เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 159 + 160 (ฟรี)

บทที่ 159 + 160 (ฟรี)

บทที่ 159 + 160 (ฟรี)


ตอนที่ 159 ช่วงน้ำชายามบ่าย

เฉิงจวินใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธเคืองพลันลุกขึ้นยืน ยื่นมือหมายจะแย่งโทรศัพท์มือถือของเสิ่นอี้ไป

มีหรือที่เสิ่นอี้จะยอมให้เธอทำสำเร็จ เขาเบี่ยงมือไปข้างหลัง เธอก็หมดปัญญาในทันที

“เอาคืนมานะ เอาคืนมา...”

เฉิงจวินเขย่งปลายเท้า มือหนึ่งยันขอบโต๊ะไว้ ส่วนอีกมือพยายามยื่นเหยียดออกไปสุดแรง

ร่างกายท่อนบนเอียงเข้ามาใกล้ จนเสิ่นอี้ได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของครีมอาบน้ำ

คอเสื้อของเธอเปิดอ้าตรงหน้าเสิ่นอี้ บราสีฟ้าอ่อนแวบ ๆ แวม ๆ ต่อให้ไม่อยากมองก็เลี่ยงไม่ได้

เสิ่นอี้เห็นว่าล้อเล่นพอหอมปากหอมคอแล้ว จึงไม่แกล้งเธอต่ออีก

ดังนั้นเขาจึงวางโทรศัพท์ลงแล้วกล่าวกลั้วหัวเราะว่า

“แกล้งเล่นน่ะ”

“ไม่ได้ถ่ายไว้เลยด้วยซ้ำ นึกว่าเป็นเรื่องจริงไปได้”

เฉิงจวินลดแขนลง สังเกตเห็นแววตาของเสิ่นอี้ดูไม่เหมือนกำลังโกหก จึงเอ่ยถามอย่างกึ่งเชื่อกึ่งสงสัยว่า

“จริงเหรอ”

“แน่นอนว่าจริง”

เสิ่นอี้กล่าวพลางปลดล็อกโทรศัพท์ เปิดอัลบั้มรูปหันไปทางเธอแล้วเลื่อนไปมา

“ไม่เชื่อก็ดูสิ ไม่มีจริง ๆ”

พูดจบเขาก็กระเง้ากระงอดแสร้งทำเป็นไม่พอใจ

“เมื่อคืนคุณหมดสติไป กว่าผมจะพากลับมาได้ก็ลำบากแทบแย่”

“ทั้งป้อนน้ำ ทั้งถอดรองเท้า ทั้งเช็ดหน้าให้ วุ่นวายขนาดนั้นผมจะมีกะจิตกะใจไปถ่ายรูปตอนไหน”

เฉิงจวินฟังแล้วนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ รู้สึกว่าตัวเองสร้างความลำบากให้เสิ่นอี้ไม่น้อย สีหน้าพลันสลดลงในพริบตา

“ขอโทษนะ...”

“ฉันผิดเองที่เข้าใจคุณผิด”

เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าจากแจ่มใสกลายเป็นมืดครึ้ม เสิ่นอี้คิดว่าเฉิงจวินอาจจะเข้าใจความหมายของเขาผิดไป จึงรีบพูดเย้าว่า

“ฉันแค่บอกว่าไม่ได้ถ่ายรูป ไม่ได้แปลว่าท่านอนเธอจะดูดีหรอกนะ”

เฉิงจวินได้ยินเช่นนั้น อารมณ์เศร้าสร้อยที่เพิ่งก่อตัวก็สลายโต๋ทันที

“คุณ...”

ชั่วขณะนั้นอารมณ์ของเธอถูกดึงเชงจนทั้งโกรธทั้งขำ นิ้วชี้ไปทางเสิ่นอี้จนไม่รู้จะพูดอะไรดี

หยอกล้อกันอยู่พักหนึ่ง อาหารเช้าก็หมดลง

เฉิงจวินเหลือบมองโทรศัพท์ เก้าโมงสิบห้านาที ได้เวลาไปบริษัทแล้ว

เธอลุกขึ้นยืน ท่าทางลังเล รถของเธอจอดอยู่ที่บริษัท ตอนนี้ข้างกายจึงไม่มีรถใช้

ใจหนึ่งก็อยากให้เสิ่นอี้ไปส่ง แต่ก็ไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไรดี

ริมฝีปากขยับขมุบขมิบอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ถอนใจอย่างท้อแท้ เปิดโทรศัพท์เตรียมจะเรียกใช้บริการรถยนต์

นิ้วยังไม่ทันกดลงไป ก็ได้ยินเสิ่นอี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามพูดขึ้นว่า

“ฉันมีธุระต้องออกไปข้างนอกพอดี ต้องผ่านแถวบริษัทเธอด้วย”

“จะติดรถไปด้วยกันไหม”

เฉิงจวินดีใจลิงโลด รีบปิดหน้าจอโทรศัพท์ ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากตอบตกลง

“เอาสิ จะได้ไม่ต้องเรียกรถเอง”

เธอแสร้งทำสีหน้าไม่ใส่ใจ เพื่อไม่ให้ดูรีบร้อนเกินไป ราวกับว่าเธอกำลังตั้งตารอคอยอยู่

เมื่อเห็นเธอตอบรับ เสิ่นอี้ก็คว้ากุญแจรถเตรียมจะออกจากประตู

เฉิงจวินหยิบเสื้อคลุมนอกขึ้นมา บังเอิญเห็นถุงน่องที่ทับอยู่ด้านล่าง จึงรีบกำมันไว้ในมือ

เธอมองแผ่นหลังของเสิ่นอี้แล้วรีบพูดว่า

“รอเดี๋ยวนะ ฉันขอไปเข้าห้องน้ำก่อน”

“ได้”

เป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงจะต้องจัดแจงตัวเองก่อนออกจากบ้าน เสิ่นอี้ไม่ได้ว่าอะไร พิงขอบประตูเล่นโทรศัพท์รอเธอ

เฉิงจวินกำถุงน่องเข้าห้องน้ำ ในที่สุดก็หาโอกาสเปลี่ยนใส่จนได้

ยืนส่องกระจกจัดปอยผมตรงจอน สังเกตว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้วจึงหมุนตัวเดินออกไป

ทั้งสองคนเดินลงมาตามกัน ขึ้นรถ สตาร์ทเครื่องยนต์ แล้วเลี้ยวออกจากหมู่บ้าน

พอเข้าสู่ถนนสายหลัก เสิ่นอี้ก็เลี้ยวขวามุ่งตรงไปยังเทียนเฉิง

ตลอดทางเฉิงจวินก้มหน้ามองโทรศัพท์ แต่ความจริงแล้วแอบสังเกตไปรอบ ๆ

‘เขาซื้อรถใหม่เหรอ’

แม้ว่าเมื่อคืนจะนั่งรถคันนี้กลับมา แต่เธอก็จำอะไรไม่ได้เลย

ตอนนี้ถึงได้เห็นมันอย่างเป็นทางการ แถมยังใช้ป้ายทะเบียนชั่วคราว แสดงว่าเพิ่งซื้อมาได้ไม่นาน

‘รถไม่เบาเลยนะ ไหนเขาบอกว่าฐานะทางบ้านธรรมดาไง’

เฉิงจวินครุ่นคิดอยู่นาน

เธอคิดถึงเงาร่างหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเธอ และค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

‘หรือว่า...’

สมมติฐานนี้ทำให้เฉิงจวินเม้มปาก รู้สึกเหมือนจมลงไปในปลักโคลนที่มีแรงแต่ไร้ที่ให้ใช้

ไม่ว่าจะด้านไหนเธอคิดว่าตัวเองไม่เคยด้อยกว่าใคร แต่ในความเป็นจริงกลับแพ้ราบคาบ ซ้ำยังมองไม่เห็นหนทางที่จะชนะเลย

ไม่นานนัก รถก็แล่นผ่านห้างสรรพสินค้าที่ไปเดินเที่ยวเมื่อคืน และมาถึงหน้าประตูเทียนเฉิง

เหยียบเบรกจอดสนิท เสิ่นอี้หันหน้ามากล่าวว่า

“ฉันไม่ได้จะเข้าบริษัท งั้นไม่ลงไปที่ลานจอดรถนะ”

“เดินต่ออีกไม่กี่ก้าวนี้แล้วกัน”

เฉิงจวินดึงสติกลับมา รู้สึกตัวพลางกำกระเป๋าถือแล้วยิ้มกล่าวว่า

“ไม่เป็นไร ๆ ใกล้แค่นี้เอง”

“คุณไปทำธุระของคุณเถอะ ฉันเดินไปเองได้”

ผลักประตูลงจากรถ มองดูเขาถอยรถกลับลำ เฉิงจวินยืนอยู่กับที่พลางโบกมือลา

เมื่อเห็นไฟท้ายรถแล่นลับตาไป เธอจึงหันหลังเดินเข้าบริษัท

ระหว่างทางพยักหน้าทักทายเพื่อนร่วมงานสองสามคน ก่อนจะเดินเข้าลิฟต์ไปพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ กับพนักงานอีกสามสี่คน

พอแยกจากเสิ่นอี้ บรรยากาศที่ผ่อนคลายและมีความสุขก็ดูเหมือนจะเลือนหายไป ในช่วงเวลานั้นไม่ว่าจะแสดงสีหน้าแบบไหน แต่อารมณ์ภายในกลับนิ่งสนิท

ยากที่จะมีใครหรือเรื่องอะไรมาสั่นคลอนใจของเธอได้อีก

เมื่อนั่งลงบนเก้าอี้ เฉิงจวินก็โยนกระเป๋าถือเข้าไปในลิ้นชัก แล้วนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าคอมพิวเตอร์

เส้นทางที่เสิ่นอี้ขับรถเมื่อครู่ตรงดิ่งมาตลอด ความเร็วก็สม่ำเสมอไม่รีบร้อน เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูด ซึ่งทำให้เฉิงจวินสังเกตเห็นอะไรบางอย่างลาง ๆ

‘อยากจะมาส่งก็บอกมาตรง ๆ เถอะ ยังต้องหาข้ออ้างว่าทำธุระทางผ่านอีก...’

การคาดเดานี้ทำให้มุมปากของเฉิงจวินยกยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

‘ปากไม่ตรงกับใจจริง ๆ’

ไม่ว่าความคิดที่แท้จริงของเสิ่นอี้จะเป็นอย่างไร เฉิงจวินก็เลือกที่จะคิดตามใจตัวเองเท่านั้น

นี่คือเคล็ดลับในการรักษาอารมณ์ให้เบิกบาน

พออารมณ์ดี ช่วงเวลาในตอนเช้าก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ช่วงน้ำชายามบ่าย

หลังจากเฉิงจวินเช็กกับฟู่หนานจือทางโทรศัพท์แล้ว เธอก็สั่งเดลิเวอรี่ไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

ครั้งนี้เธอเป็นฝ่ายมาเยือนฟู่หนานจือที่ชั้นสิบสาม

สองมือหิ้วถุงกระดาษสองใบ เธอเคาะประตูแล้วเดินเข้ามา

หลังจากเข้าประตูมา ฟู่หนานจือซึ่งกำลังก้มหน้าเขียนอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะทำงาน เมื่อเห็นเฉิงจวินเดินเข้ามา เธอก็มองดูแล้วทักทายด้วยรอยยิ้มว่า

“จู้จวินมาแล้วเหรอ นั่งก่อนสิ”

“ฉันเหลืออีกนิดเดียวก็จะเสร็จแล้ว”

เฉิงจวินเดินไปนั่งลงที่โซฟาด้วยตัวเอง วางถุงกระดาษลงบนโต๊ะน้ำชาแล้วแกะออก

แกะพลางเอ่ยขึ้นว่า

“ฉันไม่รีบหรอก พี่หนานยุ่งกับงานของพี่ไปเถอะ”

“งานเสร็จแล้วค่อยมาดื่มกาแฟกัน”

พูดพลางเฉิงจวินก็จัดแจงวางเค้ก ของหวาน และกาแฟที่อยู่ในถุงกระดาษออกเรียงกัน

ยกกาแฟขึ้นจิบอึกหนึ่ง เฉิงจวินก็เอนหลังพิงโซฟาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถดูวิดีโอสั้น

ไม่นานนัก ฟู่หนานจือก็ลุกขึ้นมานั่งลงข้าง ๆ เฉิงจวินพร้อมอธิบายว่า

“เมื่อกี้พวกเขาเอาสัญญามาให้ฉันดูน่ะ เร่งด่วนมากเลย”

เฉิงจวินโบกมือแสดงว่าไม่ใส่ใจ พลางดันกล่องที่อยู่ข้างมือออกไปแล้วว่า

“พี่หนานลองชิมขนมร้านนี้ดูสิ ฉันเคยสั่งมาสองสามครั้ง อร่อยมากเลยนะ”

“งั้นเหรอ”

ฟู่หนานจือใช้มือขวาหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้น มือซ้ายรองไว้ใต้คางหลวม ๆ แล้วกัดไปคำหนึ่ง

เคี้ยวไปสองสามที แววตาของเธอก็เปล่งประกายขึ้นมาทันควันแล้วพูดว่า

“อืม อร่อยจริงด้วย ดีมากเลย ร้านไหนเนี่ย”

เฉิงจวินก็กินไปชิ้นหนึ่งเหมือนกันพลางเอ่ยสมทบว่า

“ใช่ไหมล่ะ เดี๋ยวฉันส่งลิงก์ให้ในโทรศัพท์นะ”

ฟู่หนานจือพยักหน้ารับ พลางยกกาแฟขึ้นดื่มไปอึกหนึ่งแล้วเอ่ยถามเธอว่า

“เมื่อคืนเสิ่นอี้ไปส่งเธอถึงบ้านใช่ไหม”

สายตาของเฉิงจวินอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปทางอื่น ปากก็ตอบกลับว่า

“ส่ง...ส่งถึงบ้านน่ะ”

“เพียงแต่ตอนนั้นฉันหมดสภาพไปแล้ว ไม่รู้เรื่องเลยว่าตัวเองกลับบ้านมาได้ยังไง”

จากนั้นเธอก็ทำหน้ามุ่ยเสนอแนะกับฟู่หนานจือว่า

“พี่หนาน คราวหน้าพวกเราอย่าดื่มเยอะขนาดนี้อีกเลยนะ”

ฟู่หนานจือได้ยินก็ยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก

“ก็มันมีความสุขนี่นา ฉันเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าพวกเราจะดื่มจนหมดขวดเลย”

จากนั้นเธอก็สารภาพความจริงออกมาว่า

“จู้จวิน ฉันไม่ปิดบังเธอหรอกนะ เมื่อคืนกระทั่งฉันเองยังไม่รู้เลยว่าตัวเองกลับมาได้ยังไง”

ทั้งสองคนสบตากันแล้วหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน รู้สึกร่วมกันอย่างยิ่ง

ระหว่างพูดคุยหยอกล้อ ขนมเต็มกล่องก็ถูกทั้งสองคนกำจัดจนเกลี้ยง เฉิงจวินจึงแกะอีกกล่องแล้วดันส่งไปให้พลางพูดว่า

“พี่หนานกินอีกหน่อยสิ”

“ไม่ได้แล้ว กินอีกไม่ได้แล้ว”

ฟู่หนานจือส่ายหน้าพลางตบหน้าอกตัวเองแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าลำบากใจว่า

“ร่างกายฉันมันแปลกมาก พอชิมขนมปุ๊บตรงนี้ก็อ้วนง่ายทันที เธอชิมเองเถอะ”

“อืม...”

เฉิงจวินมองไปยังเนินอกอันอวบอิ่มของฟู่หนานจือ แล้วก้มลงมองหน้าอกของตัวเองที่พอมีทรวดทรงอยู่บ้าง ทันใดนั้นเธอก็พูดไม่ออกไปเลย

เธอแพ้อีกแล้ว

[จบตอน]

ตอนที่ 160 จันทร์กระจ่างในวันวาน

เสิ่นอี้หลังจากไปส่งเฉิงจวินแล้ว ก็มุ่งตรงกลับมาที่บ้านในทันที

ตอนนั้นเขาเห็นเฉิงจวินนั่งอยู่บนโซฟา แอปพลิเคชันเรียกรถในมือถูกเปิดแล้วก็ปิด ปิดแล้วก็เปิด

ท่าทางแบบนั้นไม่ต้องคิดเขาก็เดาออก จึงยอมตามใจเธอ แกล้งแต่งข้ออ้างไปส่งเธอเท่านั้นเอง

หลังจากจัดแจงข้าวของที่รกรุงรังในบ้านเรียบร้อยแล้ว เขาถึงได้นั่งลงเปิดระบบจำลอง

ตอนนี้สิ่งนี้ได้กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในแต่ละวันไปแล้ว

ขอเพียงใช้เวลาสามสี่ชั่วโมง โดยไม่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอะไรมากมาย เงินแสนกว่าก็ปลิวเข้ากระเป๋าได้อย่างง่ายดาย มีหรือจะไม่ทำ

ม่านแสงคลี่กางออก จิตสำนึกจมดิ่งเข้าสู่ภายใน

ฉากเหตุการณ์ผุดขึ้นทีละฉาก การจำลองก็เริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว

เสิ่นอี้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นเวลาบ่ายสามโมงกว่าแล้ว

“พับผ่าสิ!”

เขาเด้งตัวลุกขึ้นยืน คว้ากุญแจรถแล้วผลักประตูออกไปทันที

ขับรถออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าไปยังปั๊มน้ำมันที่ใกล้ที่สุดเพื่อเติมน้ำมันรถ

ขณะจับพวงมาลัย เสิ่นอี้ก็หวนคิดถึงการจำลองเมื่อครู่

นิสัยของเป้าหมายในการจำลองวันนี้ช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน บีบให้เขาต้องใช้โอกาสทั้งสามครั้งจนหมดเกลี้ยง ถึงจะผ่านด่านมาได้อย่างหวุดหวิด

เนื่องจากใช้เวลาไปนานมาก พอเซ็ตตัวลืมตาขึ้นมาก็ปาเข้าไปตอนบ่ายแล้ว

ความคิดเดิมของเขาคือหลังจากจำลองเสร็จแล้วจะอาศัยช่วงเวลาที่ยังเช้าอยู่ไปจู่โจมแบบไม่ให้ตั้งตัว

เตรียมจะไปที่จิงหยวนเพื่อเข้าฟังการเรียนการสอนของซูอวิ่นอี้ เพื่อสร้างความประหลาดใจให้เธอ

นึกไม่ถึงว่าจะลากยาวมาจนป่านนี้ อย่าว่าแต่ไปเข้าเรียนไม่ทันเลย ถ้าช้ากว่านี้อีกนิดคงกินข้าวเย็นเสร็จไปแล้วด้วยซ้ำ

หลังจากเติมน้ำมันเสร็จ เสิ่นอี้ก็ไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อกวาดซื้อเนื้อสัตว์และผักสดออกมาจำนวนหนึ่ง

เมื่อเข้าสู่ภายในมหาวิทยาลัย เขาก็หิ้วถุงสองสามใบมุ่งตรงไปยังแฟลตอาจารย์

กดรหัสผ่าน เสิ่นอี้ผลักประตูเข้าไปกวาดสายตามองรอบ ๆ เวลากำลังพอดิบพอดี ซูอวิ่นอี้ยังไม่กลับมา

เขาเปลี่ยนรองเท้าแล้วเดินตรงเข้าห้องครัว คว้าผ้ากันเปื้อนข้างฝามาผูก คลุกคลีจัดการเตรียมวัตถุดิบอย่างชำนาญ

ห้าโมงครึ่ง

ซูอวิ่นอี้หิ้วกระเป๋าเดินจ้ำอ้าวกลับมาตลอดทาง

ช่วงไม่กี่วันนี้ทำให้เธอเหน็ดเหนื่อยแทบแย่จริง ๆ

ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ทุกวัน ไม่เพียงแต่ต้องออกกำลังกายวิ่งจ็อกกิ้งเท่านั้น แต่ยังต้องเตรียมแผนการสอนอีกด้วย

ปล่อยตัวขี้เกียจมานานเกินไป พอจู่ ๆ ต้องกลับมาเปิดสอนอีกครั้ง ความเข้มข้นเลยตามไม่ค่อยทัน ตอนนี้เวลาเดินน่องทั้งสองข้างยังรู้สึกตึง ๆ ล้า ๆ อยู่เลย

คาดว่าน่าจะเป็นเพราะตอนกลางวันยืนนานเกินไป

ระหว่างทางเธอพยักหน้าทักทายศาสตราจารย์และอาจารย์ผู้บรรยายหลายท่านที่เดินผ่าน

ช่วงเวลานี้การที่เธอกลับมาเปิดสอนอีกครั้งถือเป็นข่าวใหญ่ข่าวย่อม ๆ ทุกคนต่างก็ต้อนรับอย่างกระตือรือร้น

สายตาที่จับจ้องกลับมาอีกครั้ง ซูอวิ่นอี้เคยชินกับมันแล้ว รอให้ความตื่นเต้นแปลกใหม่ผ่านไปก็คงจะดีขึ้นเอง

ในระหว่างที่นั่งลิฟต์เธอก็คิดขึ้นมาว่า

‘วันนี้กลับไปสั่งเดลิเวอรี่ดีกว่า ไม่อยากทำกับข้าวเลยจริง ๆ’

‘ขาสองข้างล้าจนระบม ไม่รู้ว่าอีกกี่วันถึงจะหาย...’

“ติ๊ง”

ประตูลิฟต์เปิดออก ซูอวิ่นอี้ลากสังขารอันเหนื่อยล้าเปิดประตูเข้าบ้าน

พอเปิดประตูออก รองเท้ายังไม่ทันจะถอด กลิ่นหอมโชยก็พุ่งเข้าจมูกเป็นระลอก

เธอตื่นเต้นดีใจเป็นล้นพ้น ไม่ทันได้สลัดรองเท้าออกจากเท้า ก็ก้าวพรวด ๆ ไปที่หน้าประตูห้องครัว แล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเบิกบานใจว่า

“เสี่ยวอี้!”

“ฉันเดาไว้ไม่มีผิดว่าเป็นนาย”

พูดพลางก็โผเข้ามากอดเสิ่นอี้จากทางด้านหลังด้วยความดีใจ ใบหน้าแนบชิดซบถูไถกับแผ่นหลังของเขา

เสิ่นอี้กำลังถือตะหลิวยืนอยู่หน้าเตาไฟ พอถูกเธอเขย่าตัวแบบนี้เกือบจะผัดผักกระเด็นออกนอกกระทะไปแล้ว

“เอ้า ๆ ๆ ในครัวควันน้ำมันเยอะ เธออกไปนั่งพักผ่อนข้างนอกก่อนเถอะ”

“อาหารใกล้จะเสร็จแล้ว ไปล้างมือเตรียมกินข้าวได้เลย”

ซูอวิ่นอี้เห็นเช่นนั้นก็ปล่อยมือ ร่างกายผ่อนคลายลงไปกว่าครึ่ง เดินออกไปข้างนอกด้วยความเบิกบานใจ

มาถึงหน้าประตูก็เปลี่ยนรองเท้าก่อน จากนั้นก็นั่งลงบนโซฟาหยิบแผนการสอนมาจัดแจงอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่นานนักเธอก็อยู่เฉยไม่ได้ ลุกเดินมาที่หน้าประตูห้องครัวอีกครั้ง

พิงขอบประตูมองดูเสิ่นอี้ที่ง่วนอยู่ข้างใน รอยยิ้มที่หางตาแทบจะซ่อนไว้ไม่มิด

นี่แหละพ่อหนุ่มของเธอ

คิดแล้วซูอวิ่นอี้ก็อ้าปากถามว่า

“มีอะไรให้ฉันช่วยไหม”

เสิ่นอี้กำลังก้มตัวเปิดตู้หาชามใบใหญ่สำหรับใส่แกง ได้ยินเช่นนั้นก็ชี้ไปที่หม้อหุงข้าวข้าง ๆ แล้วบอกว่า

“น้ำแกงก็เสร็จแล้ว ตักข้าวได้เลย”

“เธอตักข้าวสองจานแล้วกัน”

ของที่ต้องผัดต้องต้มเสิ่นอี้ก็จัดการไปเกือบหมดแล้ว จะมีตรงไหนให้ซูอวิ่นอี้ต้องสอดมือเข้ามาช่วยอีก

แต่ในเมื่อเธอเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนเอง เพื่อให้ซูอวิ่นอี้มีส่วนร่วมบ้าง เสิ่นอี้จึงจัดแจงงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เธอทำ

การรวบรัดทำคนเดียวทั้งหมดใช่ว่าจะไม่ดี แต่การช่วยเหลือซึ่งกันและกันย่อมส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ในระยะยาวมากกว่า

บนโต๊ะอาหาร กับข้าวครบครัน ถ้วยชามตะเกียบถูกซูอวิ่นอี้เตรียมไว้พร้อมสรรพ

เสิ่นอี้ประคองชามใบใหญ่ที่ใส่น้ำแกงเต้าหู้สาหร่ายวากาเมะเดินออกมา

“น้ำแกงมาแล้วจ้า”

“หลบหน่อยนะ ระวังจะลวกเอา”

……

ช่วงน้ำชาบ่ายทั้งสองคนคุยกันอย่างมีความสุข

พอตกเย็น ฟู่หนานจือก็เอ่ยปากเชิญเฉิงจวินไปที่บ้านของเธอเพื่อชิมฝีมือของคุณแม่ฟู่โดยตรงเลย

เฉิงจวินตั้งแต่ไปเรียนต่อต่างประเทศ ในช่วงหลายปีมานี้ก็ไม่ได้เจอแม่ฟู่เลย มีเพียงแค่ทักทายไต่ถามสารทุกข์สุกดิบทางโทรศัพท์เป็นครั้งคราวเท่านั้น

การจะไปเยือนที่บ้านกะทันหันแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง จึงบอกปัดปฏิเสธไปหลายต่อหลายครั้ง

ฟู่หนานจือมีวิธี เธอคว้าโทรศัพท์ออกมาบอกว่าตัวเองได้แจ้งให้จี้ซูหลานซื้อกับข้าวเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

สถานการณ์เป็นเช่นนี้เมื่อเห็นว่าปฏิเสธไม่ได้แล้ว เธอจึงได้แต่ตอบตกลงไป

วันนี้ไร้เมฆหมอกบดบัง ท้องฟ้ายามค่ำคืนจึงแจ่มใสเป็นพิเศษ

ใกล้จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว

ดวงจันทร์กลมโตดั่งกลองหยกแขวนเด่นอยู่เบื้องบน แสงดาวส่องประกายระยิบระยับพร่างพรายเต็มท้องฟ้า

ภายในสวนของผิงหูจวี หลังอาหารมื้อค่ำทั้งสองคนก็นั่งชมจันทร์กันอยู่ที่ลานบ้านหลังเล็ก

จี้ซูหลานชงชามาเสิร์ฟพลางเอ่ยว่า

“จู้จวินมา ดื่มชาหน่อยจะได้ช่วยย่อย”

เฉิงจวินรีบยื่นสองมือไปรับมาทันทีพลางกล่าวว่า

“ขอบคุณคุณป้า มานั่งคุยด้วยกันเถอะ”

จี้ซูหลานมองดูทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ราวกับย้อนกลับไปในวัยเยาว์ยามที่เด็กทั้งสองคนยังนั่งเล่นอยู่บนพื้น

“ไม่ล่ะ”

เธอโบกมือพลางกล่าวว่า

“ฉันยังจัดการตรงนั้นไม่เสร็จ พวกเธอคนหนุ่มสาวคุยกันไปเถอะ”

“น้ำชาหมดแล้วก็อย่าลืมรินเองนะ”

พูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป

เมื่อเห็นแม่ฟู่เดินจากไปแล้ว เฉิงจวินก็ประคองถ้วยชาพลางเอ่ยชมว่า

“คุณป้าดูยังสาวอยู่เลย ไม่ต่างจากเมื่อสิบปีก่อนเลยสักนิด”

“ฮ่า ๆ ๆ ถ้าแม่ได้ยินเธอชมแบบนี้คงดีใจตายเลย”

“เธอไม่รู้หรอก แม่มักจะบ่นกับฉันบ่อย ๆ ว่าตรงนี้มีริ้วรอยขึ้น ตรงนั้นก็ดูหมองคล้ำ ขี้บ่นจะตาย”

“เธอยังห้ามไปเถียงด้วยนะ พอเถียงปุ๊บแม่ก็จะบอกว่าเป็นเพราะเธอทำตัวให้โมโห”

เฉิงจวินได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วยพลางหัวเราะเอ่ยรับว่า

“ใช่ ๆ ๆ แม่ของทุกคนบนโลกก็เป็นแบบนี้เหมือนกันหมด”

เดิมทีทั้งสองคนก็เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก เมื่อต่างฝ่ายต่างตั้งใจเข้าหา ความสัมพันธ์จึงสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว

ระหว่างพวกเธอสองคนมีหัวข้อให้พูดคุยกันอย่างไม่รู้จบสิ้นเลยทีเดียว

หลังจากหยอกล้อกันจบ ฟู่หนานจือก็ยกถ้วยชาขึ้นมาเป่าไอความร้อนที่โชยขึ้นมาจาง ๆ พลางเอ่ยถามหยั่งเชิงว่า

“จู้จวิน เรื่องความรัก...เธอคิดยังไงบ้าง”

เฉิงจวินชะงักไป พึมพำว่า

“ความรักเหรอ”

สิ่งที่ตามมาคือรอยยิ้มขมขื่น ความรักของเธอมีอยู่เพียงแค่ครั้งเดียวนี้ แถมยังให้ความรู้สึกเหมือนจบลงทั้งที่ยังไม่ทันได้เริ่มเลยด้วยซ้ำ จะมีความเห็นอะไรได้ล่ะ

“ใช่แล้ว”

ฟู่หนานจือเอ่ยปลอบใจเธอต่อว่า

“คุยกันเล่น ๆ น่ะ ถ้าไม่มีความเห็น จะเล่าเรื่องประวัติความรักของเธอให้ฟังหน่อยก็ได้”

เฉิงจวินทอดถอนใจด้วยน้ำเสียงขมขื่น

“ฉันจะไปมีประวัติความรักอะไรล่ะ ถ้าจะให้พูดจริง ๆ...”

เธอชะงักไปเล็กน้อย พลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ดวงจันทร์อันกระจ่างใสทอแสงนวลตาอยู่ตลอดเวลา โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าคุณจะมองหรือไม่ เขาก็ยังคงสถิตอยู่ตรงนั้น

เฉิงจวินกระซิบเสียงแผ่วเบา

“เมื่อก่อนฉันมักจะนั่งชมจันทร์อยู่บ่อย ๆ นานวันเข้าก็ทึกทักเอาเองในใจว่าดวงจันทร์ดวงนั้นเป็นของตัวเอง”

“แต่มีอยู่วันหนึ่ง ฉันกลับพบว่าดวงจันทร์ที่ควรจะส่องสว่างให้แค่ฉัน ก็ส่องสว่างให้คนอื่นเหมือนกัน ชั่วขณะนั้นฉันเลยเกิดความอิจฉาขึ้นมา จึงหลบเลี่ยงแสงจันทร์ ก้มหน้าลงและสาบานว่าจะไม่มองดวงจันทร์ดวงนั้นอีกเลย”

จากนั้นแววตาของเธอเริ่มล่องลอย จิตใจสั่นไหวอย่างยากจะควบคุม

“ต่อมาฉันถึงค่อย ๆ เข้าใจขึ้นมาว่า ถึงแม้ดวงจันทร์ดวงนั้นจะไม่ใช่ของฉัน แต่ในช่วงเวลาหนึ่ง เขาเคยส่องแสงสว่างให้แก่ฉันจริง ๆ...”

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 159 + 160 (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว