เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 220 - ทุบตีสองปราชญ์

บทที่ 220 - ทุบตีสองปราชญ์

บทที่ 220 - ทุบตีสองปราชญ์


บทที่ 220 - ทุบตีสองปราชญ์

"มีตัวแบบนี้อยู่ในตัวข้าอีกเก้าสิบหกตัวงั้นหรือ?"

ซูอวิ๋นทำหน้าเหลอหลาไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะฮ่าๆ "ท่านทั้งสองล้วนเป็นตำนาน เป็นปราชญ์ อย่ามาล้อเล่นกับข้าเลยน่า!"

เบื้องหน้าของเขา ทั่วร่างของพระพุทธองค์เต็มไปด้วยน้ำลายเหนียวหนืดราวกับน้ำผึ้ง เปียกชุ่มไปหมด ส่วนเหนือศีรษะของเขาก็คือลิ้นอันใหญ่โตมโหฬาร พลิ้วไหวปราดเปรียวและใหญ่โตราวกับมังกรพิษสองหัวที่กำลังพลิกตัวไปมา

แผล็บ

ลิ้นตวัดลงมา เลียใบหน้าของซูอวิ๋นเบาๆ

ซูอวิ๋นหัวเราะฮ่าๆ รอยยิ้มแข็งค้าง "นี่เป็นของปลอม เป็นภาพลวงตาที่เกิดจากการที่ท่านทั้งสองกดดันพลังเลือดลมของข้า!"

ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยน้ำลายเหนียวเหนอะหนะ

"ประมุขหอซูยังจำเหตุการณ์ตอนที่กลืนกินแกะผานหยางได้หรือไม่? นั่นคือมารเทพที่อาศัยอยู่ในตัวท่าน พยายามจะทำลายผนึกความทรงจำในโลกแห่งจิตวิญญาณของท่าน"

ปราชญ์เต๋าเอ่ยอย่างไม่ช้าไม่เร็ว "ตอนที่ทูตต้าฉินเข้ามาในพระราชวัง ท่านประมุขหอเคยตรวจสอบทวยเทพของต้าฉิน จนเกือบถูกทวยเทพเหล่านั้นลงทัณฑ์ แต่กลับไปสัมผัสกับผนึกความทรงจำของท่านเข้า ผนึกนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เป็นผนึกที่ชวีจิ้น ไท่ฉางชวี และยอดฝีมือแห่งเมืองเทียนเหมินคนอื่นๆ ร่วมมือกันสร้างขึ้นมา เรื่องเมืองชิงอวี๋ ท่านลืมไปแล้วหรือ?"

น้ำลายบนใบหน้าของซูอวิ๋นสั่นระริก หัวเราะลั่น "ข้าย่อมจำได้ ทว่าผนึกเหล่านั้นแข็งแกร่งมาก อีกทั้งข้าก็ไม่เคยพยายามจะทำลายผนึก เป็นไปไม่ได้ที่จะมีลิ้นขนาดใหญ่ออกมาได้! นี่คือภาพลวงตาที่ท่านมหาปราชญ์ทั้งสองสร้างขึ้นให้ข้าเห็น!"

พระพุทธองค์พอจะรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง จึงปาดน้ำลายที่กองอยู่บนใบหน้าของตนเองทิ้งลงพื้น เอ่ยว่า "วันนั้น ทวยเทพทั้งเจ็ดเตรียมจะลงมือสังหารท่าน ทว่ากลับไปกระตุ้นผนึกความทรงจำของท่านเข้า จึงถูกดึงเข้าไปในผนึก ทวยเทพทั้งเจ็ดองค์นั้น คงถูกเทาเที่ยจับกินไปแล้วกระมัง ดังนั้นเทาเที่ยจึงสามารถทำลายผนึกความทรงจำได้"

ปราชญ์เต๋าปรายตามองน้ำลายบนตัวพระพุทธองค์ ยิ้มกล่าว "ทว่าโชคดีที่ผนึกของชวีจิ้น ไท่ฉางชวี และคนอื่นๆ นั้นแข็งแกร่งมาก เทาเที่ยจึงยังไม่สามารถทำลายผนึกออกมาได้ทั้งหมด หากมันทำลายผนึกออกมาได้ทั้งหมด มันก็จะกลืนกินร่างกายของท่านในทันที!"

พระพุทธองค์เอ่ย "ปีนั้น เพื่อออกแบบอักขระผนึกความทรงจำ ไท่ฉางชวีเคยส่งจดหมายมาหาข้า ขอให้ข้าช่วยปรับปรุงอักขระผนึกให้สมบูรณ์ ทว่าตอนนั้นข้ากลายเป็นพระพุทธรูป ปิดด่านบำเพ็ญเพียรอยู่ที่หอเหลยอีน จึงไม่ได้ตื่นขึ้นมา นี่คือจดหมายฉบับนั้น"

เขาส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้

ซูอวิ๋นรับมา เปิดจดหมายออกอ่าน ลุงชวีกล่าวในจดหมายว่า พวกเขาได้ออกแบบอักขระผนึกที่สามารถจับกุมเทพอสูรได้ชนิดหนึ่ง ทว่าอักขระยังไม่สมบูรณ์ จึงอยากขอความช่วยเหลือจากพระพุทธองค์

ด้านหลังจดหมาย มีรอยประทับอักขระของผนึกความทรงจำแนบมาด้วย

ปราชญ์เต๋าก็หยิบจดหมายออกมาชบับหนึ่งเช่นกัน เอ่ยว่า "นี่คือจดหมายที่ไท่ฉางชวีส่งให้ข้า ประมุขหอซูลองเปรียบเทียบดูได้"

ซูอวิ๋นรู้สึกกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย นำจดหมายทั้งสองฉบับมาเปรียบเทียบกัน ลายมือบนจดหมายเหมือนกัน ทว่าอักขระบนจดหมายทั้งสองฉบับกลับไม่เหมือนกัน อักขระผนึกความทรงจำในจดหมายของปราชญ์เต๋าคล้ายคลึงกับอักขระผนึกความทรงจำของซูอวิ๋น ทว่าไม่สมบูรณ์นัก คาดว่าตอนนั้นลุงชวีและคนอื่นๆ คงยังออกแบบไม่เสร็จสมบูรณ์

ส่วนอักขระในจดหมายของพระพุทธองค์นั้น ซูอวิ๋นไม่เคยเห็นมาก่อน

"บัณฑิตซู อักขระในจดหมายของพระพุทธองค์ น่าจะเป็นผนึกความทรงจำชั้นที่สองของท่าน"

อิ๋งอิ๋งปรากฏตัวขึ้น เอ่ยกับซูอวิ๋นด้วยสีหน้าจริงจัง "ลิ้นเทาเที่ยนั่น ไม่ใช่ภาพลวงตา วันนั้นข้าก็เห็น ทว่าไม่กล้าบอก"

สีหน้าของซูอวิ๋นเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย

ปราชญ์เต๋าถือโอกาสรุกต่อ เอ่ยว่า "ไท่ฉางชวีเคยส่งจดหมายมาหาข้ากับเจ้าหัวล้าน... พระพุทธองค์ แม้พวกเราจะช่วยเหลือเขาไม่ทัน ทว่าหลายปีมานี้ก็ค่อยๆ ปรับปรุงอักขระเหล่านี้ให้สมบูรณ์ขึ้น ดังนั้น จึงมีเพียงพวกเราสองคนเท่านั้นที่สามารถช่วยประมุขหอซูทำให้ผนึกสมบูรณ์ได้ หากประมุขหอซูไม่ออกมาจัดการเรื่องการถกเถียงระหว่างศาสตร์ใหม่และศาสตร์เก่า พวกเราก็จะปล่อยให้เทพอสูรทั้งเก้าสิบหกตนจัดการกับท่านประมุขหอ แต่หากท่านประมุขหอจัดการเรื่องการถกเถียงระหว่างศาสตร์ใหม่และศาสตร์เก่าได้ พวกเราก็จะช่วยท่านประมุขหอจัดการกับเทพอสูรเหล่านี้ให้"

พระพุทธองค์เอ่ย "จมูกวัว... ปราชญ์เต๋ากล่าวถูกต้อง ยิ่งไปกว่านั้น ท่านก็เป็นผู้สืบทอดวิชาเอกปราชญ์ยุคเก่า ท่านเป็นหลานศิษย์ของปราชญ์ลัทธิขงจื๊อ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ท่านก็จำเป็นต้องช่วยวิชาเอกปราชญ์ยุคเก่าให้ผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปให้ได้"

"ตกลง!"

ซูอวิ๋นเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา รีบตอบทันที "ปราชญ์เต๋า พระพุทธองค์ ขอเพียงท่านทั้งสองจัดการเรื่องผนึก ข้าก็จะลงมือ ยุติการถกเถียงระหว่างศาสตร์ใหม่และศาสตร์เก่าเอง!"

ปราชญ์เต๋าและพระพุทธองค์สบตากัน ทั้งสองเผยรอยยิ้ม เอ่ยพร้อมกันว่า "ดี!"

"ดีกะผีสิ!"

รอยแยกเหนือศีรษะซูอวิ๋นระเบิดออกอย่างกะทันหัน หัวขนาดมหึมาโผล่ออกมา หน้าตาดุร้าย พ่นคำหยาบคาย หัวเราะเยาะปราชญ์เต๋าและพระพุทธองค์ "เจ้านักพรตน้อย เจ้าพระสงฆ์น้อย ไอ้ลูกกระต่ายที่ผอมแห้งกระหร่อง คิดจะผนึกข้าหรือ?"

คลื่นเสียงกึกก้องพร้อมกับน้ำลายเหนียวหนืดพุ่งกระแทกหน้า สาดรดปราชญ์เต๋าและพระพุทธองค์จนเปียกชุ่มไปทั้งตัว

อิ๋งอิ๋งหลบอยู่ด้านหลังซูอวิ๋นนานแล้ว จึงรอดพ้นจากภัยพิบัติในครั้งนี้ไปได้

ทว่าไป๋เยว่โหลวไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อน ถูกสาดจนเปียกโชก ยืนตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว แหงนหน้ามองเหนือศีรษะซูอวิ๋น ทำอะไรไม่ถูก

นั่นคือสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวที่มีปากใหญ่กว่าหัว บนหัวมีเขาสองเขา หน้าผีเขี้ยวแหลม ยามอ้าปากพูด สามารถมองทะลุไปถึงลำไส้และกระเพาะของมันได้เลย!

นี่คือหัวของเทาเที่ย ตั้งแต่ปากไปจนถึงกระเพาะและลำไส้ ล้วนเต็มไปด้วยฟันอันแหลมคมกริบ!

บัดนี้ มารเทพเทาเที่ยตนนี้ได้โผล่หัวออกมาจากผนึกแล้ว!

"พวกเจ้าคนธรรมดาสามัญจับข้ามาผนึก ผนึกไว้ในร่างของเด็กคนหนึ่ง ทว่าบัดนี้เด็กคนนี้เติบโตแล้ว! และพวกเจ้าก็กักขังข้าไว้ไม่ได้อีกต่อไป!"

โลกแห่งจิตวิญญาณของซูอวิ๋นหายวับไป ร่างของซูอวิ๋นสั่นสะท้าน ปากส่งเสียงคำรามดังก้องฟ้าสวรรค์ "โฮก! โฮก! พวกเจ้าผนึกข้า ให้ข้าอยู่ร่วมกับเขา เมื่อข้าตื่นขึ้น ร่างกายของเขาก็เป็นของข้าด้วย! นี่คือร่างกายที่แข็งแกร่งดุจกายเซียน——"

ร่างของซูอวิ๋นเกิดการเปลี่ยนแปลง พริบตาเดียวก็กลายเป็นเทาเที่ยขนาดยักษ์ หน้าผีเขี้ยวแหลม ทั่วร่างเต็มไปด้วยรอยประทับอักขระอันงดงามตระการตา นี่คือรอยประทับอักขระที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เป็นตัวแทนของฤทธาแต่กำเนิดของมารเทพเทาเที่ย!

มันคือมารเทพ บัดนี้ได้อาศัยร่างกายของซูอวิ๋นกลับมาปรากฏตัวบนโลกมนุษย์อีกครั้ง ทันใดนั้นมันก็ถ่ายเทพลังของตนเองทั้งหมดเข้าสู่ร่างกายของซูอวิ๋น ยืนหยัดขึ้นด้วยสองขา กล้ามเนื้ออันน่าเกรงขามเปล่งประกายพลังอันไร้ขีดจำกัด ชกหมัดเข้าใส่ปราชญ์เต๋า!

"ผนึกข้า เจ้าคู่ควรหรือ?"

"ตู้ม!"

ปราชญ์เต๋ารับการโจมตีนี้ไปเต็มๆ เก้าอี้พับแตกละเอียดทันที ร่างของเขาลอยละลิ่วไปด้านหลัง ชนทะลุสถานรับรองเสียนเหลียงดังปังๆๆ!

ไป๋เยว่โหลวอึ้งไป "ปราชญ์เต๋า..."

"สลับสวรรค์ปฐพี!"

ปราชญ์เต๋าตวาดลั่น ทันใดนั้นรอบตัวเขาก็เกิดการหมุนวน พลิกกลับพลังการโจมตีของเทาเที่ย แล้วพุ่งกลับมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิม ตวาดว่า "เจ้าหัวล้าน พลังของมันรุนแรงเกินไป! ร่วมมือกันผนึกมันซะ!"

"เจ้าคู่ควรหรือ?"

เสียงดังสนั่นหวั่นไหวอีกครั้ง พระพุทธองค์ก็ถูกชกกระเด็นไปเช่นกัน!

ปราชญ์เต๋ายังไม่ทันกลับมาถึงสถานรับรองเสียนเหลียง ก็เห็นเทาเที่ยที่ซูอวิ๋นกลายร่างกระโดดออกไปจากสถานรับรองเสียนเหลียง สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง "อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้!"

เทาเที่ยที่ซูอวิ๋นกลายร่างไม่ได้หนีไปไหน ท้องฟ้ามืดมิดลง พลังมารอันมืดมิดพุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ก่อตัวเป็นวังวนเมฆมารขนาดยักษ์อยู่เหนือตงตูชั้นที่ห้า

หัวของเทาเที่ยที่ซูอวิ๋นกลายร่างโผล่ออกมาจากวังวนเมฆมาร รอบใบหน้าผีเทาเที่ย มีสายฟ้าแลบปลาบ

เทาเที่ยอ้าปากกว้าง สูบลมเข้าอย่างแรง ทันใดนั้นตงตูชั้นที่ห้า ไม่ว่าจะเป็นผู้คนตามตรอกซอกซอย หรือรถม้าและสัตว์ยักษ์ ล้วนถูกสูดลอยขึ้นไป!

ชั่วพริบตาเดียว ลมพายุพัดโหมกระหน่ำ ผู้คนนับแสนและสัตว์ยักษ์นับไม่ถ้วนก็ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ!

ปราชญ์เต๋าและพระพุทธองค์เหาะขึ้นไปบนฟ้า สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง สบตากันอย่างรู้ใจ ต่างคิดตรงกันว่า "ดูเหมือนพวกเราจะประเมินมารเทพเทาเที่ยตนนี้ต่ำไป..."

ตงตูมีความเป็นมารที่รุนแรงมากอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สถานการณ์แปรปรวนเช่นนี้ จิตใจผู้คนยิ่งส่งเสริมความเป็นมารให้มากขึ้น เทาเที่ยมารเทพที่ซูอวิ๋นกลายร่าง จึงมีพลังแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย ถึงขั้นคิดจะกลืนกินผู้คนและสัตว์ยักษ์นับแสนในคำเดียว!

"หากไม่ร่วมมือกัน รอจนมันกลืนกินคนนับแสนเหล่านี้เข้าไป พวกเราก็คงต้องตายในปากมันแน่!"

ทั้งสองตวาดพร้อมกัน ลงมือจู่โจมมารเทพเทาเที่ยที่อยู่ในวังวนเมฆ!

"ไอ้ผีน้อยสองตัว ขัดขวางเรื่องดีของข้า!"

เทาเที่ยถูกขัดจังหวะการกลืนกินผู้คน เห็นผู้คนและสัตว์ยักษ์นับแสนร่วงหล่นลงมา ก็โกรธจัด ทันใดนั้นก็มีแสงวูบวาบ เทาเที่ยก็หายตัวไปจากกลางอากาศ

"แย่แล้ว!"

พระพุทธองค์ยกมือขึ้นปัดป้อง รับการโจมตีจากกรงเล็บอันแหลมคมของเทาเที่ย พลังอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งเข้ามา ถึงกับกดทับร่างทองคำสูงหนึ่งจั้งสองเชียะของท่านจนกระดูกดังกร๊อบแกร๊บ!

เทาเที่ยสะบัดหาง ฟาดเข้าใส่ปราชญ์เต๋าที่อยู่ด้านข้าง ถึงกับลงมือสังหารทั้งสองคนพร้อมกัน!

"ใช้อาวุธจิตวิญญาณระดับมหาปราชญ์!"

มหาปราชญ์ทั้งสองเพิ่งจะปะทะด้วย ก็รู้สึกได้ว่าถูกพลังกดขี่ รีบตวาดพร้อมกัน กระตุ้นอาวุธจิตวิญญาณระดับมหาปราชญ์ของตนเอง

ในอารามชิงซวี กระบี่ชิงซวีเล่มหนึ่งหลุดออกจากฝักดังแช้ง พุ่งทะยานแหวกอากาศมา

ในหอเหลยอีน ระฆังทองแดงใบหนึ่งที่แขวนอยู่บนจุดสูงสุดก็สั่นสะเทือน แล้วพุ่งลอยออกมา

ในขณะเดียวกัน ยอดฝีมือจำนวนไม่น้อยในชั้นอื่นๆ ของตงตูก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ซานกงจิ่วชิงพากันเหาะออกมา ภายใต้สังกัดของซานกงจิ่วชิงมียอดฝีมืออยู่มากมายราวกับเมฆหมอก ดุจราชสำนักย่อมๆ เลยทีเดียว!

ลำพังแค่ผู้ใต้บังคับบัญชาของไท่ฉางฉิวสุ่ยจิ้ง ก็มีขุนนางในราชสำนักถึงสามร้อยคน พลังฝึกปรือต่ำสุดก็ระดับปรากฏการณ์สวรรค์ เป็นถึงซีซีปั๋วสื่อของสำนักเทียนเต้า!

——แน่นอนว่า ยกเว้นคุณชายเย่ลั่วที่อาศัยความดีความชอบไต่เต้าขึ้นมาเป็นซีซีปั๋วสื่อ

ตามชั้นต่างๆ ของตงตู อาวุธจิตวิญญาณขนาดมหึมาลอยขึ้นฟ้า เปล่งแสงสว่างจ้า ปกป้องชาวเมืองตงตู

ภาพเหตุการณ์นี้ ช่างราวกับดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า งดงามตระการตายิ่งนัก

นี่แหละคือตงตูแห่งจักรวรรดิหยวนซั่ว!

แม้ช่วงหลายปีมานี้หยวนซั่วจะถูกต่างชาติรังแก ทว่าจักรวรรดิแห่งนี้ไม่ได้เสื่อมถอยลงเลย อันที่จริง พลังของจักรวรรดิหยวนซั่วในยามนี้ เหนือกว่าราชวงศ์ใดๆ ในอดีต เหนือกว่ามหาจักรพรรดิทุกพระองค์เสียด้วยซ้ำ

เพียงแต่ว่า การพัฒนาของต่างชาตินั้นก้าวหน้าไปมากกว่า จึงดูเหมือนว่าจักรวรรดิแห่งนี้กำลังเสื่อมถอยลง

ทว่าเมื่อจักรวรรดิแห่งนี้ระเบิดพลังออกมา ก็ยังคงยิ่งใหญ่อลังการ นี่คือเหตุผลที่ประเทศต่างๆ อีกฟากฝั่งของมหาสมุทรไม่กล้ายกทัพมาบุกโจมตีโดยตรง!

ปราชญ์เต๋าและพระพุทธองค์เรียกอาวุธจิตวิญญาณระดับมหาปราชญ์มาต่อสู้กับเทาเที่ยที่ซูอวิ๋นกลายร่าง รู้สึกได้ว่าเทาเที่ยตนนี้ยิ่งสู้ยิ่งเก่งกาจ จนพวกเขาทั้งสองเริ่มจะต้านทานไม่ไหว

ฉิวสุ่ยจิ้งรีบสั่งการซีซีปั๋วสื่อแห่งสำนักเทียนเต้า นึกในใจ "หากจับเทาเที่ยตนนี้ได้ ก็เอามาพินิจให้ดีๆ อาจจะคิดค้นเคล็ดวิชาและฤทธาที่ร้ายกาจออกมาได้หลายชุด... เดี๋ยวก่อนนะ เทาเที่ยตนนี้มาจากไหนกัน?"

เซวียชิงฝู่แววตาวูบไหว มองไปทางอัครเสนาบดีเวินกวนซาน นึกในใจ "ปราชญ์เต๋า พระพุทธองค์ เทียบกับมังกรแท้ไม่ได้ เทียบกับมนุษย์มารในช่วงรุ่งโรจน์ก็ไม่ได้ ถ้าเช่นนั้น ปราชญ์สำนักจ๋าเจีย หนึ่งในสี่ยอดตำนานอีกคน จะมีฝีมือระดับไหนกันนะ?"

อัครเสนาบดีเวินกวนซานเอามือไพล่หลัง เบื้องหลังมียอดฝีมือมากมายราวกับเมฆหมอก เขายืนดูการต่อสู้ครั้งนี้โดยไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว

เขาออกคำสั่งอย่างต่อเนื่อง ขุนนางในตงตูก็รับคำสั่งไปปฏิบัติตามลำดับขั้น ไม่นานก็สามารถควบคุมสถานการณ์ในตงตูไว้ได้ วิธีการปกครองของเขา ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก

ยามนี้ซูอวิ๋นรู้สึกหัวโล่งโปร่งสบายเป็นอย่างยิ่ง แม้ร่างกายของเขาจะถูกเทาเที่ยครอบงำ ความคิดและสติสัมปชัญญะของเขาถูกบีบให้ถอยร่นไปอยู่ด้านข้าง ไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ ทว่าเขากลับรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในร่างกายของตนเองได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

เทาเที่ยดัดแปลงร่างกายของเขาอย่างไร กลืนกินพลังต้นกำเนิดฟ้าดินอย่างไร ดึงพลังของร่างกายออกมาใช้อย่างไร เขาล้วนมองเห็นได้อย่างชัดเจน

เขายังมองเห็นว่าตอนที่เทาเที่ยกระตุ้นพลัง พลังปราณและเลือดไหลเวียนอย่างไร อักขระบนร่างกายทำงานอย่างไร!

แม้แต่ตอนที่เทาเที่ยตวัดลิ้น กระตุ้นพลังบนลิ้น เขาก็ 'มองเห็น' ได้อย่างชัดเจน!

รวมไปถึงคลื่นความคิดในสมองของเทาเที่ย เขาก็ 'มองเห็น' อย่างชัดเจนเช่นกัน!

"นี่สิถึงจะเรียกว่าการพินิจสรรพสิ่งที่แท้จริง!" ซูอวิ๋นทั้งตกใจทั้งดีใจ รีบฉวยโอกาสนี้ พยายามจดจำความลี้ลับต่างๆ ของร่างกายเทาเที่ยเอาไว้ให้หมด

"เฒ่าเต๋า พวกเราแก่แล้ว สู้ไม่ได้หรอก ทำได้เพียงใช้อักขระ!" พระพุทธองค์ตวาด

ปราชญ์เต๋ารู้สึกเศร้าใจ พวกเขาแก่แล้วจริงๆ หากกลับไปในช่วงวัยหนุ่ม และมีพลังฝึกปรือในระดับปัจจุบัน ก็คงจะสามารถร่วมมือกันต่อกรกับเทาเที่ย และผนึกมันไว้ได้

ทว่าบัดนี้ พวกเขาทุ่มเทกำลังทั้งหมดกระตุ้นอาวุธจิตวิญญาณระดับมหาปราชญ์ ปะทะกับเทาเที่ยไปหลายสิบกระบวนท่า ร่างกายก็เริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว

ร่างทองคำของพระพุทธองค์นั้นแข็งแกร่งกว่า ส่วนปราชญ์เต๋าก็ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาหลอมรวมเป็นหนึ่งจากซูอวิ๋น ทำให้มีอายุขัยเพิ่มขึ้นอีกยี่สิบสามสิบปี ทว่าถึงกระนั้น พวกเขาก็ไม่อาจต่อกรกับมารเทพเทาเที่ยตนนี้ได้จนถึงที่สุด

มหาปราชญ์ทั้งสองใช้อาวุธจิตวิญญาณระดับมหาปราชญ์ป้องกันการโจมตีของเทาเที่ย จากนั้นทั้งสองก็ร่วมมือกัน กระตุ้นอักขระที่ไท่ฉางชวีจิ้นทิ้งไว้ กลายเป็นม่านอักขระสี่ด้าน กักขังเทาเที่ยเอาไว้

เทาเที่ยกระแทกไปมา เมื่อครู่ยังแข็งแกร่งไร้เทียมทาน ทว่าบัดนี้กลับหวาดกลัวลนลาน ไม่อาจหนีออกจากกรงขังนั้นได้

ปราชญ์เต๋าและพระพุทธองค์เห็นดังนั้น ต่างก็ลอบละอายใจอยู่ในใจ "หากไม่มีอักขระที่ไท่ฉางชวีทิ้งไว้ ครานี้พวกเราคงเสร็จมันแน่..."

ทั้งสองร่วมมือกันกระตุ้นม่านอักขระสี่ด้าน กดทับลงมา ก็เห็นว่าเทาเที่ยที่ซูอวิ๋นกลายร่างเริ่มหดเล็กลงเรื่อยๆ ลอยต่ำลงมาเรื่อยๆ ทว่าแรงสะท้อนกลับก็ยังคงทำให้มหาปราชญ์ทั้งสองพลังเลือดลมพลุ่งพล่าน หวาดหวั่นใจไม่น้อย

ในที่สุด กรงขังอักขระก็ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า ตกลงมาที่ลานของสถานรับรองเสียนเหลียง กรงขังหดเล็กลง ร่างของเทาเที่ยในนั้นก็เริ่มแปรสภาพ กลับกลายเป็นซูอวิ๋นดังเดิม

กรงขังยังคงหดเล็กลงอย่างต่อเนื่อง หมุนวนอยู่กลางหว่างคิ้วของเขาหลายรอบ ก่อนจะหายวับไป

ไป๋เยว่โหลวและอิ๋งอิ๋งมองจนตาค้าง

จังหวะนั้นเอง ปราชญ์เต๋าและพระพุทธองค์ก็ร่อนลงมาพร้อมกัน คนหนึ่งถือกระบี่ อีกคนหนึ่งมีระฆังเหลยอีนลอยอยู่เบื้องหลัง มองมาที่ซูอวิ๋น

ซูอวิ๋นลืมตาขึ้น ถอนหายใจอย่างโล่งอก โค้งคำนับให้มหาปราชญ์ทั้งสอง เอ่ยเสียงขรึม "ขอบคุณท่านทั้งสองที่ช่วยสะกดข่มมารเทพตนนี้ บัดนี้ยังมีเทพอสูรอีกเก้าสิบห้าตน..."

ปราชญ์เต๋าพูดแทรกขึ้นมาอย่างเด็ดขาด "พวกเราได้ผนึกเทาเที่ยกลับเข้าไปใหม่แล้ว และเสริมความแข็งแกร่งให้ผนึกความทรงจำของท่านประมุขหอ เทพอสูรอีกเก้าสิบห้าตนนั้นก็ไม่มีทางหนีรอดไปได้ ท่านประมุขหอทำตามสัญญาได้แล้ว!"

ซูอวิ๋นจิตใจฮึกเหิม เอ่ยอย่างจริงจัง "ท่านทั้งสองวางใจได้ พรุ่งนี้ข้าจะยุติการถกเถียงระหว่างศาสตร์ใหม่และศาสตร์เก่านี้เอง!"

ปราชญ์เต๋าและพระพุทธองค์สบตากัน ก่อนจะเดินออกไป "รอฟังข่าวดีจากท่านประมุขหอ!"

ซูอวิ๋นกำลังจะเดินไปส่ง พระพุทธองค์ก็หันกลับมาพนมมือ เอ่ยว่า "ไม่ต้องส่ง"

ซูอวิ๋นจึงต้องหยุดฝีเท้า ปราชญ์เต๋าและพระพุทธองค์เดินออกจากสถานรับรองเสียนเหลียง ทันใดนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ปราชญ์เต๋าแอบเช็ดเลือดที่มุมปาก หัวเราะแห้งๆ "นึกไม่ถึงเลยว่าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ไท่ฉางชวีทำได้อย่างไรกัน?"

จู่ๆ พระพุทธองค์ก็มีเลือดสีทองสองสายไหลออกมาจากจมูก ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ส่ายหน้าไปมา

ทั้งสองเอาแต่รีบเดินจากไป ไม่มีใครทันได้ตรวจสอบโลกแห่งจิตวิญญาณของซูอวิ๋น ในยามนี้ ในโลกแห่งจิตวิญญาณของซูอวิ๋น กรงขังอักขระกำลังหดตัวกลับเข้าไปในกำแพงอักขระ ขณะที่รอยแยกบนกำแพงกำลังจะถูกปิดสนิท กรงเล็บมังกรขนาดมหึมาข้างหนึ่งก็ล้วงเข้ามาในกำแพงอักขระ ขัดขวางการซ่อมแซม

"ฟู่——"

เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังมาจากความมืดมิดหลังกำแพง ดวงตาที่ตั้งตรงดวงหนึ่งแนบเข้ากับรอยแยก กลิ้งไปมา กวาดตามองไปรอบๆ

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 220 - ทุบตีสองปราชญ์

คัดลอกลิงก์แล้ว