- หน้าแรก
- ยอดเซียนสองวิถี สยบมารด้วยมือเปล่า
- บทที่ 70 - หนีก่อนเป็นยอดดี
บทที่ 70 - หนีก่อนเป็นยอดดี
บทที่ 70 - หนีก่อนเป็นยอดดี
บทที่ 70 - หนีก่อนเป็นยอดดี
ภารกิจหลอมโอสถของตำหนักสัจธรรมลุล่วงไปตั้งนานกว่าเดือนแล้ว
หลังจากซูอวี๋จัดการสต็อกโอสถระดับต่ำขั้นสองที่ใช้เป็นประจำของหอโอสถจนเต็มเปี่ยม เขาก็กลับไปพักผ่อนที่บ้านพักในตรอก
นอกจากยันต์ที่ขาดไม่ได้แล้ว ในตัวซูอวี๋ยังมีของวิเศษระดับกลางชั้นยอดอยู่อีกถึงสี่ชิ้น ชิ้นแรกคือเสื้อคลุมป้องกัน ที่สามารถย่อขยายขนาดและปรับเปลี่ยนรูปร่างได้ตามใจนึก ซ้ำยังซ่อนค่ายกลป้องกันเอาไว้ภายใน ซึ่งสามารถต้านทานการโจมตีจากผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานขั้นที่หนึ่งได้ถึงหนึ่งครั้ง
ชิ้นที่สองคือระฆังทองคำของวิเศษระดับกลางชั้นยอด ซึ่งมีพลังป้องกันแกร่งพอจะต้านทานผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานขั้นที่หนึ่งได้ชั่วขณะหนึ่ง
ชิ้นที่สามคือกระบี่บินของวิเศษระดับกลางชั้นยอด แม้จะไม่ได้มีลูกเล่นอะไรพิเศษ แต่มันมีความเร็วเป็นเลิศ
ในยามคับขัน มันสามารถใช้เป็นพาหนะหลบหนีภัยได้อย่างรวดเร็ว
และชิ้นสุดท้ายคือโซ่ขังมังกร ของวิเศษระดับกลางชั้นยอด ที่สามารถใช้พันธนาการศัตรูในยามคับขัน เพื่อซื้อเวลาให้เขาเผ่นหนีได้ชั่วขณะ
เมื่อตรวจตราของวิเศษ ยันต์ และคลังโอสถ รวมถึงยาพิษและยาสลบระดับสองที่เตรียมไว้จนครบถ้วน ซูอวี๋ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง
วันรุ่งขึ้น
ซูอวี๋ อวี๋เคอเอ๋อร์ และอวี๋เชียนฉิง ศิษย์น้องของเฉินซือซือ ก็ออกเดินทางจากเมืองเซียนป้ายเยวี่ย พวกเขาไม่ได้ขี่ม้าวิญญาณ แต่เลือกที่จะผลัดกันขี่สัตว์อสูรประเภทนกอย่างเหยี่ยวเกล็ดดำและเหยี่ยวเลือดสองหัว มุ่งหน้าสู่อาณาเขตของสำนักกระบี่เมฆาเพื่อไปยังตระกูลซู
ผู้ฝึกตนระดับล่างบางคนที่สัมผัสได้ถึงการมาของสัตว์อสูร ก็พากันหน้าถอดสีไปตามๆ กัน
กลิ่นอายของสัตว์อสูรระดับสองนั้น ทำเอาพวกเขาถึงกับหวาดผวา
โชคดีที่...
ไม่นานพวกเขาก็สังเกตเห็นว่ามีคนขี่อยู่บนหลังนกอสูรเหล่านั้น จึงค่อยเบาใจลงได้บ้าง แต่ก็ยังอดตื่นตะลึงไม่ได้อยู่ดี
"นั่นมันนกอสูรระดับสองนี่นา! มีคนขี่อยู่ด้วย!"
"โอ้โห นี่มันผู้อาวุโสท่านไหนออกเดินทางกันเนี่ย? กลิ่นอายของนกอสูรนั่นมันน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน การที่มีนกอสูรระดับนี้เป็นพาหนะได้ ต้องเป็นยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน!"
"น่าอิจฉาจัง เมื่อไหร่พวกเราจะมีสัตว์อสูรเป็นของตัวเองบ้างนะ?"
ตลอดการเดินทางด้วยนกอสูร ออกจากเขตเมืองเซียนป้ายเยวี่ย เข้าสู่อาณาเขตของสำนักกระบี่เมฆา พวกซูอวี๋ทั้งสามคนไม่พบเจออุปสรรคใดๆ เลย
แถมยังเดินทางได้เร็วกว่าตอนที่ซูอวี๋ขี่ม้าวิญญาณมาเมืองเซียนป้ายเยวี่ยเสียอีก
และที่สำคัญ การขี่สัตว์อสูรบนท้องฟ้า ก็ปลอดภัยกว่าการขี่ม้าวิญญาณบนพื้นดินอยู่หลายขุม
ไม่ถึงสิบวันต่อมา
เขาชางซานแห่งเมืองเจียง ก็ปรากฏแก่สายตาของทั้งสามคน
ทิวเขาชางซานทอดยาวสลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา ทะเลหมอกปกคลุมไปทั่วหุบเขาและซอกเขา มองเห็นต้นไม้โบราณสูงตระหง่านเสียดฟ้าโผล่พ้นม่านหมอกขึ้นมาประปราย
ณ ใจกลางเขาชางซาน มีม่านพลังของค่ายกลป้องกันภูเขาปกคลุมผืนป่าเอาไว้
ที่ทางเข้าออก
ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์สองคนของตระกูลซูกำลังเข้าเวรยามอยู่ ทันใดนั้น พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสัตว์อสูรที่น่าสะพรึงกลัวกำลังดิ่งลงมา ทั้งสองคนหน้าซีดเผือด รีบเงยหน้าขึ้นมองทันที
"กี๊ซ!"
เสียงนกร้องแหลมบาดแก้วหูดังก้องไปทั่วหุบเขา
ไกลออกไป เงาดำทะมึนกำลังพุ่งดิ่งลงมาด้วยความเร็วที่น่าขนลุก เพียงพริบตาเดียว เงาดำนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นจนบดบังแสงอาทิตย์ กลิ่นอายของสัตว์อสูรระดับสองที่น่าสยดสยอง ทำเอาสองหนุ่มถึงกับหน้ามืดแทบจะเป็นลม
ทั้งคู่ร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว แข้งขาอ่อนยวบ "แย่แล้ว—"
ในตอนนั้นเอง
เสียงทุ้มต่ำของซูปินก็ดังมาจากในเขาชางซาน "ไม่ทราบว่าสหายเต๋าท่านใดมาเยือนตระกูลซูแห่งเขาชางซาน? โปรดเมตตา ช่วยรั้งกลิ่นอายของสัตว์อสูรของท่านไว้สักหน่อยเถิด"
บนหลังของเหยี่ยวเลือดสองหัว ซูอวี๋เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
อวี๋เคอเอ๋อร์เห็นท่าทางของเขา ก็อดที่จะยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะไม่ได้ นางแกล้งกระซิบถามอย่างสบายใจ "เจ้าไม่กลัวผู้หลักผู้ใหญ่ในตระกูลลงโทษเอาหรือไง?"
ซูอวี๋หัวเราะร่วน "นี่มันสัตว์อสูรของเจ้านะ ถ้าจะโดนลงโทษ ก็ต้องเป็นเจ้าต่างหากล่ะที่โดน"
อวี๋เคอเอ๋อร์ถลึงตาใส่ กัดฟันกรอด "ก็เจ้าเป็นคนสั่งให้ข้าทำนี่นา อย่าคิดจะมาปัดความรับผิดชอบนะ"
ตาบ้าเอ๊ย เป็นถึงขนาดนี้แล้วยังมีอารมณ์มาเล่นซนเป็นเด็กๆ อีก
แต่สุดท้ายก็ไม่ยอมรับผิดชอบ น่าตีจริงๆ
ถึงจะบ่นอย่างนั้น อวี๋เคอเอ๋อร์ก็ยอมสั่งให้เหยี่ยวเลือดสองหัวเก็บซ่อนกลิ่นอายสัตว์อสูรของมัน ก่อนจะร่อนลงจอดที่หน้าทางเข้า
พอซูอวี๋ก้าวลงจากหลังของเหยี่ยวเลือดสองหัว ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ทั้งสองคนที่เมื่อกี้ยังหน้าซีดสั่นเป็นลูกนกเพราะกลัวเหยี่ยวเลือดสองหัว ก็ถึงกับเบิกตากว้าง
ทั้งสองคนทั้งตกใจทั้งน้อยใจ เอ่ยเรียก "ผู้อาวุโสห้า?"
น้ำตารื้นขึ้นมาคลอเบ้าเลยทีเดียว
โธ่ ผู้อาวุโสห้า
อย่ามาแกล้งกันแรงๆ แบบนี้สิขอรับ พวกข้าเกือบจะฉี่ราดอยู่แล้วนะ
แต่ไม่นาน ความหวาดกลัวก็เปลี่ยนเป็นความตื่นเต้น
ผู้อาวุโสห้าขี่สัตว์อสูรระดับสองกลับมา!
ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วเขาชางซานอย่างรวดเร็ว คนในตระกูลซูทุกคนที่ได้ยินต่างก็ตื่นเต้นและดีใจกันถ้วนหน้า
สัตว์อสูรระดับสองเชียวนะ!
นี่มันขุมกำลังที่เทียบเท่ากับขอบเขตสร้างรากฐานเลยนะ
การมีสัตว์อสูรระดับสอง ก็เท่ากับว่าพละกำลังของตระกูลซูแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น ฐานอำนาจก็มั่นคงขึ้นไปอีก
แต่ทว่า ณ ห้องโถงใหญ่ของตระกูล ซูปิน, ซูจิ้งปัง, ซูเผิง, ซูอวิ้น, ซูชาง, ซูรั่วซู่ และคนอื่นๆ กลับมองซูอวี๋ด้วยสายตาเอือมระอา เจ้านี่บทจะกลับก็กลับ แถมยังสร้างความฮือฮาซะใหญ่โต
ทำเอาพวกเขาสะดุ้งตกใจกันหมด เกือบหัวใจวายตายแล้วไหมล่ะ
"เจ้าหนูนี่"
ซูปินมองซูอวี๋พลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนที่สายตาของเขาจะเลื่อนไปหยุดที่อวี๋เคอเอ๋อร์และอวี๋เชียนฉิงด้วยความประหลาดใจ
คู่บำเพ็ญเพียรตั้งสองคนเชียวรึ? ไม่น่าจะใช่หรอกมั้ง?
ซูอวี๋จึงรีบแนะนำให้ทุกคนรู้จัก พอซูปินและคนอื่นๆ รู้ว่าอวี๋เคอเอ๋อร์คือใคร ก็ถึงกับประหลาดใจ
อวี๋เชียนฉิงเป็นศิษย์สายในของสำนักกระบี่เมฆา และเป็นศิษย์น้องของเฉินซือซือ การมาร่วมเคารพศพก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
แต่คุณหนูสายตรงจากสายรองที่สามของตระกูลอวี๋เนี่ยนะ—
อุตส่าห์ตามผู้อาวุโสห้าของพวกเขามาเคารพศพเฉินซือซือถึงนี่เลยรึ?
"พวกเจ้ารู้ทางไปสุสานอยู่แล้ว ข้าคงไม่ต้องนำไปหรอกนะ" ซูปินและคนอื่นๆ หัวเราะแห้งๆ ก่อนจะขอตัวแยกย้าย พอพ้นห้องโถงไป ทุกคนก็เริ่มซุบซิบกันอย่างออกรส เสียงดังฟังชัด ไม่รู้จักอายเด็กมันบ้างเลย
ซูอวี๋มองอวี๋เคอเอ๋อร์อย่างจนใจ "อย่าไปใส่ใจเลยนะขอรับ พวกท่านก็แค่พูดจาเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย"
หลังจากนั้น ที่สุสานหลังเขา
ซูอวี๋, อวี๋เคอเอ๋อร์ และอวี๋เชียนฉิง ทั้งสามคนได้จัดเตรียมของเซ่นไหว้ให้เฉินซือซือ ยืนมองป้ายหลุมศพของนางด้วยความอาลัยอาวรณ์ ซูอวี๋หวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ครั้งแรกที่ได้พบกับเฉินซือซือ นางดูสวยสง่าและมีเสน่ห์ยั่วยวนไม่เบา ทั้งยังอายุน้อย หน้าตาดี หุ่นเซ็กซี่ แถมยังมีพรสวรรค์อีกต่างหาก
แต่ซูอวี๋ก็ไม่เคยคิดอะไรเกินเลยกับนางเลยจริงๆ
และบัดนี้ สหายเก่าก็ได้จากไปแล้ว
"ความสามารถของข้ามันมีจำกัด คงทำได้แค่คอยดูแลอยู่ห่างๆ เท่านั้น ถ้ามีเรื่องอะไรที่มันเกินความสามารถของข้าไป..." ซูอวี๋ถอนหายใจในใจเงียบๆ "ข้าก็คงต้องรอ รอจนกว่าข้าจะเก่งพอที่จะตบมันให้ตายได้ด้วยมือเดียว ถึงตอนนั้นข้าถึงจะแก้แค้นให้เจ้าและตระกูลเฉินได้"
ถ้ายังไม่เก่งพอ ข้าก็คงต้องขอโทษด้วย
ข้าจะพยายามมีชีวิตอยู่ให้ยืนยาวกว่าพวกมัน พอพวกมันตาย ข้าจะไปเต้นแร้งเต้นกาหน้าหลุมศพพวกมัน เพื่อระบายความแค้นให้พวกเจ้าเอง
รินสุราวิญญาณรสเลิศลงบนพื้นดิน
เพื่อคารวะแด่สหายเก่าที่ล่วงลับ
จากนั้น ซูอวี๋และทั้งสองคนก็โค้งคำนับเพื่อบอกลา
ตกค่ำ
ตระกูลซูได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับอวี๋เคอเอ๋อร์และอวี๋เชียนฉิง ในระหว่างงานเลี้ยง ซูอวี๋ได้สอบถามถึงสถานการณ์ที่เขาแปดอสูร รวมถึงความเคลื่อนไหวของสำนักกระบี่เมฆา ตระกูลเฉิน ตระกูลเจียงผู้เชี่ยวชาญการสร้างหุ่นเชิด และตระกูลหวงแห่งเขากวนหลานซาน
ซูปินเป็นคนที่ติดตามเรื่องพวกนี้อย่างใกล้ชิดที่สุด จึงรู้ข้อมูลเยอะที่สุด เขาเล่าว่า "เขาแปดอสูรวุ่นวายยังกับหม้อต้มยำ ตอนนี้ขอบเขตสร้างรากฐานไปที่นั่นก็ยังเอาชีวิตไปทิ้งได้ง่ายๆ เลย ขุมอำนาจใหญ่อย่างสำนักกระบี่เมฆา เมืองเซียนป้ายเยวี่ย วังไคหยาง และวังต้าเยวี่ย ต่างก็ส่งยอดฝีมือขอบเขตจินตันเทียมไปที่นั่นกันหมดแล้ว สถานการณ์ตอนนี้ปะปนกันมั่วไปหมด"
"ดีไม่ดี อาจจะมีผู้ฝึกตนวิถีมารจากนอกเขตต้าเยวี่ยแฝงตัวมาด้วยซ้ำ"
"ตระกูลเฉินกับตระกูลเราก็ยังปกติดี ไม่มีปัญหาอะไร เผลอๆ การที่เขาแปดอสูรเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมา ดึงความสนใจของตระกูลหวงและตระกูลเจียงไปหมด กลับทำให้พวกเราใช้ชีวิตได้สงบสุขขึ้นด้วยซ้ำ"
"ส่วนหลังจากเรื่องที่เขาแปดอสูรซาลงแล้ว จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น ข้าก็เดาไม่ได้เหมือนกัน"
"ข้าก็หวังแค่ว่าตระกูลเจียงกับตระกูลหวง จะสูญเสียกำลังคนไปที่เขาแปดอสูรให้มากๆ เผลอๆ ล่มสลายไปเลยยิ่งดี หึหึ"
ซูปินรินสุราวิญญาณใส่จอก ยิ้มตาหยีอย่างอารมณ์ดี แต่พอพูดถึงตระกูลเจียงและตระกูลหวง ประกายตาก็ดุดันขึ้นมาแวบหนึ่ง
ผู้ฝึกตนวิถีมารจากนอกเขตต้าเยวี่ยก็มาด้วยงั้นรึ?
น่าสะพรึงกลัว!
อันตรายถึงชีวิต!
ซูอวี๋ใจหายวาบ ถ้าเป็นแบบนี้ เขาจะมัวอืดอาดอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว ต้องรีบกลับเมืองเซียนป้ายเยวี่ยให้เร็วที่สุด เผ่นก่อนเป็นยอดดี
ส่วนเรื่องของตระกูลเฉิน เขาคงทำได้แค่คอยจับตาดูอยู่ห่างๆ และฝากฝังให้ท่านปู่ห้าซูปินช่วยเป็นหูเป็นตาให้ด้วย ถ้ามีเรื่องอะไรก็ให้ส่งจดหมายไปบอกเขาที
จะให้ออกตัวปกป้องตระกูลเฉินตรงๆ ซูอวี๋คงไม่กล้าหรอก
เพราะขืนทำแบบนั้น มันก็เท่ากับประกาศให้สำนักกระบี่เมฆารู้ว่าเขาได้ของดีอะไรมาจากเฉินซือซือสิ?
ไม่งั้นจะดีกับตระกูลเฉินไปทำไมล่ะ?
แล้วถ้าโยงไปถึงเรื่องที่เฉินซือซือไปซากปรักหักพังสำนักเซียนหยกทองมาล่ะก็—จบเห่แน่
ไม่มีใครโง่หรอกนะ
เขาเป็นแค่ตัวละครเล็กๆ ไม่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อะไรขนาดนั้น
เรื่องนี้ คงต้องรอให้เรื่องวุ่นวายที่ซากปรักหักพังสำนักเซียนหยกทองแห่งเขาแปดอสูรซาลงไปก่อน ค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน
รุ่งเช้าของอีกวัน ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง ซูอวี๋ก็ทิ้งยันต์และโอสถระดับต่ำขั้นสองไว้ให้ตระกูลส่วนหนึ่ง ก่อนจะพาอวี๋เคอเอ๋อร์และอวี๋เชียนฉิงรีบเร่งออกจากเขาชางซาน มุ่งหน้ากลับสู่เมืองเซียนป้ายเยวี่ย
(จบแล้ว)