- หน้าแรก
- ระบบเพ่งนิมิต พิชิตมาร
- บทที่ 100 - กองทหารผีปรากฏอีกครา
บทที่ 100 - กองทหารผีปรากฏอีกครา
บทที่ 100 - กองทหารผีปรากฏอีกครา
บทที่ 100 - กองทหารผีปรากฏอีกครา
"แนะนำภารกิจหรือ?"
หวังตงไหลประหลาดใจเล็กน้อย
"พี่หลี่ กระดานประกาศภารกิจฝั่งนั้นมีกองอยู่เป็นภูเขาเลากา ไม่เห็นต้องให้ข้าแนะนำเลยกระมัง? อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว หรือว่าท่านอยากจะรับภารกิจเบาๆ สบายๆ? ก็สมควรอยู่หรอก ช่วงที่ผ่านมาท่านทำงานไม่ได้หยุดหย่อนเลย การรับภารกิจง่ายๆ สักงานก็เป็นเรื่องสมควร"
ยังไม่ทันที่หลี่เหิงจะเอ่ยปาก หวังตงไหลก็ทำหน้าราวกับบรรลุแจ้ง
"พี่หลี่ ท่านลองดูภารกิจนี้เป็นอย่างไร?"
เขายื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนข้อความอัดแน่นออกมาจากใต้เคาน์เตอร์
"ภารกิจนี้ข้าเพิ่งจะเขียนเสร็จ ยังไม่ทันได้นำไปติดบนกระดานประกาศเลย ทว่าภารกิจนี้สบายแสนสบาย ท่านรับไปได้อย่างวางใจเลย!"
เขายิ้มอย่างได้ใจ พลางผายมือเชิญให้หลี่เหิงดู
หลี่เหิงกวาดตามอง ปรากฏแววตาประหลาดใจ
"ราษฎรบางส่วนในเมืองเป่ยอันมีอาการอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง ร่างกายเหนื่อยล้า โปรดเร่งรุดไปสืบสวนและรายงานผลที่พบ รางวัลห้าร้อยแต้มผลงาน?"
"ถูกต้อง ไม่มีผิดเพี้ยน"
หวังตงไหลยิ่งได้ใจ
"ภารกิจนี้นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก ภารกิจสืบสวนไม่จำเป็นต้องไปต่อสู้เสี่ยงตายกับสิ่งลี้ลับ สถานที่ปฏิบัติภารกิจก็อยู่ในเมืองเป่ยอัน ไม่ต้องกังวลว่าจะพลัดหลงเข้าไปในดินแดนเร้นลับอันตรายใดๆ"
"ไม่ทราบว่าภารกิจนี้ถูกใจพี่หลี่หรือไม่?"
เขามองหลี่เหิงด้วยแววตาคาดหวัง
ในฐานะที่เป็นคนเก่าคนแก่ผู้คลุกคลีอยู่กับการเข้าสังคมมาเนิ่นนาน เขาย่อมตระหนักดีว่าเมื่อผู้อื่นเคยยื่นมือช่วยเหลือท่านแล้ว ท่านก็สมควรหาโอกาสช่วยเหลือกลับไปบ้าง เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวท่านนั้นมีคุณค่าพอที่จะคบหาด้วย
แน่นอนว่าการช่วยเหลือตอบแทนนั้น ทางที่ดีควรเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
เพราะนั่นหมายความว่าหนี้บุญคุณยังไม่ถูกชดใช้จนหมดสิ้น ยังสามารถสานสัมพันธ์ต่อไปได้เรื่อยๆ เป็นการหลีกเลี่ยงสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อหนี้บุญคุณถูกชดใช้จนหมดแล้วจะหาข้ออ้างใดมาช่วยเหลือเกื้อกูลกันอีก
หลี่เหิงขมวดคิ้ว ไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใด
เขาพินิจพิจารณากระดาษแผ่นนี้อย่างละเอียด อ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง ร่างกายเหนื่อยล้า? ไม่นานเขาก็นึกเชื่อมโยงไปถึงศาลเจ้าที่ซึ่งคนของตระกูลหวังอย่างหวังเสวียนจีเป็นผู้สร้างขึ้น ราษฎรที่มีอาการอ่อนเพลียเหล่านี้ ดูเหมือนจะอาศัยอยู่ละแวกศาลเจ้าที่เหล่านั้นพอดิบพอดี
"ทำไม หรือว่าไม่ถูกใจพี่หลี่?"
เมื่อเห็นหลี่เหิงขมวดคิ้ว หวังตงไหลก็ใจหายวาบ ไม่น่าจะใช่กระมัง นี่นับว่าเป็นภารกิจที่ง่ายดายที่สุดในหน่วยปราบมารแล้วนะ เพียงแค่ออกไปสืบสวน หากอยากจะแอบอู้งานสักหน่อย ก็แค่ไปเดินเตร็ดเตร่ตามท้องถนน แล้วตวัดพู่กันเขียนรายงานส่งๆ ไปสองสามบรรทัดก็สิ้นเรื่อง
นี่มันออกไปเดินเล่นพร้อมกับรับแต้มผลงานชัดๆ!
ในยามปกติ ภารกิจสืบสวนเช่นนี้พอถูกนำไปแปะบนกระดานประกาศปุ๊บ ก็จะถูกพวกผู้ปราบมารรุ่นเก๋าที่จ้องตะครุบอยู่แย่งชิงไปในทันที ไม่ปล่อยให้ค้างเติ่งอยู่บนกระดานแม้แต่วินาทีเดียว
"หรือว่าท่านไม่พอใจในความยากระดับนี้?"
เขาเอ่ยปากถามย้ำ
"หากพี่หลี่รังเกียจว่ามันยากเกินไป ข้ายังมี..."
"มันง่ายเกินไป"
หลี่เหิงเอ่ยขัดจังหวะหวังตงไหลด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ง่ายเกินไปหรือ!"
เดิมทีหวังตงไหลตั้งใจจะบอกว่าเขายังมีภารกิจที่ง่ายกว่านี้อีกสองสามงาน นึกไม่ถึงว่าหลี่เหิงจะเอ่ยประโยคนี้ออกมา ทำเอาเขาถึงกับยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก
ให้ตายเถอะ ยังมีผู้ปราบมารที่รังเกียจว่าภารกิจง่ายเกินไปอยู่อีกหรือ?
แต้มผลงานที่ส่งมาประเคนให้ถึงที่กลับไม่เอา?
"เจ้าช่วยแนะนำภารกิจที่ยากกว่านี้หน่อยเถิด ทางที่ดีควรมีสิ่งลี้ลับของจริงอยู่ด้วย และต้องเป็นสิ่งลี้ลับที่แข็งแกร่ง"
หลี่เหิงบอกกล่าวความต้องการของตนเอง
เขาพอจะเดาเบื้องลึกเบื้องหลังของอาการอ่อนเพลียในหมู่ราษฎรได้บ้างแล้ว ทว่าเขาคร้านที่จะเข้าไปก้าวก่าย ถึงอย่างไรก็ยังไม่มีผู้ใดตกตาย ผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังก็คือพวกตระกูลใหญ่ สังหารไปก็ไม่ได้พลังต้นกำเนิดแม้แต่น้อย
มีเวลาว่างมาทำเรื่องไร้สาระ สู้เอาเวลาไปล่าสังหารสิ่งลี้ลับดีกว่า
บางทีเรื่องนี้อาจจะเป็นที่รู้เห็นเป็นใจกันอยู่แล้วก็เป็นได้
ตอนที่นายอำเภอเริ่นไห่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ เขาก็สั่งทุบทำลายศาลเจ้าที่ไปหนึ่งแห่ง แต่บัดนี้กลับทำเป็นหูทวนลม ปล่อยให้คนของตระกูลใหญ่สร้างศาลเจ้าที่ขึ้นมาใหม่โดยไม่สนใจไยดี
ปรากฏการณ์เช่นนี้ชวนให้ผู้คนจินตนาการไปได้สารพัด
อย่างมากที่สุด หากเป็นทางผ่าน เขาก็อาจจะแวะไปก่อกวนสักหน่อย ถึงอย่างไรหากว่ากันตามตรง เขากับพวกตระกูลใหญ่ก็ผูกความแค้นกันไว้แล้ว แม้ว่าพวกตระกูลใหญ่จะยังไม่รู้ตัวตนของเขาก็ตาม
"นี่ พี่หลี่แน่ใจหรือว่าต้องการภารกิจยากๆ?"
หวังตงไหลหยั่งเชิงถาม ในใจรู้สึกประหลาดใจ หรือว่าหลี่เหิงจะมีความแค้นฝังลึกกับสิ่งลี้ลับ? ยกตัวอย่างเช่น อาจจะเคยใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยอยู่กับน้องสาวตั้งแต่เด็ก แล้ววันดีคืนดีน้องสาวก็ถูกสิ่งลี้ลับสังหารตาย จากนั้น...
เขาเริ่มจินตนาการปะติดปะต่อเรื่องราวไปต่างๆ นานา
"ข้าแน่ใจ รบกวนเจ้าช่วยแนะนำที"
หลี่เหิงปรายตามองหวังตงไหล ทำให้เขาดึงสติกลับมาได้
"ได้เลย หากต้องการภารกิจยากๆ ข้าก็พอมีอยู่สองสามงาน ไม่ทราบว่าภารกิจนี้เหมาะสมกับพี่หลี่หรือไม่? เมื่อช่วงก่อนทางฝั่งเมืองชั้นตะวันตกมีกองทหารผีปรากฏตัวในยามวิกาล ช่วงเวลานั้นเคยมีผู้ปราบมารรับภารกิจนี้ไปตรวจสอบ ทว่าพอถึงรุ่งสาง กลับพบเพียงศพไร้หัวของพวกเขากองอยู่กลางถนน ชวนให้สยดสยองยิ่งนัก จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดกล้ารับภารกิจนี้อีกเลย"
เขายื่นกระดาษที่เขียนข้อความอัดแน่นอีกแผ่นให้หลี่เหิง
หลี่เหิงขมวดคิ้วอีกครา
การกระทำนี้ยิ่งทำให้หวังตงไหลงุนงง เกิดอะไรขึ้น? หรือว่ายังไม่ถูกใจอีก? ภารกิจนี้ถือว่ายากมากแล้วนะ! ทางเบื้องบนยังหารือกันอยู่เลยว่าจะเพิกเฉยต่อคดีนี้ไปเลยดีหรือไม่
ถึงอย่างไรคดีนี้ก็ไม่ได้มีผู้เสียชีวิตมากนัก
"ตกลง ข้ารับภารกิจนี้"
หลี่เหิงยื่นป้ายคำสั่งประจำตัวให้หวังตงไหลเพื่อลงทะเบียน
หวังตงไหลยืนอึ้ง รู้สึกว่าการกระทำของหลี่เหิงนั้นยากจะคาดเดา เมื่อครู่ขมวดคิ้วแต่ไม่ยอมรับภารกิจ บัดนี้ขมวดคิ้วแต่กลับรับภารกิจเสียนี่?
นี่น่ะหรือคือวิถีของยอดฝีมือผู้สามารถสังหารอัจฉริยะจากตระกูลใหญ่ได้?
เขาคิดในใจว่าตนเองคงไม่อาจเข้าใจเหตุผลนี้ได้จริงๆ
ทว่าเขาก็มีความเป็นมืออาชีพมากพอ หลังจากดึงสติกลับมาได้ เขาก็ทำการลงทะเบียนตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ไม่เอ่ยปากถามสิ่งใดให้มากความ การรู้ความลับมากเกินไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย
หลี่เหิงรับป้ายคำสั่งคืน กล่าวอำลาหวังตงไหล เดินออกจากหน่วยปราบมารผ่านประตูฝั่งตะวันออกของหอภารกิจ พลางครุ่นคิดถึงคดีทหารผีปรากฏตัว
เดิมทีเขาคิดว่าเหตุการณ์ทหารผีจะยุติลงไปพร้อมกับการล่มสลายของอาณาเขตผีตระกูลจางแล้ว นึกไม่ถึงว่าทางฝั่งเมืองชั้นตะวันตกจะยังมีทหารผีปรากฏตัวอยู่อีก? หรือว่าทหารผีฝั่งตะวันตกจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทหารผีตระกูลจาง?
หรืออาจจะเกี่ยวข้องกันเพียงเล็กน้อย?
ข้อสันนิษฐานมากมายผุดขึ้นในหัว ทว่าไม่นานเขาก็ปัดมันทิ้งไป ช่างเถอะ ไปดูให้เห็นกับตาก่อนก็แล้วกัน สำหรับเขาแล้วยิ่งมีทหารผีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะนั่นหมายความว่าเขาจะกอบโกยพลังต้นกำเนิดได้มากขึ้น
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูเมืองชั้นใน เขาก็พบกับสิงหย่งที่ยืนตัวตรงตระหง่านราวกับหอคอยเหล็ก หลี่เหิงเลิกคิ้ว นึกว่ามือปราบสิงผู้นี้จะไม่ต้องเฝ้าประตูเมืองแล้วเสียนีก นึกไม่ถึงว่ายังต้องรับหน้าที่นี้อยู่อีก?
"มือปราบสิง การตรวจค้นเสร็จสิ้นแล้วหรือ?"
สิงหย่งได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป เมื่อหันมองก็พบว่าเป็นหลี่เหิง
"ที่แท้ก็พี่หลี่นี่เอง ครั้งนี้จะออกไปปฏิบัติภารกิจของหน่วยปราบมารอีกแล้วหรือ? ทางฝั่งข้าตรวจค้นเสร็จสิ้นแล้วล่ะ นี่ไง ก็เลยต้องกลับมาเฝ้าประตูเมืองต่อ"
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความขื่นขมและเย้ยหยันตนเอง
หลี่เหิงพยักหน้ารับเบาๆ เขามองออกทะลุปรุโปร่งว่ามือปราบสิงผู้นี้คงไปล่วงเกินผู้ใดเข้าเป็นแน่ เกรงว่าคงหนีไม่พ้นนายอำเภอเริ่นไห่ผู้มีฉายาว่าเริ่นหน้าเลือดที่ราษฎรตั้งให้นั่นแหละ
มิเช่นนั้น ด้วยระดับพลังขอบเขตผลัดเปลี่ยนโลหิตของสิงหย่ง ไฉนเลยจะไม่ได้เป็นถึงหัวหน้ามือปราบ? หรือต่อให้ได้เป็นหัวหน้ามือปราบแล้ว ก็คงเป็นเพียงตำแหน่งลอยๆ ไร้อำนาจที่แท้จริง ถึงได้ถูกส่งมาเฝ้าประตูเมืองเช่นนี้
สิงหย่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นอีกครา
"พี่หลี่ ท่านคงตระหนักถึงสถานการณ์ของหน่วยปราบมารในยามนี้ดี หลังจากที่ท่านก้าวออกไปสู่เมืองชั้นนอกแล้ว คงมีพวกอันธพาลและพรรคพวกต่างๆ คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของท่าน หรืออาจจะสรรหาวิธีการสารพัดมากลั่นแกล้งก่อกวนท่าน"
"เมื่อถึงเวลานั้น ท่านอย่าได้วู่วามเด็ดขาด พวกมันมีคนคอยหนุนหลังอยู่"
เขาเอ่ยเตือนหลี่เหิงด้วยความหวังดีจากใจจริง
หลี่เหิงยิ้มมุมปาก ใช้วิธีตื้นเขินปานนี้เชียวหรือ?
ด้วยนิสัยเย่อหยิ่งจองหองของพวกตระกูลใหญ่ ไม่น่าจะคิดหาวิธีการต่ำต้อยเช่นนี้ได้ คาดว่าคงเป็นฝีมือของพวกลูกน้องที่พยายามเอาอกเอาใจเจ้านาย คิดไปเองว่าการทำเช่นนี้จะช่วยให้ได้รับความดีความชอบกระมัง?
ทว่าเขาก็คร้านที่จะวู่วาม
บัดนี้เขาเพียงตวัดมือคราเดียวก็สามารถตบคนตายได้แล้ว
การตบคนตายด้วยมือเดียว จะนับว่าวู่วามได้อย่างไร?
เมื่อเห็นสีหน้าของหลี่เหิง สิงหย่งก็ลอบยิ้มขื่นในใจ พี่หลี่ผู้นี้คงไม่ได้เก็บคำเตือนของเขาไปใส่ใจเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าพี่หลี่จะเก่งกาจถึงขั้นคลี่คลายคดีเรือบุปผาได้ด้วยตัวคนเดียวก็เถอะ
ทว่าพวกขยะสังคมชั้นต่ำนั้นไร้ซึ่งกฎเกณฑ์และศีลธรรมใดๆ สุนัขลอบกัดท่านหนึ่งคำ ท่านจะกัดสุนัขตอบหรืออย่างไร?
พวกมันตั้งตารอให้ท่านลงมืออยู่แล้ว เพื่อที่จะได้ฉวยโอกาสจับผิด และนำไปประจบประแจงเจ้านายเพื่อขอรับรางวัล
เมื่อคิดทบทวนดูแล้ว เขาก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกไปอีก
การพูดคุยอย่างลึกซึ้งกับคนที่ไม่สนิทสนมกันย่อมเป็นข้อห้าม
พี่หลี่ผู้นี้ยังหนุ่มยังแน่น ไฟแรงและหยิ่งทะนง จะยอมรับฟังคำเตือนของคนเก่าคนแก่อย่างเขาได้อย่างไร? คงต้องรอให้สะดุดล้มจนหัวแตกเสียก่อน ถึงจะรู้จักจดจำบทเรียน
"ขอบคุณมือปราบสิง เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน"
การเดินทางจากเมืองชั้นในออกสู่เมืองชั้นนอก ไม่จำเป็นต้องผ่านการตรวจตราอย่างเข้มงวด หลี่เหิงกล่าวขอบคุณและก้าวเดินออกจากเมืองชั้นในทันที
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ถนนในเมืองชั้นนอก หลี่เหิงก็สัมผัสได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาที่เขา เมื่อมองทอดออกไปแต่ไกล ก็พบกับกลุ่มอันธพาลสามห้าคน ท่าทางดุดันเอาเรื่อง
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้าไปหาพวกมัน
เมื่อกลุ่มอันธพาลเห็นหลี่เหิงเดินตรงเข้ามา ก็พากันตกตะลึง ให้ตายเถอะ เจ้าเด็กเมื่อวานซืนนี่มาจากไหนกัน? บังอาจเดินรี่เข้ามาหาพวกมันเชียวหรือ?
หรือว่าผู้ปราบมารผู้นี้จะคิดว่าสถานการณ์ในตอนนี้ยังเหมือนเมื่อก่อน?
พวกมันลอบหัวเราะเยาะในใจ ดูท่าคงมีความดีความชอบมาประเคนให้ถึงที่อีกแล้ว หลังจากหัวเราะเสร็จ พวกมันก็ไม่ยืนรออยู่กับที่ รีบเดินเข้าไปประจันหน้าทันที
"ท่านผู้ปราบมาร พวกเรามีเรื่องจะรายงานขอรับ"
"ใช่แล้ว พวกเราพบเห็นสิ่งลี้ลับตนหนึ่งขอรับ!"
"ท่านดูสิ ทางฝั่งโน้นมีห้องน้ำอยู่หนึ่งห้อง ภายในนั้นมีผีห้องน้ำซ่อนตัวอยู่ ท่านรีบไปจัดการมันเถิดขอรับ!"
พวกมันชี้มือไปยังส้วมหลุมที่อยู่ห่างออกไป พลางแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย
หลี่เหิงยืนนิ่ง ไม่ปริปากพูดสิ่งใด
กลุ่มอันธพาลตกตะลึง สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นดุดัน
"ทำไม หรือว่าท่านผู้ปราบมารคิดจะละทิ้งหน้าที่?"
"หน่วยปราบมารของพวกท่านมีกฎระเบียบอยู่มิใช่หรือ หากพบเห็นราษฎรแจ้งเบาะแสเรื่องสิ่งลี้ลับ ต้องเร่งรุดไปจัดการในทันที ท่านคงไม่ได้ลืมกฎข้อนี้ไปแล้วกระมัง?"
"จริงสิ ได้ยินมาว่าในหน่วยปราบมารมีฆาตกรซ่อนตัวอยู่ ท่านรู้เรื่องนี้หรือไม่? หากรู้ก็จงสารภาพมาแต่โดยดี พวกเราจะไม่สร้างความลำบากใจให้ท่าน"
พวกมันเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชันและเยาะเย้ย
"พวกเจ้ามาจากพรรคใด?"
หลี่เหิงเอ่ยถาม
"พรรคใดกัน? พวกเราไม่รู้เรื่อง"
พวกมันปฏิเสธเสียงแข็ง อ้างว่าพวกตนเป็นเพียงอันธพาลไร้สังกัด ไม่รู้จักพรรคพวกใดๆ ทั้งสิ้น ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว พวกที่เข้ามาคลุกคลีในวงการนักเลงย่อมไม่ใช่พวกโง่งม มีหรือจะยอมเปิดเผยที่มาของตนเองง่ายๆ?
หน่วยปราบมารคือองค์กรอิสระที่ใช้ความรุนแรงเชียวนะ
พวกมันจะกล้าตั้งตนเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยได้อย่างไร?
หลี่เหิงส่ายหน้า เขามองออกทะลุปรุโปร่งถึงสันดานของพรรคพวกเหล่านี้ พวกมันก็แค่พยายามยั่วยุให้เขาลงมือ เพื่อจะได้นำไปป่าวประกาศใส่ร้ายว่าหน่วยปราบมารสังหารหรือทำร้ายประชาชน ทำลายชื่อเสียงของหน่วยปราบมารให้ป่นปี้
วิถีการกระทำช่างคู่ควรกับคำว่าขยะสังคมชั้นต่ำเสียจริง
"ทำไม หรือว่าท่านผู้ปราบมารคิดจะลงมือหรือ?"
"ผู้ปราบมารไม่ยอมไปปราบมาร ไม่ยอมไปสังหารสิ่งลี้ลับ กลับคิดจะมาทำร้ายประชาชนตาดำๆ อย่างพวกเรางั้นหรือ? ท่านคิดจะใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้อื่นใช่หรือไม่?"
"เข้ามาสิ ลงมือเลย ท่านคิดว่าพวกเรากลัวท่านงั้นหรือ!"
กลุ่มอันธพาลเริ่มงัดเอาลูกไม้เดิมๆ ออกมาใช้
หลี่เหิงไม่ตอบโต้ เขาเพียงยื่นมือไปตบไหล่พวกมันเบาๆ คนละที จากนั้นก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างสง่างาม มุ่งหน้าสู่เมืองชั้นตะวันตก ทิ้งให้พวกอันธพาลยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ ไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้นิ้วเดียว
เขาใช้พลังปราณสะกดจุดและตรึงร่างพวกมันไว้ พร้อมกับทำลายเส้นเอ็นและกระดูกบางส่วน เพื่อรับประกันว่าพวกมันจะได้ใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายอย่างสงบสุข ไม่ต้องไปชกต่อยตีทัพจับศึกกับผู้ใดอีก
เมื่อนึกถึงความเมตตากรุณาของตนเอง หลี่เหิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื้นตันใจ
เขาช่างเป็นพ่อพระผู้ประเสริฐเสียจริง
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง หม่าซู่เสวียนก็เดินทางมาถึงเหนือน่านฟ้าเมืองเป่ยอัน
[จบแล้ว]