- หน้าแรก
- ผมมีระบบจำลองการจีบสาว
- บทที่ 199 + 200 (ฟรี)
บทที่ 199 + 200 (ฟรี)
บทที่ 199 + 200 (ฟรี)
ตอนที่ 199 ลงเอย
โทรศัพท์เครื่องนี้เปิดลำโพงไว้ ดังนั้นฟู่หนานจือจึงพลอยได้ยินอย่างชัดเจนไปด้วย
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป
ฟู่หนานจือเบิกตากว้างมองซูอวิ๋นอี้ด้วยความเหลือเชื่อ
“เธอหลุดโลกไปแล้วเหรอ?!”
จากนั้นเธอก็หันไปคว้าโทรศัพท์มาพูดใส่ว่า
“เสิ่นอี้ นายอย่าไปเชื่อเธอนะ เธอเมาหนักแล้วก็ประชดนายอยู่”
โรงแรมที่จัดงานแต่งงานอยู่ที่ซ่างหยาง ตอนนี้พวกเธออยู่ที่เขตเจี้ยนหยวน ต่อให้รถไม่ติดก็ต้องใช้เวลาเดินทางเกินยี่สิบนาที
ถึงแม้นี่จะไม่ใช่คำประชดก็ต้องถือว่าเป็นคำประชด เพราะถ้าซูอวิ๋นอี้ถูกยั่วยุจนหน้ามืดตามัวเพราะฤทธิ์เหล้าบวกกับความแค้น คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะก่อเรื่องใหญ่โต
ซูอวิ๋นอี้สายตาพร่ามัวยื่นมือมาหมายจะแย่งโทรศัพท์
“ฉัน... ฉันไม่ได้... อุแหวะ...”
เธอพูดได้ครึ่งประโยคก็เกิดอาการคลื่นไส้ ทำให้ครึ่งประโยคหลังต้องกลืนกลับลงคอไป
ส่วนฟู่หนานจือก็ฉวยจังหวะที่ซูอวิ๋นอี้เอี้ยวตัวมาแย่งโทรศัพท์ ออกแรงดึงร่างของเธอลงมาจากริมระเบียง
“ตุบ!”
ภายใต้การยื้อยุดของสองสาว ซูอวิ๋นอี้ที่แขนขาอ่อนแรงไม่สามารถต้านทานแรงดึงของฟู่หนานจือได้ ทั้งคู่จึงล้มลุกคลุกคลานลงไปกองกับพื้น
โทรศัพท์ในมือก็จับไว้ไม่อยู่ หลุดกระเด็นไถลไปไกล
เสิ่นอี้ได้ยินเสียงล้มกลิ้งดังสนั่นแสบแก้วหู สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปรีบส่งเสียงเรียกทันที
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ฮัลโหล! ฮัลโหล! หนานจือเป็นอะไรหรือเปล่า? ฮัลโหล?”
เมื่อฟู่หนานจือเห็นว่าในที่สุดก็ดึงตัวซูอวิ๋นอี้ลงมาได้สำเร็จ การล้มกระแทกพื้นทำให้หัวเข่าของเธอเขียวช้ำเป็นจ้ำแดงอมม่วง
เธอไม่สนใจความเจ็บปวดที่ขา การที่ร่างกายสัมผัสกับพื้นกลับทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจและลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เมื่อได้ยินเสียงเรียกอย่างร้อนรนของเสิ่นอี้จากในโทรศัพท์ เธอก็ลุกขึ้นไปหยิบโทรศัพท์ปิดลำโพงแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไม่เป็นไรแล้ว”
“ฉันดึงเธอลงมาได้แล้ว เดี๋ยวฉันจะอยู่ดูแลเธอเอง”
“นาย... สบายใจและอยู่กับจู้จวินเถอะ...”
เมื่อเสิ่นอี้ได้ยินคำพูดนุ่มนวลของหนานจือ หัวใจที่เพิ่งจะคลายกังวลก็กลับมาปวดหนึบอีกครั้ง ทำได้เพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ขอบคุณมากนะ”
“หนานจือ... ยังไงก็เป็นเธอที่ดีที่สุด”
ฟู่หนานจือไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่ยิ้มบาง ๆ ออกมา
“ช่วยไม่ได้นี่นา ใครใช้ให้ชาติที่แล้วฉันเป็นหนี้นายล่ะ...”
พูดจบเธอก็วางสาย หันกลับไปมองซูอวิ๋นอี้ที่นอนกองอยู่บนพื้นและมีอาการคลื่นไส้เป็นระลอกพลางส่ายหน้า
ใช่ว่าฟู่หนานจือจะตามล้างตามเช็ดให้เสิ่นอี้ไปเสียทุกเรื่อง แต่เป็นเพราะงานฝั่งนั้นสำคัญเกินไปจริง ๆ
งานแต่งงานครั้งนี้จัดได้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้งานของเธอเองเลย มีการเชิญบุคคลมีชื่อเสียงจากทุกวงการในเมืองมาร่วมงาน แม้กระทั่งพ่อแม่ของเธอก็ยังไปร่วมงานด้วย
ตัวฟู่หนานจือเองก็รู้ดีว่า หากคุณอาเฉิงไม่กลัวว่าเธอจะอึดอัดใจ ก็คงจะเชิญพ่อของเธอไปเป็นพยานและกล่าวสุนทรพจน์ในงานแล้ว
หากเจ้าบ่าวหนีไปก่อนหน้างานแต่งงานที่สำคัญเช่นนี้ เฉิงเทียนเหวยจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน คุณน้าเหวินจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน แล้วชีวิตที่เหลือของลูกพี่ลูกน้องอย่างจู้จวินล่ะจะทำอย่างไร
กลุ่มบริษัทเทียนเฉิงทั้งหมดคงกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งเมืองหรือแม้แต่ทั้งมณฑล ผลที่ตามมามันร้ายแรงเกินไปจริง ๆ
เสิ่นอี้วางโทรศัพท์ลงอย่างเหม่อลอย ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน เมื่อเขาหันกลับไปก็พบว่าเฉิงจวินกำลังยืนอยู่ข้างหลังเขา
“จู้จวิน...”
เฉิงจวินสวมชุดแต่งงานสีขาวบริสุทธิ์ ชายกระโปรงพลิ้วไหวทอประกายระยิบระยับใต้แสงไฟราวกับไข่มุกที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำค้างยามเช้า
ผ้าโปร่งบางเบาแต่ละชั้นแผ่ซ่านไปด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ รวบไว้บนศีรษะของเธอ ราวกับเจ้าหญิงแสนสวยที่เดินออกมาจากเทพนิยาย
เธอมองเสิ่นอี้พลางเอ่ยถาม
“มีอะไรหรือเปล่า?”
เสิ่นอี้มองโทรศัพท์ในมือ
“อ้อ...”
“ไม่มีอะไรหรอก เพื่อนโทรมาถามไถ่นิดหน่อย จัดที่นั่งให้พวกเขาเรียบร้อยแล้วล่ะ”
เสิ่นอี้ไม่อยากเล่าเรื่องวุ่นวายเมื่อครู่ให้เฉิงจวินฟัง เพื่อไม่ให้ทำลายบรรยากาศแห่งความสุขตรงหน้า
นัยน์ตาของเฉิงจวินวูบไหวราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร เธอยิ้มและตอบกลับไปว่า
“โอ๊ะ? เพื่อนของคุณก็คืออดีตเพื่อนร่วมงานในบริษัทไม่ใช่เหรอ”
“เพื่อนร่วมทีมเก่าของคุณทั้งหมด พวกเราก็เชิญมาแล้วนี่นา”
เสิ่นอี้ยิ้มตาม
“ใช่สิ เหล่าไต้ ซูซวิ่น แล้วก็คนอย่างหลี่เหว่ยหนาน...”
“แต่ที่ผมพูดถึงคือเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยน่ะ”
“อืม...”
ทั้งสองคุยกันได้ไม่กี่ประโยค พิธีกรก็เดินเข้ามาเรียก
“คู่บ่าวสาวล่ะ? คู่บ่าวสาวอยู่ที่ไหน เตรียมตัวให้พร้อม ใกล้จะถึงคิวขึ้นเวทีแล้ว”
พูดพลางเขาก็เห็นทั้งสองคนจึงรีบวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามากำชับเสียงเบาอีกครั้ง
“เดี๋ยวระวังจังหวะการเดินด้วยนะ เดินช้า ๆ”
“เจ้าบ่าวระวังชายกระโปรงเจ้าสาวด้วยนะ ห้ามเหยียบเด็ดขาด”
เสิ่นอี้พยักหน้า เขารวบแขนข้างหนึ่งแล้วหันไปมองเฉิงจวิน
ใบหน้าของเฉิงจวินเปี่ยมไปด้วยความสุข แววตาเต็มไปด้วยความปิติยินดีและคาดหวัง
เธอเดินมาข้างกายเสิ่นอี้ สอดแขนที่สวมถุงมือผ้าโปร่งสีขาวเข้าไปในวงแขนของเขา
ฝ่ายชายรูปร่างหน้าตาดี ฝ่ายหญิงก็งดงามหมดจด เมื่อทั้งสองยืนเคียงคู่กัน ช่างเป็นคู่กิ่งทองใบหยกที่เหมาะสมกันอย่างยิ่ง
พิธีกรเดาะลิ้นชื่นชม เมื่อเห็นว่าทั้งสองเตรียมพร้อมแล้ว ก็รีบหันไปจัดการต่อ
“เด็กโปรยดอกไม้อยู่ไหน? เด็ก ๆ อย่าวิ่งเพ่นพ่านสิ”
“รบกวนคุณแม่ของเด็กโปรยดอกไม้ช่วยดูแลน้อง ๆ หน่อยนะ พามารวมกันตรงนี้ เตรียมตัวขึ้นเวทีแล้วนะ”
……
ภายในอพาร์ตเมนต์ ฟู่หนานจือทั้งแบกทั้งลาก กว่าจะเอาตัวซูอวิ๋นอี้กลับมาที่โซฟาได้ก็เล่นเอาเหนื่อยหอบ
ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว หากนอนบนกระเบื้องต่อไปอีกสักพักคงจับไข้แน่
เธอหยิบผ้าห่มมาห่มให้ซูอวิ๋นอี้ จากนั้นก็ปาดเหงื่อบนหน้าผาก ความวุ่นวายยกนี้ทำเอาเธอเหนื่อยแทบขาดใจ
แต่ยังไม่ถึงเวลาพักผ่อน เธอเดินเข้าไปในครัวเพื่อตั้งหม้อต้มน้ำ หั่นขิงสองสามแว่น ใส่พุทราจีนลงไปสองสามเม็ด ต้มน้ำขิงออกมาหนึ่งชาม
ตักใส่ชามทิ้งไว้ให้อุ่น จากนั้นก็นำมาป้อนซูอวิ๋นอี้ทีละนิดทีละน้อย
ซูอวิ๋นอี้กำลังคอแห้งผาก พอดีกับที่มีของเหลวอุ่น ๆ ป้อนเข้าปาก เธอจึงอ้าปากรับอย่างสะลึมสะลือ
น้ำขิงช่วยไล่ความหนาวเย็นและสร่างเมา เมื่อความอุ่นร้อนไหลลงท้องก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที อาการปวดหัวทุเลาลงมากจนคิ้วที่ขมวดมุ่นคลายออก
ฟู่หนานจือวางชามลง เมื่อเห็นซูอวิ๋นอี้นอนขดตัวอยู่บนโซฟาโดยไม่รู้ตัว สภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงของเธอดูน่าเวทนาจนอดสงสารไม่ได้
เธออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจและก้มลงจัดผ้าห่มให้เข้าที่
เมื่อลุกขึ้นเธอก็ยังไม่หยุดพัก จัดการเก็บขวดและขยะเศษอาหารที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น มัดปากถุงแล้วนำไปทิ้ง
“ขอเชิญคู่บ่าวสาวแลกแหวนกัน!”
เมื่อสิ้นเสียงพิธีกร พนักงานเดินโพยก็ถือถาดเดินออกมาจากหลังเวที
ช่างภาพแบกกล้องเลนส์สั้นเลนส์ยาวคอยตามเก็บภาพ บันทึกช่วงเวลาอันแสนงดงามนี้ไว้
เสิ่นอี้หยิบกล่องใบเล็กขึ้นมาเปิดออก ภายในมีแหวนเพชรวงหนึ่งวางอยู่อย่างเงียบสงบ
เฉิงจวินยื่นมือออกไป น้ำตาหยดแหมะราวกับสร้อยไข่มุกขาด เธอเอามือปิดปากมองภาพตรงหน้าด้วยความซาบซึ้งจนพูดไม่ออก
เธอรอคอยเวลานี้มานานเหลือเกิน ในที่สุดวันนี้ก็สมปรารถนาเสียที
ด้านหลังของทั้งสอง เหวินย่าขอบตาแดงก่ำ อดไม่ได้ที่จะก้มหน้าซับน้ำตาที่หางตา
เฉิงเทียนเหวยยังพอรักษาท่าทีไว้ได้ แต่เมื่อมองดูท่าทางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขของลูกสาว มุมปากของเขาก็กระตุกขึ้นมาสองครั้ง เห็นได้ชัดว่าภายในใจไม่สงบเลย
พิธีการไม่ได้ยืดเยื้อน่าเบื่อ ผู้ที่มาร่วมงานล้วนเป็นบุคคลมีหน้ามีตา จึงไม่มีกิจกรรมหรือเกมอื่นใดให้วุ่นวาย
เพียงแค่เปลี่ยนคำเรียกขานง่าย ๆ ก็ถือว่าเสร็จสิ้นพิธี
งานแต่งงานจบลง คู่บ่าวสาวลงจากเวที ตามด้วยนักร้องชื่อดังที่กำลังเป็นกระแสขึ้นเวทีมาขับร้องเพลง เรียกเสียงโห่ร้องยินดีจากคนหนุ่มสาวในงานได้ไม่น้อย บรรยากาศก็ยิ่งคึกคักขึ้นไปอีกระดับ
หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ในที่สุดทั้งสองก็กลับมาถึงห้องหอ
งานแต่งงานของพวกเขามีรูปแบบที่ยิ่งใหญ่มาก ขั้นตอนการก่อกวนในห้องหอดูจะไม่ค่อยสุภาพนักจึงถูกยกเลิกไป พอเสร็จงานก็กลับมาจากโรงแรมเพื่อพักผ่อนทันที
เฉิงจวินถอดชุดแต่งงานที่หนักอึ้งออกไปตั้งนานแล้ว เปลี่ยนมาสวมชุดกี่เพ้าสีแดงสดเพื่อให้เคลื่อนไหวได้สะดวก
ภายในห้องหอเต็มไปด้วยการประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสีสัน ผ้าม่านผืนใหญ่ห้อยระย้าลงมาจากเพดาน ล้อมรอบห้องทั้งห้องไว้ ตกแต่งได้อย่างโอ่อ่าและงดงาม
ทันทีที่เฉิงจวินกลับมาถึงบ้านก็ทิ้งตัวลงนอนบนผ้าห่มผืนงาม ยกเท้าที่ปวดเมื่อยขึ้นมาพลางออดอ้อนเสียงหวาน
“คุณสามี นวดเท้าให้เค้าหน่อยสิ~”
[จบตอน]
ตอนที่ 200 เงินใส่ซอง
เฉิงจวินสวมรองเท้าส้นสูงยืนแทบจะทั้งวัน แถมยังตั้งครรภ์อยู่อีก นับว่าเหนื่อยสายตัวแทบขาดจริง ๆ
วันนี้เป็นวันที่เธอมีความสุขและเบิกบานใจที่สุด ตอนแรกเธอไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเลย แต่พอล้มตัวลงนอนตอนนี้ ขาทั้งสองข้างก็พาลหมดแรง
เธอถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะพลิกตัวหันไปหาเสิ่นอี้แล้วพูดขึ้นว่า
“เดี๋ยวนะ ตอนนี้ฉันไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?”
เสิ่นอี้ดึงเนคไทออกแล้วโยนทิ้งไปข้าง ๆ พร้อมกับปลดกระดุมคอเสื้อ พอได้ยินเช่นนั้นก็หันกลับมาหัวเราะเบา ๆ
“ฝันเหรอ? คุณเหนื่อยจนเบลอไปแล้วล่ะสิ”
“ขาผมก็ยังเมื่อยอยู่เลย ทำไมไม่เห็นคุณทุบให้ผมบ้างล่ะ”
เฉิงจวินได้ยินดังนั้นก็หัวเราะให้กับความระแวงของตัวเอง เธอตะแคงตัวใช้มือเท้าคางมองเขา สาบกี่เพ้าที่ผ่าข้างเลื่อนหลุดเผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนหมดจด
เธอลูบท้องตัวเองพลางออดอ้อนว่า
“เค้าไม่สะดวกนี่นา”
ความหมายของคำพูดนี้ไม่ใช่ไม่อยากทำแต่ทำไม่ได้ เสิ่นอี้ได้ฟังก็ชื่นใจ จึงทิ้งตัวลงนั่งที่ปลายเตียง
เขาตบสะโพกด้านข้างของเธอเบา ๆ เพื่อให้เธอเปลี่ยนท่าทาง จากนั้นก็รวบเท้าข้างหนึ่งของเธอมาไว้ในมือ แล้วเริ่มบีบนวดให้ด้วยน้ำหนักมือที่สลับหนักเบา
“อื้อ... ซี้ด...”
นิ้วมือของเสิ่นอี้ราวกับสิ่วที่กดลึกทะลุถึงกระดูก ทำเอาใบหน้าสวย ๆ ของเฉิงจวินถึงกับยู่เข้าหากัน ปากก็สูดปากครางซี๊ดซ๊าดอยู่ตลอดเวลา
“หืม?”
“เสียวซ่านดีไหมล่ะ?”
เสิ่นอี้หัวเราะหึ ๆ สลับกับถามไปพลางนวดไปพลาง
เฉิงจวินรู้สึกเพียงว่าตั้งแต่ฝ่าเท้าไล่ขึ้นมาถึงหน้าขานั้นทั้งเมื่อยทั้งชา แถมยังเจือไปด้วยความรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก ร้องโวยวายออกมาว่า
“คุณสามี เบาหน่อย เบาหน่อย...”
เมื่อเห็นว่าแต่งงานกันแล้ว เธอก็เริ่มเปลี่ยนสรรพนามมาเรียกเสิ่นอี้ว่าคุณสามี
เสิ่นอี้ไม่ได้ลดแรงที่มือลง กลับเอ่ยหยอกล้อเธอว่า
“คนอยากให้นวดก็คือคุณ ไม่ลงน้ำหนักแล้วมันจะไปเห็นผลได้ยังไง”
“อีกอย่างนะการนวดน่ะ ถ้าเบามือเขาไม่ได้เรียกว่านวดหรอกนะ เขาเรียกว่าลูบ เข้าใจไหม?”
หลังจากการผ่อนคลายผ่านไปพักหนึ่ง ก็ทำเอาเฉิงจวินแขนขาอ่อนแรง ฝ่าเท้าราวกับเหยียบอยู่บนปุยฝ้าย บนหน้าผากมีเหงื่อผุดซึมออกมา
“เสร็จแล้ว”
เสิ่นอี้ปล่อยมือออกแล้วพูดต่อว่า
“ลองลงไปเดินดูสิ น่าจะดีขึ้นเยอะแล้วนะ”
เฉิงจวินยิ้มร่า พวงแก้มที่ดื่มเหล้าไปสองแก้วแดงระเรื่อราวกับดอกท้อแรกแย้ม ในใจทั้งหวานซึ้งและปริ่มเปรม
เธอยื่นขาออกไปหนีบชายเสื้อเชิ้ตของเสิ่นอี้แล้วตวัดดึงเขาเข้ามาตรงหน้า ก่อนจะลุกขึ้นมอบจุมพิตหอมกรุ่นให้เป็นรางวัล
น่าเสียดายที่เธอกำลังอยู่ในช่วงสามเดือนแรกซึ่งสำคัญที่สุด ตำแหน่งของทารกในครรภ์ยังไม่คงที่ จึงไม่สามารถทำขั้นตอนต่อไปได้ ทำได้เพียงกอดเสิ่นอี้แทะโลมเล่นเพื่อปลอบประโลมใจตัวเองไปก่อน
เนิ่นนานผ่านไป เธอแนบแก้มลงบนแผงอกของเสิ่นอี้แล้วเอ่ยถามเสียงแผ่ว
“คุณมีเรื่องอะไรใช่ไหม”
เสิ่นอี้ชะงักไปเมื่อได้ยิน รีบตอบกลับทันที
“ไม่มีนี่ มีอะไรเหรอ?”
“ฮึ”
เฉิงจวินแค่นเสียงฮึดฮัดอย่างแสนงอน เปิดโปงเขากลางปล้อง
“เมื่อตอนบ่าย โทรศัพท์สายนั่น... ลูกพี่ลูกน้องของฉันหรือว่าซูอวิ๋นอี้ล่ะ?”
“เอ่อ...”
“หนานจือโทรมาน่ะ ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรหรอก”
เสิ่นอี้พูดไม่ออก เขาไม่อยากเล่ารายละเอียดเรื่องที่เกิดขึ้นตอนบ่ายให้เฉิงจวินฟังมากนัก เพื่อไม่ให้เธอคิดมาก
‘เวลาอื่นมีตั้งเยอะแยะไม่โทร ดันมาโทรเอาป่านนี้’
เฉิงจวินเบะปาก ไม่เชื่อหรอก
แม้ว่าตอนบ่ายเสิ่นอี้จะจงใจเดินไปรับสายที่มุมห้อง แต่ระหว่างนั้นเขากลับคุมระดับเสียงไม่ได้จนทำให้ทุกคนหันมามอง อารมณ์ก็ดูผิดปกติไป
เธอไม่ได้หูหนวกตาบอด ย่อมเห็นอยู่ในสายตา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่ามีเรื่องแน่
เฉิงจวินเห็นว่าถามไม่ตอบจึงไม่คาดคั้นให้มากความ หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเธอก็ก้มหน้าถอนหายใจแล้วพูดว่า
“คุณไปเถอะ”
“หืม?”
เสิ่นอี้ได้ยินก็ถามด้วยความสงสัย
“ผมจะไปไหน?”
นิ้วมือของเฉิงจวินลูบคลำกระดุมเสื้อเชิ้ตของเสิ่นอี้เล่นพลางพูดอย่างตรงไปตรงมา
“ใครจะไปรู้ล่ะ ทางลูกพี่ลูกน้องของฉัน หรือว่าทางอวิ๋นอี้ของคุณ ไปไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ”
เสิ่นอี้สับสนงุนงงไปหมด คิดว่าตัวเองหูแว่วไปเอง
“คุณพูดเรื่องอะไรเนี่ย?”
เฉิงจวินซุกหน้าลงกับอกเสิ่นอี้ ทำปากยื่นไม่ยอมมองเขา
“วันสำคัญแบบนี้ พวกเธอคงเสียใจแย่แล้วมั้ง คุณไม่ต้องไปปลอบพวกเธอหรือไง”
เสิ่นอี้คิดว่าเธอแค่ประชด จึงยื่นมือไปแตะหน้าผากเธอพลางสงสัย
“คุณพูดเพ้อเจ้ออะไรเนี่ย? ก็ไม่ได้มีไข้นี่นา”
“ไป ๆ ๆ”
เฉิงจวินปัดมือเสิ่นอี้ที่วางอยู่บนหัวตัวเองออก แล้วพูดอย่างรำคาญว่า
“ไม่ได้ล้อเล่นด้วยสักหน่อย”
“รีบไปตอนที่ฉันยังไม่เปลี่ยนใจเถอะ”
คราวนี้เสิ่นอี้ตกใจจริง ๆ เขาลุกขึ้นนั่งตัวตรงมองเฉิงจวินอย่างจริงจัง
“จู้จวิน คุณนี่มัน...”
เฉิงจวินพิงร่างอยู่ข้างเขาพลางส่งเสียงอู้อี้
“บอกไว้ก่อนเลยนะว่าอย่าเพิ่งได้ใจไป ฉันมีเงื่อนไข”
ผ่านเรื่องราวมามากมายขนาดนี้ อันที่จริงชะตากรรมของพวกเขาทั้งหลายก็เกี่ยวพันกันจนแยกไม่ออกมานานแล้ว
แถมเธอยังฉลาดเฉลียว เข้าใจสัจธรรมที่ว่าการปิดกั้นมิสู้ปล่อยให้ระบายออก แล้วเธอจะมองไม่ออกถึงความพัวพันที่ซ่อนอยู่ได้อย่างไร
แม้ว่าเธอจะโชคดีก้าวล้ำหน้าไปก่อนก้าวหนึ่งในเรื่องลูก แถมยังใช้ชาติตระกูลและความรักบังคับกลาย ๆ ให้แต่งงานด้วย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำให้เสิ่นอี้ตัดขาดความสัมพันธ์กับอีกสองคนนั้นได้
คนภายนอกรวมถึงพ่อแม่จะมองเฉิงจวินอย่างไรนั้นไม่แน่ชัด แต่เธอรู้ตื้นลึกหนาบางในตัวเสิ่นอี้ดี สำหรับเรื่องนี้เธอมองได้ทะลุปรุโปร่งกว่าใคร
แต่งงานแล้วยังไงล่ะ ฟู่หนานจือกับซูอวิ๋นอี้ คนไหนบ้างล่ะที่ไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกับเสิ่นอี้มาทั้งชีวิต
หากเธอชะล่าใจและลดความระแวดระวังลงเพราะจุดนี้ ก็ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะมีเรื่องวุ่นวายตามมาอีกเท่าไหร่
ดังนั้นแทนที่จะต้องมานั่งหวาดระแวงคอยระวังโน่นระวังนี่ สู้ยอมรับเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้เหลือปัญหาตามมาทีหลังจะดีกว่า
เมื่อเสิ่นอี้ได้ยินเช่นนั้น เขาก็จับไหล่ของเฉิงจวินพลางพูดว่า
“เงื่อนไขอะไร คุณว่ามาเลย”
เฉิงจวินยกแขนทั้งสองข้างโอบรอบคอเสิ่นอี้แล้วพูดอย่างจริงจังว่า
“ฉันไม่ได้ขอให้คุณรักฉันคนเดียว แต่ขอแค่คุณรักและจริงใจกับฉัน ทำอะไรก็ต้องนึกถึงฉันเป็นคนแรก...”
“ส่วนเรื่องอื่น ๆ.... ฉันพอจะหลับตาข้างนึงปล่อยผ่านไปได้”
พูดจบเธอก็วหลับตาเอนศีรษะพิงไหล่เสิ่นอี้ ซึมซับความอบอุ่นในห้วงเวลานี้
คำพูดของเฉิงจวินทำให้หัวใจของเสิ่นอี้เต้นรัวแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก เขาพยายามเก็บซ่อนความยินดีเอาไว้ ทำเพียงแค่ลูบแผ่นหลังของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ต่อจากฟู่หนานจือแล้ว เฉิงจวินก็มีทีท่ายอมอ่อนข้อให้เช่นกัน เรื่องนี้ทำให้เขาฮึกเหิมเป็นอย่างมาก
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การที่เธอยอมถอยให้ในเวลานี้ จะบอกว่าเฉิงจวินฉลาดก็ดี หรือใจกว้างก็ช่าง เสิ่นอี้ซาบซึ้งใจและขอน้อมรับน้ำใจนี้ไว้
ผ่านไปครู่หนึ่ง เฉิงจวินก็ลืมตาขึ้นและผละออกจากอ้อมกอด
“เอาล่ะ รีบไปเถอะ ดึกมากแล้ว”
เสิ่นอี้ก้มลงมองเธอพลางใช้นิ้วแตะจมูกโด่งรั้นของเธอเบา ๆ
“วันนี้เป็นคืนเข้าหอเชียวนะ พรุ่งนี้ค่อยไปก็ยังทัน”
“คุณ... ตัดใจได้เหรอ?”
เฉิงจวินได้ยินดังนั้นก็กลอกตาพลางตอบว่า
“ตัดใจไม่ได้แล้วจะทำยังไงได้ล่ะ?”
“ในท้องมีลูกอยู่ ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ขืนรั้งคุณไว้ที่นี่ฉันพาลจะรำคาญใจซะเปล่า ๆ”
“งั้นผม... ไปนะ?”
เสิ่นอี้ยังไม่วางใจเลยถามย้ำอีกครั้ง
เฉิงจวินมองท่าทางห่วงหน้าพะวงหลังของเขา ก่อนจะโบกมือไล่อย่างรำคาญ
“ไป ๆ ๆ”
ขณะที่เสิ่นอี้เดินไปถึงหน้าประตู เธอก็พูดขึ้นมาอีกว่า
“หยุดก่อน!”
ร่างของเสิ่นอี้แข็งทื่อไปชั่วขณะ เมื่อเขาหันกลับมาก็เห็นเฉิงจวินยิ้มเจ้าเล่ห์ส่งมาให้
“อย่าลืมทวงเงินใส่ซองจากพวกเธอสองคนให้ฉันด้วยล่ะ”
[จบแล้ว]