- หน้าแรก
- ไอ้หื่นเจ้าเล่ห์ในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน
- บทที่ 260 เจี้ยนหรูอี้ (3)
บทที่ 260 เจี้ยนหรูอี้ (3)
บทที่ 260 เจี้ยนหรูอี้ (3)
ในขณะที่หลี่เฟิงกำลังลอบชื่นชมสตรีร่างเล็กแต่ดุดันผู้นี้อยู่เงียบ ๆ
จู่ ๆ เจี้ยนหรูอี้ก็หันมาทางเขา
ใบหน้ายังคงจริงจังและเคร่งขรึมเช่นเดิม
"สหายเต๋าหลี่"
"โปรดบอกวิธีฟื้นฟูแขนของข้าด้วย"
นางกล่าวตรงไปตรงมา
ก่อนจ้องมองเขาด้วยสายตาแน่วแน่
"ข้ารู้ว่ามันต้องมีเงื่อนไขใช่หรือไม่?"
เจี้ยนหรูอี้สังเกตเห็นความลังเลในน้ำเสียงของหลี่เฟิงตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว
นางจึงเข้าใจดีว่า วิธีการอัศจรรย์ที่สามารถฟื้นฟูแขนขาที่ขาดหายได้เช่นนี้
ย่อมไม่อาจทำได้โดยไม่มีต้นทุนและไม่อาจเป็นสิ่งที่ใช้ได้อย่างไร้ข้อจำกัด
ดังนั้นนางจึงเตรียมใจเอาไว้แล้ว ไม่ว่าต้องจ่ายราคาใดนางก็ยินดี
เพราะในที่สุดเจี้ยนหรูอี้ก็ได้ตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่ง
แดนลับแห่งนี้...ถูกผู้บำเพ็ญมารแทรกซึมเข้ามาแล้ว
และไม่ใช่เพียงคนเดียว แต่เป็นจำนวนมาก
มากเสียจนสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่นางเคยคาดคิดไว้
เมื่อนึกถึงศิษย์ร่วมสำนักที่อาจกำลังตกอยู่ในอันตราย
เมื่อนึกถึงผู้ที่อาจถูกสังหารในขณะที่นางยังนอนบาดเจ็บอยู่ที่นี่
แววตาของเจี้ยนหรูอี้ก็ยิ่งเย็นเยียบขึ้น
ภารกิจของนางเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
ก่อนหน้านี้นางยังคงมองหาโอกาสและวาสนาภายในแดนลับ
แสวงหาทรัพยากร เพิ่มพูนพลังและเตรียมตัวสำหรับอนาคต
แต่ตอนนี้...สิ่งเหล่านั้นไม่สำคัญอีกต่อไป
สิ่งสำคัญมีเพียงอย่างเดียว คือกำจัดผู้บำเพ็ญมารทั้งหมดให้เร็วที่สุด
ก่อนที่จะมีศิษย์ฝ่ายธรรมะต้องเสียชีวิตเพิ่ม
ดวงตาสีดำสนิทของนางสงบนิ่งราวผืนน้ำแข็ง
แต่ภายใต้ความสงบนั้นกลับซ่อนคมกระบี่อันพร้อมจะสังหารทุกเมื่อ
เจี้ยนหรูอี้เงยหน้าขึ้นมองตรงไปยังหลี่เฟิง
รอคำตอบจากเขาอย่างเงียบงัน
เพราะตอนนี้นางไม่ได้ต้องการแขนทั้งสองข้างกลับคืนมาเพื่อตัวเอง
แต่นางต้องการพลัง ต้องการกลับไปถือกระบี่อีกครั้งและต้องการล่าผู้บำเพ็ญมารเหล่านั้นด้วยมือของตนเอง
หลี่เฟิงกะพริบตาเล็กน้อยเมื่อมองดูสตรีผู้เปี่ยมด้วยจิตสังหารตรงหน้า
แม้แต่เขาเองก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากนาง
'ดุดันจริง ๆ... ข้าชอบ'
หลี่เฟิงยิ้มอยู่ในใจ ก่อนตอบกลับอย่างใจเย็น
"ข้าสามารถฟื้นฟูแขนของเจ้าได้"
"แต่..."
"วิธีการนั้นค่อนข้างพิเศษอยู่สักหน่อย"
จากนั้นเขาก็หันไปมองหนิงเจี้ยนลี่
"ศิษย์น้องหนิง"
"เหตุใดเจ้าไม่เป็นคนอธิบายรายละเอียดล่ะ?"
"...เอ๊ะ? ข้าหรือ?"
หนิงเจี้ยนลี่ชี้มาที่ตนเองอย่างตกใจ
แต่เมื่อเห็นสายตาของเจี้ยนหรูอี้ทอดมาทางนาง
ก็รีบตั้งสติและเริ่มอธิบาย
"จริง ๆ แล้ว..."
"วิธีรักษาของศิษย์พี่หลี่เกี่ยวข้องกับวิชาคู่บำเพ็ญ"
นางค่อย ๆ อธิบายถึงความพิเศษของวิชาที่หลี่เฟิงครอบครอง
อธิบายว่าคู่บำเพ็ญไม่จำเป็นต้องฝึกวิชาเดียวกัน
และกระบวนการดังกล่าวยังเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย
ยิ่งฟังเจี้ยนหรูอี้ก็ยิ่งตกตะลึง
'วิชาคู่บำเพ็ญที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้...'
'อย่างน้อยก็ควรเป็นวิชาระดับสวรรค์'
สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจไม่ใช่เรื่องที่หนิงเจี้ยนลี่เคยทดลองด้วยตนเอง
แต่เป็นความสามารถของวิชานี้ต่างหาก
แม้จะเติบโตมาในตระกูลใหญ่และมีประสบการณ์พบเห็นสิ่งต่าง ๆ มากมาย
แต่นางก็ไม่เคยได้ยินเรื่องวิชาคู่บำเพ็ญที่ทรงพลังถึงเพียงนี้มาก่อน
เมื่อนึกถึงจุดนี้สายตาของเจี้ยนหรูอี้ก็หันกลับไปมองหลี่เฟิงอีกครั้ง
สีหน้าของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะกัดริมฝีปากเบา ๆ
หลี่เฟิงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้น
แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร
เจี้ยนหรูอี้ก็ลุกขึ้นจากเตียงหิน
ยืนตัวตรง
แล้ว….
คุกเข่าลงทันที
"...หืม?"
แม้แต่หลี่เฟิงยังชะงักไปชั่วขณะ
เจี้ยนหรูอี้ก้มศีรษะลงลึก
ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ข้าต้องขออภัย"
"ข้ารู้ดีว่านี่คงเป็นความลับสำคัญของท่าน สหายเต๋าหลี่"
"แต่ถึงกระนั้น เจ้าก็ยังยินดีใช้มันเพื่อช่วยเหลือพวกเรา"
นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
ดวงตาดำสนิทเต็มไปด้วยความแน่วแน่
"ข้าขอสาบาน ว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ"
"ต่อให้ตาย ข้าก็จะไม่เปิดเผยเรื่องนี้แม้แต่คำเดียว"
หลังกล่าวจบ
เจี้ยนหรูอี้ก็หันสายตาอันคมกริบไปทางหนิงเจี้ยนลี่
ราวกับกำลังจะกล่าวบางสิ่งต่อไปด้วยความจริงจังไม่ต่างกันเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเจี้ยนหรูอี้พูดเช่นนั้นออกมา
หนิงเจี้ยนลี่ก็เหมือนเพิ่งตระหนักได้ในทันที
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา หลี่เฟิงมอบสิ่งต่าง ๆ ให้พวกนางมากเกินไป
ทั้งโอกาส ทั้งการคุ้มครอง ทั้งช่วยชีวิตพวกนางหลายครั้ง
และตอนนี้...ยังยอมเปิดเผยวิชาคู่บำเพ็ญอันน่าอัศจรรย์เช่นนี้อีก
เมื่อเข้าใจเจตนาของเจี้ยนหรูอี้
หนิงเจี้ยนลี่ก็คุกเข่าลงข้างนางทันที
ก่อนก้มศีรษะลงเช่นกัน
"ศิษย์พี่หลี่!"
"ข้าก็ขอสาบานเช่นกัน!"
"ไม่ว่าจะเป็นความลับใดของท่าน"
"ข้าจะเก็บมันไว้จนวันตาย!"
หลี่เฟิงมองดูสตรีงดงามทั้งสองที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า
สีหน้าจริงจัง
แววตาแน่วแน่
ถึงกับทำให้เขาชะงักไปชั่วครู่
"...เอ๊ะ?"
แต่ไม่นาน เขาก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม
และในใจก็พลันคิดว่านี่เป็นโอกาสอันยอดเยี่ยม
ที่จะเสริมสร้างภาพลักษณ์อันเปี่ยมคุณธรรมของตนให้มั่นคงยิ่งขึ้น
หลี่เฟิงไอเบา ๆ ก่อนคุกเข่าลงข้างหนึ่ง
แล้วช่วยพยุงศีรษะของทั้งสองขึ้นอย่างอ่อนโยน
"ไม่จำเป็นต้องจริงจังถึงเพียงนั้น"
เขากล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
"ข้าเพียงอยากช่วยเหลือศิษย์ร่วมสำนักที่กำลังเดือดร้อนก็เท่านั้นเอง"
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น
ความชื่นชมในใจของหนิงเจี้ยนลี่ก็เพิ่มขึ้นอีกครั้ง
แม้แต่เจี้ยนหรูอี้เอง ดวงตาก็สั่นไหวเล็กน้อย
อย่างไรก็ตามสีหน้าของนางกลับค่อย ๆ ซับซ้อนขึ้น
ราวกับกำลังลังเลเรื่องบางอย่าง
"...สหายเต๋าหลี่"
ในที่สุดเจี้ยนหรูอี้ก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น
"เกี่ยวกับวิธีการรักษาของท่าน"
"ข้าไม่มีปัญหาใด ตราบใดที่ข้าสามารถฟื้นฟูแขนของตนเองได้"
"และสามารถออกไปสังหารผู้บำเพ็ญมารเหล่านั้นได้เร็วขึ้น"
"ข้าก็ยินดี"
หลี่เฟิงเลิกคิ้ว
"แล้วมีปัญหาอะไรหรือ?"
เจี้ยนหรูอี้เงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาตรง ๆ
สายตาสงบนิ่ง จริงจังและไม่สั่นคลอนแม้แต่น้อย
"...ข้ารู้ว่าคำขอนี้อาจเสียมารยาท โดยเฉพาะในเมื่อท่านกำลังช่วยเหลือข้า"
"แต่ก่อนที่เราจะเริ่มการรักษา..."
นางหยุดเล็กน้อย
แล้วกล่าวต่ออย่างหนักแน่น
"...ท่านช่วยประลองกับข้าได้หรือไม่?"
…
…
…
ด้านนอกถ้ำ
จิ่งลู่และหลิงหลินกำลังนั่งสมาธิอยู่ใกล้ทางเข้า
ทั้งสองยังคงหลอมรวมพลังหยางที่ได้รับก่อนหน้านี้อย่างเงียบ ๆ
ทันใดนั้นทั้งคู่ก็ลืมตาขึ้นพร้อมกัน
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า แววตาของพวกนางสว่างขึ้นทันที
เมื่อเห็นหลี่เฟิงเดินออกมาจากถ้ำ ด้านหลังมีหนิงเจี้ยนลี่ตามมาและยังมีสตรีอีกคนหนึ่ง
เจี้ยนหรูอี้ แขนเสื้อยาวของนางพลิ้วไหวตามสายลม
ผ้าที่ว่างเปล่าทั้งสองข้างสะบัดเบา ๆ เผยให้เห็นความจริงอันโหดร้ายว่าท่อนแขนทั้งสองได้สูญหายไปแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นฝีเท้าของนางยังคงมั่นคง หลังยังคงตั้งตรง ราวกับกระบี่คมกริบที่ไม่มีวันโค้งงอ แม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงใดก็ตาม
"ศิษย์พี่?"
จิ่งลู่เอ่ยเรียกเบา ๆ
แต่ทั้งนางและหลิงหลินต่างเอียงศีรษะเล็กน้อย
เพราะพวกนางสัมผัสได้ว่า...บรรยากาศบางอย่างไม่เหมือนเดิม
มันหนักอึ้งกว่าปกติ ราวกับมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นกำลังก่อตัวขึ้น
ก่อนที่ทั้งสองจะได้ถามอะไรเพิ่มเติม หนิงเจี้ยนลี่ก็รีบเดินเข้ามาแล้วดึงแขนของพวกนางทั้งคู่
"มากับข้า"
"...?"
"...?"
ทั้งจิ่งลู่และหลิงหลินมองหน้ากันด้วยความงุนงง แต่สุดท้ายก็ยอมเดินตามไป
หนิงเจี้ยนลี่ไม่ได้อธิบายอะไร เพียงพาพวกนางถอยห่างจากหน้าถ้ำออกไปหลายสิบเมตร
อีกด้านหนึ่งหลี่เฟิงหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับเจี้ยนหรูอี้
สายลมพัดผ่านทำให้แขนเสื้อที่ว่างเปล่าทั้งสองข้างพลิ้วไหวกลางอากาศ
เขาถอนหายใจเบา ๆ
"...เจ้าคิดจะประลองจริง ๆ หรือ?"
"...ทั้งที่อยู่ในสภาพเช่นนี้?"
เจี้ยนหรูอี้พยักหน้าโดยไม่ลังเล
"ใช่"
คำตอบสั้น ๆ หนักแน่นและไม่มีช่องว่างให้ต่อรอง
เมื่อเห็นสีหน้าแน่วแน่ของนาง หลี่เฟิงก็ยิ้มอย่างจนปัญญา
กำลังจะเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง
แต่ในวินาทีนั้นเอง….
ครืนนนน!
พลังปราณอันคมกริบพลันปะทุออกมาจากร่างของเจี้ยนหรูอี้
อากาศโดยรอบสั่นสะเทือน สายลมที่พัดผ่านเริ่มบิดเบี้ยวราวกับถูกหลอมรวมเข้ากับคมกระบี่ที่มองไม่เห็น
ฟิ้ว!
แสงสีทองสายหนึ่งวาบผ่าน
รวดเร็วราวสายฟ้า
ฉึก…
เส้นผมเส้นหนึ่งของหลี่เฟิงค่อย ๆ หลุดร่วงลงสู่พื้น
ปลิวตามสายลมอย่างช้า ๆ
ดวงตาของหลี่เฟิงหรี่ลงเล็กน้อย
รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางหายไป
แทนที่ด้วยแววตาจริงจังเป็นครั้งแรก
ด้านหลัง จิ่งลู่ หลิงหลิน และหนิงเจี้ยนลี่ต่างเบิกตากว้าง
เพราะแม้เจี้ยนหรูอี้จะสูญเสียแขนทั้งสองข้าง
แต่เจตนากระบี่ของนาง...กลับยังคงแหลมคมจนทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวสะท้าน
เจี้ยนหรูอี้ยืนอยู่ท่ามกลางสายลม ใบหน้ายังคงสงบนิ่ง
ดวงตาดำสนิทจับจ้องหลี่เฟิงไม่วางตา
ก่อนจะเอ่ยออกมาช้า ๆ
"สหายเต๋าหลี่"
"หากข้าไม่สามารถแม้แต่จะทำให้ท่านจริงจังได้"
"เช่นนั้นข้าก็ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะขอรับความช่วยเหลือจากท่าน"
ลมปราณสีทองบางเบาเริ่มหมุนวนรอบร่างของนาง
ดุจคมกระบี่นับพันที่พร้อมจะฟาดฟันทุกเมื่อ
แม้ไร้แขน แม้บาดเจ็บสาหัส
แต่ในขณะนี้อัจฉริยะกระบี่แห่งสำนักกระบี่สวรรค์ ยังคงเป็นอัจฉริยะกระบี่เช่นเดิม
ร่างของเจี้ยนหรูอี้ขยับวูบ พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ลำแสงสีทองสายหนึ่งโค้งผ่านกลางอากาศราวกับมีชีวิต
ก่อนจะพุ่งกลับลงมาปักลงบนพื้นเบื้องล่างอย่างแม่นยำ
ตึง!
มันคือกระบี่เล่มหนึ่ง
เจี้ยนหรูอี้ร่อนกายลงมาอย่างแผ่วเบา
เหยียบอยู่บนด้ามกระบี่ด้วยขาเพียงข้างเดียว
ร่างกายเอนเล็กน้อยแต่กลับสมดุลอย่างสมบูรณ์แบบ
งดงาม สง่างาม ราวกับแรงโน้มถ่วงของโลกไม่กล้ารบกวนนาง
แม้นางจะไร้แขนทั้งสองข้าง
แต่...แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของนางกลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
ชายเสื้อปลิวสะบัดท่ามกลางสายลม
แขนเสื้อที่ว่างเปล่าโบกไหวราวกับธงศึกที่ประกาศสงคราม
ดวงตาสีดำสนิทของนางยังคงสงบนิ่ง
แต่ภายใต้ความสงบนั้น กลับซ่อนคมกระบี่ที่เฉียบแหลมจนดูเหมือนสามารถผ่าแยกผืนฟ้าได้
"สหายเต๋าหลี่"
เสียงของเจี้ยนหรูอี้ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาแต่ชัดเจน
กระบี่สีทองใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเล็กน้อย
ส่งเสียงหึ่งเบา ๆ ราวกับกำลังตอบสนองต่อเจตจำนงของเจ้าของ
"...โปรดอย่าออมมือ"
สายลมเริ่มพัดแรงขึ้น
พลังปราณสีทองหมุนวนรอบกายนาง ทำให้เส้นผมสีดำยาวปลิวไสวอยู่กลางอากาศ งดงามดุจภาพวาดและอันตรายดุจคมกระบี่
"...เพราะข้าเองก็จะไม่ออมมือเช่นกัน"
ด้านล่าง
หลิงหลินและจิ่งลู่ต่างกลั้นหายใจ แม้พวกนางจะรู้ว่าเจี้ยนหรูอี้แข็งแกร่ง
แต่เมื่อได้เห็นกับตาตนเอง จึงเข้าใจอย่างแท้จริงว่าทำไมนางถึงได้รับการขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะกระบี่
คนผู้นี้...ต่อให้สูญเสียแขนทั้งสองข้าง
ก็ยังคงเป็นกระบี่ที่คมกริบที่สุดเล่มหนึ่งของคนรุ่นเดียวกัน
ส่วนหนิงเจี้ยนลี่นั้น ดวงตาเต็มไปด้วยความเคารพและความกังวลปะปนกัน
เพราะนางรู้ดีว่าศิษย์พี่หญิงกำลังจริงจัง
จริงจังอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง
หลี่เฟิงเงยหน้ามองสตรีบนปลายกระบี่
สายลมพัดผ่านเส้นผมสีดำของเขา พร้อมกับพัดเอาเส้นผมที่ถูกตัดก่อนหน้านี้ปลิวหายไป
จากนั้น...มุมปากของเขาก็ค่อย ๆ ยกขึ้น
เป็นรอยยิ้มที่ต่างจากก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง
ไม่ใช่รอยยิ้มของบุรุษผู้แสร้งทำตัวเป็นผู้มีคุณธรรม
ไม่ใช่รอยยิ้มของคนที่กำลังวางแผน
แต่เป็นรอยยิ้มของผู้แข็งแกร่งที่ได้พบคู่ต่อสู้ซึ่งคู่ควร
"ดี"
หลี่เฟิงกล่าวเบา ๆ
ก่อนก้าวออกมาข้างหน้า
หนึ่งก้าว
ครืนนน….
พลังปราณภายในร่างเริ่มเคลื่อนไหว
สองก้าว
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าเริ่มแตกร้าวเป็นวงกว้าง
สามก้าว
ลมปราณอันหนักแน่นราวภูผาโบราณแผ่กระจายออกมา
จนแม้แต่จิ่งลู่และหลิงหลินยังต้องเบิกตากว้าง
เพราะนี่คือครั้งแรก...
ที่พวกนางได้เห็นหลี่เฟิงปลดปล่อยแรงกดดันของตนเองอย่างแท้จริง
หลี่เฟิงเงยหน้าขึ้น สบตากับเจี้ยนหรูอี้กลางอากาศ
ก่อนหัวเราะเบา ๆ
"ในเมื่อเป็นความต้องการของเจ้า"
"เช่นนั้น..."
ดวงตาของเขาพลันคมกริบขึ้น
"...ข้าก็จะจริงจังสักหน่อย"