- หน้าแรก
- ระบบเพ่งนิมิต พิชิตมาร
- บทที่ 120 - มหาสมุทรไอสาง
บทที่ 120 - มหาสมุทรไอสาง
บทที่ 120 - มหาสมุทรไอสาง
บทที่ 120 - มหาสมุทรไอสาง
จิตวิญญาณของเขาดูเหมือนจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผืนดิน และสามารถแหวกว่ายไปในนั้นได้อย่างอิสระ
เขายังรู้สึกอีกว่า ผืนดินเปรียบเสมือนแขนขาของเขา เป็นอาณาเขตของเขา ทำให้เขาสามารถเปล่งประกายพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ พลังเหนือธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งสามารถมองทะลุปรุโปร่งไปทั่วทุกตารางนิ้วของเมืองเป่ยอันได้ในพริบตา!
หลี่เหิงตระหนักได้ทันทีว่า นี่คือพลังในการท่องไปตามชีพจรปฐพี
ผืนดินมีคุณสมบัติตามธรรมชาติในการรวบรวมไอสาง ภายใต้ผืนดินแห่งนี้ หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้องกว่านั้นคือ ในอาณาเขตหนึ่งที่ไม่ใช่โลกมนุษย์ แต่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนดินของเมืองเป่ยอัน เขาสัมผัสได้ถึงไอสางอันหนาทึบ
ความหนาทึบของไอสางนี้ถึงขั้นก่อตัวเป็นมหาสมุทร บางครั้งยังเดือดพล่านราวกับจะปะทุขึ้นมา ทว่าดูเหมือนจะถูกพลังของผืนดินสะกดข่มไว้
จึงดูสงบเสงี่ยมอยู่บ้าง
ทว่าหลี่เหิงคาดเดาว่า หากปราศจากพลังของผืนดินที่คอยสะกดข่มไว้ ไอสางอันหนาทึบนี้ คงจะเปลี่ยนเมืองเป่ยอันให้กลายเป็นนรกบนดินได้ในพริบตา เผลอๆ อาจจะลุกลามไปถึงหมู่บ้านรอบนอกด้วยซ้ำ...
ภายในมหาสมุทรไอสางแห่งนี้
เขามองเห็นเงาร่างมากมายแหวกว่ายไปมาอย่างหนาแน่น เมื่อเพ่งมองดูให้ดี หลี่เหิงก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบว่าเงาร่างเหล่านั้น ล้วนเป็นดวงวิญญาณของมนุษย์ทั้งสิ้น
ยามนี้ดวงวิญญาณเหล่านั้นสูญเสียสติปัญญาไปจนหมดสิ้นแล้ว ทำได้เพียงล่องลอยไปมาอย่างเลื่อนลอย ทว่าที่น่าแปลกก็คือ แม้ไอสางจะหนาทึบถึงเพียงนี้ แต่ดวงวิญญาณเหล่านั้นกลับไม่ถูกไอสางกลืนกินจนกลายเป็นภูตผีปีศาจเลย
หลี่เหิงนึกถึงตำนานเรื่องเล่าในชาติก่อนขึ้นมาทันที
หรือว่าพื้นที่แห่งนี้ จะเป็นยมโลก หรือปรโลก?
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ เขาก็ตั้งสติได้ นี่คงเป็นสถานที่ที่คล้ายคลึงกับปรโลกหรือยมโลก แต่ไม่ใช่ยมโลกหรือปรโลกที่แท้จริงอย่างแน่นอน และขนาดของมันก็ไม่ได้ใหญ่โตนัก
หรือว่า...
แท้จริงแล้ว โลกใบนี้จะไม่มีปรโลกหรือยมโลกในความหมายที่แท้จริง แต่มีมหาสมุทรไอสางที่ทำหน้าที่เก็บรักษาดวงวิญญาณอยู่ตามเขตพื้นที่ต่างๆ คล้ายกับที่เขาเห็นในตอนนี้แทน?
แต่การเก็บรักษาดวงวิญญาณพวกนี้ไว้เพื่ออะไรกัน?
ต่อให้โลกใบนี้จะไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด แต่ดวงวิญญาณก็ควรจะสลายหายไปเองตามธรรมชาติ หรือถ้าโชคดีหน่อยก็ถูกไอสางกลืนกินกลายเป็นภูตผีปีศาจ นั่นต่างหากที่ควรจะเป็นกลไกตามธรรมชาติของฟ้าดิน
หลี่เหิงสัมผัสได้ว่า เรื่องนี้ต้องมีคนอยู่เบื้องหลังเป็นแน่...
และการกระทำเช่นนี้ ก็ถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง
หากมหาสมุทรไอสางแห่งใดเกิดความผิดปกติ ดวงวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ภายในนั้น ก็จะกลายสภาพเป็นภูตผีปีศาจในพริบตา กลายเป็นคลื่นภูตผีปีศาจถาโถมเข้าใส่โลกมนุษย์...
เมื่อเขาสัมผัสให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ก็พบว่าการแต่งกายของดวงวิญญาณเหล่านั้นดูปะปนกันไปหมด บางดวงดูโบราณคร่ำครึ ถึงขั้นสวมชุดในสมัยราชวงศ์ต้าหมิงยุคก่อน ส่วนบางดวงก็ดูทันสมัย สวมชุดของแคว้นต้าหลี ดูเหมือนเพิ่งจะตายได้ไม่นาน
และเมื่อเพ่งมองให้ดีขึ้นไปอีก
ก็ยังพบดวงวิญญาณที่สวมชุดโบราณยิ่งกว่าสมัยราชวงศ์ต้าหมิงเสียอีก!
หลี่เหิงรู้สึกขนลุกซู่ มหาสมุทรไอสางเหล่านี้มีมานานแค่ไหนแล้ว? มันอยู่ข้ามยุคสมัยมาถึงสามราชวงศ์ หรืออาจจะมากกว่านั้นเสียอีก? แล้วมีดวงวิญญาณมารวมกันอยู่ที่นี่มากมายขนาดไหนกัน?
นี่ขนาดเป็นแค่พื้นที่ใต้ดินของเมืองเป่ยอันนะ
หากขยายอาณาเขตครอบคลุมไปยังเมืองอื่นๆ หรือแม้กระทั่งทั่วทั้งแคว้นต้าหลี จะมีมหาสมุทรไอสางที่ใหญ่โตและมีจำนวนมากมายขนาดไหนซ่อนอยู่? แล้วดวงวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ภายในนั้น จะมีอายุเก่าแก่เพียงใด?
เขาตื่นตะลึงระคนสงสัย
หากมหาสมุทรไอสางเหล่านี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ด้วยคุณสมบัติในการดึงดูดไอสางของผืนดิน ก็แล้วไปเถอะ แต่หากเป็นฝีมือของใครบางคนล่ะก็ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังจะน่าสะพรึงกลัวปานใด? นี่มันจะเป็นแผนการที่ยิ่งใหญ่ระดับไหนกัน?
เกรงว่าคงมีเพียงความผิดปกติที่เขาเคยเห็นบนดวงตะวันก่อนหน้านี้เท่านั้นแหละ
ที่พอจะนำมาเปรียบเทียบกันได้!
หลังจากตื่นตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง หลี่เหิงก็ดึงจิตวิญญาณกลับมา
เขาอยากจะแบ่งเศษเสี้ยวจิตวิญญาณลงไปสำรวจในมหาสมุทรไอสางเสียหน่อย เพื่อดูว่าข้างล่างนั้นมีอะไรกันแน่ เหตุใดจึงสามารถให้ดวงวิญญาณล่องลอยอยู่ในไอสางได้ โดยไม่กลายสภาพเป็นภูตผีปีศาจ
ทว่าเมื่อนึกถึงอันตรายที่อาจจะแฝงตัวอยู่
เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นทันที
อย่างไรเสีย ต่อให้ลงไปสำรวจ ก็คงไม่ได้อะไรกลับมาเป็นชิ้นเป็นอัน ซ้ำยังต้องเสี่ยงต่อการถูกผู้ที่อาจจะอยู่เบื้องหลังจับได้อีก ไม่คุ้มกันเลยสักนิด
เก็บเรื่องนี้ไว้ในใจก่อนก็แล้วกัน หลี่เหิงพยายามสงบสติอารมณ์
จากการที่เขาได้ท่องไปตามชีพจรปฐพีเมื่อครู่ เขาก็พอจะเข้าใจถึงพลังอำนาจของรูปลักษณ์ปฐพีไพศาลได้คร่าวๆ แล้ว หากจะให้อธิบายสั้นๆ ก็คือ 'บุตรแห่งปฐพี'! เขาจะสามารถหลอมรวมเข้ากับผืนดินได้อย่างสมบูรณ์แบบ ควบคุมพลังแห่งปฐพี สำแดงพลังอำนาจและอภินิหารต่างๆ ได้ดั่งใจนึก ราวกับอยู่ในอาณาเขตของตนเอง
ก็เหมือนกับภูตผีปีศาจที่อยู่ในอาณาเขตผีของตนเองนั่นแหละ
และนี่ก็เป็นเพียงแค่ผลพลอยได้เท่านั้น
เขาสัมผัสได้ลางๆ ว่า
หากเขาปลดปล่อยพลังของรูปลักษณ์ปฐพีไพศาลออกมาอย่างเต็มที่ ก็จะสามารถใช้พลังแห่งปฐพีไพศาลสะกดข่มมิติรอบด้านได้เช่นเดียวกับรูปลักษณ์มหาตะวัน เผลอๆ อาจจะแข็งแกร่งกว่ารูปลักษณ์มหาตะวันเสียด้วยซ้ำ!
แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอันใด
เพราะจุดเด่นของปฐพีก็คือความหนักแน่นและมั่นคงอยู่แล้ว
เท่านี้เขาก็มั่นใจแล้วว่า คืนพรุ่งนี้ที่สันเขาร้อยอสูร เขาจะรับมือได้อย่างแน่นอน
กอปรกับการที่เขาได้ท่องไปตามชีพจรปฐพีเมื่อครู่ ทำให้เขาสามารถจับสังเกตบริเวณที่มีไอสางหนาทึบในเมืองเป่ยอันได้หลายแห่ง คาดว่าคงจะเป็นอาณาเขตผี หรือไม่ก็รังของพวกภูตผีปีศาจนั่นแหละ
ทว่าตอนนี้เขายังไม่อยากแหวกหญ้าให้งูตื่น
ไว้รอสังหารพวกภูตผีปีศาจที่เดินทางไปสันเขาร้อยอสูรในคืนพรุ่งนี้ให้หมดสิ้นเสียก่อน เพื่อจบเรื่องราวทั้งหมด แล้วค่อยกลับมาใช้รูปลักษณ์ปฐพีไพศาล เพื่อสัมผัสถึงพวกภูตผีปีศาจที่ยังหลงเหลืออยู่ในเมืองเป่ยอัน แล้วกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากทีหลังก็ยังไม่สาย
คิดได้ดังนั้น หลี่เหิงก็เริ่มนั่งสมาธิ บำเพ็ญเพียร และฝึกฝนวิชาเพ่งจิต
ราตรียังอีกยาวไกล ไม่ควรปล่อยเวลาให้สูญเปล่า
ณ หุบเขาลึกแห่งหนึ่ง ห่างไกลจากเมืองเป่ยอัน
บรรยากาศเงียบสงัดวังเวง ภูเขาทั้งลูกถูกห่อหุ้มด้วยปราณไร้สภาพที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ราวกับก้าวเข้าสู่อาณาเขตแห่งความเงียบงัน
บนยอดเขา หวังเสวียนจียืนเอามือไพล่หลัง
เขาเหม่อมองดวงจันทร์สุกสกาวบนท้องฟ้า ชายโครงเสื้อปลิวไสวไปตามสายลม ราวกับเซียนจุติลงมาจากวังจันทราก็ไม่ปาน ทว่าไม่นานนัก เซียนผู้นี้ก็เริ่มหมดความอดทน คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น
เกิดอะไรขึ้น? ทำไมคนถึงยังไม่มาอีก?
หรือว่าตาเฒ่าตระกูลเย่จะหลอกข้า? เขาใจหายวาบ ยิ่งคิดก็ยิ่งมีความเป็นไปได้ เพราะในข้อความจิตสัมผัสที่เขาส่งไปให้ตระกูลเย่ ล้วนมีการใส่สีตีไข่เพิ่มเติมเข้าไปด้วย
และยังเป็นการใส่สีตีไข่เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าตัวอีกด้วย
หากตาเฒ่านั่นมองออก ก็คงจะคร้านจะสนใจเขาเป็นแน่ แต่นั่นก็ไม่น่าจะใช่ ต่อให้เขาจะใส่สีตีไข่ ทว่าตระกูลเย่ก็มีคนตายที่เมืองเป่ยอันจริงๆ อย่างน้อยก็น่าจะส่งคนมาตรวจสอบดูสักหน่อย แต่นี่กลับไม่มีวี่แววของคนจากตระกูลเย่เลยสักคน
หวังเสวียนจีไม่เข้าใจเอาเสียเลย
อย่าบอกนะว่ายอดฝีมือตระกูลเย่ที่ถูกส่งมาจะหลงทาง?
เป็นไปไม่ได้หรอก!
ณ ดินแดนอันรกร้างว่างเปล่า นอกเขตแดนแคว้นต้าหลี
ซินแสสอนหนังสือผู้นั้นกำลังเดินทอดน่องไปตามทาง ก้าวหนึ่งเดินได้ไกลนับสิบลี้ ท่าทางดูเหนื่อยหน่ายใจเล็กน้อย พื้นที่กระแสลมมิติปั่นป่วนนี่มันกว้างใหญ่ชะมัด เดินมาตั้งนานแล้ว ทำไมยังไม่หลุดพ้นไปอีกเนี่ย?
หืม? ของขาวๆ อีกแล้วรึ?
เขาขมวดคิ้ว มองเห็นสิ่งสีขาวโพลนบางอย่างกำลังบดบังทัศนียภาพเบื้องหน้า และกำลังพุ่งตรงมาหาเขาด้วยความรวดเร็ว เพียงไม่นาน มันก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา
ซินแสสอนหนังสือเลิกคิ้วขึ้น...
อ้อ ที่แท้ก็เป็นกองทัพโครงกระดูกอีกแล้วนี่เอง
เขามองดูกองทัพโครงกระดูกสีขาวโพลนที่แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วแผ่นดินอันรกร้างสุดลูกหูลูกตา กินพื้นที่กว้างนับร้อยลี้ พลุ่งพล่านราวกับเกลียวคลื่นในมหาสมุทร พลางครุ่นคิดในใจว่า นี่มันระลอกที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย?
หรือว่าเขาจะหลงเข้ามาในดินแดนต้องห้ามเข้าให้แล้ว?
เขาเดินไปพลาง ครุ่นคิดไปพลาง โดยไม่ได้สนใจจะทำอะไรเลย ทว่าเมื่อเขาก้าวเท้าเข้าไปในกองทัพโครงกระดูกที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โครงกระดูกสีขาวโพลนเหล่านั้นกลับพร้อมใจกันแหวกทางให้เขาเดินผ่านไปได้อย่างง่ายดาย
ราวกับว่าเพียงพละกำลังของคนคนเดียว ก็สามารถแยกผืนน้ำทะเลออกจากกันได้
ณ เมืองเป่ยอัน ค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไปอย่างสงบสุข
นอกเสียจากเสียงร้องโหยหวนดังกึกก้องออกมาจากหน่วยปราบมารในช่วงกลางดึก ทำเอาเหล่าคุณหนูในห้องหอของเมืองชั้นในต้องอกสั่นขวัญแขวน...
รุ่งอรุณมาเยือน มหาตะวันอันยิ่งใหญ่ทอแสงเจิดจ้าอยู่บนฟากฟ้า
หลี่เหิงถอนตัวออกจากสภาวะเพ่งจิต
ยิ่งระดับการฝึกฝนสูงขึ้น ความเร็วในการเพ่งจิตก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพียงชั่วข้ามคืน ความก้าวหน้าของการเพ่งจิตมหาตะวันก็เพิ่มขึ้นอีก 2% ทำให้ความก้าวหน้ารวมพุ่งทะยานไปถึง 37% แล้ว
ใกล้จะถึงระดับ 50% เข้าไปทุกที
เขาเปิดประตูห้องพัก ตั้งใจจะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์
กะว่าจะออกไปหาซื้อของกินที่ตลาด และรวบรวมข่าวสารเสียหน่อย ดูว่ามีเรื่องอันใดตกหล่นไปบ้างหรือไม่ รอจนถึงกลางคืน ค่อยมุ่งหน้าไปยังสันเขาร้อยอสูรเพื่อเปิดฉากสังหาร
ทว่าเมื่อเปิดประตูเรือนพักออก
หลี่เหิงก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่ามีสองร่างยืนรออยู่หน้าประตู ร่างหนึ่งคือหวังตงไหล เสมียนน้อยแห่งหอภารกิจ ส่วนอีกร่างคือหญิงสาวที่มาดักรอเขาเมื่อคืนนี้นั่นเอง
"พี่หลี่ ข้ากับน้องสาวเสียมารยาทมารบกวนแล้ว ขออภัยด้วยขอรับ"
หวังตงไหลค้อมกายคารวะหลี่เหิง พลางยิ้มแห้งๆ
"ที่ข้ามาในวันนี้ ก็เพื่อพาน้องสาวมาขอโทษพี่หลี่ นางถูกตามใจจนเคยตัวมาตั้งแต่เด็ก เลยออกจะทำตัวตามอำเภอใจไปบ้าง ถึงได้ไปดักรอพี่หลี่เมื่อคืน ข้าต้องขออภัยแทนเด็กคนนี้จริงๆ"
"ข้า... ข้า..."
หลังจากหวังตงไหลเอ่ยขอโทษ หญิงสาวก็ยืนบิดไปบิดมา หน้าแดงก่ำ อึกอักอยู่นานก็พูดอะไรไม่ออก
หลี่เหิงแย้มยิ้มบางๆ
"อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง พี่หวังไม่ต้องคิดมากหรอก ทว่านิสัยของน้องสาวท่าน ก็สมควรจะปรับปรุงเสียหน่อย แม้จะไม่มีเจตนาร้าย แต่ก็เอาแต่ใจเกินไปหน่อย หากเจอคนดีๆ อย่างข้าก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้าไปเจอคนอื่น แล้วเที่ยวเอาทองคำแท่งมาแกว่งเล่นตอนกลางคืนแบบนี้..."
หลี่เหิงอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า
การกระทำของหญิงสาวผู้นี้ จะบอกว่าผิดก็คงไม่ใช่
ใครบ้างล่ะจะไม่ชอบเศรษฐีนี?
ทว่าในโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้ ต่อให้อยู่ในเมืองชั้นในที่สงบสุข ก็ต้องระแวดระวังผู้อื่นไว้บ้าง โชคดีที่มาเจอเขา หากไปเจอคนอื่น เงินทองหายไปก็ยังถือว่าเป็นเรื่องเล็ก
แต่ถ้าโชคร้ายกว่านั้น ก็อาจจะสูญเสียทั้งทรัพย์สินและพรหมจรรย์ไปเลยก็ได้
หรืออาจจะพูดได้ว่า ตายไปยังดีกว่า หากไม่ตาย หึหึ... ความมืดมิดในโลกใบนี้ มันไม่เคยมีจุดสิ้นสุดหรอกนะ
"ข้า... ข้าขอโทษ ข้ารู้ตัวว่าผิดแล้ว" ในที่สุดหญิงสาวก็เอ่ยออกมาอย่างเคอะเขิน น้ำเสียงเจือแววสะอื้นเล็กน้อย ทำเอาหวังตงไหลที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกปวดใจ ต้องรีบเอ่ยปลอบโยน
แต่ถึงกระนั้น นางก็ต้องขอโทษอยู่ดี
หวังตงไหลรู้ดีว่า หากหลี่เหิงไม่ยื่นมือเข้าช่วย เกรงว่าน้องสาวของเขาคงต้องตกเป็นเหยื่อของเยี่ยเสวียนผู้นั้นไปแล้ว อาจกล่าวได้ว่า หลี่เหิงคือผู้มีพระคุณอันใหญ่หลวงของพวกเขาสองพี่น้อง
แล้วการที่นางไปดักรอผู้มีพระคุณกลางดึกกลางดื่นเช่นนี้ มันสมควรแล้วหรือ?
ต่อให้เขาจะไม่รู้เรื่องนี้ล่วงหน้า ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ต้องรับผิดชอบ!
ทว่าเมื่อคุยกันจนเข้าใจแล้ว เรื่องราวก็ไม่มีอะไรซับซ้อน หญิงสาวได้เอ่ยขอโทษแล้ว และหลี่เหิงก็ไม่ได้ถือสาหาความอะไร หลังจากพูดคุยกันอีกสองสามประโยค ทั้งสองฝ่ายก็เตรียมจะแยกย้าย
ก่อนจากกัน
หลี่เหิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเรียกหวังตงไหลเอาไว้ และบอกเล่าเรื่องความพิเศษของสายเลือดที่เขาค้นพบในตัวหญิงสาวเมื่อคืนนี้ให้ฟัง
จากนั้นเขาก็หมุนตัวเดินจากไป ไม่ต้องการจะเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายนี้อีก
เมื่อมาถึงถนนใหญ่ หลี่เหิงก็แวะซื้อเจียนปิ่งกั่วจื่อ[1] มากินรองท้อง เดินกินไปพลาง ก็แวะสำรวจสถานที่ที่มีไอสางหนาทึบที่เขาสัมผัสได้เมื่อคืนไปพลาง ทว่าน่าเสียดายที่เขาไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ เลย
คาดว่าคงเป็นเพราะกลางวันมีพลังหยางเข้มข้น อาณาเขตผีจึงไม่ปรากฏออกมาให้เห็น
เขาไม่ได้ใส่ใจนัก จึงเดินเล่นเตร็ดเตร่ต่อไป
รอจนตกดึก ก็จะมุ่งหน้าสู่สันเขาร้อยอสูรทันที!
[จบแล้ว]