- หน้าแรก
- มันปกติหรือเปล่าที่คนบ้าจะไม่กลัวผี
- ตอนที่ 31 สื่อกลาง
ตอนที่ 31 สื่อกลาง
ตอนที่ 31 สื่อกลาง
ตอนที่ 31 สื่อกลาง
ช่วงเวลาเลิกเรียน
ทุกคนต่างพูดคุยถกเถียงกันพลางเดินออกจากห้องเรียนไป
เพียงแค่ชั้นเรียนแรก ก็ทำให้สมาชิกแต่ละคนของห้องข้อมูลได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยคลายข้อสงสัยในใจของตัวเองไปได้ไม่น้อย
และพวกเขาก็มองเห็นได้ทะลุปรุโปร่งมากกว่าคนทั่วไปอีกด้วย
ยุคสมัยนี้ไม่ได้จะจบลงได้ง่ายๆ ขนาดนั้น...
อย่างน้อยที่สุด ด้วยกำลังของมนุษย์ในตอนนี้ ก็ยังห่างไกลจากคำว่าทำได้อยู่มากนัก...
"อนาคตมันคงจะวุ่นวายอยู่สักหน่อยจริงๆ นั่นแหละ..."
ในเวลานี้ ไป๋หยวนกำลังเดินอยู่บนถนน ในใจลอบคิดคำนวณอยู่เงียบๆ
ทว่าเขากลับไม่ได้มีความกังวลมากนัก เขามีอาการป่วยและใบหน้าผีคอยช่วยเหลือ อย่างน้อยที่สุดการจะเอาชีวิตรอดให้ได้ก็ไม่มีปัญหาแน่นอน
"เพื่อนยาก ฝากด้วยนะ"
ไป๋หยวนปรายตามองไปยังหน้าอกของตัวเอง ราวกับมองเห็นใบหน้าผีที่อยู่ในร่างกาย
เมื่อมาดูในตอนนี้ อีกฝ่ายดูไม่เหมือนจะมาทำร้ายเขาเลย ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะเป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันที่มีประโยชน์ร่วมกันมากกว่า
ฉันเอาผีให้คุณกิน คุณเอายาให้ฉันกิน
ในโลกนี้ยังมีเรื่องอะไรที่อบอุ่นใจไปมากกว่านี้อีกไหมนะ...
...
ช่วงเวลากลางคืน
ไป๋หยวนจัดการกวาดเนื้อสัตว์สารพัดชนิดบนโต๊ะจนเกลี้ยงเกลา แถมยังเรอออกมาด้วยความอิ่มหนำสำราญ
"สะใจ สบายใจจริงๆ!"
เขาลูบท้องตัวเอง รู้สึกเพียงว่าร่างกายกลับมาเต็มไปด้วยพลังงานอีกครั้ง
ตั้งแต่ที่สมรรถภาพร่างกายของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปริมาณการกินของเขาก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย หากไม่ใช่เพราะยังมีเงินเก็บอยู่บ้าง คงจะไม่มีปัญญาจ่ายค่าอาหารแล้วจริงๆ...
"แต่หลังจากนี้จะกินจนอิ่มขนาดนี้ไม่ได้แล้ว"
ในดวงตาของเขามีความเสียดายเงินอยู่เล็กน้อย เนื้อสัตว์เพียงแค่นี้กลับต้องใช้เงินของเขาไปถึงสามร้อยหยวน ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมากับราคาข้าวของที่แพงลิบลิ่ว
หากยังคงกินต่อไปแบบนี้ ต่อให้มีเงินช่วยเหลือจากห้องข้อมูล เขาก็คงจะยื้อไว้ได้ไม่นานนัก
"โทรศัพท์มือถือก็เก่าไปหน่อยแล้ว ฉันต้องหาโอกาสเปลี่ยนเครื่องใหม่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านก็ต้องซื้อเพิ่มอีกสักหน่อย เงินมันค่อนข้างขาดมือเลยนะ..."
ในตอนนี้ไป๋หยวนได้เข้าห้องข้อมูลมาแล้ว ก็นับว่าเป็นคนที่มีเงินเดือนขั้นต่ำรองรับแล้ว ย่อมต้องคิดอยากจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองดีขึ้นมาอีกสักหน่อยเป็นธรรมดา
เขานอนเอนกายลงบนโซฟาของโรงแรมอย่างสบายอารมณ์ ในใจเริ่มคิดคำนวณถึงแผนการใหญ่ในการหาเงินอย่างเงียบๆ
เนื่องจากเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเมื่อช่วงเช้า ทำให้หมู่บ้านของเขาถูกปิดล้อม ไป๋หยวนจึงได้มาอาศัยอยู่ในโรงแรมที่ทางราชการจัดเตรียมไว้ให้
"ช่วยคนจับผีหาเงินต่อไปดีไหม? แต่ไอ้เรื่องนี้มันมีความเสี่ยงอยู่สักหน่อย และที่สำคัญคือมันไม่ได้จะหางานได้ง่ายๆ"
ในตอนนี้เหตุการณ์เหนือธรรมชาติปะทุขึ้นมา ทำให้พวกสิบแปดมงกุฎสารพัดชนิดปรากฏตัวขึ้นมาตามๆ กัน และด้วยฐานะนักเรียนมัธยมปลายปีสุดท้ายอย่างเขา ก็คงจะยิ่งไม่มีใครเชื่อถือเข้าไปใหญ่
"ตั้งแผงลอยต่อไปดีไหม? แต่หาเงินได้ช้าเกินไป แถมฉันยังต้องไปเรียนที่ห้องข้อมูลอีก"
ในสมองของไป๋หยวนคิดถึงแผนการใหญ่ในการหาเงินสารพัดสิ่ง ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราไปโดยไม่รู้ตัว
...
วันต่อมา
ไป๋หยวนกำลังอยู่ในห้วงนิทรา แต่กลับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเสียงเอะอะโวยวายระลอกหนึ่ง
"เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ขนาดโรงแรมยังหนวกหูขนาดนี้เลยเหรอ?"
เขาอ้าปากหาว สวมรองเท้าแตะแล้วเปิดประตูห้องออกมา
เห็นเพียงแค่บนทางเดินมีผู้คนรวมตัวกันอยู่เต็มไปหมด ทุกคนต่างพกพาความตื่นตระหนกและความกลัวมาด้วย ถึงขั้นมีบางคนที่สภาพจิตใจพังทลายไปแล้วด้วยซ้ำ
"หืม? ฉากนี้ทำไมถึงดูคุ้นตาขนาดนี้นะ?"
เขามองไปยังสีหน้าของทุกคน ในใจเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมาในพริบตา
เกิดเรื่องขึ้นอีกแล้วเหรอ?!
สีหน้าของเขาตื่นตัวขึ้นมาทันที สติแจ่มใสขึ้นมาในพริบตา เขาก้าวเท้าตรงดิ่งเข้าไปในห้อง 506 ที่ผู้คนกำลังรุมล้อมอยู่
เป็นไปตามคาด เห็นเพียงแค่บนเตียงของโรงแรม มีศพอยู่ร่างหนึ่ง และมีรอยเท้าเลือดที่แปลกประหลาดกระจายอยู่เต็มไปหมดเช่นเดียวกัน
"แย่แล้วสิ..."
ไป๋หยวนขมวดคิ้วแน่น ตระหนักได้ถึงความไม่ชอบมาพากลของเรื่องราว
พวกเขาเดินทางออกมาไกลจากหมู่บ้านตั้งขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังคงถูกผีตัวนี้ตามมาทำร้ายจนตายอยู่ดี
นั่นหมายความว่า ผีตัวนี้ก็เหมือนกับรองเท้าปักบนอินเทอร์เน็ตตัวนั้น การเดินทางออกมาให้ไกลเพียงอย่างเดียวไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย
มันได้หมายตาบุคคลทุกคนในที่แห่งนี้เอาไว้แล้ว...
ไป๋หยวนถอนหายใจออกมา ยาวๆ รู้สึกจนปัญญาอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน
ในตอนนี้ผู้คนทั้งหมดที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนแต่เป็นเพื่อนบ้านในวันวานของเขา คอยดูแลเอาใจใส่ไป๋หยวนเป็นอย่างดี แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวแบบนี้ เขาก็ไม่มีวิธีแก้ไขจัดการได้เหมือนกัน เพราะพรสวรรค์ของเขาสามารถปกป้องได้แค่ตัวเขาเองเท่านั้น
สิ่งเดียวที่เขาพอจะทำได้ ก็คือการโทรศัพท์ไปหาเจียงเฉิง หวังว่าทางเบื้องบนจะให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ในครั้งนี้
เพราะหากยังเป็นแบบนี้ต่อไป ในแต่ละวันจะต้องมีคนตายแน่นอน!
หลังจากที่ได้รับคำตอบจากเจียงเฉิงแล้ว ไป๋หยวนก็เก็บข้าวของเล็กน้อย จากนั้นก็เดินทางไปยังโรงเรียน
...
"ทุกท่านครับ วันนี้พวกเราจะมาพูดถึงวิธีการที่คนธรรมดาใช้รับมือกับผีกันครับ!"
เฉินชิงหลียืนอยู่บนแท่นบรรยาย สอนความรู้ในด้านสิ่งเหนือธรรมชาติให้กับทุกคนต่อไป
"ก่อนอื่นเลยมาพูดถึงคุณลักษณะของผีกันก่อน ตามข้อมูลของผีร้ายที่ปรากฏขึ้นมาในตอนนี้ พวกเราแบ่งพวกมันออกเป็นสองประเภท ประเภทหนึ่งคือประเภทจิตวิญญาณ อีกประเภทหนึ่งคือประเภทคำสาปแช่งครับ!"
"ผีประเภทจิตวิญญาณก็คือผีในอุดมคติของพวกคุณนั่นแหละครับ ในสถานะปกติพวกมันจะอยู่ในสภาพที่มองไม่เห็น และการโจมตีธรรมดาก็ไม่สามารถสัมผัสโดนตัวพวกมันได้เลยสักนิด"
"ผีอีกประเภทคือประเภทคำสาปแช่ง ในสถานะปกติพวกมันจะสามารถมองเห็นได้และสัมผัสได้ ทว่าหากพวกเราบุ่มบ่ามทำการโจมตีเข้าไป ตัวเราเองก็จะแปดเปื้อนไปด้วยคำสาปแช่ง นอกจากนี้ อย่าไปคิดว่าพวกมันจะเหมือนกับพวกซอมบี้อะไรนั่น ภายใต้พลังงานสิ่งเหนือธรรมชาติ พวกมันก็สามารถมีความสามารถแปลกประหลาดอย่างการล่องหนหรือการย้ายร่างในพริบตาได้เหมือนกันครับ"
ทุกคนต่างจดจำคำพูดของเฉินชิงหลีเอาไว้ในใจอย่างเงียบๆ
ผีทั้งสองประเภทสำหรับคนธรรมดาแล้ว ล้วนแต่เป็นตัวตนที่ชวนให้สิ้นหวังทั้งสิ้น ประเภทหนึ่งตีไม่โดน อีกประเภทหนึ่งตีไม่ได้
แต่ในเมื่อเฉินชิงหลีบอกว่าหัวข้อของวันนี้คือการรับมือกับผีอย่างไร เช่นนั้นก็ย่อมต้องมอบคำตอบให้อยู่แล้ว
"และหากคิดจะรับมือกับผี เช่นนั้นก็จำเป็นต้องมี สื่อกลาง ครับ!"
เฉินชิงหลีเขียนคำว่า สื่อกลาง ลงบนกระดานดำ จากนั้นก็พูดว่า
"สื่อกลางก็เปรียบเสมือนกับอาวุธของพวกคุณ มันสามารถทำให้พวกคุณสัมผัสโดนผีประเภทจิตวิญญาณ และมีภูมิคุ้มกันต่อคำสาปแช่งของผีประเภทคำสาปแช่งได้ครับ!"
"สื่อกลางที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด ก็คือสิ่งที่มีคำเล่าขานในหมู่ประชาชนอย่าง เลือดสุนัขดำ เลือดไก่ตัวผู้ ชาดแดง เป็นต้นครับ"
ไป๋หยวนที่อยู่ด้านล่างเข้าใจได้ในทันที เพราะเขามีประสบการณ์จากการลงมือปฏิบัติจริงมาตั้งนานแล้ว
มีคนเอ่ยปากถามขึ้นว่า
"อาจารย์ครับ ถ้าหากติดอาวุธสื่อกลางให้กับคนทุกคนในประเทศ สิ่งเหนือธรรมชาติก็น่าจะจบลงได้อย่างรวดเร็วไม่ใช่เหรอครับ?"
แม้ว่าคนธรรมดาเป็จำนวนมากจะไม่มีความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับผีร้ายก็ตาม
แต่องค์ประกอบจำนวนประชากรของมนุษย์มันน่ากลัวเกินไป ต่อให้มีเพียงหนึ่งในหมื่น หรือหนึ่งในแสนคนที่มีความกล้าหาญลงมือ ก็จะสามารถจบสิ้นสิ่งเหนือธรรมชาติทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว
เพราะในตอนนี้เหตุการณ์เหนือธรรมชาติมีอยู่มากก็จริง แต่เมื่อเทียบกับมนุษย์นับหมื่นล้านคนแล้ว ก็ยังถือว่าไม่มีอะไรมาเปรียบเทียบกันได้อยู่ดี
"มันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นหรอกครับ"
เฉินชิงหลีส่ายหัว แล้วพูดว่า "สื่อกลางที่ผมพูดถึง สามารถรับมือได้แค่ผีระดับต่ำเท่านั้นครับ!"
"เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผีดุร้ายระดับสูง พวกคุณก็ยังคงสัมผัสตัวมันไม่ได้ และจะได้รับคำสาปแช่งอยู่ดีครับ"
พอคำนี้หลุดออกมา ในใจของทุกคนก็เข้าใจได้ทันที หากคิดจะจบสิ้นสิ่งเหนือธรรมชาติ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องกำจัดผีร้ายระดับสูงสุดให้ได้เสียก่อน
"ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้คนที่มีสิ่งเหนือธรรมชาติร่วมร่างออกโรงใช่ไหมครับ?"
สีหน้าของไป๋หยวนเปลี่ยนไปเล็กน้อย เอ่ยปากถามขึ้นมา
"ถูกต้องครับ"
เฉินชิงหลีพยักหน้ารับแล้วพูดว่า "ความจริงแล้วสิ่งเหนือธรรมชาติร่วมร่างก็คืออาวุธสื่อกลางที่ดีที่สุด และที่สำคัญที่สุดคือพวกมันมีความสามารถในการเจริญเติบโต นี่คือความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวที่มนุษย์จะใช้รับมือกับผีร้ายระดับสูงสุดได้ครับ!"
ทุกคนถึงได้เข้าใจกระจ่างแจ้งในทันที มิน่าเล่าคนที่มีสิ่งเหนือธรรมชาติร่วมร่างถึงได้รับความสำคัญมากมายขนาดนี้
ในขณะเดียวกันในใจของพวกเขาก็มีความหดหู่ใจอยู่เล็กน้อย ต่อให้ตัวเองมีความกล้าหาญอันไร้ความกลัว ต่อให้ต้องสละชีวิตไป ก็สามารถรับมือได้แค่ผีระดับต่ำเท่านั้น
ภายใต้ฉากม่านใหญ่ของยุคสมัยนี้ พวกเขาถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่าจะต้องเป็นได้แค่ตัวประกอบเท่านั้น...
...