- หน้าแรก
- ระบบเพ่งนิมิต พิชิตมาร
- บทที่ 110 - สันเขาร้อยอสูร
บทที่ 110 - สันเขาร้อยอสูร
บทที่ 110 - สันเขาร้อยอสูร
บทที่ 110 - สันเขาร้อยอสูร
สันเขาร้อยอสูร เป็นแนวเทือกเขาสาขาเล็กๆ ของเทือกเขาเทียนต้วนที่ทอดยาวพาดผ่านตอนเหนือจรดใต้ของเขตการปกครองเป่ยจวิ้น ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเป่ยอัน เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสัญจรไปมาน้อยมาก ชื่อของมันได้มาจากข้อเท็จจริงที่ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งหลบซ่อนตัวของสัตว์ป่านานาชนิด
เคยมีพวกชอบสอดรู้สอดเห็นกล่าวไว้ว่า
เมื่อก้าวเข้าสู่ขุนเขาแห่งนี้ ราวกับได้เดินหลงเข้าไปในสวนสัตว์ส่วนพระองค์ขององค์ฮ่องเต้!
เบื้องบนนภากาศ แสงจันทร์สาดส่องลงมา แม้นี่จะไม่ใช่ของวิเศษอย่าง 'น้ำค้างทิพย์จันทร์เพ็ญ' แต่มันก็เป็นของบำรุงชั้นเลิศสำหรับเหล่าสัตว์ป่าและสัตว์อสูรทั้งหลาย ช่วยในการเบิกสติปัญญาและบำเพ็ญตบะให้กลายเป็นปีศาจ
หากมีใครบังเอิญเดินเข้ามาที่นี่ในยามนี้ ก็จะต้องประหลาดใจเป็นแน่ เมื่อพบว่ายามวิกาลที่ควรจะเงียบสงัด กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดในสถานที่แห่งนี้ สัตว์ป่านานาชนิดต่างพากันออกจากรัง
ใต้ร่มไม้ร่มครึ้ม ฝูงสุนัขจิ้งจอกกระโดดโลดเต้นไปมา ริมหน้าผาสูงชัน หมาป่าเดียวดายแหงนหน้ามองจันทร์เพ็ญที่ขอบฟ้า ท่ามกลางกอหญ้ารกชัฏ อสรพิษเลื้อยผ่านแสงจันทร์ แลบลิ้นแผล็บๆ
พวกมันล้วนเป็นสัตว์ป่าธรรมดาที่ยังไม่เบิกสติปัญญา
ทว่าพวกมันกลับกำลังซึมซับแสงจันทร์ตามสัญชาตญาณ
แต่ไม่นานนัก เสียงคำรามของราชันแห่งสัตว์ป่าก็ดังสนั่น ทำให้สัตว์ป่าเหล่านี้หวาดกลัวจนตัวสั่น กระทั่งลูกกระต่ายขาวตัวน้อยบางตัวถึงกับตกใจตาย ทว่าด้วยสติปัญญาที่ยังไม่เปิดกว้าง พวกมันจึงไม่รู้ว่าท่านซานจวิน[1] ผู้นั้นกำลังทำสิ่งใดอยู่ เสียงคำรามนี้ยิ่งเพิ่มความน่าสะพรึงกลัวให้กับสันเขาร้อยอสูรที่ปกคลุมไปด้วยความมืดมิดอยู่แล้ว
ณ เชิงเขาสันเขาร้อยอสูร ตรงมุมอับสายตาแห่งหนึ่ง
ที่นี่คือหมู่บ้านร้างที่ถูกทิ้งร้างมานาน หลังคาคาแฝกที่ใช้บังแดดบังฝนปลิวหายไปตามสายลม เกลื่อนกลาดไปทั่วพื้นดินอย่างระเกะระกะ แม้แต่กระท่อมดินและปล่องไฟก็พังทลายลงมาครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงกำแพงล้อมรอบที่ยังคงยืนหยัดอย่างยากลำบาก สภาพโดยรวมเรียกได้ว่าพังพินาศย่อยยับ
ตามซอกมุมของบ้านเรือนเหล่านี้ มีคราบเลือดที่น่าสะพรึงกลัวเปรอะเปื้อนอยู่ เมื่อแสงจันทร์สาดส่องลงมา คราบเลือดเหล่านั้นก็ยิ่งดูแดงฉานราวกับกำลังบอกเล่าเรื่องราวการสังหารหมู่ที่เคยเกิดขึ้นในสถานที่แห่งนี้
ทว่าในวินาทีถัดมาหลังจากเสียงคำรามดังก้อง
ที่นี่ก็พลันบังเกิดไอสางอันหนาทึบขึ้นมาทันที ปกคลุมหมู่บ้านจนมิดชิดราวกับเมฆหมอก ครู่ต่อมาเมื่อไอสางค่อยๆ จางหายและซึมลงสู่ผืนดิน หมู่บ้านร้างแห่งนี้กลับคืนสภาพเดิม เหมือนกับก่อนที่จะถูกทำลายไม่มีผิดเพี้ยน!
ตะเกียงในหมู่บ้านถูกจุดให้สว่างไสว "ชาวบ้าน" ค่อยๆ ทยอยเดินออกมา
พวกเขาทอดสายตามองไปทางสันเขาร้อยอสูรด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงง ท่าทางดูเหมือนชาวบ้านธรรมดาทั่วไป เพียงแต่เสียงคำรามของท่านอ๋อง หรือท่านซานจวิน แห่งสันเขาร้อยอสูร ปลุกพวกเขาให้ตื่นจากหลับใหล และทำให้พวกเขาต้องระแวดระวังตัว
แน่นอน หากสามารถมองข้ามความจริงที่ว่าพวกเขาทุกคนล้วนไม่มีเงาไปได้ล่ะก็นะ...
บนยอดเขาสันเขาร้อยอสูร สายลมมรณะพัดกรรโชก ซากโครงกระดูกเกลื่อนกลาดไปทั่วบริเวณ
เงาร่างหนึ่งค่อยๆ เดินขึ้นไปบนยอดเขา เหยียบย่ำเศษกระดูกที่ผุพังตามกาลเวลาบนพื้นดินจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ พร้อมกับเตะหัวกะโหลกหลายหัวกระเด็นไปมา มันได้ยินเสียงคำรามของพยัคฆา จึงแคะหูด้วยความรำคาญใจ "ไอ้โง่ เลิกเห่าหอนได้แล้ว!"
ฟุ่บ!
โบราณว่าไว้ มังกรมาพร้อมเมฆ พยัคฆามาพร้อมลม
เสืออาศัยแรงลม จึงเคลื่อนที่ได้รวดเร็วดุจสายฟ้า
จู่ๆ ก็มีเงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากที่ใดไม่มีใครทราบ ก่อให้เกิดสายลมมรณะพัดกรรโชก พัดพาต้นไม้ใบหญ้าข้างทางจนสั่นไหวอย่างรุนแรง มันปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเงาร่างนั้นในชั่วพริบตา ก่อนจะนั่งลงอย่างว่าง่าย
มันคือพยัคฆาตัวเขื่อง หน้าผากมีลายพาดกลอนสีขาว รูปร่างกำยำล่ำสัน แถมยังมีชั้นไขมันหนาเตอะ บ่งบอกว่ากินดีอยู่ดี ทว่าสิ่งที่แตกต่างจากเสือทั่วไปก็คือ ดวงตาทั้งสองข้างของมันสุกสกาวราวกับไข่มุกราตรี เปล่งประกายเจิดจ้าแม้ในยามวิกาล
ส่วนเงาร่างนั้น ย่อมต้องเป็นชายฉกรรจ์เจ้าของโรงเตี๊ยมนั่นเอง
"เจ้านาย ข้าแค่ส่งสัญญาณเตือนท่านนี่ขอรับ"
"แม้ท่านจะอยู่ใกล้ๆ สันเขาร้อยอสูร แต่มันก็ยังไกลจากที่นี่อยู่ดี หากข้าไม่คำรามเรียก ท่านจะรู้ได้อย่างไร?"
พยัคฆาตัวนี้สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้แล้ว แม้จะยังอยู่ในร่างสัตว์ป่า แต่มันก็สามารถพูดภาษามนุษย์ได้อย่างคล่องแคล่ว มันแสยะยิ้มกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมที่เปื้อนคราบเลือดและส่งกลิ่นคาวเหม็นคละคลุ้ง
"ถึงจะส่งสัญญาณเตือน ก็ไม่ต้องทำเอิกเกริกขนาดนี้ก็ได้ เจ้าก็รู้ว่าตอนนี้พวกเราไปก่อเรื่องอันใดไว้!" ชายฉกรรจ์มีสีหน้ามืดครึ้ม มันรู้สึกว่าตนเองโชคร้ายอย่างถึงที่สุด นึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องเข้ามาพัวพันกับการต่อสู้ระหว่างคนจริงผู้นั้นกับใต้เท้าผู้ยิ่งใหญ่ จนกลายเป็นเบี้ยในกระดานของพวกเขา!
หากก่อเรื่องใหญ่โตปานนี้ แล้วเกิดพลาดพลั้งจัดการไม่ดีล่ะก็...
ทั้งมันและไอ้แมวโง่ตัวนี้คงจบเห่แน่
"เจ้านาย ท่านจะกังวลไปทำไม? คนจริงผู้นั้นบอกว่าจะมาพรุ่งนี้นี่ขอรับ"
พยัคฆาตัวนี้ใช้กรงเล็บเกาหัว ท่าทางดูใสซื่อบริสุทธิ์ แน่นอนว่านี่เป็นเพียงภาพลวงตา หากมีใครรู้ว่าพยัคฆาตัวนี้เคยเข่นฆ่าล้างหมู่บ้านมาแล้ว ก็คงไม่มีใครคิดเช่นนี้อย่างแน่นอน
"ไอ้โง่ กันไว้ดีกว่าแก้โว้ย!"
"หากข้าไม่คอยคุ้มครองเจ้า ปิดข่าวให้เจ้ามาตลอด ด้วยสันดานของเจ้า ป่านนี้คงโดนหน่วยปราบมารจับตัวไปตั้งนานแล้ว" ชายฉกรรจ์เอ่ยอย่างหงุดหงิด น้ำเสียงแฝงไปด้วยความโหดเหี้ยม
"แล้วถ้าคนจริงนั่นไม่ได้มาพรุ่งนี้ แต่มาคืนนี้เล่า!"
ชายฉกรรจ์เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
คนจริงผู้นั้นกล้าต่อกรกับใต้เท้า แสดงว่าต้องมีฝีมือ ความมั่นใจ และฐานะที่ทัดเทียมกัน คงไม่ลดตัวมาหลอกลวงตัวละครเล็กๆ อย่างพวกมันหรอก แต่เรื่องแบบนี้ก็ไม่แน่ไม่นอน
หากอีกฝ่ายไม่รักษากติกา บุกมาจู่โจมตอนพวกมันไม่ทันตั้งตัวล่ะจะทำอย่างไร?
"เจ้านายหมายความว่า..."
สมองของพยัคฆาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ ดวงตาของมันยิ่งทอประกายวาววับ
"ก็ใช่น่ะสิ หรือพรุ่งนี้เจ้าอยากจะตาบอด? ดวงตาคู่นี้ ข้าป้อนเนื้อมนุษย์ให้เจ้ากินไปตั้งเท่าไหร่กว่าจะได้มันมา" ชายฉกรรจ์ถอนหายใจ ในใจยังคงเสียดายดวงตาคู่นี้อยู่ไม่น้อย
มันตัดสินใจแล้วว่าจะสู้ตายกับคนจริงผู้นั้น!
ต่อให้ยอมถวายดวงตาของไอ้แมวโง่ตัวนี้ไป ใครจะรับประกันได้ว่าคนจริงผู้นั้นจะไม่ฆ่าพวกมันทิ้ง?
กอปรกับคำรับรองของใต้เท้าผู้นั้นในตอนท้าย ทำให้มันหวั่นไหว
"แล้วเจ้านาย พวกเราควรทำเช่นไรดีขอรับ?"
พยัคฆาตัวนี้เผยสีหน้าดุร้าย มันหมั่นไส้คนจริงผู้นั้นมานานแล้ว ตัวมันเองก็เป็นถึงซานจวิน เป็นราชาแห่งสันเขาร้อยอสูร จะยอมให้ใครมาข่มขู่กันง่ายๆ ได้อย่างไร
ถึงขั้นยอมสละดวงตาของตนเองเชียวหรือ?
ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด!
"พวกเราต้องทำตามวิธีที่ใต้เท้าผู้นั้นบอก เตรียมค่ายกลไว้ล่วงหน้า เมื่อคนจริงผู้นั้นมาถึง เราก็จะเปิดค่ายกล อัญเชิญใต้เท้าผู้นั้นมาจุติทันที"
ชายฉกรรจ์เผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
ถึงตอนนั้น ก็ปล่อยให้ใต้เท้าผู้นั้นกับคนจริงสู้กันเอง ไม่เกี่ยวกับพวกมัน พวกมันก็สามารถรอดพ้นจากเคราะห์กรรมครั้งนี้ได้ หากใต้เท้าชนะ พวกมันก็อาจจะได้รับรางวัลจากใต้เท้าอีกด้วย
ส่วนถ้าใต้เท้าแพ้ล่ะ? ไม่หรอก เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
แม้คนจริงผู้นั้นจะกล้าต่อกรกับใต้เท้า แต่เห็นได้ชัดว่าใต้เท้าเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบ มิเช่นนั้นคงไม่กระตือรือร้นที่จะหาเรื่องคนจริงผู้นั้นเช่นนี้หรอก
แน่นอน หากแพ้จริงๆ ขึ้นมา...
พวกมันก็ต้องฉวยโอกาสหนีสุดชีวิต...
"แต่ข้าน้อยไม่รู้วิธีสร้างค่ายกลนี่ขอรับ" พยัคฆางุนงง
กินคนมันก็อร่อยดี กินไปเรื่อยๆ ก็อร่อยไปเรื่อยๆ
ค่ายกลคือสิ่งใด? มันไม่เคยรู้จัก
"ข้ารู้ก็พอแล้ว เจ้าแมวโง่! อ้อ ไปเรียกผีพรายรับใช้ของเจ้าครึ่งหนึ่งขึ้นมาช่วยสร้างค่ายกลด้วยล่ะ ค่ายกลนั่นซับซ้อนมาก ต้องใช้แรงงานเยอะ ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง ให้พวกมันกระจายตัวอยู่รอบๆ สันเขาร้อยอสูร คอยสังเกตการณ์ให้ดี"
"หากมีความเคลื่อนไหวใดๆ ให้รีบมารายงานทันที ห้ามพลาดเด็ดขาด!"
ชายฉกรรจ์ออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด
"ได้ขอรับ ข้าจะเรียกพวกมันขึ้นมาบนภูเขาเดี๋ยวนี้!"
"โฮก!"
พยัคฆาแผดเสียงคำรามก้องขุนเขาอีกครั้ง ทำเอาฝูงนกแตกตื่นบินว่อน ชาวบ้านในหมู่บ้านผีสิงตีนเขาต่างก็ชะงักงัน จับกลุ่มปรึกษากันอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นก็ส่งชายฉกรรจ์ร่างกำยำครึ่งหนึ่งเดินขึ้นเขาไป
ชายฉกรรจ์ได้ยินเสียงคำรามของไอ้แมวโง่ ก็อดไม่ได้ที่จะมุมปากกระตุก บางครั้งมันก็สงสัยว่าเสือที่มันเลี้ยงไว้ตัวนี้ เป็นแมวมาเกิดหรือเปล่า ทำไมถึงได้โง่ดักดานขนาดนี้
นอกจากจะแหกปากร้องแล้ว เจ้าไม่มีวิธีแจ้งข่าวแบบอื่นเลยรึไง!?
หากคนจริงผู้นั้นบุกมาจริงๆ พวกเราก็คงจบเห่แน่!
มันแค้นใจในความโง่เขลาของพยัคฆา แต่ในระยะเวลาอันสั้นนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ มันกวาดสายตามองไปรอบๆ จนพบที่ราบลานกว้างที่เต็มไปด้วยกองซากศพและโครงกระดูก จึงเริ่มขบคิดว่าจะสร้างค่ายกลที่นี่ได้อย่างไร
เมื่อมองจากระยะไกล ขุนเขาเล็กๆ หลายลูกที่ทอดยาวเป็นแนวเทือกเขาสันเขาร้อยอสูร ภายใต้เงามืดและแสงจันทร์สาดส่อง ดูราวกับศพคนยักษ์ที่ทอดกายสงบนิ่งอยู่บนพื้นดิน ชวนให้รู้สึกขนลุกขนพอง นี่คือเหตุผลที่สถานที่แห่งนี้ได้ชื่อว่าสันเขาร้อยอสูร แต่กลับแทบไม่มีมนุษย์ย่างกรายเข้ามาเลย
ช่างเป็นสถานที่ที่น่าขนลุกเสียจริง
หลี่เหิงเร่งฝีเท้าจนมาถึงเบื้องหน้าสันเขาร้อยอสูร เขาหยุดฝีเท้า ทอดสายตามองภูเขาเล็กๆ ตรงหน้า พลางขมวดคิ้ว เหตุใดสถานที่แห่งนี้จึงมีไอสางหนาทึบถึงเพียงนี้?
หน่วยปราบมารไม่เคยมีการบันทึกหรือรายงานเรื่องนี้เลยหรือ?
หรือว่าพื้นที่ป่าเขารอบนอกก็เป็นเช่นนี้กันหมด?
หืม? เสียงเสือคำรามรึ? ในตอนนั้นเอง เสียงคำรามของพยัคฆาก็ดังแว่วมา ทว่าด้วยระยะทางที่ห่างไกล หากเป็นคนทั่วไปที่ไม่ตั้งใจฟัง คงคิดว่าเป็นเพียงหูแว่วไปเอง
ไอ้เสือตัวนี้ดึกดื่นค่อนคืนไม่หลับไม่นอน มาร้องโหยหวนอะไรกัน?
หลี่เหิงเลิกคิ้ว ก่อนจะเผยรอยยิ้มเยือกเย็น
เขากะไว้แล้วเชียวว่าไอ้สองตัวนี้มันต้องไม่ยอมอยู่เฉยแน่
เพียงแค่ขยับความคิด เขาก็เพ่งจิตถึงความมืดและไอสาง จำแลงกายเป็นผีดิบลี้ลับ ร่างของเขาค่อยๆ กลืนหายไปในความมืดมิด มุ่งหน้าเดินต่อไปยังสันเขาร้อยอสูรที่มีซานจวิน ยึดครองอยู่
ณ ยอดเขาสันเขาร้อยอสูร ชายฉกรรจ์จ้องมองเหล่าผีพรายรับใช้
"ข้ารู้ว่าพวกเจ้าไม่อยากทำงานให้ไอ้แมวโง่ตัวนั้น แต่พวกเจ้าก็ต้องรู้ไว้ด้วยว่า การที่พวกเจ้ายังคงดำรงอยู่บนโลกใบนี้ได้ ก็เป็นเพราะพลังของไอ้แมวโง่ตัวนั้น ดังนั้นก็เลิกขัดขืนเสียเถอะ"
"ทำตามคำสั่งข้า ไปทำในสิ่งที่ควรทำซะ!"
ชายฉกรรจ์เหล่านั้นที่กลายเป็นผีพรายรับใช้ไปแล้วต่างมีสีหน้าไร้อารมณ์ ไม่ยอมส่งเสียง หรือขยับเขยื้อนใดๆ ราวกับรูปปั้นสลักก็ไม่ปาน ชายฉกรรจ์เจ้าของโรงเตี๊ยมมีสีหน้าย่ำแย่ ไอ้พวกชาวบ้านชั้นต่ำพวกนี้กล้าไม่ไว้หน้ามันงั้นรึ?
คิดว่าเจ้านายของเจ้านาย จะไม่ใช่เจ้านายของพวกเจ้าหรืออย่างไร?
"ไอ้แมวโง่ สั่งให้พวกมันลงมือทำซะ"
ชายฉกรรจ์เอ่ยเสียงเรียบ
"ขอรับ เจ้านาย"
พยัคฆาหันไปจ้องมองเหล่าผีพรายรับใช้ "พวกเจ้าจงรีบทำตามที่เจ้านายสั่งซะ มิฉะนั้นก็อย่าหาว่าข้าซานจวิน ใจร้าย สั่งให้พวกเจ้าแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน!" พยัคฆาเอ่ยพลางแผดเสียงคำราม ก่อให้เกิดคลื่นพลังลึกลับแผ่ซ่านออกไป
ภายใต้แรงกดดันจากคลื่นพลังนั้น ในที่สุดเหล่าผีพรายรับใช้ก็ไม่อาจขัดขืนได้อีกต่อไป
พวกมันทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย
หลังจากก้าวเข้าสู่สันเขาร้อยอสูร หลี่เหิงก็ใช้วิชาตามรอยหมื่นลี้ ในตอนที่อยู่ในการชุมนุม เขาได้จดจำลักษณะคลื่นพลังของชายฉกรรจ์และปีศาจพยัคฆาไว้แล้ว จึงสามารถสะกดรอยตามพวกมันได้
นี่คือสาเหตุที่เขากล้าบุกมาสังหารพวกมันในยามวิกาล
จากนั้นเขาก็แหงนหน้ามองไปยังยอดเขาสันเขาร้อยอสูร
เสือตัวเดียวยังกล้าขึ้นไปอาศัยอยู่บนยอดเขาเชียวรึ? ช่างอหังการเสียจริง!
เขาอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะก้าวเดินขึ้นเขาไปอย่างมั่นคง ไหนๆ ก็บอกไปแล้วว่าจะมาเยือนถึงหน้าบ้าน! เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของตนเอง เขาจะผิดคำพูดไม่ได้เด็ดขาด
หลี่เหิงเร้นกายในความมืด พุ่งทะยานไปตามป่าเขาด้วยความเร็วสูง
จู่ๆ หลี่เหิงก็หยุดชะงัก ขมวดคิ้วมองไปยังทิศทางหนึ่งเบื้องหน้า เขาเพ่งจิตเรียกเนตรสวรรค์ขึ้นมา แล้วกวาดสายตามองอีกครั้ง ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง ผีพรายรับใช้ตนนึงกำลังหมอบซุ่มดูลาดเลาอยู่อย่างเงียบเชียบงั้นรึ?
เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นนักฆ่าซุ่มยิงหรือไง?
[จบแล้ว]