- หน้าแรก
- หลับใหลในมหาบรรพกาลพันล้านปี ตื่นมาอีกทีเจ้าวานรก็มาขอฝากตัวเป็นศิษย์
- บทที่ 353 เคาะกะลาให้วานรหกหูและมังกรขาวน้อยดู
บทที่ 353 เคาะกะลาให้วานรหกหูและมังกรขาวน้อยดู
บทที่ 353 เคาะกะลาให้วานรหกหูและมังกรขาวน้อยดู
บทที่ 353 เคาะกะลาให้วานรหกหูและมังกรขาวน้อยดู
เสวียนจั้งไม่ได้ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย เพียงเพราะพระโพธิสัตว์หลิงจี๋หายใจรวยริน
เขารู้ดีว่า ตัวตนระดับต้าหลัวจินเซียน ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็ยังมีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้
“คนของภูผาวิญญาณ เก่งเรื่องเสแสร้งที่สุด!”
แววตาของเสวียนจั้งเย็นชา ฝีเท้าไม่หยุดชะงัก เปลวเพลิงในฝ่ามือเดือดพล่านขึ้นอีกครั้ง
ตูม!
ตูม!
ตูม!
หลายฝ่ามือฟาดลงมาอย่างต่อเนื่อง มังกรเพลิงสุริยะฟาดฟันลงมาติดๆ กัน เปลวเพลิงสีแดงฉานดั่งนรกโลกันตร์ บดขยี้กายาทองคำของพระโพธิสัตว์หลิงจี๋จนแหลกละเอียด จิตวิญญาณดับสูญไปในพริบตา หมดโอกาสกลับชาติมาเกิดอีกต่อไป!
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ โปรดสัตว์พระโพธิสัตว์หลิงจี๋ของพุทธะสำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 800,000 แต้ม!]
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ได้รับเม็ดยาระงับวายุ×1, คทามังกรเหิน×1 (สามารถแลกเปลี่ยนเป็นค่าประสบการณ์ได้ 300,000 แต้ม)]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดวงตาของเสวียนจั้งสว่างวาบขึ้นมาทันที ในใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
“แปดแสน?”
“ฆ่าต้าหลัวจินเซียนคนหนึ่ง ถึงกับให้ค่าประสบการณ์มาแปดแสนแต้มเลยหรือ?”
เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงต่ำออกมา
“รอบนี้กำไรบานเบอะเลยแฮะ”
จากนั้น สายตาของเขาก็ตกไปอยู่ที่ของวิเศษพุทธะทั้งสองชิ้นนั้น คิ้วขมวดเล็กน้อย ครุ่นคิดอย่างใจเย็น
“เม็ดยาระงับวายุ, คทามังกรเหิน เป็นของดีจริงๆ”
“น่าเสียดาย ที่มันไร้ประโยชน์สำหรับข้า”
“ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ...”
แววตาเสวียนจั้งลึกล้ำ
“ของสองสิ่งนี้ หากถูกพุทธะล่วงรู้ว่าอยู่ในมือข้า ก็เท่ากับกระโดดออกมายอมรับเองว่าข้าเป็นคนฆ่าหลิงจี๋”
“ยุ่งยากนัก เปลี่ยนเป็นค่าประสบการณ์ปลอดภัยที่สุด”
เสวียนจั้งไม่ลังเลอีกต่อไป ขยับจิต:
“ระบบ แลกเปลี่ยน”
[ยืนยันการแลกเปลี่ยน]
[แลกเปลี่ยนสำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 300,000 แต้ม]
เสวียนจั้งเปิดแผงหน้าปัดระบบขึ้นมาทันที
ระบบพุทธะแท้จริงที่แข็งแกร่งที่สุด
โฮสต์: เฉินเสวียนจั้ง
ระดับ: เซียนสวรรค์ขั้นกลาง
ค่าประสบการณ์: 1,103,500 แต้ม
เคล็ดวิชา:
《เคล็ดวิชาข้ามฟ้าดินสรรพสิ่งเพื่อเสริมแกร่งข้าเทพ》
อภินิหาร:
มังกรเพลิงสุริยะ (สามารถอัปเกรดได้)
ก้าววายุเทวะ (สามารถอัปเกรดได้)
พุทธสูตรไร้ประโยชน์
ศาสตราวุธ:
จีวรจิ่นหลัน
ไม้เท้าขักขระเก้าห่วง
คาถาทอง
คาถาห้าม
“ทะลุล้านแล้ว”
ประกายความพึงพอใจพาดผ่านก้นบึ้งดวงตาของเสวียนจั้ง
แม้จะยังเป็นแค่เซียนสวรรค์ แต่ความเร็วในการอัปเกรดระดับนี้ก็ถือว่าเร็วมากแล้ว
เขากดเข้าไปในร้านค้าระบบอย่างลวกๆ
หน้าต่างร้านค้ากางออก เคล็ดวิชา โอสถ ศาสตราวุธต่างๆ มีให้เลือกสรรละลานตา ข้อมูลยิบยับไปหมด
[หมวดหมู่ทักษะ]
ดรรชนีเก้าสุริยัน (10,000 ค่าประสบการณ์)
กระบี่หกชีพจรบั่นเทพ (80,000 ค่าประสบการณ์)
สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร (130,000 ค่าประสบการณ์)
มังกรสวรรค์เดชานุภาพ (1,500,000 ค่าประสบการณ์)
พุทธเกษตรในฝ่ามือ (3,000,000 ค่าประสบการณ์)
ฝ่ามือยูไล (3,000,000 ค่าประสบการณ์)
เสวียนจั้งดูแล้วใจเต้นแรง แต่ก็ไม่ได้วู่วาม
“ยังไม่ถึงเวลา”
เขาละสายตา กดเข้าไปที่หมวดหมู่โอสถ
[หมวดหมู่โอสถ]
ยาเม็ดทองคำเก้าเปลี่ยน (10,000,000 ค่าประสบการณ์)
โอสถทองคำมหาบุญกุศล (8,000,000 ค่าประสบการณ์)
ยาเม็ดหมื่นหญ้ากลืนวิญญาณ (500,000 ค่าประสบการณ์)
น้ำยาสลายศพสลายวิญญาณ (10,000 ค่าประสบการณ์)
พอเห็นคำว่า “น้ำยาสลายศพสลายวิญญาณ” ดวงตาของเสวียนจั้งก็เบิกโพลง
“อันนี้แหละดี”
เขากดดูรายละเอียดทันที
[น้ำยาสลายศพสลายวิญญาณ]:
ของดีคู่กายยามท่องยุทธภพ ฆ่าคนชิงทรัพย์ ทำลายศพปิดบังร่องรอย
สามารถหลอมละลายศพและวิญญาณไปพร้อมกัน กลับคืนสู่ฟ้าดิน อย่างไร้ร่องรอย กลไกสวรรค์ไม่ทิ้งเบาะแส
มุมปากของเสวียนจั้งยกขึ้นเล็กน้อย
“ระบบนี้ รู้ใจข้าจริงๆ”
โดยไม่ลังเล เขากดแลกมาสองขวดทันที
พริบตาต่อมา
ขวดใบเล็กสีเขียวหยกสองขวดก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเสวียนจั้ง ตัวขวดเย็นเฉียบ แผ่กลิ่นอายประหลาดลึกลับออกมาจางๆ
“พอดีเลย”
เสวียนจั้งเดินไปที่ศพของพระโพธิสัตว์หลิงจี๋ ดึงจุกก๊อกออก แล้วค่อยๆ เทของเหลวสีดำสนิทดั่งน้ำหมึกนั่นลงไป
ซ่า!!!
วินาทีที่ของเหลวสัมผัสกับศพ ก็เกิดเสียงกัดกร่อนเบาๆ
เพียงเห็นศพของพระโพธิสัตว์หลิงจี๋ละลายอย่างรวดเร็ว กายาทองคำ กระดูก เลือดเนื้อ และพุทธะที่หลงเหลืออยู่ ล้วนสลายกลายเป็นควันสีคราม
สายลมพัดผ่าน
ควันสลายไร้ร่องรอย
ระหว่างฟ้าดิน ไม่มีร่องรอยของการดำรงอยู่ของ “พระโพธิสัตว์หลิงจี๋” อีกต่อไป
เสวียนจั้งไร้ซึ่งความรู้สึกบนใบหน้า เดินไปหาศพของปีศาจหวงเฟิงอีกครั้ง
หนึ่งขวดเช่นเดียวกัน
กระบวนการเดียวกัน
การลบร่องรอยอย่างหมดจดเช่นเดียวกัน
ชั่วครู่ต่อมา
บนสันเขาหวงเฟิง เหลือเพียงภูเขาหินแห้งแล้ง สายลมตกค้าง และทรายสีเหลือง
ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เสวียนจั้งตบมือเบาๆ น้ำเสียงเรียบเฉย:
“ตอนนี้ต่อให้พระยูไลมาคำนวณกลไกสวรรค์ด้วยตัวเอง”
“ก็คำนวณได้แค่ว่าหลิงจี๋สิ้นอายุขัย ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับข้าเฉินเสวียนจั้ง”
พูดจบ เขาก็หันหลัง กลับไปนอนบนหลังหมีแพนด้า น้ำเสียงเกียจคร้านแต่เย็นเยียบ:
“ไปกันเถอะ ด่านเคราะห์ต่อไป จะเป็นคิวของใครกันนะ!”
หลังจากจัดการร่องรอยทั้งหมดเสร็จสิ้น สันเขาหวงเฟิงก็กลับคืนสู่ความเงียบสงัด
เสียงลมหวีดหวิว ภูเขารกร้างว่างเปล่า
เสวียนจั้งเพิ่งจะนึกอะไรขึ้นมาได้ สายตาค่อยๆ กวาดมองไปรอบๆ
ไปหยุดอยู่ที่วานรหกหูกับมังกรขาวน้อย
มังกรขาวน้อยยังคงก้มหน้าก้มตา หดตัวอยู่ข้างๆ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เห็นได้ชัดว่าถูกฉากเมื่อครู่ทำให้ตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว
แต่วานรหกหูไม่เหมือนกัน เขาเกิดมามีกระดูกกบฏ เรื่องในวันนี้ เขาเห็นจนหมดสิ้นแล้ว
ฆ่าปีศาจหวงเฟิง
สังหารพระโพธิสัตว์หลิงจี๋
ทำลายศพปิดบังร่องรอย
แม้แต่วิญญาณก็ไม่เหลือ
เรื่องทั้งหมดนี้ หากแพร่งพรายออกไป พุทธะทั้งมวลจะต้องสะเทือนเลื่อนลั่น
เสวียนจั้งหรี่ตาลง ในใจตัดสินใจได้แล้ว
“วานรหกหู เจ้ามานี่”
เสียงของเสวียนจั้งไม่ดังนัก แต่แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามที่ไม่ยอมให้โต้แย้ง
วานรหกหูตัวสั่นเทิ้ม หูลู่ลงแล้วก็ตั้งขึ้น หัวใจเต้นโครมคราม แต่ไม่กล้าขัดขืน ทำได้เพียงขยับเข้าไปหาเสวียนจั้งทีละก้าว
เขาก้มหน้า เสียงสั่นเครือ:
“อาจารย์... ลิ่วเอ่อร์อย่างข้า... เมื่อกี้ไม่เห็นอะไรเลย”
“จริงๆ นะ ไม่ได้ยินอะไรเลยด้วย”
“พระโพธิสัตว์หลิงจี๋คือใคร? ปีศาจหวงเฟิงคือใคร? ข้าลิ่วเอ่อร์ไม่รู้จักเลยสักคน!”
พูดจนจบ เขากก็ถึงกับฝืนยิ้มที่ดูน่าเกลียดกว่าร้องไห้ออกมา
เสวียนจั้งมองเขา แล้วจู่ๆ ก็หัวเราะออกมา
“หึหึ... ลิ่วเอ่อร์เอ๊ย เจ้าเป็นลิงที่ฉลาดจริงๆ”
รอยยิ้มนั้นอ่อนโยน มีเมตตา แถมยังแฝงด้วยความใจดีของคนเป็นอาจารย์ ทว่าในสายตาของวานรหกหู มันกลับน่ากลัวยิ่งกว่ามังกรเพลิงสุริยะ หรือกระบี่ดับพระโพธิสัตว์เมื่อครู่นี้เสียอีก
เขารู้สึกเย็นวาบไปถึงแผ่นหลัง ขนลิงตั้งชันขึ้นมาทีละเส้น
“ทว่า...”
น้ำเสียงของเสวียนจั้งเปลี่ยนไป เสียงยังคงนุ่มนวล แต่หนาวเหน็บถึงกระดูก
“ความฉลาด ไม่ได้หมายความว่าจะไว้ใจได้ บางคนนะ ฉลาดแกมโกง แต่คิดร้ายมากเกินไป อาจารย์ชักจะไม่ค่อยวางใจเสียแล้วสิ! วานรหกหู เจ้าว่าจริงหรือไม่ล่ะ?”
เสวียนจั้งพูดพลาง ค่อยๆ ยกมือขึ้น ในฝ่ามือ ไม่รู้ว่ามีเม็ดยาเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด
เม็ดยาสีแดงคล้ำ มีอักขระลอยวนอยู่ลางๆ แผ่กลิ่นอายที่ทำให้ลิ่วเอ่อร์รู้สึกหวาดกลัวโดยสัญชาตญาณ
เสวียนจั้งยิ้มไม่เปลี่ยน แต่น้ำเสียงคือคำพิพากษา:
“ลิ่วเอ่อร์ อาจารย์ให้เจ้าเลือกสองทาง”
เขาชูเม็ดยาขึ้นมา แกว่งเบาๆ
“หนึ่ง กลืนเม็ดยานี้ลงไป นับจากนี้ไป ชีวิตเจ้าอยู่ในมือข้า”
วานรหกหูคอแห้งผาก เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก
เสวียนจั้งค่อยๆ ชูนิ้วที่สองขึ้นมา
“สอง ตอนนี้ ก็ไปตายซะ”
คำสั้นๆ เพียงไม่กี่คำ
แต่กลับเหมือนภูเขาสองลูก กดทับลงบนหัวใจของวานรหกหูอย่างหนักหน่วง
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว นับจากวินาทีนี้ เขาไม่ใช่ต้าเซิ่งบังฟ้าผู้เย่อหยิ่งจองหอง ที่สามารถสร้างพายุฝนปั่นป่วนระหว่างฟ้าดินได้อีกต่อไป แต่เป็นเพียงหมากที่ถูกกำไว้ในกำมืออย่างเบ็ดเสร็จ