- หน้าแรก
- จากเศษขยะ สู่มหาเทพผู้กลืนกินฟ้าดิน
- บทที่ 19 - เซียวอี้นั่ว
บทที่ 19 - เซียวอี้นั่ว
บทที่ 19 - เซียวอี้นั่ว
บทที่ 19 - เซียวอี้นั่ว
"ปากเก่งไม่เบานี่!" ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินแหวกวงล้อมเข้ามา ชายฉกรรจ์นับสิบคนต่างพากันหลีกทางให้
ผู้ที่มาคือเหลยเหลาสาน หัวหน้าแก๊งกระทิงเขียว วันนี้เขาบังเอิญมากินอาหารที่นี่พอดี พอได้ยินว่าน้องเมียถูกทำร้าย ก็รีบมาช่วยกู้หน้าให้ทันที
"พี่เขย ก็นังหนูนี่แหละที่ตบข้า มันยังไม่เห็นหัวท่านเลยนะ บอกว่าต่อให้ท่านมามันก็จะตบหน้าท่านเหมือนกัน!......" ชายหนุ่มหน้าตาถมึงทึงตะโกนฟ้อง
หลินเทียนมองดูเหลยเหลาสาน เห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ถึงขั้นสร้างรากฐานระดับกลาง ในใจก็แอบระแวดระวังไว้ ไม่ยอมให้มันทำร้ายลั่วเสี่ยวซีได้แน่
"ก็ข้านี่แหละเป็นคนพูด เจ้านั่นมันเป็นพวกอันธพาลรังแกชาวบ้าน ท่านก็เป็นพวกเดียวกับมัน คงไม่ใช่คนดีอะไรเหมือนกันนั่นแหละ" ลั่วเสี่ยวซีเองก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้เช่นกัน
"หึ ในเมืองฉินนี่มีคนกล้าพูดกับข้าแบบนี้ไม่กี่คนหรอกนะ เจ้าเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืน ดูท่าคงอยากจะโดนสั่งสอนสินะ" เหลยเหลาสานชักสีหน้าโกรธเกรี้ยว
"อย่าหาว่าข้ารังแกเด็กก็แล้วกัน พวกเจ้าเข้าไปสั่งสอนนางซะ ให้นางรู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำบ้าง!" เหลยเหลาสานโบกมือขวา ชายฉกรรจ์หลายคนก็พุ่งเข้าไปทันที
ได้ยินเพียงเสียงดัง 'ปัง ปัง ปัง......' ชายฉกรรจ์เหล่านั้นถูกซัดกระเด็นกลับมาหมด
เหลยเหลาสานยิ้มเหี้ยม "ขั้นฝึกปราณระดับแปด มีฝีมือพอตัวนี่ มิน่าล่ะถึงได้อวดดีนัก ผู้ใหญ่ที่บ้านไม่ได้สอนหรือไงว่าออกไปข้างนอกอย่าทำตัวกร่างนักน่ะ?"
"ท่านคงจะเป็นเหลยเหลาสานสินะ คำพูดนั้นข้าขอคืนให้ท่านก็แล้วกัน ท่านจงตัดแขนตัวเองทิ้งซะ แล้วคุกเข่าขอโทษน้องสาวข้า เรื่องในวันนี้ข้าจะถือว่าแล้วกันไป" หลินเทียนกล่าวอย่างโอหัง
"หึ ไอ้เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำ บังอาจมาพูดจาสามหาวที่นี่!" เหลยเหลาสานพูดจบก็กางกรงเล็บพุ่งเข้าใส่ทันที
แต่ยังไม่ทันที่มันจะแตะตัวหลินเทียน แสงกระบี่ก็สว่างวาบขึ้น แขนข้างหนึ่งกระเด็นหลุดลอยไป
เหลยเหลาสานตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนที่ความเจ็บปวดรุนแรงจะแล่นพล่าน มันรู้ตัวแล้วว่าเจอยอดฝีมือเข้าให้ จึงรีบคุกเข่าลงทันที
"ข้าเหลยเหลาสานมีตาหามีแววไม่ คุณชายโปรดไว้ชีวิตด้วยเถิด!" เหลยเหลาสานรู้ดีว่าวันนี้เจอตอเข้าอย่างจังแล้ว
คุณชายที่ยังดูหนุ่มแน่นขนาดนี้ แต่กลับมีฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้ หากไม่ใช่เพราะมีพรสวรรค์สูงส่ง ก็ต้องเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหนมันก็ล่วงเกินไม่ได้ทั้งนั้น
"หมดสนุกเลย พี่เทียนพวกเรากลับกันเถอะ ข้ากินไม่ลงแล้ว!" ลั่วเสี่ยวซีไม่อยากให้หลินเทียนต้องมาฆ่าคนตายที่นี่ จึงอยากรีบกลับไปให้พ้นๆ
"ไสหัวไปซะ วันหน้าอย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าอีก!" หลินเทียนลุกขึ้นยืนแล้วจูงมือลั่วเสี่ยวซีเดินจากไป
"ขอรับๆๆ พวกข้าจะไสหัวไปเดี๋ยวนี้" เหลยเหลาสานรู้ดีว่าวันนี้รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด ต่อให้ตัวเองจะเป็นถึงหัวหน้าแก๊งกระทิงเขียว วางอำนาจบาตรใหญ่มาตลอด แต่พอต้องมาเจอกับยอดฝีมือหรือลูกหลานตระกูลใหญ่ ก็ต้องหดหัวเป็นเต่าในกระดองอยู่ดี
"พี่เทียน วันนี้ตื่นเต้นชะมัดเลยเจ้าค่ะ ถ้าไม่ได้ท่านช่วยไว้ พวกเราคงเสร็จมันแน่" ลั่วเสี่ยวซียังคงรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ก็ตื่นเต้นไม่น้อยเลย
"ไม่ต้องกลัวหรอก ขอเพียงมีพี่เทียนอยู่ เจ้าก็วางใจได้เลยร้อยเปอร์เซ็นต์" หลินเทียนปลอบโยน
"พักผ่อนให้สบายนะ พรุ่งนี้ข้ามีธุระต้องออกไปข้างนอก อีกเจ็ดวันถึงจะกลับ เวลาที่เหลือเจ้าก็จัดการเองก็แล้วกัน" หลินเทียนสั่งเสียกับลั่วเสี่ยวซีเสร็จก็กลับเข้าห้องไปพักผ่อน
......
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลินเทียนก็มาถึงหอหลิงเป่า
เขาเห็นเรือเหาะลำหนึ่งจอดอยู่ด้านหน้าหอหลิงเป่า เรือเหาะลำนี้เป็นถึงอุปกรณ์วิญญาณระดับเทียนขั้นต่ำ มูลค่ามหาศาล ตระกูลทั่วไปคงไม่มีปัญญาหามาได้แน่
เมื่อเฝิงต้าซานเห็นหลินเทียนมาถึง ก็รีบเดินเข้าไปต้อนรับ
หอหลิงเป่าอาศัยเหตุการณ์ที่หลินเทียนแกะเสื้อคลุมไหมขาวได้ กอบโกยกำไรไปได้อย่างงดงาม จัดการระบายของวิเศษต้นกำเนิดที่ค้างสต็อกมานานหลายปีออกไปจนเกือบหมด
"น้องหลิน การไปฝึกฝนประสบการณ์ที่ซากโบราณสถานในครั้งนี้ นอกจากลูกหลานจากหลายตระกูลในเมืองฉินแล้ว ก็ยังมีบรรดายอดอัจฉริยะจากหอหลิงเป่าและสำนักใกล้เคียงเข้าร่วมด้วย ถึงตอนนั้นเจ้าก็ต้องระวังตัวให้ดีนะ" เฝิงต้าซานรู้สึกเป็นห่วงหลินเทียนอยู่บ้าง
"พี่เฝิงวางใจเถอะ ขอเพียงพวกเขาไม่มาหาเรื่องข้า ข้าก็จะไม่ไปหาเรื่องใครเหมือนกัน" หลินเทียนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
"น้องหลิน พวกเราขึ้นเรือเหาะกันเถอะ ใกล้จะได้เวลาออกเดินทางแล้ว"
เฝิงต้าซานพาหลินเทียนขึ้นไปบนเรือเหาะ
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในเรือเหาะ หลินเทียนก็สัมผัสได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมา
หลินเทียนกวาดสายตามองคนในเรือเหาะ แต่ไม่พบคนจากเมืองฉินเลย
ก็ไม่แปลกอะไร เมืองฉินอยู่ห่างจากซากโบราณสถานไม่ไกลนัก คนท้องถิ่นเดินทางไปเองก็ใช้เวลาแค่หนึ่งหรือสองชั่วยามเท่านั้น
"ผู้ฝึกตนระดับต่ำแค่ขั้นฝึกปราณระดับแปดก็กล้ามาเข้าร่วมการฝึกฝนแบบนี้ด้วย ไม่กลัวว่าตายแล้วจะหาซากไม่เจอหรือไง?"
"ก็เมืองเล็กๆ อย่างเมืองฉิน สามารถฝึกจนถึงขั้นฝึกปราณระดับแปดได้ก็ถือว่าเก่งแล้วล่ะ!"
......
หลินเทียนเพิ่งจะหาที่นั่งได้ ก็ได้ยินเสียงคนกำลังวิจารณ์ตัวเองอยู่
ยอดอัจฉริยะแบบนี้ หลินเทียนเห็นมาเยอะแล้ว คิดว่าตัวเองมีระดับพลังฝึกตนสูงกว่า ฐานะดีกว่า ก็เลยดูถูกคนที่มาจากเมืองเล็กๆ
หลินเทียนเห็นจนชินตาแล้ว ก็เลยคร้านจะไปต่อล้อต่อเถียงด้วย
"คนที่อยู่แค่ขั้นฝึกปราณระดับแปดแต่มีความกล้าพอที่จะออกมาฝึกฝน ย่อมต้องมีความสามารถพิเศษซ่อนอยู่ พวกเจ้าอย่าได้ดูถูกใครสุ่มสี่สุ่มห้า!"
ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่พกกระบี่ผู้หนึ่ง ถลึงตาใส่ศิษย์น้องชายหญิงเหล่านั้นที่กำลังนินทาอยู่
"เจ้าค่ะ/ขอรับ ศิษย์พี่หญิงใหญ่!" ทุกคนตอบรับอย่างนอบน้อม
ทันใดนั้นบรรยากาศภายในเรือเหาะก็เงียบสงบลงมาก
เฝิงต้าซานไม่ได้พูดอะไร เพราะการถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องปกติ ขอเพียงไม่ถึงขั้นโจมตีกันด้วยถ้อยคำหยาบคายก็พอ
เมื่อเฝิงต้าซานเห็นว่าทุกคนมาครบแล้ว เรือเหาะก็ออกเดินทางทันที
......
ศิษย์พี่หญิงใหญ่ที่พกกระบี่ผู้นั้น ก้าวเดินด้วยท่วงท่าดุจดอกบัว ค่อยๆ เดินมาทางหลินเทียน แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนที่นั่งว่างข้างๆ เขา
ศิษย์น้องชายหลายคนที่อยู่กลุ่มเดียวกับศิษย์พี่หญิงใหญ่เมื่อครู่ ต่างจ้องมองหลินเทียนด้วยสายตาโกรธเคือง
ปกติศิษย์พี่หญิงใหญ่มักจะมีท่าทีเย็นชา ไม่ยอมให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้เสมอ
ในสายตาของพวกเขา ศิษย์พี่หญิงใหญ่ก็เปรียบเสมือนเทพธิดา
แต่วันนี้กลับเป็นฝ่ายเดินมานั่งข้างๆ ชายแปลกหน้าเสียอย่างนั้น
ถ้าเป็นยอดฝีมือก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ดันเป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับต่ำเสียได้
จะให้พวกเขาไม่โกรธเคืองได้อย่างไร
"สวัสดีศิษย์น้อง ข้ามาจากสำนักหมื่นกระบี่ ชื่อเซียวอี้นั่ว ยินดีที่ได้รู้จักนะ!"
"หลินเทียน!"
"ถ้าศิษย์น้องไม่รังเกียจ ประเดี๋ยวตอนที่เริ่มฝึกฝนประสบการณ์ เจ้ามาอยู่กลุ่มเดียวกับพวกข้าไหมล่ะ?"
เซียวอี้นั่วเอ่ยปาก น้ำเสียงของนางช่างไพเราะและหวานหูสมกับหน้าตาจริงๆ
หลินเทียนเหลือบมองไปทางศิษย์สำนักหมื่นกระบี่สองสามคนที่อยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะยิ้มมุมปาก
"แม่นางเซียว ท่านกำลังสร้างศัตรูให้ข้าอยู่นะเนี่ย!"
เซียวอี้นั่วหันกลับไปมองเช่นกัน
"เจ้าไม่ต้องไปสนใจพวกเขารอก ข้าแค่รู้สึกถูกชะตากับศิษย์น้องหลินน่ะ"
หลินเทียนมองดูใบหน้าขาวผ่องงดงามของเซียวอี้นั่ว ดวงตากลมโตสุกใสกำลังจ้องมองเขาด้วยความจริงใจ จึงรู้สึกลำบากใจที่จะปฏิเสธ
ดูจากระดับพลังฝึกตนของพวกเขาก็ถือว่าไม่เลวเลย ศิษย์พี่หญิงใหญ่อยู่ถึงขั้นสร้างรากฐานระดับปลาย ส่วนศิษย์สำนักหมื่นกระบี่คนอื่นๆ ล้วนอยู่ขั้นสร้างรากฐานระดับกลางทั้งสิ้น
"ถ้าเช่นนั้นก็ได้ ในเมื่อศิษย์พี่หญิงไม่รังเกียจ ข้าก็ยินดี แต่ก็หวังว่าศิษย์น้องของท่านจะไม่ฉีกอกข้าไปซะก่อนนะ"
"พวกเขาไม่กล้าหรอก! ศิษย์น้องวางใจเถอะ ศิษย์พี่จะคุ้มครองเจ้าเอง......"
คำพูดนั้นทำเอาหัวใจของหลินเทียนสั่นไหวไปชั่วขณะ
ทั้งสองคนพูดคุยหยอกล้อกัน ราวกับเป็นเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบหน้ากันมานาน
ส่วนบรรดาศิษย์สำนักหมื่นกระบี่ที่อยู่ไกลออกไปต่างก็แค้นใจจนกัดฟันกรอด
......
เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เรือเหาะก็ร่อนลงจอดอย่างนุ่มนวลในหุบเขาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
ทุกคนต่างทยอยเดินลงมาจากเรือเหาะ
(จบแล้ว)