- หน้าแรก
- ออลอินตลาดหุ้น พลิกฟ้าสู่เจ้าสัวหมื่นล้าน !
- ตอนที่ 795 ดาบเดียวดับวิญญาณฝั่งลอง
ตอนที่ 795 ดาบเดียวดับวิญญาณฝั่งลอง
ตอนที่ 795 ดาบเดียวดับวิญญาณฝั่งลอง
ตอนที่ 795 ดาบเดียวดับวิญญาณฝั่งลอง
ลอนดอน สหราชอาณาจักร
ธนาคารร็อธส์ไชลด์
ธนาคารแห่งนี้มีประวัติยาวนานตั้งแต่ปี 1809 ก่อตั้งโดยนาธาน เมเยอร์ ร็อธส์ไชลด์ บุตรชายคนที่สามของเมเยอร์ อัมเชล ร็อธส์ไชลด์ ผู้ก่อตั้งตระกูลร็อธส์ไชลด์
การเติบโตของธนาคารแห่งนี้มีเหตุการณ์สำคัญที่เป็นจุดพลิกผันอยู่สองเหตุการณ์
เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นระหว่างปี 1814 ถึง 1815 ในช่วงสงครามนโปเลียน นาธาน เมเยอร์ ร็อธส์ไชลด์ ได้ใช้เครือข่ายข้อมูลและระบบขนส่งของตระกูลที่ครอบคลุมทั่วยุโรป เข้าทำสัญญากับรัฐบาลอังกฤษอย่างเป็นทางการ เพื่อขนส่งเสบียงทองคำให้กับกองทัพภาคพื้นทวีปของดยุกแห่งเวลลิงตัน และยังจัดการเรื่องเงินอุดหนุนสงครามที่อังกฤษมอบให้กับชาติพันธมิตรในยุโรปอีกด้วย ซึ่งการกระทำครั้งนี้ได้สถาปนาให้พวกเขา กลายเป็นผู้เล่นหลักในศูนย์กลางการเงินของลอนดอนในชั่วข้ามคืน
เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นระหว่างปี 1825 ถึง 1826 อังกฤษเผชิญกับวิกฤตคนแห่ถอนเงิน ทุนสำรองทองคำของธนาคารแห่งประเทศอังกฤษใกล้จะร่อยหรอเต็มที ธนาคารร็อธส์ไชลด์ได้อัดฉีดทองคำจำนวนมหาศาลเข้าสู่ตลาดเพื่อกอบกู้สถานการณ์ ช่วยป้องกันไม่ให้ระบบการเงินของอังกฤษต้องพังทลายลง ทำให้ได้รับการยอมรับในฐานะ ธนาคารของธนาคาร
ในปี 1836 เมื่อนาธาน เมเยอร์ ร็อธส์ไชลด์เสียชีวิต ธนาคารร็อธส์ไชลด์ที่เขาก่อตั้งขึ้นมากับมือก็กลายเป็นวาณิชธนกิจที่ใหญ่ที่สุดในลอนดอน และเป็นผู้กุมบังเหียนตลาดพันธบัตรรัฐบาลของยุโรป
ทว่ายุคทองที่รุ่งเรืองที่สุดของตระกูล กลับอยู่ในช่วงที่ไลโอเนล ร็อธส์ไชลด์ เป็นผู้บริหารจัดการ
ในปี 1871 เขาเป็นหัวหอกในการจัดหาเงินทุนสำหรับชำระค่าปฏิกรรมสงครามให้กับฝรั่งเศสหลังจากพ่ายแพ้ในสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย รวมมูลค่าสูงถึง 5,000 ล้านฟรังก์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการจัดหาเงินทุนข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกในศตวรรษที่ 19
สี่ปีต่อมา เขายังได้จัดหาเงินกู้ฉุกเฉินจำนวน 4 ล้านปอนด์ให้กับรัฐบาลอังกฤษ เพื่อช่วยให้อังกฤษสามารถกว้านซื้อหุ้นควบคุมกิจการคลองสุเอซได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เขากลายเป็นพันธมิตรทางการเงินระดับยุทธศาสตร์ของอังกฤษ
และในปี 1919 การกำหนดราคาทองคำของลอนดอนซึ่งเป็นแห่งแรกของโลก ก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการที่อาคารนิวคอร์ต ธนาคารร็อธส์ไชลด์ในฐานะผู้นำในบรรดาผู้ดูแลสภาพคล่องทั้งห้า เป็นผู้กุมอำนาจในการกำหนดราคาทองคำ ซึ่งอำนาจนี้ได้ตกทอดมาเกือบหนึ่งศตวรรษ
ส่วนผู้ดูแลสภาพคล่องอีกสี่แห่ง ได้แก่ มอคคัตตา แอนด์ โกลด์สมิธ ซามูเอล มอนทากู แอนด์ โค ชาร์ปส์ พิกซ์ลีย์ และจอห์นสัน แมตเธย์
แต่ที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เงินทุนของตระกูลร็อธส์ไชลด์กว่าครึ่งถูกดึงไปชดเชยความสูญเสียของสาขาในยุโรป ส่งผลให้ในปี 1918 เงินทุนจดทะเบียนลดลงจาก 7.84 ล้านปอนด์ในช่วงก่อนสงคราม เหลือเพียง 3.60 ล้านปอนด์ สถานะในอุตสาหกรรมก็ลดลงตามไปด้วย จึงต้องหันไปใช้กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจแบบมั่นคงด้วยเลเวอเรจต่ำ
พอถึงปี 1941 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง บริเวณโดยรอบธนาคารร็อธส์ไชลด์ถูกทิ้งระเบิด ธุรกิจหลักจึงต้องย้ายไปที่ทริงพาร์กชั่วคราว ในปีเดียวกันนั้นได้มีการก่อตั้งบริษัทโฮลดิ้งร็อธส์ไชลด์สคอนทินิวเอชันเพื่อเป็นหลักประกันทางสถาบันว่าอำนาจควบคุมธนาคารจะยังคงอยู่ในมือของตระกูลต่อไป
อาจเป็นเพราะได้รับบทเรียนจากการ เอาตัวรอด ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สงครามโลกครั้งที่สองจึงไม่สามารถสั่นคลอนรากฐานธุรกิจของธนาคารร็อธส์ไชลด์ในลอนดอนได้ แถมหลังสงคราม พวกเขายังเดินหน้าขยายธุรกิจไปทั่วโลกอีกด้วย
อย่างเช่นในปี 1967 ก็ได้ไปตั้งสาขาที่ออสเตรเลีย ปี 1973 ก็บุกตลาดฮ่องกงกับสิงคโปร์ ปี 1995 ก็เปิดออฟฟิศที่เซี่ยงไฮ้ ค่อยๆ สร้างเครือข่ายการให้บริการครอบคลุมทั่วโลก และในปี 1970 ก็ได้ปรับโครงสร้างองค์กรเป็นบริษัทจำกัดส่วนบุคคลอย่างเป็นทางการ ยุติระบบหุ้นส่วนครอบครัวแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อำนาจการควบคุมก็ยังคงอยู่ในกำมือของตระกูลร็อธส์ไชลด์ สาขาลอนดอนอยู่ดี
มาจนถึงทุกวันนี้ ธนาคารร็อธส์ไชลด์ในลอนดอนก็ยังคงเป็นวาณิชธนกิจระดับท็อปของโลก โดยมุ่งเน้นไปที่สามธุรกิจหลัก ได้แก่ ที่ปรึกษาด้านการควบรวมและซื้อกิจการ การบริหารความมั่งคั่งของครอบครัว และการจัดหาเงินทุนให้กับองค์กร
หลายคนอาจคิดว่าตระกูลร็อธส์ไชลด์นั้นตกต่ำลงไปนานแล้ว แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เลย สาขาที่ตกต่ำลงไปก็แค่สาขาที่ไปเติบโตในแฟรงก์เฟิร์ต เวียนนา และเนเปิลส์เท่านั้นแหละ
ตระกูลร็อธส์ไชลด์สาขาลอนดอนและปารีส ยังคงเป็นกลุ่มทุนระดับแนวหน้าของโลกที่มีอิทธิพลครอบคลุมไปทั่วทุกมุมโลก
อย่างเช่นในปี 2007 ตระกูลร็อธส์ไชลด์สาขาลอนดอนได้เข้าไปทาบทามหลี่ชูฟู่ ประธานบริษัทจีลี่ เป็นครั้งแรก เพื่อแนะนำเป้าหมายในการเข้าซื้อกิจการรถยนต์ในต่างประเทศ ซึ่งจีลี่ก็ประกาศชัดเจนว่าวอลโว่คือเป้าหมายอันดับหนึ่ง
เวลาผ่านไปไม่ถึงปี ธนาคารร็อธส์ไชลด์ สาขาลอนดอน ก็ประกาศเข้าร่วมโปรเจกต์นี้แบบเต็มตัว โดยรับหน้าที่ประสานงานกับฟอร์ดซึ่งเป็นผู้ขาย วิเคราะห์มูลค่าทรัพย์สินของวอลโว่ เป็นตัวกลางเจรจาต่อรอง และวางโครงสร้างการทำธุรกรรมทั้งหมด
วันที่ 28 ตุลาคม 2009 ภายใต้การผลักดันของธนาคารร็อธส์ไชลด์ สาขาลอนดอน จีลี่ก็สามารถเอาชนะคู่แข่งรายอื่นๆ ได้สำเร็จ และได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับฟอร์ดว่า จีลี่คือผู้ที่มีสิทธิ์ในการซื้อกิจการวอลโว่เป็นอันดับแรก และทั้งสองฝ่ายก็ได้เข้าสู่ขั้นตอนการเจรจาเชิงลึกแบบเอ็กซ์คลูซีฟ
ผ่านไปไม่ถึงสองเดือน วันที่ 23 ธันวาคม 2009 จีลี่กับฟอร์ดก็สามารถบรรลุข้อตกลงในประเด็นสำคัญๆ ได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขทางธุรกิจหลักๆ หรือการแบ่งสัดส่วนทรัพย์สินทางปัญญา และล่าสุดก็มีข่าวแว่วมาว่า จีลี่เตรียมทุ่มเงิน 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อฮุบกิจการวอลโว่คาร์สแบบ 100% รวมไปถึงทรัพย์สินอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย
ชื่อของร็อธส์ไชลด์ มักจะเข้ามามีเอี่ยวเสมอเมื่อพูดถึงตระกูลระดับท็อปของโลก
ถ้าเทียบกับยุครุ่งเรือง พวกเขาอาจจะ ตกต่ำ ลงไปบ้าง แต่สุภาษิตจีนที่ว่า อูฐที่ผอมโซก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า ก็ยังคงใช้ได้เสมอ ต่อให้พวกเขาจะตกต่ำลงแค่ไหน ก็ไม่ใช่ระดับที่กลุ่มทุนหน้าใหม่จะเอาตัวไปเทียบชั้นได้อยู่ดี
ณ ห้องเทรดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารร็อธส์ไชลด์ในกรุงลอนดอน หลังจากวางสายจากจางหยาง ซามูเอล เมเยอร์ ร็อธส์ไชลด์ ก็หันไปหาชายสวมสูทไว้หนวดที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วสั่งว่า "เริ่มลงมือได้เลย"
ชายสวมสูทพยักหน้ารับคำโดยไม่พูดอะไร แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นคมกริบ
จากนั้น เขาก็หันไปหาเหล่านักเทรดหลายสิบคนที่กำลังเตรียมพร้อมอยู่ในห้องโถง แล้วเปล่งเสียงดังฟังชัด "เริ่มลงมือได้!"
เหล่านักเทรดไม่รอช้า เสียงรัวแป้นพิมพ์ดังสนั่นขึ้นพร้อมกันทันที
ชั่วพริบตาเดียว
ออร์เดอร์ชอร์ตยูโรปริมาณมหาศาลก็หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดสปอตและตลาดฟิวเจอร์สด้วยความเร็วระดับมิลลิวินาที
อัตราแลกเปลี่ยนยูโรต่อดอลลาร์ที่แกว่งตัวผันผวนอยู่แถวๆ แนวต้าน 1.3650 มาพักใหญ่ จู่ๆ ก็เหมือนกระจกที่ถูกค้อนปอนด์ทุบเข้าอย่างจัง แตกละเอียดไม่เหลือชิ้นดีภายในเสี้ยววินาที
1.3633
1.3617
1.3599
แนวรับสำคัญถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย
เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมาก ออร์เดอร์ลองจำนวนนับไม่ถ้วนที่ไม่ได้ตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ล่วงหน้าถูกบังคับล้างพอร์ตทันที ออร์เดอร์แบบมีเงื่อนไขก็ถูกกระตุ้นการทำงานเช่นกัน แต่ก็ไม่สามารถดึงราคาให้เด้งกลับขึ้นมาได้เลย ท่ามกลางแรงเทขายอันมหาศาล ออร์เดอร์เหล่านี้ก็ถูกกลืนกินไปจนหมดสิ้นโดยไม่ทันได้สร้างความสั่นสะเทือนใดๆ ให้กับตลาดเลยแม้แต่น้อย
ซามูเอล เมเยอร์ ร็อธส์ไชลด์ จับจ้องไปที่ตัวเลขบนหน้าจอขนาดยักษ์ซึ่งกำลังขยับขึ้นลงอย่างบ้าคลั่ง สองมือของเขากำแน่น แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความกระหายชัยชนะ
ในฐานะลูกชายคนที่หกของเดวิด เรเน่ ร็อธส์ไชลด์ เขาคือลูกที่พ่อชังที่สุด เพราะกำเนิดของเขามันเป็นแค่ความผิดพลาด เป็นผลพวงมาจากความเมามายของเดวิด เรเน่ ร็อธส์ไชลด์
คนที่ศึกษาประวัติศาสตร์มาบ้างย่อมรู้ดีว่า ในศึกชิงบัลลังก์ของบรรดาลูกหลานตระกูลใหญ่ อำนาจของฝั่งเครือญาติฝ่ายแม่คือตัวแปรสำคัญที่จะชี้ชะตาว่าใครจะได้ขึ้นเป็นใหญ่
ลองดูจักรพรรดิฮั่นฮุ่ยตี้ สุมาจง เป็นตัวอย่างสิ พระมารดาของพระองค์คือ อู่หยวนหวงโฮ่ว หยางเยี่ยน มาจากตระกูลหยางแห่งหงหนง ส่วนพระมเหสี เจี่ยนหนานเฟิง ก็มาจากตระกูลเจี่ยแห่งผิงหยาง ต่อให้พระองค์จะปัญญาอ่อนมาตั้งแต่เกิด ก็ยังสามารถเอาชนะองค์ชายคนอื่นๆ จนได้ขึ้นเป็นรัชทายาทได้
แต่แม่ของซามูเอล เมเยอร์ ร็อธส์ไชลด์ เป็นแค่คนรับใช้ มาจากครอบครัวธรรมดาที่ไม่มีปากมีเสียงอะไรเลย นี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ซามูเอล เมเยอร์ ร็อธส์ไชลด์ ต้องวนเวียนอยู่แค่ชายขอบของการเป็นผู้สืบทอดตระกูลมาโดยตลอด
เมื่อไม่มีอำนาจหนุนหลังจากฝั่งแม่ แต่กลับอยากลองช่วงชิงตำแหน่งผู้สืบทอดดูสักตั้ง ซามูเอล เมเยอร์ ร็อธส์ไชลด์ ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรวบรวมคนเก่งจากทั่วทุกสารทิศมาเป็นพวก
และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไม ในช่วงคริสต์มาสปี 2009 ตอนที่จางหยางกับสวี่จื่อซางบินไปโตเกียวเพื่อเจรจาธุรกิจกับซนมาซาโยชิ แห่งซอฟต์แบงก์กรุ๊ป เขาถึงได้เป็นฝ่ายเดินเข้าไปทักทายก่อน
ตอนนั้นจางหยางยังไม่ได้ตั้งตัวในเอเชียเลย พอโดนซามูเอล เมเยอร์ ร็อธส์ไชลด์ ชวนไปลุยตลาดวอลล์สตรีทด้วยกัน เขาก็ไม่ได้ตกลง แต่กลับใช้ โปรเจกต์การเงินรูปแบบใหม่ หลอกล่อเอาเงินมาได้ถึงพันล้านดอลลาร์สหรัฐหน้าตาเฉย ถึงเงินก้อนนั้นจะนอนนิ่งอยู่ในบัญชีของซามูเอล เมเยอร์ ร็อธส์ไชลด์มาตลอดก็เถอะ
ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซามูเอล เมเยอร์ ร็อธส์ไชลด์ จับตาดูจางหยางมาตลอด
นั่นก็เพราะ โปรเจกต์การเงินรูปแบบใหม่ ของผู้ชายคนนี้มันบ้าบิ่นเกินไป ไม่ใช่แค่จะล้มกระดานระบบธนาคารของสวิตเซอร์แลนด์เท่านั้น แต่อาจจะถึงขั้นพลิกโฉมวงการการเงินโลกไปเลยก็ได้
จางหยางไม่ได้ทำให้ซามูเอล เมเยอร์ ร็อธส์ไชลด์ ผิดหวัง ไม่เพียงแต่จะฮุบว่านเคอกรุ๊ปมาได้ แต่ยังกลืนกินทั้งอีสต์มันนี่และต้าฝูเค่อเจิ้งเข้าไปอีก ตอนนี้ก็เหลือแค่รอไฉเหยียนเน็ตเข้าตลาดหลักทรัพย์อย่างเป็นทางการเท่านั้น
ถ้าบอกว่าเมื่อสามเดือนก่อน ซามูเอล เมเยอร์ ร็อธส์ไชลด์ เชื่อใจจางหยางแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ก็คงปาเข้าไป 99.999 เปอร์เซ็นต์แล้วล่ะ
เขามั่นใจสุดๆ ว่าถ้าได้ร่วมมือกับผู้ชายคนนี้ ทั้งคู่จะได้ประโยชน์กันถ้วนหน้าแน่นอน
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น หลังจากรอคอยมานานหลายเดือน ในที่สุดวันที่ 22 มีนาคม ซามูเอล เมเยอร์ ร็อธส์ไชลด์ ก็ได้รับโทรศัพท์จากจางหยาง และได้ล่วงรู้ตรรกะการลงทุนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังวิกฤตหนี้ยุโรป
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาวุ่นอยู่กับการระดมทุน เตรียมตัวจะจัดหนักสักรอบ
ในฐานะลูกชายคนที่หกของเดวิด เรเน่ ร็อธส์ไชลด์ ถึงแม้จะไม่เป็นที่โปรดปราน แต่เขาก็มีทรัพย์สินในครอบครองในระดับที่คนทั่วไปจินตนาการไม่ออก
ตอนที่เจอจางหยางในวันคริสต์มาสปี 2009 เงินในบัญชีของเขาก็มีนอนนิ่งอยู่สองพันกว่าล้านดอลลาร์แล้ว และตอนนี้เขาก็รวบรวมเงินมาได้ทั้งหมด 2.9 พันล้านดอลลาร์
ถึงมันจะดูไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ถ้าใช้เลเวอเรจสูงๆ เข้าช่วย มันก็มากพอที่จะใช้ในการดำเนินการครั้งนี้แล้ว
ซามูเอล เมเยอร์ ร็อธส์ไชลด์ เองก็ต้องการใช้การเทรดครั้งนี้เพื่อพิสูจน์ให้เดวิด เรเน่ ร็อธส์ไชลด์ ผู้เป็นพ่อเห็นว่า เขาไม่ใช่ คนไร้ค่า และเขาก็มีคุณสมบัติพอที่จะสืบทอดกิจการสาขาลอนดอนได้
1.3586
1.3579
1.3568
ยูโรต่อดอลลาร์ยังคงดิ่งเหวอย่างรวดเร็ว