- หน้าแรก
- ไอ้หื่นเจ้าเล่ห์ในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน
- บทที่ 205 ถูกวางยาพิษ (5)
บทที่ 205 ถูกวางยาพิษ (5)
บทที่ 205 ถูกวางยาพิษ (5)
ก่อนหน้านี้ไม่นาน...
เย่ซวงและหลิงหลินเพิ่งจัดการฝังร่างของศิษย์ผู้เสียชีวิตจากสำนักจันทร์ครามเรียบร้อย
ทั้งสองประสานมือและกล่าวคำไว้อาลัยสั้น ๆ
เมื่อเสร็จแล้ว พวกนางก็ใช้วิชาชำระล้าง ทำความสะอาดคราบดินและเลือดที่เปื้อนอยู่บนเสื้อผ้าและใบหน้า
ขณะที่แสงแห่งการชำระล้างค่อย ๆ ปกคลุมร่างกาย
หลิงหลินก็เอ่ยถามขึ้นกะทันหัน
“นี่... พี่เย่ ท่านรู้จักศิษย์พี่หลี่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำถามนั้น เย่ซวงก็หันไปมองหลิงหลิน
นางสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายดูประหม่าเล็กน้อย มือทั้งสองประสานกันแน่นราวกับกำลังกังวลเรื่องบางอย่าง
“ก็พอรู้จักอยู่บ้าง... ข้าเพิ่งพบเขาเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง”
เย่ซวงตอบ พลางเอียงศีรษะเล็กน้อยด้วยความสงสัยว่าทำไมหลิงหลินถึงถามเรื่องนี้
หลิงหลินกระแอมเบา ๆ ก่อนถามต่อด้วยเสียงที่เบาลงกว่าเดิม
“แล้ว... ท่านพอรู้หรือไม่ว่า ศิษย์พี่หลี่ชอบอะไร?”
“ชอบอะไรหรือ?”
เย่ซวงชะงักไปครู่หนึ่ง
ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวของนางแทบจะทันที
ในตอนแรก นางเพียงต้องการช่วยหลี่เฟิงแก้ปัญหาพลังหยางที่ล้นเกินเท่านั้น
จึงยอมใช้ร่างกายของตนช่วยเหลือเขาในฐานะการรักษาอย่างหนึ่ง...
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เย่ซวงก็สังเกตเห็นว่าหลี่เฟิงไม่ได้ทำเช่นนั้นเพียงเพื่อระบายพลังหยางที่ล้นเกินเท่านั้น
ดูเหมือนว่าเขาจะเพลิดเพลินกับความสุขทางโลกเหล่านี้ด้วยตัวของเขาเองเช่นกัน
เนื่องจากหลี่เฟิงมักใจกว้างกับนางอยู่เสมอ อีกทั้งยังช่วยหลอมโอสถที่นางต้องการอย่างเร่งด่วนหลายครั้ง
เย่ซวงจึงไม่เคยรังเกียจที่จะใช้ร่างกายของตนช่วยเหลือเขา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อบรรเทาปัญหาพลังหยางล้นเกินหรือเพียงเพื่อให้เขาได้ผ่อนคลายตามต้องการและในช่วงเวลาหลายวันที่นางมอบร่างกายให้เขาเชยชม เย่ซวงก็ค่อย ๆ สังเกตเห็นสิ่งหนึ่ง ยิ่งนางทำได้ดีมากเท่าไรโดยเฉพาะเมื่อเป็นฝ่ายริเริ่มเอง หลี่เฟิงก็ยิ่งใจกว้างมากขึ้นเท่านั้น
บางครั้งเขาถึงกับสละเวลามาช่วยชี้แนะการฝึกฝนของนางหลังจากนั้น
ศิษย์พี่หลี่เป็นคนช่างสังเกตอย่างน่าประหลาด เขาสามารถมองเห็นข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในวิชาของนางได้อย่างง่ายดาย และช่วยแก้ไขให้ถูกต้อง
แน่นอนว่า...
หลังจากการฝึกฝนสิ้นสุดลงได้ไม่นาน
นางก็มักจะกลับไปคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขาอีกครั้ง
คอยปรนนิบัติความต้องการของเขาด้วยริมฝีปาก...
หรือไม่ก็ด้วยอีกสถานที่หนึ่ง เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการตอบสนองความสุขทางกาย ไม่ใช่การบำเพ็ญคู่ที่ส่งผลเสียต่อรากฐานการฝึกตน
หลังจากผ่านไปไม่กี่ครั้ง
เย่ซวงก็เริ่มกระตือรือร้นมากขึ้นอย่างน่าประหลาด
ทุกเช้าเริ่มต้นในลักษณะคล้ายกัน
นางจะคอยดูแลความต้องการของเขาอย่างเงียบ ๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะออกเดินทาง
ระหว่างการเดินทาง บางครั้งหลี่เฟิงก็จะพานางแยกตัวออกไปอยู่ตามลำพังชั่วครู่
เพื่อดื่มด่ำกับความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ และเย่ซวงก็เริ่มคุ้นชินกับความต้องการอันไม่รู้จักพอของเขาไปแล้ว
แต่ช่วงเวลากลางคืนนั้นเข้มข้นที่สุด
หลายครั้งนางทำได้เพียงนอนอยู่ภายในถ้ำ ปล่อยเสียงครางดังแว่วท่ามกลางความมืด
จนบางครั้งรู้สึกราวกับกำลังจมดิ่งอยู่ในทั้งความมืดและความสุขไปพร้อมกัน
หากจะกล่าวว่า นับตั้งแต่ติดตามหลี่เฟิงมา นางจมอยู่ท่ามกลางทรัพยากรการฝึกตนและ... แก่นแท้ของเขา
จนถึงขั้นจดจำรสชาติของมันได้แล้ว ก็คงไม่ใช่คำกล่าวเกินจริงแต่อย่างใด
เย่ซวงเลียริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว พร้อมยกมือแตะหน้าท้องน้อยของตน
รับรู้ถึงความรู้สึกอุ่นร้อนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายใน
ความรู้สึกที่แทบไม่เคยหายไปเลย นับตั้งแต่วันที่นางเริ่มติดตามหลี่เฟิง
“พี่เย่?”
เสียงของหลิงหลินดึงนางกลับมาจากห้วงความคิด
เย่ซวงกระแอมเบา ๆ
“ขออภัย ข้าเผลอคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปหน่อย”
จากนั้นนางก็ยิ้ม
“ว่าแต่ เมื่อครู่เจ้าถามว่าศิษย์พี่หลี่ชอบอะไรใช่หรือไม่?”
“เหตุใดเจ้าถึงอยากรู้เรื่องนั้นล่ะ?”
แม้จะเป็นฝ่ายถามกลับแต่เย่ซวงกลับยิ้มอย่างมีเลศนัย
ในใจของนางพอจะเดาเหตุผลได้อยู่แล้ว
เพียงแต่อยากฟังคำตอบจากปากของหลิงหลินด้วยตนเองเท่านั้นและตามที่เย่ซวงคาดไว้ คำตอบของหลิงหลินก็ยืนยันความสงสัยของนางทันที
“มะ... ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่... เขาช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ดังนั้นข้าจึงอยากตอบแทนเขาบ้าง...”
แก้มของหลิงหลินแดงระเรื่อ
นางยกมือแตะแก้มตนเอง พลางนึกถึงศิษย์พี่ผู้เปี่ยมคุณธรรมและกล้าหาญ ผู้ปรากฏตัวราวกับวีรบุรุษในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของชีวิตนาง
เมื่อเห็นหลิงหลินมีท่าทางประหม่าเช่นนั้น
เย่ซวงก็ยิ้มออกมา
ในที่สุดนางก็มั่นใจแล้วว่าความสงสัยของตนไม่ผิด
“เช่นนั้นหรือ... ดูเหมือนพวกเราจะเหมือนกันนะ”
“ข้าก็เป็นคนที่ศิษย์พี่หลี่ช่วยชีวิตเอาไว้เช่นกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิงหลินก็เผยรอยยิ้มสดใสทันที ก่อนเอื้อมมือมาจับมือของเย่ซวง
“จริงหรือ?”
“เช่นนั้นศิษย์พี่หลี่ก็คงเป็นวีรบุรุษตัวจริงเลยสินะ!”
เย่ซวงอดมองอีกฝ่ายด้วยสายตาแปลก ๆ ไม่ได้
เมื่อเห็นหลิงหลินชื่นชมหลี่เฟิงอย่างไร้เดียงสาเช่นนั้น
‘ถ้าเจ้ารู้ว่าเวลาที่อยู่ตามลำพังกับเขา เขาเป็นคนแบบไหนล่ะก็...’
ความคิดนั้นเพิ่งผุดขึ้นมา
เย่ซวงก็ยิ้มขื่น ๆ
เพราะเมื่อนึกย้อนกลับไป คนที่ครางเสียงดังและยอมมอบทุกอย่างให้อีกฝ่ายอยู่แทบทุกวันก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวนางเอง
จากนั้นความคิดเจ้าเล่ห์อย่างหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว
เย่ซวงมองหลิงหลินตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
ใบหน้าสวยงาม รูปร่างได้สัดส่วน ส่วนสูงกำลังดี ทั้งยังมีทรวดทรงอันโดดเด่นอีกด้วย
‘...หากข้าช่วยให้ศิษย์พี่หลี่สนใจนางได้’
‘บางทีข้าอาจได้รับรางวัลมากขึ้นก็ได้?’
เย่ซวงอดคิดเช่นนั้นไม่ได้
ดวงตาของนางเป็นประกายเจ้าเล่ห์เล็กน้อย
‘ขออภัยนะ ศิษย์น้องหลิน’
นางกล่าวขอโทษอยู่ในใจ
ขณะเริ่มวางแผนบางอย่างเงียบ ๆ
แน่นอนว่า เหตุผลที่เย่ซวงกล้าคิดเช่นนี้ ก็เพราะนางรู้ดีว่าหลี่เฟิงไม่ใช่คนอันตราย
อย่างมากก็เป็นเพียงบุรุษที่มีความต้องการทางโลกสูงกว่าคนทั่วไปเท่านั้น
แต่โดยเนื้อแท้แล้ว เขายังคงเป็นคนดี
และบางที...
หากหลิงหลินได้รู้จักเขามากขึ้น
นางอาจได้รับประโยชน์และโอกาสดี ๆ มากมายเช่นเดียวกับที่เย่ซวงได้รับก็เป็นได้
เมื่อคิดเช่นนั้นเย่ซวงก็ยิ้มออกมา ก่อนตัดสินใจเริ่มแผนการของตนแทบจะในทันที
นางตอบคำถามของหลิงหลิน
“ความจริงแล้ว... ศิษย์พี่หลี่ยังคงชอบเสพสุขทางโลกอยู่บ้าง ดังนั้นหากเจ้าต้องการตอบแทนเขา ข้าแนะนำว่า….”
แต่ก่อนที่นางจะพูดจบ แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวก็แผ่กวาดผ่านพวกนางไป
ทั้งสองคนหันมองไปยังทิศทางที่หลี่เฟิงจากมาแทบจะพร้อมกัน
สีหน้าพลันเคร่งเครียด
เพราะพลังนั้นให้ความรู้สึกชั่วร้ายและอำมหิตยิ่งกว่าผู้ฝึกตนสายมารที่พวกนางเคยพบเจอ
ทั้งสองสบตากันและเข้าใจได้ทันทีว่า หลี่เฟิงคงกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งอยู่
โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด พวกนางพยักหน้าให้กันเบา ๆ
ก่อนเร่งฝีเท้าพุ่งตรงไปยังต้นตอของคลื่นพลังนั้น หวังจะเข้าไปช่วยเหลือ
ระหว่างทางแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากสนามรบยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
จนแม้แต่พวกนางยังรู้สึกหายใจลำบาก
เห็นได้ชัดว่าข้างหน้ากำลังเกิดการต่อสู้อันดุเดือด
ทันใดนั้นบนท้องฟ้าไกลออกไป พวกนางเห็นร่างอสุราขนาดมหึมาปรากฏขึ้น
มันปลดปล่อยการโจมตีที่ราวกับจะทำลายล้างทุกสิ่ง
แต่ในวินาทีต่อมา เสาแสงสีเงินสายหนึ่งก็พุ่งทะลวงท้องฟ้าขึ้นมา
เจาะผ่านร่างอสุราตนนั้นอย่างเด็ดขาด
แรงกดดันจากพลังอันมหาศาลนั้นทำให้หัวใจของทั้งสองแทบหยุดเต้น
หลังจากรีบเดินทางต่ออีกระยะหนึ่ง
ในที่สุดพวกนางก็มาถึงจุดหมาย แต่สิ่งที่พบกลับไม่ใช่ค่ายพักอีกต่อไป
ทุกสิ่งถูกทำลายจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
พื้นดินแตกร้าว ต้นไม้หักโค่น ร่องรอยการต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวปรากฏอยู่ทุกหนแห่งและท่ามกลางซากความเสียหายเหล่านั้น พวกนางก็พบกลุ่มศิษย์สตรีจำนวนหนึ่งกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส โดยมีหลี่เฟิงยืนอยู่ตรงกลางของกลุ่มราวกับเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจทั้งหมด