแผ่นยักษ์ที่เต็มไปด้วยเส้นสายและเครื่องหมายบนโต๊ะ ฝีเท้าที่กำลังก้าวเดินก็ชะงักไปโดยสัญชาตญาณ
​ก่อนหน้านี้เหล่าแฟนคลับสายจิ้นยังมโนพล็อตเรื่องรักรันทดกันวุ่นวายเรื่องข่าวลือของพวกเขา
แต่ตัวเอกทั้งสองคนกลับมาอยู่ที่เดียวกัน เพื่อทำ “การผ่าพิสูจน์ตัวละคร” อย่างบ้าคลั่ง
​“ฉันนึกว่า เราจะเริ่มจากการซ้อมบทพูด กันเสียอีก”
เสียงของซูชิงอิงทำลายความเงียบในห้องหนังสือ
เธอค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ สายตาจดจ้องที่แผนภาพวิเคราะห์อันซับซ้อนนั้น
​เจียงฉือไม่ได้เงยหน้า ปลายปากกาของเขาจิ้มลงไปบนจุดเชื่อมที่เพิ่งวาดเสร็จบนกระดาษขาว
“บทพูดคือผลลัพธ์ แต่อารมณ์คือแรงขับเคลื่อนครับ”
“ผมอยากจะปรับจูนกับพี่ก่อนว่า สำหรับตัวละคร ‘เย่เฉิน’ ในใจของพวกเธอทั้งสองคน ‘จุดยึดเหนี่ยว’ คืออะไร”
​ซูชิงอิงฟังอย่างสงบ
เจียงฉือหยิบปากกา เขียนคำสองคำลงไปใต้เส้นเวลาของ “หลิงซี” อย่างหนักแน่น
“โชคชะตา”
​“รักของหลิงซีคือความร้อนแรง การทำลายล้าง และไม่ยอมให้มีตำหนิ”
“สิ่งที่เธอรัก คือเย่เฉินในฐานะครึ่งปีศาจที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบ มันคือความรักที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเทิดทูนและการครอบครอง”
“ดังนั้น เมื่อเธอพบว่าความสมบูรณ์แบบนั้นมีตัวแปรที่เธอควบคุมไม่ได้ ความรักของเธอก็จะพังทลายลงทันที”
“การทำลายเขา ผนึกเขา และทำให้เขาเป็น ‘สิ่งสะสม’ ที่เป็นของเธอตลอดไป จึงกลายเป็นวิธีเดียวที่เธอจะรักษาความสมบูรณ์แบบนั้นไว้ได้”
​พูดจบ เขาก็เลื่อนปากกาไปที่เส้นเวลาอีกเส้น
เขียนคำอีกสองคำลงไปใต้ชื่อ “อาหลี”
“การอยู่เคียงข้าง”
​“สิ่งที่อาหลีเจอ คือเย่เฉินที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลพันปี เป็นเย่เฉินที่อ่อนแอ โดดเดี่ยว แต่ก็ยังคงมีความหยิ่งปนเขินอยู่ในตัว”
“สิ่งที่เธอรัก คือความไม่สมบูรณ์แบบของเขา และความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่เย็นชา”
“ดังนั้นรักของเธอ คือการโอบอุ้มและการเยียวยา”
​ซูชิงอิงถูกดึงเข้าสู่จังหวะของเขาโดยสมบูรณ์
เธอมองดูเส้นทางอารมณ์สองสายที่ถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจนบนกระดาษขาว และพบเป็นครั้งแรกว่าการแสดง... สามารถใช้ “ตรรกะเหตุผล” มาถอดรหัสได้ถึงเพียงนี้
โจทย์ใหญ่ที่เคยทำให้เธอหนักใจมาหลายวันเรื่องการสลับตัวละคร ดูเหมือนจะเริ่มเห็นทางสว่างในวินาทีนี้เอง
​เธอมองดูใบหน้าด้านข้างของเจียงฉือที่ดูจริงจังเกินไปภายใต้แสงแดดยามบ่าย พลันรู้สึกว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ ‘นักแสดง’
แต่เหมือน ‘วิศวกรทางอารมณ์’ ผู้เชี่ยวชาญการคำนวณและสามารถเปลี่ยนความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนให้กลายเป็นข้อมูลเชิงสถิติได้...
​เธอมองใบหน้าด้านข้างของเขา แล้วจู่ๆ ก็เปิดปากถามขึ้นมา
“ดูเหมือนนายจะมีความ... ยึดติดกับ ‘โศกนาฏกรรม’ มากเป็นพิเศษเลยนะ”
เธอถาม
“เพราะอะไรเหรอ?”