- หน้าแรก
- ราชันย์ทหารชายแดน
- บทที่ 951 ฮ่องเต้ทรงนำทัพด้วยพระองค์เอง
บทที่ 951 ฮ่องเต้ทรงนำทัพด้วยพระองค์เอง
บทที่ 951 ฮ่องเต้ทรงนำทัพด้วยพระองค์เอง
หลิงชวนตบบ่าของเขาพลางกล่าวว่า "ที่ราบจี้เป่ยราบเรียบเป็นพื้นที่ราบกว้าง ไร้ชัยภูมิให้ตั้งรับ อีกทั้งกองทัพจี้โจวค่อนข้างอ่อนแอ จึงต้องการกองกำลังที่แข็งแกร่งไปประจำการเพื่ออุดช่องโหว่ การที่ท่านแม่ทัพใหญ่ให้ท่านนำเว่ยอู่จูไป ก็ถือเป็นความไว้วางใจอย่างยิ่งยวดต่อพี่เว่ยและเว่ยอู่จูแล้ว!"
แท้จริงแล้วก่อนหน้านี้หลิงชวนก็คาดเดาไว้แล้วเช่นกันว่าท่านแม่ทัพใหญ่จะโยกย้ายเว่ยอู่จูไป หากไม่ส่งไปยังทุ่งหงเฟิงนอกเมืองเถี่ยหลินแห่งซั่วโจว ก็ต้องส่งไปยังที่ราบจี้เป่ยแห่งจี้โจว
และเมื่อประเมินจากสถานการณ์แนวป้องกันของแต่ละแคว้นรวมกันแล้ว ความเป็นไปได้ในประการหลังย่อมมีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด และในยามนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ผิดเพี้ยนไปจากที่เขาคาดการณ์ไว้เลยแม้แต่น้อย
ส่วนกองทัพหยุนโจวในเวลานี้นั้น ไม่ใช่กองทัพอันอ่อนแอที่รั้งท้ายในเจ็ดแคว้นแดนเหนืออีกต่อไป ทว่าได้ลอกคราบกลายเป็นกองทัพยอดฝีมือที่สามารถกรำศึกหนักได้อย่างแท้จริง หลูอวิ้นโฉวย่อมไร้ความกังวล
"น้องหลิงพี่ชายผู้นี้เป็นคนปากหนักพูดจาไพเราะไม่เป็น ทว่าน้ำใจของเจ้า ข้าขอจดจำไว้ในใจทั้งหมด!” เว่ยฉงซานตบหน้าอกตนเอง เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทรงพลังทุกถ้อยคำ
“พี่เว่ยกล่าวหนักเกินไปแล้ว!” หลิงชวนแย้มยิ้ม “ทว่า... มีคำพูดประโยคหนึ่ง ข้าไม่รู้ว่าสมควรจะเอ่ยออกไปหรือไม่......”
“น้องหลิงเห็นเป็นคนอื่นคนไกลไปได้ ระหว่างเจ้ากับข้ายังมีสิ่งใดที่กล่าวไม่ได้อีกหรือ? เจ้าว่ามาตามตรงเถิด!”
"ผู้คนทั้งหมดในกองทัพฝ่ายเหนือล้วนทราบดี ว่าเป็นข้าที่เป็นคนแนะนำท่านให้แก่ท่านแม่ทัพหลู ไม่ว่าในใจท่านจะเลือกหนทางใด ในสายตาของผู้อื่นท่านก็คือผู้ที่ยืนอยู่บนเรือลำเดียวกับข้าแล้ว!"
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้เว่ยฉงซานมีหรือจะไม่เข้าใจความหมายของหลิงชวน? เขากลั้วหัวเราะพลางถามกลับว่า "หรือว่าน้องหลิงไม่ได้เห็นว่าข้าเป็นพวกพ้อง?"
ยังไม่ทันที่หลิงชวนจะตอบ เขาก็กล่าวต่อทันทีว่า “ยังไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์ฉันศิษย์ร่วมสำนักระหว่างข้ากับเจ้าเจ็ด เพียงแค่มิตรภาพระหว่างเจ้ากับข้า ไม่ว่าเมื่อใดข้าแซ่เว่ยผู้นี้ก็จะยืนอยู่ข้างเจ้าอย่างแน่นอน ไม่มีลังเล!”
“พี่เว่ยมีน้ำใจเช่นนี้ หลิงชวนซาบซึ้งยิ่งนัก!” หลิงชวนประสานมือกล่าว
"ข้าทราบดีว่าเผยหมิงเฮ่อแม่ทัพแห่งจี้โจวเป็นคนของลู่เฉินเฟิง น้องชายกำลังกังวลว่าเมื่อถึงเวลา เขาจะลอบขัดขาข้าใช่หรือไม่?" เว่ยฉงซานเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
หลิงชวนพยักหน้าพลางกล่าวว่า "พี่เว่ยเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา ทว่าจิตใจอันคับแคบของวิญญูชนจอมปลอมนั้นจำต้องระวังเอาไว้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดบนสนามรบไม่ใช่ศัตรูที่อยู่เบื้องหน้า แต่เป็นเกาทัณฑ์ลับที่ลอบยิงมาจากเบื้องหลังต่างหาก!”
"ขอบใจน้องชายที่เตือนสติ ทว่าเจ้าไม่ต้องกังวลมากนัก พี่เว่ยอย่างข้าอย่างไรก็ผ่านร้อนผ่านหนาวล้มลุกคลุกคลานในยุทธภพมาตั้งหลายปี ภูตผีปีศาจแบบใดบ้างที่ข้าไม่เคยพานพบ?" เว่ยฉงซานแย้มยิ้มในดวงตาสาดประกายความแหลมคมของผู้เจนจัดในยุทธภพ
หลิงชวนพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นก็ขออวยพรล่วงหน้าให้พี่เว่ยเปิดธงคว้าชัย บดขยี้กองทัพศัตรูให้ย่อยยับ!”
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เว่ยฉงซานก็นำเว่ยอู่จูหนึ่งหมื่นนายเดินทางออกจากค่ายใหญ่อำเภอเกาผิง ขบวนทัพเคลื่อนพลอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร มุ่งหน้าไปยังทิศทางของแคว้นจี้โจว ชุดเกราะเหล็กสะท้อนประกายแสงอันเย็นเยียบท่ามกลางแสงอรุณ
ในขณะเดียวกัน ชนเผ่าบนทุ่งหญ้าก็กำลังระดมไพร่พลจำนวนมหาศาลอย่างบ้าคลั่ง มุ่งหน้ามายังเมืองวั่วหนาทางตอนใต้ของเทือกเขาอินซาน
สามราชวงศ์ใหญ่ผนวกกับสิบชนเผ่าใหญ่ กำลังพลรวมกันกว่าสี่แสนนาย เมื่อรวมกับกองทัพพิชิตใต้หกแสนนายที่มีอยู่เดิม ขุมกำลังทั้งหมดพุ่งสูงถึงหนึ่งล้านนาย ประหนึ่งคลื่นยักษ์สีดำทะมึนที่ถาโถมเข้าใส่แนวป้องกันชายแดน
ในครั้งนี้ ทั้งสามราชวงศ์ใหญ่และสิบชนเผ่าใหญ่ล้วนทุ่มเทส่งกองกำลังชั้นยอดออกมาจนหมดสิ้น ไม่ใช่การรับมือแบบขอไปทีเหมือนครั้งก่อนแน่นอน
ผู้นำทัพล้วนเป็นขุนศึกผู้เก่งกล้าสามารถในสมรภูมิรบ แต่ละนามล้วนดังกึกก้องไปทั่วทุ่งหญ้า และต่างก็เคยสร้างผลงานอันเกรียงไกรด้วยการอาบเลือดบนสนามรบมาแล้วทั้งสิ้น
แม้แต่ทั่วป๋าชิงเซียวก็ยังเสด็จออกจากเมืองเทียนฮั่นเพื่อทรงนำทัพด้วยพระองค์เอง สิ่งนี้นับว่าหาได้ยากยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิหูเจี๋ย
ณ ที่ราบไป๋เต้า ธงศึกโบกสะบัดบดบังแสงตะวัน ชุดเกราะเหล็กหนาแน่นดุจเมฆา
ทั่วป๋าชิงเซียวสวมเกราะพยัคฆ์สวรรค์สังหารมังกร เกราะทองคำทอประกายเจิดจ้าภายใต้แสงตะวัน อาชาคู่กายคือม้าเหงื่อโลหิตสายพันธุ์ชั้นเลิศ สีขนมันขลับดุจแพรพรรณ ขาทั้งสี่กำยำล่ำสัน
ด้านข้างและเบื้องหลังของพระองค์คือองครักษ์เกราะทองสามพันนาย สวมหมวกทองและเกราะทอง ดาบและหอกเรียงรายดุจป่าไม้ ถัดไปเบื้องหลังคือกองทัพไพ่ตายอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ทั่วป๋า ‘กองทัพพยัคฆ์สวรรค์พิฆาตมังกร’
หากกล่าวว่าองครักษ์เกราะทองคือราชองครักษ์ส่วนพระองค์ที่มีหน้าที่ปกป้องความปลอดภัยของท่านข่านและพระราชวังโดยเฉพาะ เช่นนั้นกองทัพพยัคฆ์สวรรค์พิฆาตมังกรก็คือขุมกำลังสำคัญของแผ่นดินที่มีหน้าที่ปกป้องความปลอดภัยของทั่วทั้งเมืองเทียนฮั่น
กองทัพนี้ก็เฉกเช่นเดียวกองกำลังไพ่ตายของอีกสามราชวงศ์ใหญ่ ล้วนนำทัพโดยทายาทสายตรงในตระกูล ยกตัวอย่างเช่นอวี่เหวินเชี่ยนแห่งราชวงศ์อวี่เหวิน มู่หรงฉุยแห่งราชวงศ์มู่หรง และเยลู่วั่วแห่งราชวงศ์เยลู่ ซึ่งแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นขุนศึกผู้มีชื่อเสียงเกรียงไกรแห่งทุ่งหญ้าทั้งสิ้น
ส่วนแม่ทัพของกองทัพพยัคฆ์สวรรค์พิฆาตมังกรเดิมทีคือทั่วป๋าเจี๋ย ทว่าภายหลังทั่วป๋าเจี๋ยได้รับบัญชาให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพพิชิตใต้ ต้องคุมทัพอยู่ภายนอกตลอดทั้งปี กองทัพนี้จึงถูกส่งมอบให้แก่ทั่วป๋าขุย ลูกพี่ลูกน้องของทั่วป๋าเสียงเป็นผู้นำทัพ
สาเหตุที่ทั่วป๋าชิงเซียวสามารถช่วงชิงอำนาจมาได้สำเร็จในการแย่งชิงบัลลังก์ข่าน ด้านหนึ่งเป็นเพราะหวังฝูโจวเลือกเขา ผนวกกับการที่เขาได้ทุ่มเทบ่มเพาะคนสนิทกลุ่มหนึ่งไว้ในกลุ่มองครักษ์เกราะทองล่วงหน้า
แท้จริงแล้วยังมีอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญยิ่ง นั่นก็คือทั่วป๋าชิงเซียวได้รับการสนับสนุนจากทั่วป๋าขุย และการแสดงจุดยืนของกองทัพพยัคฆ์สวรรค์พิฆาตมังกรก็คือสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ถูกตัดสินอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทันที
เมื่อคำนวณดูแล้ว ไม่ว่าจะเป็นองครักษ์เกราะทองหรือกองทัพพยัคฆ์สวรรค์พิฆาตมังกร ล้วนไม่ได้ออกจากเมืองเทียนฮั่นมานานหลายสิบปีแล้ว
ในครั้งนี้ ทั่วป๋าชิงเซียวได้โยกย้ายองครักษ์เกราะทองสามพันนายจากทั้งหมดห้าพันนาย ซ้ำยังนำกองทัพพยัคฆ์สวรรค์พิฆาตมังกรทั้งหนึ่งหมื่นนายไปยังแนวหน้าจนหมดสิ้น แสดงให้เห็นถึงท่าทีที่ทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อสู้ตายในศึกนี้
ทั่วป๋าคุนผู้บัญชาการองครักษ์เกราะทองควบม้ามาอยู่ข้างกายทั่วป๋าชิงเซียว กดเสียงต่ำเอ่ยถามเสียงเบา "ท่านข่าน องครักษ์เกราะทองและกองทัพพยัคฆ์สวรรค์พิฆาตมังกรของพวกเราล้วนถูกพามาจนหมดสิ้นแล้ว ทั่วทั้งเมืองเทียนฮั่นเหลือเพียงองครักษ์เกราะทองรั้งอยู่เพียงสองพันนาย แนวหลังว่างเปล่า ผู้ใต้บังคับบัญชาเกรงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นพ่ะย่ะค่ะ?”
ทั่วป๋าชิงเซียวส่ายพระพักตร์เล็กน้อย สีหน้าสงบเยือกเย็นพลางตรัสว่า "วางใจเถิด มีราชครูนั่งคุมเมืองเทียนฮั่นอยู่ จะไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นเป็นแน่!"
ทั่วป๋าคุนขยับริมฝีปาก คล้ายอยากจะเอ่ยแต่ก็รั้งเอาไว้
เดิมทีเขาคิดจะเตือนสติว่าอย่างไรเสียราชครูก็คือชาวต้าโจว ทว่าเมื่อฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าราชครูได้รับความไว้วางใจอย่างเปี่ยมล้นจากท่านข่านถึงสองรุ่น ยิ่งไปกว่านั้น ท่านข่านองค์ปัจจุบันก็เป็นคนที่มันผลักดันขึ้นสู่บัลลังก์ด้วยมือของตนเอง
หากตนเองผลีผลามเอ่ยปากเตือนเรื่องนี้ออกไป รังแต่จะทิ้งความประทับใจแย่ๆ ในข้อหายุยงให้แตกแยกไว้ในใจของท่านข่านเสียเปล่าๆ
"กองทัพของแต่ละชนเผ่าล้วนออกเดินทางกันแล้วหรือยัง? ทั่วป๋าชิงเซียวหันพระพักตร์ไปเอ่ยถามทั่วป๋าขุยที่อยู่ด้านข้าง
"ทูลท่านข่าน กองกำลังของสามราชวงศ์ใหญ่และสิบชนเผ่าใหญ่ล้วนอยู่ระหว่างการเดินทางแล้วพ่ะย่ะค่ะ ม้าเร็วเพิ่งรายงานกลับมาว่า ภายในไม่กี่วันก็จะเดินทางมาถึงเมืองวั่วหนาเพื่อรวมพลกันแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” ทั่วป๋าขุยทูลตอบ
ทั่วป๋าชิงเซียวพยักพระพักตร์เล็กน้อย ทอดพระเนตรมองไปยังทิศใต้ ในครั้งนี้ ถือได้ว่าพวกมันทุ่มเทนำกองกำลังก้นหีบทั้งหมดออกมาจนหมดสิ้นแล้ว กองกำลังชั้นยอดทั้งหมดล้วนออกศึก ขุนพลของแต่ละชนเผ่าต่างก็พากันสวมเกราะออกรบ
เพียงเพราะผลประโยชน์ที่พระองค์ทรงให้คำมั่นสัญญากับพวกมันนั้นเย้ายวนใจเพียงพอ ต่อให้พวกมันจะรู้ดีแก่ใจว่าพระองค์กำลังใช้ผลประโยชน์มาหลอกล่อ ก็ไม่อาจปฏิเสธความเย้ายวนใจนี้ได้เลยแม้แต่น้อย
คำมั่นสัญญาของทั่วป๋าชิงเซียวนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง
ขอเพียงตีชายแดนเหนือของต้าโจวแตกได้ แต่ละชนเผ่าสามารถไล่ล่าโจมตีได้ตามอำเภอใจโดยไม่ถูกควบคุม ดินแดนที่ยึดมาได้ ทาสที่จับมาได้ และทรัพย์สินที่ปล้นชิงมาได้ ล้วนตกเป็นของชนเผ่าของพวกมันทั้งสิ้น ราชวงศ์จะไม่ขอแบ่งแม้แต่แดงเดียว
เมื่ออยู่ต่อหน้าผลประโยชน์อันมหาศาลถึงเพียงนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถนั่งนิ่งเฉยอยู่ได้
แน่นอนว่า ไม่ว่าจะเป็นสามราชวงศ์ใหญ่หรือสิบชนเผ่าใหญ่ ในใจของพวกมันล้วนตระหนักดีว่า ยามนี้คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการบุกโจมตีต้าโจว และอาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วด้วยเช่นกัน
แม้ว่ากองทัพฝ่ายเหนือในเวลานี้จะแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนมาก ทว่าภาพรวมของต้าโจวในยามนี้กลับอยู่ในช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาเสียด้วยซ้ำ