- หน้าแรก
- ไอ้หื่นเจ้าเล่ห์ในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน
- บทที่ 240 ดิบเถื่อนและเป็นธรรมชาติ (6)
บทที่ 240 ดิบเถื่อนและเป็นธรรมชาติ (6)
บทที่ 240 ดิบเถื่อนและเป็นธรรมชาติ (6)
เหยาซินยังคงไม่ขยับเขยื้อน
ความคิดภายในหัวแล่นพล่านอย่างรวดเร็ว
ขณะที่เสียงกรีดร้องสุดท้ายรอบตัวค่อย ๆ เงียบหายไปทีละน้อย
ค่ายที่อยู่ด้านหลังนางได้กลายเป็นนรกไปแล้ว
แขนขาที่ขาดกระจัดกระจาย ซากร่างที่ถูกบดขยี้เกลื่อนอยู่ทั่วพื้นอย่างไร้ระเบียบ
เลือดสดซึมลงสู่ผืนดิน ค่อย ๆ ย้อมพื้นดินให้กลายเป็นสีแดงเข้ม
บางคนยังตายไม่สนิทด้วยซ้ำ ร่างของพวกนางยังคงกระตุกเป็นระยะ
ขณะที่เถาวัลย์ขนาดใหญ่รัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
เสียงกระดูกแตกดังกรอบแกรบแผ่วเบาภายใต้แรงบีบรัดนั้น
ส่วนร่างในชุดคลุมสีดำ...กลับไม่ได้หันไปมองพวกนางแม้แต่น้อย
ราวกับการสังหารคนเหล่านั้น ไม่ต่างอะไรจากการเหยียบมดสักฝูงหนึ่ง
ตรงกันข้ามดูเหมือนสิ่งที่มันสนใจจริง ๆ จะเป็นนางเพียงคนเดียว
แม้เหยาซินจะชื่นชอบความตื่นเต้นจากการอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตาย
แต่ทั้งหมดนั้นต้องอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่นางยังควบคุมได้ ไม่ใช่ความตายอันเด็ดขาดหนักอึ้งและสิ้นหวังเช่นในตอนนี้
‘ยังดี... ที่มันไม่ได้ลงมือกับข้าทันที’
ประกายบางอย่างวาบผ่านดวงตาของเหยาซิน
อย่างน้อยพวกสตรีไร้ประโยชน์เหล่านั้นก็ยังมีค่าพอจะช่วยถ่วงเวลาให้นางได้เล็กน้อย
เหยาซินไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร แต่สิ่งนั้นไม่สำคัญแล้ว
เพราะด้วยเวลานี้…
ในที่สุดนางก็มีโอกาสเปิดใช้วิชาของตน
‘คัมภีร์ลักฟ้าชิงสวรรค์’
นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สบมองไปยังตำแหน่งที่ควรจะเป็นดวงตาของอีกฝ่าย หรือกล่าวให้ถูกต้องก็คือตำแหน่งที่ดวงตาควรอยู่
ภายใต้หมวกคลุมสีดำมีเพียงความมืดมิดเท่านั้น
เหยาซินเผยรอยยิ้มบาง ๆ
“...ผู้อาวุโส”
นางเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
น้ำเสียงสงบนิ่ง มั่นคงอย่างน่าประหลาด
“ข้ายอมรับว่าเป็นพวกเราที่โจมตีหุ่นเชิดของท่าน”
ไม่มีข้อแก้ตัว
ไม่มีคำโกหก
เพราะนางรู้ดีว่าต่อหน้าสิ่งมีชีวิตเช่นนี้ การเล่นลูกไม้มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
“ข้าสามารถชดใช้ให้ท่านได้”
แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยความจริงใจ แต่นิ้วหัวแม่มือของนางกลับกดลงบนยันต์ที่ซ่อนอยู่ภายในแขนเสื้ออย่างเงียบ ๆ พร้อมใช้งานได้ทุกเมื่อ
“หากท่านต้องการหินวิญญาณ”
“โอสถ”
“หรือสมบัติล้ำค่าใด ๆ...”
“ข้าสามารถจัดหาให้ได้”
หลังจากกล่าวจบ
ความเงียบก็ยังคงปกคลุมอยู่เช่นเดิม
ร่างในชุดคลุมสีดำเพียงก้มมองนางจากเบื้องบน
เงียบงัน
ไร้อารมณ์
ราวกับภูเขาสูงใหญ่ที่กำลังมองมดตัวหนึ่งพยายามเจรจาต่อรอง
ลำคอของเหยาซินเริ่มแห้งผากเล็กน้อย
สถานการณ์นี้ไม่ดีเลย ไม่ดีอย่างยิ่ง
เพราะนางไม่สามารถอ่านอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย
ไม่มีเจตนาสังหาร
ไม่มีความโลภ
ไม่มีความใคร่
ไม่มีความโกรธ
ไม่มีอะไรเลย
ว่างเปล่าเสียจนชวนให้หวาดหวั่น
คู่ต่อสู้ทุกคนที่เหยาซินเคยพบมาอย่างน้อยก็ต้องมีบางสิ่งบางอย่างให้จับต้องได้
ไม่ว่าจะเป็นความโลภ ความหวาดกลัว ความโกรธหรือความปรารถนา
แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้านาง...กลับไม่มีอะไรเลย
มันให้ความรู้สึกเหมือนกับ...หุ่นเชิด
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา
เหยาซินก็พลันตระหนักถึงบางอย่าง
‘หุ่นเชิด...?’
‘หรือว่าเจ้าสิ่งนี้ก็เป็นหุ่นเชิดเหมือนกัน?’
ความไม่อยากเชื่อปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง
หากเป็นเช่นนั้นจริง แล้วหุ่นเชิดประหลาดที่ทรงพลังถึงเพียงนี้มาจากที่ใดกัน?
และเหตุใดนางถึงโชคร้ายพอที่จะพบพวกมันเข้า?
ในขณะเดียวกันโดยที่เหยาซินไม่รู้ตัว
โกลดี้กำลังจ้องมองนางอย่างเงียบงัน
จมอยู่ในความคิดของตนเอง มันรู้ว่าสตรีผู้นี้ใช้กระดาษแปลก ๆ เหล่านั้น
เพื่อดึงพลังที่เหนือกว่าระดับความแข็งแกร่งของตนออกมา
ด้วยเหตุนี้โกลดี้จึงอดรู้สึกสนใจสิ่งเหล่านั้นไม่ได้
มันมีความทรงจำเลือนรางว่า สิ่งเหล่านี้น่าจะเกี่ยวข้องกับเส้นทางการฝึกตนของมนุษย์ เป็นความรู้ที่มันเคยผ่านตามาจากหนังสือบางเล่ม
แต่โดยปกติแล้วโกลดี้ชื่นชอบตำราประเภทพฤกษาและบันทึกเกี่ยวกับสมุนไพรวิญญาณมากกว่า มันจึงไม่ค่อยใส่ใจกับวิชาของมนุษย์นัก
ดูเหมือนหลังจากนี้มันคงต้องศึกษาเรื่องการฝึกตนของมนุษย์ให้มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาลักษณะนี้ในอนาคต
เมื่อคิดได้เช่นนั้น...
“...”
โกลดี้ก็หมดความสนใจที่จะปล่อยให้สตรีผู้นี้ดำเนินการต่อไป
ตั้งแต่แรกแล้วมันสังเกตเห็นคลื่นพลังจาง ๆ รอบร่างของนาง
ราวกับมีบางสิ่งถูกกระตุ้นขึ้นมาแล้ว
ลูกไม้เล็ก ๆ ของนางไม่เคยรอดพ้นสายตาของมันเลยตั้งแต่ต้น
ที่จริงแล้วโกลดี้ไม่เคยสนใจเลยด้วยซ้ำ เพราะสำหรับมันการบดขยี้สตรีที่อ่อนแอเช่นนี้ใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
โกลดี้ค่อย ๆ ยืดตัวขึ้นและเพียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยนั้น ก็ทำให้หัวใจของเหยาซินกระตุกวูบ
นางสัมผัสได้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
อากาศโดยรอบเย็นลงและหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ
สัญชาตญาณกำลังกรีดร้องเตือนให้นางหนี
เหยาซินกัดฟันแน่น พยายามถ่วงเวลาอีกเล็กน้อย
ก่อนจะอ้าปากพูด
“ผู้อาวุโส…”
แต่นางไม่มีโอกาสแม้แต่จะพูดจบ
โกลดี้ยกหมัดขึ้น…
แล้วทุบลงมาในพริบตา
รวดเร็วเสียจนหมัดมาถึงก่อนเสียงจะตามมา
ปังงง….!
ตูมมม……!
แรงปะทะระเบิดออกไปรอบด้าน ราวกับมีบางสิ่งยุบตัวจากภายใน
พื้นดินใต้เท้าแตกร้าวทันที รอยแยกจำนวนมหาศาลแผ่กระจายออกไปรอบทิศทางราวใยแมงมุม
จากแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวของหมัดนั้น แต่แทนที่เลือดเนื้อและกระดูกจะถูกบดขยี้…
ติ๊ง...
หมัดของโกลดี้กลับหยุดลง
“...?”
โกลดี้ก้มมองสิ่งที่ขวางอยู่เบื้องหน้า
ม่านพลังโปร่งใสรูปโล่ปรากฏขึ้นตรงหน้ามัน
ด้านหลังม่านพลังนั้นมียันต์กระดาษแผ่นหนึ่งกำลังลอยอยู่
ในความรู้สึกของโกลดี้ หมัดของมันไม่ได้ถูกหยุดด้วยโล่แข็งแกร่ง
แต่เหมือนกำลังถูกแรงอัดมหาศาลของอากาศบางชนิดสกัดเอาไว้มากกว่า
ส่วนทางด้านเหยาซินนั้น…ใบหน้าของนางซีดเผือดไปหมดแล้ว
ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
แม้จะรอดจากการโจมตีมาได้
แต่คลื่นกระแทกจากหมัดเมื่อครู่ก็ยังทำให้เลือดลมในร่างปั่นป่วนอย่างรุนแรง
หัวใจเต้นถี่ไม่เป็นจังหวะ
นางรู้ดีว่าหากไม่ใช่เพราะยันต์ป้องกันที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ตอนนี้ร่างของนางคงกลายเป็นเศษเนื้อไปแล้ว
เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มแผ่นหลังของเหยาซิน
เมื่อเห็นหมัดนั้นเกือบจะกระแทกเข้ากับใบหน้าของตน
หากช้ากว่านี้เพียงเล็กน้อย ศีรษะของนางก็คงระเบิดไม่ต่างจากของเยว่เซี่ย
‘ยังดีที่ข้าเริ่มใช้คัมภีร์ลักฟ้าชิงสวรรค์ตั้งแต่แรก...’
นางอดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้
การใช้งานยันต์ระดับสามไม่เหมือนกับยันต์ระดับต่ำทั่วไป
มันต้องการพลังวิญญาณในระดับก่อกำเนิดแก่นจึงจะสามารถกระตุ้นการทำงานได้และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณจะทำได้ตามปกติ
หนึ่งในวิชาที่เหยาซินฝึกฝนอยู่คือคัมภีร์ลักฟ้าชิงสวรรค์
วิชาที่ฝึกยากอย่างยิ่งและสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว มันแทบไม่มีประโยชน์เลยด้วยซ้ำ
มองเผิน ๆ มันเป็นวิชาที่ไร้ค่ามาก เพราะไม่ได้เพิ่มพลังต่อสู้โดยตรง
ไม่ได้ทำร้ายศัตรูและไม่ได้เสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกาย
หน้าที่เดียวของมันคือยืมพลังวิญญาณจากฟ้าดินมาใช้ชั่วคราว
ทำให้ระดับพลังของผู้ใช้สูงขึ้นตามระดับความชำนาญของวิชา
ในตอนนี้เหยาซินสามารถผลักดันพลังของตนขึ้นไปได้เพียงระดับก่อกำเนิดแก่นขั้นต้นเท่านั้น
แต่หากวิชานี้สามารถมอบพลังระดับก่อกำเนิดแก่นได้จริง
เหตุใดจึงยังถูกมองว่าไร้ประโยชน์?
คำตอบนั้นง่ายมากเพราะนางไม่สามารถผสานพลังที่ยืมมานั้นเข้ากับร่างกายของตนได้
เส้นลมปราณและร่างกายของนางยังคงอยู่เพียงระดับหลอมปราณ หากพยายามดูดซับพลังเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ร่างของนางจะระเบิดและตายในทันที
ดังนั้นพลังที่ยืมมาได้จึงสามารถส่งผ่านไปยังสิ่งของภายนอกเท่านั้น
เช่น...ยันต์
สิ่งเดียวที่เหยาซินทำได้ คืออัดพลังวิญญาณที่ยืมมาลงในยันต์ระดับสาม
เพื่อกระตุ้นการทำงานของมันและนั่นก็เป็นเหตุผลที่นางเลือกฝึกวิชานี้ตั้งแต่แรก
ภายในสำนักมารหยิน คงมีเพียงคนอย่างนางเท่านั้นที่ยอมเสียเวลาฝึกวิชานี้
เพราะการต่อสู้ด้วยวิธีนี้แทบไม่ต่างอะไรจากการเผาผลาญทรัพยากรจำนวนมหาศาลทิ้งไป แต่สำหรับคนที่มีท่านปู่ผู้ทรงอำนาจคอยสนับสนุนนั่นไม่ใช่ปัญหาเลย
ขณะที่เหยาซินกำลังจมอยู่ในความคิด
อากาศโดยรอบก็สั่นสะเทือนขึ้น
กร๊อบ...
นางได้ยินเสียงบางอย่าง จึงรีบหันไปมองต้นเสียง
สายตาตกลงบนหมัดของโกลดี้ ซึ่งกำลังสั่นไหวเล็กน้อย
ราวกับกำลังออกแรงกดดันบางอย่าง
โกลดี้เอียงศีรษะ มองไปข้างหน้าอย่างเงียบงัน
หมัดของมันยังคงกดอยู่บนม่านพลังโปร่งใส
ส่วนยันต์กระดาษบาง ๆ ที่ลอยอยู่ระหว่างทั้งสองฝ่าย
กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
อักขระสีทองบนยันต์เริ่มลุกไหม้และดับหายไปทีละตัว
พลังวิญญาณไหลทะลักเข้าสู่มัน ราวกับสายน้ำที่พุ่งผ่านเขื่อนที่แตกพัง
กร๊อบ...
กร๊อบ...
กร๊อบ...
รอยแตกร้าวเล็ก ๆ เริ่มปรากฏขึ้นบนม่านพลังไร้รูปร่าง
เมื่อเห็นภาพนั้นรูม่านตาของเหยาซินก็หดตัวลงทันที
หัวใจแทบหยุดเต้น
‘เร็วขนาดนี้เลยหรือ?!’
นี่คือยันต์ป้องกันระดับสาม
สมบัติที่สามารถต้านทานการโจมตีเต็มกำลังของผู้ฝึกตนระดับก่อกำเนิดแก่นขั้นต้นได้
แต่ภายใต้หมัดธรรมดา ๆ นั้น...มันกลับกำลังแตกสลายราวกับกระจก
หัวใจของเหยาซินเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้
ในขณะเดียวกันโกลดี้กำลังจ้องมองรอยแตกร้าวที่ค่อย ๆ แผ่ขยายอย่างเงียบ ๆราวกับกำลังสนใจสิ่งแปลกใหม่นี้
เหมือนกำลังสงสัยว่ากระดาษแผ่นเล็ก ๆ แผ่นนี้จะหยุดหมัดของมันได้นานอีกเท่าไร
จากนั้นมันออกแรงดันไปข้างหน้าเล็กน้อย
ไม่ใช่การชก
เพียงแค่...ผลัก
เปรี๊ยะะะ….!
ม่านพลังยุบตัวลงทันที
หนังศีรษะของเหยาซินชาวาบ
โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางกัดปลายลิ้นของตนเอง
พรวด!
เลือดสดพ่นออกมา
ตกลงบนยันต์อีกแผ่นที่ซ่อนอยู่ระหว่างนิ้วมือ
อักขระบนยันต์ลุกโชนขึ้นในทันที
ตูม!
ลมกรรโชกรุนแรงระเบิดออกไปรอบด้าน
ควันจำนวนมหาศาลปกคลุมพื้นที่ในพริบตา
ร่างของเหยาซินพร่ามัว
เมื่อวิชาเคลื่อนที่ของนางถูกใช้งาน
‘ก้าวเงาภาพลวงตา’ ผสานเข้ากับยันต์ระดับสามอีกชนิดหนึ่ง
ยันต์เงาสะท้อน
ทันใดนั้น….
ฟู่ว!
ฟู่ว!
ฟู่ว!
เหยาซินสามคนปรากฏขึ้นพร้อมกัน
ก่อนจะแยกออกเป็นสามทิศทางและพุ่งทะยานออกจากม่านควัน
แต่ละคนเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงอย่างน่าตกใจ
และทุกคนดูเหมือนจริงทุกประการ
สมจริงถึงขั้นสามารถหลอกสัมผัสวิญญาณของผู้ฝึกตนระดับก่อกำเนิดแก่นได้
เหยาซินไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมอง
หัวใจเต้นกระหน่ำราวกับกลองศึก
‘หนี’
‘หนีหนีหนีหนีหนี…’
นี่ไม่ใช่การต่อสู้
ไม่ใช่การเดิมพัน
และไม่ใช่ความตื่นเต้นที่นางโหยหา
ความแตกต่างด้านพลังนั้นมากเกินไป
นี่คือความตายที่แน่นอน
ด้านหลังของนาง….
โกลดี้ค่อย ๆ ลดหมัดลง
เศษม่านพลังที่แตกสลายกลายเป็นจุดแสงนับไม่ถ้วน
ลอยหายไปในอากาศ
มันมองดูร่างทั้งสามที่กำลังหลบหนี
แต่ละคนพุ่งฝ่าช่องว่างระหว่างเถาวัลย์ที่พยายามสกัดกั้น
บิดตัวหลบหลีกราวกับอสรพิษ
หลีกเลี่ยงทุกความพยายามที่จะจับกุมพวกนาง
โกลดี้เอียงศีรษะเล็กน้อย
มันสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“...?”
ทั้งสามร่างมีคลื่นพลังเหมือนกัน
ทั้งสามร่างมีจังหวะการเต้นของหัวใจเหมือนกันและทั้งสามร่างดูเหมือนจริงทั้งหมด ช่างเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง
โกลดี้สัมผัสได้ถึงความผิดปกตินั้นและอดคิดขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้ว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ยุ่งยากจริง ๆ
โดยเฉพาะผู้ฝึกตนสายมารเหล่านี้ที่เต็มไปด้วยกลอุบายและเล่ห์เหลี่ยมและโกลดี้ก็ไม่ชอบคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากนัก
ชั่วขณะหนึ่งมันเพียงยืนอยู่ตรงนั้นราวกับกำลังครุ่นคิด
จากนั้นราวกับตัดสินใจบางอย่างได้แล้ว..
โกลดี้ค่อย ๆ ยกมือขึ้นมาตรงหน้า ก่อนจะชี้นิ้วขึ้นไปด้านบนเล็กน้อย
ราวกับกำลังออกคำสั่งบางอย่างพร้อมกับกระตุ้นหนึ่งในพลังใหม่ที่เพิ่งได้รับ
พลังศักดิ์สิทธิ์ “ทองคำ”
ไม่นานหลังจากนั้น
กร๊อบ...
เสียงบางอย่างแตกร้าวดังขึ้น
และพร้อมกับเสียงนั้น...
...ราวกับว่าตัวโลกทั้งใบกำลังส่งเสียงคร่ำครวญออกมา