- หน้าแรก
- พาเสี่ยวซื่อจื่อเที่ยวเล่นยุคปัจจุบัน สั่นสะเทือนหมื่นราชวงศ์
- บทที่ 24 ซื่อจื่อขึ้นลิฟต์ครั้งแรก
บทที่ 24 ซื่อจื่อขึ้นลิฟต์ครั้งแรก
บทที่ 24 ซื่อจื่อขึ้นลิฟต์ครั้งแรก
บทที่ 24 ซื่อจื่อขึ้นลิฟต์ครั้งแรก
"ครืด—"
พร้อมกับเสียงการทำงานของเครื่องจักรที่แทบจะไม่ได้ยิน ห้องโดยสารลิฟต์ก็สั่นไหวเล็กน้อย
ตามมาด้วยความรู้สึกไร้น้ำหนักอย่างชัดเจนที่จู่โจมเข้ามาในชั่วพริบตา
ความรู้สึกแปลกประหลาดราวกับแรงโน้มถ่วงของโลกอ่อนลงกะทันหันในเสี้ยววินาทีนี้ ทำเอาอวัยวะภายในคล้ายกับถูกยกขึ้นเบาๆ
ซูเฉินปรับท่าทางการยืนโดยสัญชาตญาณ สายตามองไปยังซื่อจื่อที่อยู่ข้างกายเป็นอันดับแรก
เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลเล็กน้อย
สำหรับคนยุคปัจจุบัน ความรู้สึกไร้น้ำหนักเล็กน้อยจากการขึ้นลิฟต์ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปนานแล้ว คุ้นชินเสียจนถูกมองข้ามไปด้วยซ้ำ
นอกจากสัญญาณในลิฟต์จะไม่ดีจนไถคลิปสั้นไม่ได้ซึ่งทำให้รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อยแล้ว การยืนในลิฟต์กับการยืนบนพื้นราบ สำหรับซูเฉินนั้นไม่มีความแตกต่างใดๆ เลย
ทว่า นี่คือซื่อจื่อ
นี่คือองค์หญิงแห่งต้าถังจากเมื่อพันกว่าปีก่อน และเป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นลิฟต์
เธอจะปรับตัวเข้ากับความรู้สึกไร้น้ำหนักที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ได้หรือเปล่า?
จะตกใจจนร้องไห้ไหม? จะรู้สึกเวียนหัวคลื่นไส้หรือเปล่า?
สายตาของซูเฉินจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าน้อยๆ ของซื่อจื่ออย่างไม่วางตา
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ
ทันทีที่ลิฟต์เริ่มเคลื่อนตัวลง สีหน้าอยากรู้อยากเห็นและตื่นเต้นของซื่อจื่อก็แข็งค้างไปในฉับพลัน
ปากเล็กๆ ของเธอเผยอขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาเบิกโพลง แววตาเผยให้เห็นถึงความตื่นตระหนกและทำอะไรไม่ถูกตามสัญชาตญาณ
ความรู้สึกที่จู่ๆ พื้นใต้ฝ่าเท้าก็ลอยคว้าง ร่างกายร่วงหล่นลงไปโดยควบคุมไม่ได้ สำหรับคนที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน นับว่าเป็นความตกตะลึงอย่างใหญ่หลวงจริงๆ
เพียงแต่ สิ่งที่ทำให้ซูเฉินประหลาดใจก็คือ เจ้าหนูตัวน้อยคนนี้ไม่ได้กรีดร้อง และไม่ได้ร้องไห้งอแง
เธอยังคงพยายามยืนตัวตรงอย่างสุดความสามารถ เท้าเล็กๆ ทั้งสองข้างจิกพื้นรองเท้าไว้แน่น ไม่มีวี่แววว่าจะล้มลงเลยสักนิด
มีเพียงมือน้อยๆ ที่จับขากางเกงของซูเฉินเอาไว้ซึ่งกำแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนข้อต่อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดเล็กน้อย
ซูเฉินใจอ่อนยวบ รีบย่อตัวลง ยื่นมือใหญ่ไปกอบกุมมือน้อยๆ ที่อวบอูมและนุ่มนิ่มของซื่อจื่อเอาไว้ พลางปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน:
"ซื่อจื่อไม่ต้องกลัวนะ ไม่เป็นไร"
"นี่แหละคือความรู้สึกของการขึ้นลิฟต์ เป็นเพราะพวกเรากำลังลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว ร่างกายก็เลยรู้สึกหวิวๆ"
"สูดหายใจลึกๆ เดี๋ยวชินแล้วก็ดีเอง"
เมื่อได้ยินเสียงของซูเฉิน ซื่อจื่อก็ราวกับหาที่พึ่งพิงเจอ
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามข่มความตื่นตระหนกเพียงเล็กน้อยในใจเอาไว้
เธอเป็นลูกสาวของอาเย่ เป็นองค์หญิงแห่งต้าถัง จะทำให้เสี่ยวหรังจวิน... อ๊ะ ไม่สิ จะทำให้พี่จ๋าขายหน้าไม่ได้!
ดังนั้น ซื่อจื่อจึงยืดหลังน้อยๆ ขึ้นตรง เงยหน้าที่ขาวเนียนราวหยกสลักขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็กน้อยเจื้อยแจ้วทว่าหนักแน่นอย่างยิ่ง:
"อื้อ! พี่จ๋า~"
"หนูม่ายกัว! หนูม่ายกัวเยยซักนิด~"
"ซื่อจื่อก้าหาญมากน้า~!"
เมื่อเห็นท่าทางแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือของเจ้าหนูตัวน้อย ที่ยังพยายามแสดงความกล้าหาญออกมา ซูเฉินก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มเอ็นดู
"อืม ไม่กลัวก็ดีแล้ว"
ซูเฉินลูบหัวเธอ พลางเอ่ยชม: "ซื่อจื่อของพวกเรากล้าหาญที่สุดเลย เก่งกว่าผู้ใหญ่หลายคนที่เพิ่งเคยขึ้นลิฟต์ครั้งแรกซะอีกนะ!"
เมื่อได้รับคำชม ซื่อจื่อก็แลบลิ้นออกมาด้วยความเขินอายเล็กน้อย
ความจริงแล้ว ซื่อจื่อเป็นเด็กดีที่ซื่อสัตย์ เธอไม่ได้อยากโกหกหรอก
ในเสี้ยววินาทีแรกเริ่มนั้น เธอตกใจกับความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนนี้จริงๆ รู้สึกเหมือนวิญญาณแทบจะหลุดลอยออกจากร่าง
แต่ไม่นาน เมื่อลิฟต์ทำงานอย่างราบเรียบ ความรู้สึกไร้น้ำหนักนั้นก็ไม่ได้กะทันหันอีกต่อไป กลับกลายเป็นประสบการณ์แปลกประหลาดที่คล้ายกับการโล้ชิงช้าแทน
เธอเริ่มสัมผัสถึงความรู้สึกเบาหวิวของร่างกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น ถึงขั้นรู้สึกว่ามันสนุกนิดๆ ด้วยซ้ำ
"คิกคิก~"
บนใบหน้าของซื่อจื่อกลับมาเบ่งบานด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง เธอสัมผัสถึงความรู้สึกราวกับ "โบยบิน" นี้ด้วยความตื่นตาตื่นใจ นัยน์ตากลมโตจ้องมองตัวเลขสีแดงที่กะพริบเปลี่ยนไปมาบนหน้าจอแสดงผล
"เจ็ด หก ห้า..."
ตัวเลขเปลี่ยนปายเร็วมากเยยน้า!
ทว่า ช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะแสนสั้นเสมอ
ยังไม่ทันที่ซื่อจื่อจะได้เล่นจนหนำใจ ยังไม่ทันที่เธอจะนับตัวเลขเหล่านั้นจนชัดเจน
เพียงแค่ไม่กี่วินาทีผ่านไป
"ติ๊งต่อง!"
เสียงแจ้งเตือนดังกังวานใส ลิฟต์หยุดนิ่งอย่างราบรื่น ตัวเลขบนหน้าจอแสดงผลหยุดอยู่ที่เลข "1"
ประตูโลหะสองบานที่มันวาวจนสะท้อนเงาคนได้เบื้องหน้า เลื่อนเปิดออกไปด้านข้างโดยอัตโนมัติอีกครั้ง
ภาพทิวทัศน์ด้านนอก เปลี่ยนจากโถงทางเดินที่ค่อนข้างปิดทึบเมื่อครู่ กลายเป็นห้องโถงชั้นหนึ่งที่กว้างขวางและสว่างไสวไปแล้ว ถึงขั้นมองทะลุประตูกระจกออกไปเห็นแสงแดดอันเจิดจ้าและต้นไม้สีเขียวขจีด้านนอกได้เลย
"นี่ก้อ... ถึงแย้วยอ~?"
ซื่อจื่อกะพริบตาปริบๆ อย่างรู้สึกยังไม่จุใจ
ซูเฉินจูงมือน้อยๆ ของซื่อจื่อ พาเธอเดินออกไป พลางเอ่ยยิ้มๆ:
"ซื่อจื่อ พวกเราถึงแล้ว ที่นี่คือชั้นหนึ่ง"
ซื่อจื่อก้าวเท้าสั้นๆ เดินตามไป พลางหันกลับไปมองกล่องเหล็กสุดวิเศษนั่น แล้วอุทานว่า:
"เร็วขนาดนี้เยยน้า~?"
"หนูยังเล่นม่ายพอเยย~ รู้สึกเหมือนเพิ่งจาบินขึ้นมาก้อถึงแย้วน้า~"
สำหรับคนโบราณที่คุ้นชินกับการเดินขึ้นบันไดหรือนั่งเกี้ยวโยกเยกไปมาอย่างเชื่องช้า ความเร็วที่ข้ามผ่านความสูงเจ็ดชั้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเช่นนี้ มันคืออิทธิฤทธิ์ย่นระยะทางชัดๆ
ซูเฉินอธิบายข้อดีของลิฟต์อย่างอดทน:
"ใช่แล้ว นี่แหละคือความเร็วของลิฟต์"
"มันช่วยลดเวลาลงตึกให้เราได้เยอะมาก ถ้าเป็นเดินลงบันได พวกเราต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายนาที แถมยังเหนื่อยจนหอบแฮ่กๆ ด้วย"
"แต่พอมีลิฟต์ แค่ 'ฟิ้ว' เดียว พวกเราก็ลงมาถึงแล้ว แถมยังสบายกว่าเดินบันไดตั้งเยอะ ไม่ต้องออกแรงเลยสักนิด"
ซื่อจื่อฟังเข้าใจแล้ว จึงปรบมือน้อยๆ อย่างดีใจพลางเอ่ย:
"ลิฟต์นี่ดีจังเยยน้า~ ทั้งเย็วทั้งหนุกเยย~"
"วันหน้าหนูจานั่งลิฟต์ตะหลอดเยย~"
ทว่า ในฐานะ "พี่จ๋า" ที่มีความรับผิดชอบ ซูเฉินรู้ดีว่าการสอนเรื่องความปลอดภัยจะพูดแต่ข้อดีอย่างเดียวไม่ได้
เขาหยุดฝีเท้า สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสริม:
"อืม ถึงลิฟต์จะดีแล้วก็สะดวกมากก็จริง แต่ว่า... มันก็ยังมีข้อเสียอยู่เยอะนะ แล้วก็มีตอนที่อันตรายด้วย"
ใช่แล้ว ห้องเรียนเล็กๆ ของซูเฉินว่าด้วยเรื่องความปลอดภัยของลิฟต์ ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
เขาย่อตัวลง มองเข้าไปในดวงตาของซื่อจื่อ พลางเอ่ยอย่างจริงจัง:
"อย่างเช่น ลิฟต์เนี่ยต้องมีไฟฟ้าถึงจะใช้งานได้"
"ถ้าวันไหนไฟดับ กล่องเหล็กนี้ก็จะขยับไม่ได้ พวกเราก็จะขึ้นลิฟต์ไม่ได้ ต้องเดินลงบันไดอย่างเดียว"
พูดถึงตรงนี้ ซูเฉินก็เน้นเสียงหนักขึ้นสองสามส่วน:
"แล้วก็ ถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น อย่างเช่น แผ่นดินไหว ไฟไหม้ตึก หรือเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรพวกนี้..."
"ตอนนั้นห้ามขึ้นลิฟต์เด็ดขาดเลยนะ! ต้องเดินบันไดเท่านั้น! จำไว้ไหม?"
ซื่อจื่อตกใจกับน้ำเสียงจริงจังของซูเฉิน ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจว่า "ไฟดับ" คืออะไร
เธอก็พยักหน้าหงึกๆ อย่างว่าง่าย: "หนูรู้แย้วน้า~"
ซูเฉินขู่ขวัญ... อ๊ะ ไม่ใช่สิ อธิบายให้ความรู้ต่อว่า:
"แล้วก็นะ ต่อให้ไม่เกิดอุบัติเหตุภายนอกพวกนี้ ตัวลิฟต์เองก็มีโอกาสเสียได้เหมือนกัน"
"ยกตัวอย่างเช่น..."
ซูเฉินอธิบายอย่างออกรสออกชาติ:
"ตอนที่พวกเรากำลังขึ้นลิฟต์ จู่ๆ ก็ดัง 'ตึง' ลิฟต์ค้างอยู่กลางอากาศ ขยับไม่ได้เลย"
"ประตูก็เปิดไม่ออก ไฟก็ดับ รอบด้านมืดตึ๊ดตื๋อไปหมด"
"พวกเราก็จะถูกขังอยู่ในกล่องเหล็กเล็กๆ นี้ ร้องเรียกฟ้าฟ้าก็ไม่ตอบ ร้องเรียกดินดินก็ไม่ขาน จะออกก็ออกไม่ได้ มันอึดอัดแล้วก็น่ากลัวมากเลยนะ"
ตามคำบรรยายของซูเฉิน ภาพนั้นก็ผุดขึ้นมาในหัวน้อยๆ ของซื่อจื่อทันที
มืดมิด คับแคบ ปิดตาย ไม่มีอาเย่อาเหนียง แล้วก็ไม่มีพี่จ๋า...
เจ้าหนูตัวน้อยตกใจกลัวทันที ใบหน้าน้อยๆ ซีดเผือดลงเล็กน้อย สองมือจับมือของซูเฉินไว้แน่น:
"ลิฟต์น่ากัวขนาดนี้เยยน้า~!"
"หนูม่ายอยากถูกขังอยู่ในกล่องมืดๆ น้า~"
เมื่อเห็นว่าบรรลุวัตถุประสงค์ในการสอนแล้ว ซูเฉินจึงค่อยๆ ผ่อนน้ำเสียงลง ลูบหัวเธอ แล้วจูงมือพาเดินออกไปข้างนอกต่อ:
"อืม เพราะงั้น เพื่อความปลอดภัย"
"วันหน้าเธอห้ามขึ้นลิฟต์คนเดียวเด็ดขาด ต้องเรียกพี่จ๋า ไม่ก็ผู้ใหญ่คนอื่นไปด้วยเสมอ"
"ตราบใดที่มีพี่จ๋าอยู่ ต่อให้มันเสียจริงๆ พี่จ๋าก็จะปกป้องเธอเอง เข้าใจไหม?"
ซูเฉินเน้นย้ำอีกครั้ง เรื่องความปลอดภัยจะละหลวมไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะกับองค์หญิงน้อยยุคโบราณที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เลย
ซื่อจื่อพยักหน้าอย่างว่าง่ายอีกครั้ง แววตาที่มองซูเฉินเต็มไปด้วยความพึ่งพิง:
"อื้อ! หนูรู้แย้วน้า~"
"หนูจาต้องเรียกพี่จ๋าไปด้วยกานแน่ๆ ค่า~"