- หน้าแรก
- ฝึกงานปีหนึ่ง ข้าคนเดียวสังหารทะลวงคลื่นอสูร
- ตอนที่ 15 หลินซือซือผู้โศกเศร้า
ตอนที่ 15 หลินซือซือผู้โศกเศร้า
ตอนที่ 15 หลินซือซือผู้โศกเศร้า
ตอนที่ 15 หลินซือซือผู้โศกเศร้า
หกโมงครึ่งยามเช้าตรู่ โรงอาหาร
ข้างโต๊ะยาวที่ทำจากโลหะเต็มไปด้วยทหารนักศึกษาที่ยังงัวเงีย หลายคนยังไม่ชินกับการตื่นในเวลานี้
หลินโม่นั่งอยู่ตรงมุมห้อง เบื้องหน้ามีอาหารลักษณะคล้ายแป้งเปียกสีน้ำตาลอมเทาหนึ่งจานและน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว
เขาใช้มือขวาที่ไม่ได้บาดเจ็บค่อยๆ กินอย่างเชื่องช้า ส่วนมือซ้ายพันผ้าพันแผลไว้และซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ
หลังจากฟื้นฟูมาทั้งคืน อาการของเขาก็ดีขึ้นมาก พิษจากกรงเล็บของหมาป่าเน่าเปื่อยแม้จะถูกร่างกายขับออกไปกว่าครึ่ง แต่บาดแผลก็ยังต้องใช้เวลาในการสมานตัว
“วันนี้ต้องหาสถานที่ที่ปลอดภัยสักหน่อย”
“แขนมีบาดแผล ไม่อาจเสี่ยงปะทะตรงๆ ได้ ดีที่สุดคือหาสัตว์ร้ายที่ยังไม่เข้าสู่ระดับซึ่งหลงฝูง ค่อยๆ ฟาร์มไป ค่อยเป็นค่อยไป”
ตอนนี้หลินโม่ก็ไม่ได้ร้อนใจแต่อย่างใด อย่างไรเสียช่วงนี้ในค่ายก็ไม่มีภารกิจ เขาสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ มีเวลาถมเถไปในการฟาร์มค่าสังหาร
เขาเพิ่งกินไปได้สองคำ ร่างอันงดงามหลายร่างก็เดินตรงเข้ามา
หลินซือซือเดินนำอยู่หน้าสุด วันนี้นางสวมชุดปฏิบัติการรัดรูป มัดผมหางม้าสูง เผยให้เห็นลำคอขาวผ่อง ดวงตามีรอยบวมแดงเล็กน้อย คล้ายกับคนนอนไม่หลับ
ผู้ที่เดินตามอยู่ข้างกายนางคือเย่จือเซี่ยและเด็กสาวคนอื่นๆ อีกสี่ห้าคน ดูแล้วล้วนเป็นนักศึกษาของหน่วยจู่โจมชั้นยอด
หลินซือซือมองเห็นหลินโม่ตั้งแต่แรกเห็น หรือจะพูดให้ถูกก็คือ นางตั้งใจพุ่งเป้ามาหาเขาตั้งแต่ต้น
นางก้าวฉับๆ มาที่โต๊ะของหลินโม่ สายตาหยุดอยู่ที่แขนซ้ายของหลินโม่พักใหญ่
แม้ว่าหลินโม่จะซ่อนผ้าพันแผลไว้ในแขนเสื้อ แต่คราบยาประคบสีเหลืองอ่อนที่ซึมออกมาตรงปลายแขนเสื้อก็ยังคงเผยให้เห็นถึงอาการบาดเจ็บ
“หลินโม่!”
“แขนของเจ้าเป็นอะไรไป?!”
น้ำเสียงของหลินซือซือแฝงความร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด
ผู้คนไม่น้อยในโรงอาหารหันมามอง
ตรงมุมห้อง นักศึกษาของมหาวิทยาลัยหลิงอู่หลายคนก็เงยหน้าขึ้นเช่นกัน เสิ่นเฟยคนบ้าผู้นั้นนั่งอยู่ท่ามกลางพวกเขา กำลังฉีกยิ้มกว้างส่งมาให้หลินโม่ ทำเอาหลินโม่รู้สึกงุนงงไปหมด
หลินโม่วางช้อนลง: “ตอนฝึกฝนเผลอไปขูดเป็นรอยเข้า”
“ฝึกฝนหรือ?”
“การฝึกฝนแบบใดกันจึงทิ้งรอยแผลเช่นนี้ไว้ได้?”
เย่จือเซี่ยก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว พินิจดูแขนของหลินโม่อย่างละเอียด สีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าไม่เชื่อ
ในไม่ช้า เย่จือเซี่ยก็ไม่รอให้หลินโม่ตอบ และเริ่มวิเคราะห์ด้วยตัวเองเป็นฉากๆ
“ผ้าพันแผลพันตั้งแต่ข้อมือไปจนถึงต้นแขน แสดงว่าบาดแผลยาวมาก
“สีของน้ำยาเหลืองขนาดนี้ จะต้องเป็นการใช้ผงแก้อักเสบสำหรับทหารผสมกับยาต้านพิษเน่าเปื่อยอย่างแน่นอน.......”
“ข้าเดาว่า...บาดแผลของเจ้าติดเชื้อพิษสัตว์ร้าย เมื่อคืนเจ้าออกไปนอกค่ายมาแน่!”
นี่ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นประโยคบอกเล่า
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโรงอาหารแผ่วลง
ออกนอกค่าย? ตอนกลางคืน? ใครกันที่กล้าหาญชาญชัยไม่กลัวตายเช่นนี้?
หลินโม่ปรายตามองเย่จือเซี่ยแวบหนึ่ง
เด็กสาวผู้นี้ไม่เพียงแต่หน้าตาดี แต่ยังมีไหวพริบในการสังเกตที่เฉียบแหลมยิ่ง
เขาก็ไม่ได้คิดจะปิดบังต่อไป บาดแผลทนโท่ปานนี้ ปิดไม่มิดหรอก
“เจ้าพูดถูก เมื่อคืนข้าออกไปทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมมา”
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?!”
เสียงของหลินซือซือตวัดสูงขึ้นทันควัน
“ออกไปนอกค่ายคนเดียวตอนกลางคืน?! เจ้ารู้หรือไม่ว่าในภูเขามันอันตรายแค่ไหน?! สิ่งที่ท่านผู้บัญชาการกองพันหยวนโส่วเฉิงกล่าวเมื่อวานเจ้าลืมไปหมดแล้วหรือ?!”
ปฏิกิริของนางรุนแรงเกินไป ผู้คนรอบข้างจึงพากันหันมามอง
แม้แต่เสิ่นเฟยยังหยุดยิ้มโง่งม เอียงคอมองมาทางนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เย่จือเซี่ยมองหลินซือซือสลับกับหลินโม่ คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“ซือซือ เจ้าห่วงใยเขาถึงเพียงนี้...คงไม่ได้ชอบเขาหรอกนะ?”
“พรวด—” เด็กสาวคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ แทบจะพ่นน้ำออกมา
ใบหน้าของหลินซือซือแดงซ่านขึ้นมาในพริบตา แดงลามจากลำคอไปจนถึงใบหู
นางอ้าปากเตรียมจะโต้แย้ง แต่กลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว ทำได้เพียงโบกมืออย่างลุกลน
หลินโม่เองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหลินซือซือนั้นดีมาโดยตลอด เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันมานับสิบปีตั้งแต่เด็กจนโต แต่ก็หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ไม่ได้ลึกซึ้งไปกว่านั้นแต่อย่างใด
ในยามนี้ เมื่อความสัมพันธ์ของทั้งสองถูกเย่จือเซี่ยเปิดโปงอย่างตรงไปตรงมา บรรยากาศก็กลายเป็นความแปลกประหลาดขึ้นมาทันที
“อะแฮ่ม”
“ซือซือ แต่เช้าตรู่เช่นนี้...เจ้ามาหาข้ามีธุระอะไรหรือ?”
หลินโม่กระแอมไอ ทำลายความเงียบ
หลินซือซือเพิ่งจะได้สติกลับคืนมา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้งเพื่อสงบสติอารมณ์ แต่บนใบหน้าก็ยังคงหลงเหลือรอยแดงระเรื่อ
“คือ...คือว่า...เสี่ยวเซี่ยบอกกับหัวหน้าหน่วยจู่โจมชั้นยอดแล้ว หัวหน้าหน่วยอนุญาตให้เจ้าติดตามพวกเราไปฝึกด้วยกันได้ในระยะนี้!”
หลินซือซือพยายามบังคับเสียงของตนให้ฟังดูเป็นปกติ
“หา?”
“ฝึกฝนร่วมกับพวกเจ้าหรือ?”
หลินโม่ถึงกับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ลง
เขาจะมีเวลาว่างที่ไหนกันเล่า!
เมื่อเย่จือเซี่ยเห็นว่าหลินโม่ดูเหมือนจะเหม่อลอย จึงเอ่ยปากอย่างไม่พอใจว่า:
“นี่ๆๆ เจ้าอย่ามัวแต่นั่งเหม่อสิ รีบขอบคุณซือซือเร็วเข้า!”
หลินซือซือคลี่ยิ้มออกมาเช่นกัน ราวกับกำลังอวดของล้ำค่า:
“หัวหน้าหน่วยบอกว่า หากเจ้าทำผลงานในการฝึกฝนได้ดี ก็สามารถติดตามพวกเราไปปฏิบัติภารกิจที่มีความเสี่ยงต่ำได้ก่อน! เพื่อสะสมประสบการณ์สักหน่อย รอจนกว่าท่านผู้บัญชาการกองพันจะมีภารกิจในภายหลัง ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้!”
เมื่อสิ้นเสียง นักศึกษาจำนวนไม่น้อยรอบด้านต่างก็เผยสีหน้าอิจฉา
การได้ฝึกฝนร่วมกับหน่วยจู่โจมชั้นยอด หรือแม้กระทั่งมีส่วนร่วมในภารกิจ นี่คือโอกาสที่นักศึกษาในหน่วยพลาธิการและหน่วยลาดตระเวนปรารถนาอย่างยิ่ง
ทว่าปฏิกิริยาของหลินโม่กลับเหนือความคาดหมายของทุกคน
เขายิ้มอย่างเก้อเขินและกล่าวว่า: “ไม่ต้องหรอก ขอบคุณในความหวังดีของพวกเจ้า แต่ข้ามีแผนการของตัวเองแล้ว”
โรงอาหารเงียบกริบไปชั่วขณะ
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินซือซือแข็งค้าง
นางจ้องมองหลินโม่อย่างเหม่อลอย ราวกับฟังคำพูดของเขาไม่เข้าใจ
“เจ้า...เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
“ข้าบอกว่า ไม่ต้องแล้ว”
“ข้าชินกับการฝึกฝนคนเดียว การเตรียมการของหน่วยจู่โจมจะทำให้จังหวะของข้าปั่นป่วน”
หลินโม่กล่าวอย่างจริงจัง
“จังหวะ? จังหวะอะไรกัน?!”
อารมณ์ของหลินซือซือเริ่มจะรุนแรงขึ้นมาบ้างแล้ว
“หลินโม่ เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากเพียงใด?! เพื่อแย่งชิงโอกาสนี้มาให้เจ้า เสี่ยวเซี่ยถึงกับต้องติดค้างบุญคุณหัวหน้าหน่วยเลยนะ! ข้า...ข้าเองก็...”
นางพูดต่อไปไม่ไหว ขอบตาแดงก่ำขึ้นมาอีกครั้ง
สีหน้าของเย่จือเซี่ยเย็นเยียบลง
นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ขวางหน้าหลินซือซือ จ้องมองหลินโม่ด้วยความขุ่นเคือง พลางกล่าวว่า:
“หลินโม่ เจ้าคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่นักใช่หรือไม่?”
หลินโม่ไม่ได้เอื้อนเอ่ย
“ออกนอกค่ายไปคนเดียวตอนกลางคืน กลับมาพร้อมกับบาดแผล ก็คิดว่าตัวเองเป็นบุคคลสำคัญแล้วหรือ?”
“เจ้าคิดว่าแนวหน้าคือสถานที่แบบใด? เล่นขายของหรือ?”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อคืนนี้ ทางภูเขาด้านเหนือมีความเคลื่อนไหวของการต่อสู้ ความรุนแรงของพลังงานไปถึงขั้นสอง!!”
“เจ้าโชคดีที่รอดชีวิตกลับมาได้ หากเมื่อคืนเจ้าไปยังภูเขาด้านเหนือ ป่านนี้เจ้าก็คงกลายเป็นคนตายไปแล้ว!”
ยิ่งเย่จือเซี่ยพูดก็ยิ่งโมโห แทบอยากจะพุ่งเข้าไปกัดหลินโม่สักสองคำ
“ซือซือหวังดี กลัวว่าเจ้าจะเกิดเรื่องในตำแหน่งเหยื่อล่อ ขอร้องให้ข้าช่วยเป็นสิบๆ ครั้ง ข้าเห็นแก่ซือซือถึงยอมบากหน้าไปขอร้องหัวหน้าหน่วย แต่สิ่งที่ได้กลับมาคืออะไร? คือใบหน้าที่ไม่รู้จักเป็นตาย ไม่รู้จักประมาณตนของเจ้า!”
เด็กสาวรอบๆ เริ่มผสมโรง ต่างพากันเผยสีหน้ารังเกียจเหยียดหยาม
“นั่นสิ! ไม่รู้จักแยกแยะดีชั่วเอาเสียเลย!”
“ซือซือ ช่างเถอะ คนพรรค์นี้เจ้าจะไปสนใจทำไม?”
“ปล่อยให้เขาตายไปตามยถากรรมนั่นแหละ!”
“คิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะมาจากไหน ถึงได้มาวางท่าแถวนี้...”
เสียงโต้เถียงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
นักศึกษาจากสถาบันอื่นไม่น้อยก็หันมามอง และชี้มือชี้ไม้มาทางหลินโม่
หลินซือซือมองหลินโม่ มองใบหน้าที่นิ่งสงบจนแทบจะเย็นชาของเขา มองแขนที่พันผ้าพันแผลของเขา มองแววตาที่ห่างเหินราวกับแปลกแยกจากทุกสิ่งรอบตัว
จู่ๆ นางก็รู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน
“หลินโม่...”
“เจ้าจะไม่...ไปจริงๆ หรือ?”
เสียงของหลินซือซือแผ่วเบายิ่งนัก
หลินโม่เงียบไปสองวินาทีแล้วส่ายหน้า: “ไม่ไป”
ในชั่วพริบตานั้น ประกายแสงในดวงตาของหลินซือซือก็ดับวูบลงอย่างสิ้นเชิง
นางก้มหน้าลง หันหลังกลับ และเบียดเสียดผู้คนเดินออกไป
“ซือซือ!”
เย่จือเซี่ยถลึงตาใส่หลินโม่หนึ่งที แล้วรีบวิ่งตามไปทันที
เด็กสาวคนอื่นๆ ก็เดินตามออกไป ก่อนไปก็ยังไม่ลืมที่จะส่งสายตารังเกียจให้หลินโม่ไปสองสามครั้ง
โรงอาหารกลับมาอึกทึกอีกครั้ง
ทว่าหลินโม่รู้สึกได้ว่า ความถี่ที่ผู้คนรอบข้างมองมาที่เขานั้นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาก็หมดอารมณ์จะกินอาหารเช้าต่อ ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มน้ำอึกสุดท้ายจนหมด แล้วลุกขึ้นเดินออกจากโรงอาหาร
................
[จบแล้ว]