- หน้าแรก
- รีสตาร์ท รีเทิร์น รีบอร์น หนึ่งเก้าเก้าเอ็ด
- บทที่ 37 มิตรภาพในยามยาก
บทที่ 37 มิตรภาพในยามยาก
บทที่ 37 มิตรภาพในยามยาก
เสียงด่าทอและเสียงชกต่อยที่ดังระงมเมื่อครู่ ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงตวาดกร้าว!
หลิวฉางไห่หันขวับไปมอง ก็เห็นหลิวชุนเซิงยืนอยู่ จึงรีบตะโกนบอก "ท่านรองฯ หลิวครับ ไอ้พวกหมาหมู่พวกนี้ จู่ๆ ก็พุ่งเข้ามารุมกินโต๊ะผมแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเลยครับ!"
พวกนักเลงหัวไม้ที่กำลังได้ใจ พอเห็นหน้าหลิวชุนเซิงปุ๊บ ก็หงอลงทันทีราวกับมะเขือโดนน้ำค้างแข็ง
พวกมันสบตากันแวบหนึ่ง แล้วก็ทำท่าจะหันหลังใส่เกียร์หมาหนี
แต่ความไวของพวกมันหรือจะสู้ความไวในการชักปืนของหลิวชุนเซิงได้ หลิวชุนเซิงล้วงปืนพก Type 54 ออกจากซองหนังอย่างคล่องแคล่ว ปากกระบอกปืนสีดำทะมึนเล็งตรงไปยังกลุ่มนักเลงในชั่วพริบตา
เสียงของหลิวชุนเซิงดังกังวานกึกก้อง ทะลุความเงียบงันของยามค่ำคืน "หยุดเดี๋ยวนี้! อย่าคิดหนีนะโว้ย ลองดูสิว่าตีนพวกแกกับลูกปืนฉัน อะไรมันจะไวกว่ากัน! เอามือกุมหัวแล้วนั่งยองๆ ลงไปให้หมด เร็วเข้า!"
ในยุคก่อนที่จะมีการประกาศใช้กฎหมายควบคุมอาวุธปืนในปี 1996 สภาพสังคมยังค่อนข้างวุ่นวายและอันตราย เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการบางคนจึงมักจะพกปืนพกติดตัวกลับบ้านด้วยเพื่อความปลอดภัย และหลิวชุนเซิงก็คือหนึ่งในนั้น
ปืนในมือของเขาเวลานี้ เปรียบเสมือนกำแพงเหล็กกล้าที่ไม่อาจข้ามผ่านได้ ช่วยสะกดข่มความกร่างของพวกนักเลงหัวไม้ที่มักจะทำตัวเป็นอันธพาลครองเมืองได้อย่างชะงัดนัก
พวกนักเลงหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ขาสั่นพั่บๆ อย่างควบคุมไม่ได้ หนึ่งในนั้นที่ขี้ขลาดตาขาวหน่อย ถึงกับรู้สึกอุ่นวาบที่เป้ากางเกง เกือบจะฉี่ราดรดกางเกงอยู่รอมร่อ
พวกมันหมดสิ้นความกล้าที่จะขัดขืน ต่างพากันเอามือกุมหัวแล้วคุกเข่าลงกับพื้นอย่างว่าง่าย ราวกับนกคุ่มที่ตื่นตระหนกตกใจ
แม้แต่นักเลงคนที่โดนฟาดหัวแตก นอนโอดครวญอยู่บนพื้นก่อนหน้านี้ ก็ยังต้องฝืนทนความเจ็บปวด ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมากุมหัวคุกเข่าด้วยความลนลาน กลัวว่าถ้าชักช้า ลูกปืนอาจจะเจาะทะลุกะโหลกเอาได้
ในตอนนั้นเอง ชาวบ้านพลเมืองดีหลายคนก็เริ่มกรูกันเข้ามาจากทุกสารทิศ
ในยุคนั้น ภาพลักษณ์ของตำรวจในสายตาประชาชนช่างยิ่งใหญ่และน่ายำเกรง ขอเพียงตำรวจออกโรง ประชาชนก็พร้อมและเต็มใจที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
พวกเขารีบปลดเข็มขัดของพวกนักเลงออก แล้วช่วยกันจับมัดไพล่หลังอย่างทะมัดทะแมง ปากก็พร่ำด่าทอสาปแช่งพฤติกรรมอันธพาลของพวกมันไม่หยุดหย่อน
หลิวฉางไห่ร้อนรนใจจนแทบจะบ้า ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง พุ่งตัวเข้าไปหาสือเหล่ยอย่างรวดเร็ว เขาประคองศีรษะของสือเหล่ยมาไว้ในอ้อมแขนอย่างเบามือ เสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น "สือเหล่ยๆ สือเหล่ย! ตื่นสิวะ! นายเป็นยังไงบ้าง"
สภาพของสือเหล่ยตรงหน้าช่างน่าเวทนายิ่งนัก ใบหน้าปูดบวมเป่งราวกับแป้งขนมปังที่ขึ้นฟูจนล้นชาม ผิดรูปผิดร่างไปหมด ดวงตาทั้งสองข้างบวมปิดจนเหลือเพียงรอยแยกเล็กๆ แทบจะดูไม่ออกเลยว่ากำลังลืมตาหรือหลับตาอยู่
สือเหล่ยหายใจรวยริน เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน "ฉางไห่ ฉันคง... คงจะไม่รอดแล้วว่ะ ฉันขอร้องนายเรื่องนึงได้ไหม..."
"อย่าพูดบ้าๆ นะเว้ย! นายต้องไม่เป็นไรสิ! ไม่ว่าเรื่องอะไร ฉันก็ยอมรับปากทั้งนั้นแหละ!" ขอบตาของหลิวฉางไห่แดงก่ำ น้ำเสียงปนสะอื้น
สือเหล่ยพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างยากลำบาก แล้วพูดต่อ "จริงนะ ที่ฉันจะขอก็คือ... ต่อไปนี้ อย่าใช้ให้ฉันซักถุงเท้ากับกางเกงในให้นายอีกเลยนะ นายรับปากฉันได้ไหมล่ะ"
หลิวฉางไห่อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบพยักหน้ารับปากทั้งน้ำตา "ฉันรับปาก! ฉันสาบานเลยว่าจะไม่ให้นายซักกางเกงในกับถุงเท้าให้อีกแล้ว!"
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า วินาทีต่อมา สือเหล่ยจะกลับมามีเรี่ยวมีแรงฮึดขึ้นมาดื้อๆ เขาสะบัดตัวหลุดจากอ้อมแขนของหลิวฉางไห่ แล้วลุกขึ้นนั่งหน้าตาเฉย พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ฉางไห่ แกพูดแล้วนะเว้ย ห้ามคืนคำเด็ดขาด!"
"ไอ้บ้าเอ๊ย!" หลิวฉางไห่ทั้งตกใจ ทั้งดีใจ ทั้งโกรธ ทั้งฉุน ง้างมือทำท่าจะฟาดสือเหล่ยสักฉาด "แกทำฉันตกใจแทบตาย นึกว่าจะตายจริงๆ ซะแล้ว!"
"ซี๊ดดดด!" สือเหล่ยสูดปากด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าบิดเบี้ยว "ก็มันเจ็บจริงๆ นี่หว่า"
หลิวชุนเซิงยืนดูฉากดราม่าปนฮานี้อยู่ ก็อดส่ายหน้ายิ้มๆ ไม่ได้ "เอาล่ะๆ เลิกเล่นกันได้แล้ว รบกวนทุกคนช่วยคุมตัวผู้ต้องสงสัยพวกนี้ไปส่งที่โรงพักหน่อยนะครับ"
ชาวบ้านพลเมืองดีต่างขานรับอย่างพร้อมเพรียง แล้วช่วยกันคุมตัวพวกนักเลงเดินเรียงแถวหน้ากระดานมุ่งหน้าสู่สถานีตำรวจ
หลิวฉางไห่หันไปบอกหลิวชุนเซิง "ขอบคุณมากครับท่านรองฯ! ท่านมาได้จังหวะพอดีเลย!"
หลิวชุนเซิงตอบ "บังเอิญจริงๆ แหละ ฉันเพิ่งเลิกงาน กำลังจะกลับบ้านก็ผ่านมาเจอพอดี ป่ะ ไปโรงพักกัน ไปให้ปากคำหน่อย"
หลิวฉางไห่พยักหน้ารับ แล้วเดินตามหลิวชุนเซิงไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอ
พอไปถึง หลิวชุนเซิงก็กล่าวขอบคุณชาวบ้านพลเมืองดีอย่างจริงใจ ก่อนจะอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ร้อยเวรฟังอย่างละเอียด
จากนั้น นักเลงหัวแตกกับสือเหล่ยที่บาดเจ็บหนักกว่าเพื่อน ก็ถูกส่งตัวไปทำแผลที่โรงพยาบาล
ส่วนหลิวฉางไห่ แค่ฟกช้ำดำเขียวเล็กน้อย เพราะมัวแต่ขดตัวเอามือกุมหัวป้องกันตัวไว้ได้ทัน จึงไม่ต้องไปโรงพยาบาล
นักเลงอีกสี่คนที่เหลือถูกจับแยกห้องสอบสวน
หลังจากให้ปากคำเสร็จ หลิวฉางไห่ก็หมดธุระที่โรงพัก ตำรวจบอกให้กลับไปรอฟังผลการสอบสวนที่บ้านได้เลย เขาจึงถามชื่อโรงพยาบาลที่สือเหล่ยถูกส่งตัวไป แล้วรีบตามไปดูอาการเพื่อนรักทันที!
พอไปถึงโรงพยาบาล หลิวฉางไห่ก็สอบถามพยาบาลเวรจนเจอห้องพักของสือเหล่ย
ผลักประตูเข้าไป ก็เห็นสือเหล่ยนอนหลับปุ๋ย หายใจสม่ำเสมออยู่บนเตียงคนไข้ ใบหน้าที่บวมปูดของเขาดูน่ากลัวยิ่งขึ้นเมื่อต้องแสงไฟในห้อง
หลิวฉางไห่เดินย่องเข้าไปใกล้ๆ ยืนมองสือเหล่ยที่กำลังหลับสนิท พลันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ที่สือเหล่ยพุ่งตัวเข้าไปช่วยเขาอย่างไม่คิดชีวิต ความรู้สึกซาบซึ้งใจก็เอ่อล้นขึ้นมา
เพื่อนจอมกะล่อนที่วันๆ เอาแต่ทำตัวไร้สาระไปวันๆ กลับกลายเป็นคนรักเพื่อนและพึ่งพาได้ในยามคับขัน หลิวฉางไห่แอบปฏิญาณกับตัวเองในใจว่า ต่อไปนี้จะดูแลและดีกับเพื่อนคนนี้ให้มากๆ
เขาเดินไปหาหมอเจ้าของไข้ ถามไถ่อาการของสือเหล่ยด้วยความเป็นห่วง "คุณหมอครับ เพื่อนผมอาการเป็นยังไงบ้างครับ สาหัสไหมครับ"
หมอเปิดดูแฟ้มประวัติคนไข้ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ "ไม่เป็นไรมากหรอกครับ แค่แผลฟกช้ำภายนอก เนื้อเยื่ออ่อนช้ำบวมหนักหน่อย แต่ไม่โดนกระดูกหรืออวัยวะภายใน พักผ่อนสักสองสามวันก็หายแล้วครับ"
หลิวฉางไห่ถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก พอเห็นเตียงข้างๆ ว่างอยู่ ความเหนื่อยล้าก็โจมตีจนเขาทนไม่ไหว ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนั้น แล้วก็เผลอหลับไปในเวลาไม่นาน
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย หลิวฉางไห่ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น หันไปมองเตียงข้างๆ ก็พบว่าสือเหล่ยตื่นแล้วเหมือนกัน
หลิวฉางไห่รีบลุกขึ้นนั่ง ถามด้วยความเป็นห่วง "เป็นไงบ้าง ยังเจ็บอยู่ไหม"
"เจ็บสิวะ เจ็บจะตายชัก" สือเหล่ยตอบเสียงอ่อย "หน้าฉันระบมไปหมด เหมือนโดนค้อนทุบเลย แค่ขยับนิดเดียวก็เจ็บจี๊ดแล้ว"
"เดี๋ยวฉันไปหาอะไรมาให้กินนะ แล้วจะแวะไปบอกฟู่ถิงถิงด้วยว่านายบาดเจ็บ" หลิวฉางไห่พูดพลางลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง
"เออๆ กางเกงฉันเป้าขาดรุ่งริ่งหมดแล้ว แกช่วยแวะไปหยิบกางเกงตัวใหม่มาให้เปลี่ยนหน่อยได้ไหม"
"ได้สิ นอนพักไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันรีบไปรีบมา" หลิวฉางไห่รับคำ
หลิวฉางไห่ออกจากโรงพยาบาล แวะกลับไปที่บ้าน อาบน้ำชำระล้างร่างกายจนสดชื่น แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่
จากนั้นเขาก็รื้อค้นตู้เสื้อผ้า หาชุดใหม่ให้สือเหล่ยใส่ถุงเตรียมไว้
จัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ เขาก็มานั่งรอหลี่เหม่ยเวยกับเพื่อนอยู่ที่ห้องนั่งเล่น พวกเขานัดกันไว้ว่าจะมารวมตัวกันที่นี่เช้านี้
รอไม่นาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น หลิวฉางไห่เดินไปเปิดประตู ก็พบหลี่เหม่ยเวยกับฟู่ถิงถิงยืนอยู่หน้าประตู จึงเชิญพวกเธอเข้ามาข้างใน!
ฟู่ถิงถิงเป็นคนตรงไปตรงมา พอเข้ามาปุ๊บก็ยิงคำถามทันที "สือเหล่ยล่ะ เขาไม่ใช่พ่อบ้านส่วนตัวนายหรอกหรอ"
สีหน้าของหลิวฉางไห่ดูเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ตอบว่า "โดนรุมกระทืบน่ะ ตอนนี้นอนอยู่โรงพยาบาล"
"หา" สองสาวอุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ ฟู่ถิงถิงหน้าซีดเผือด ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อ รีบถามด้วยความร้อนใจ "สาหัสไหม แล้วตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้าง"
หลิวฉางไห่รีบปลอบ "ไม่สาหัสหรอก จริงๆ นะ หมอบอกว่ากระดูกกับอวัยวะภายในไม่เป็นอะไรเลย แค่แผลฟกช้ำภายนอก หน้าบวมเป่งดูน่ากลัวไปหน่อย แต่จริงๆ ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก พวกเธอไม่ต้องห่วงนะ"
ฟู่ถิงถิงยังคงไม่สบายใจ "ฉันอยากไปเยี่ยมเขา ไปกันเดี๋ยวนี้เลยนะ"
"ได้สิ ไปด้วยกันเลย" หลิวฉางไห่พูดพลางหยิบถุงเสื้อผ้า แล้วพาสองสาวเดินออกจากบ้านไป
ระหว่างทาง หลิวฉางไห่แวะซื้อของกินที่มีประโยชน์ไปฝากสือเหล่ย แล้วก็หันไปถามสองสาวว่ากินข้าวเช้ามาหรือยัง พวกเธอบอกว่าเรียบร้อยแล้ว
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ทั้งสามคนก็เดินเข้าไปหาสือเหล่ยในห้องพักผู้ป่วย
ทันทีที่ฟู่ถิงถิงเห็นสภาพของสือเหล่ย เธอก็แทบจะจำไม่ได้เลยว่า "หัวหมู" ที่นอนอยู่บนเตียงนี้คือคนที่เธอคุ้นเคย
น้ำตาที่เอ่อล้นอยู่ในดวงตาของเธอแทบจะร่วงเผาะด้วยความสงสาร "สือเหล่ย ทำไมนายถึงโดนอัดจนเละขนาดนี้ล่ะ..."
สือเหล่ยเห็นฟู่ถิงถิงเป็นห่วงขนาดนี้ ก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ พยายามฝืนทำตัวร่าเริง ตอบกลับไปว่า "ถิงถิง ฉันไม่เป็นไรหรอก สบายมาก แค่หน้าตามันดูน่ากลัวไปหน่อยแค่นั้นเอง ดูนี่สิ"
พูดจบ เขาก็กัดฟันข่มความเจ็บปวด ลุกขึ้นยืนทำท่ากระโดดโลดเต้นโชว์ความแข็งแรง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าตัวเองยังไหว
ท่าทางตลกๆ ของเขา บวกกับใบหน้าที่บวมเป่งราวกับหัวหมู ทำเอาคนที่เห็นอดขำไม่ได้จริงๆ
หลี่เหม่ยเวยกับหลิวฉางไห่อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะหลุดหัวละก๊ากออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ฟู่ถิงถิงเองก็เผลอหลุดขำทั้งน้ำตา
สือเหล่ยแกล้งทำเป็นงอน "นี่พวกนายช่วยจริงจังหน่อยได้ไหม! อุตส่าห์มาเยี่ยมคนป่วยทั้งที!"
ทั้งสามคนพยายามกลั้นขำ แต่ผ่านไปไม่กี่วินาที ก็ทนไม่ไหว ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกระลอก
หลิวฉางไห่เปิดกล่องข้าว วางอาหารเรียงรายบนโต๊ะ แล้วบอกว่า "สือเหล่ย มากินข้าวได้แล้ว"
สือเหล่ยนั่งลง เตรียมจะลงมือกิน แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเพื่อนๆ กำลังกลั้นขำกันอยู่ ก็รู้ทันทีว่าโดนล้ออีกแล้ว หน้าเขาตึงขึ้นมาทันที "ฉันรู้สึกว่าความสุขของพวกนาย มันตั้งอยู่บนความทุกข์ของฉันชัดๆ เลยว่ะ!"
ประโยคนี้ทำเอาทุกคนกลั้นขำไว้ไม่อยู่ หัวเราะกันจนท้องแข็ง เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วห้องพักผู้ป่วย
กินข้าวเสร็จ หลิวฉางไห่ก็ไปถามหมอว่า สือเหล่ยต้องนอนโรงพยาบาลต่อ หรือกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้เลย
หมอตรวจดูอาการอีกรอบ แล้วบอกว่า "ไม่เป็นอะไรมากแล้วล่ะ เอายาหม่องน้ำไปทา แล้วก็กินยาแก้ปวดแก้อักเสบ กลับไปนอนพักฟื้นที่บ้านชิลๆ เดี๋ยวก็หาย"
หลิวฉางไห่ไม่ลืมขอให้หมอออกใบรับรองแพทย์ระบุอาการบาดเจ็บให้ด้วย!ใบหน้าระบมช้ำและบวมเป่งเป็นบริเวณกว้างพร้อมประทับตราโรงพยาบาลเป็นหลักฐาน
หลังจากจัดการเรื่องออกจากโรงพยาบาลเสร็จสรรพ ก็ให้สือเหล่ยเปลี่ยนใส่ชุดใหม่
ความจริงหลิวฉางไห่ตั้งใจจะพาสือเหล่ยกลับไปพักผ่อนที่บ้าน และกะจะแวะไปที่สถานีตำรวจเพื่อสืบดูว่า ใครกันแน่ที่เป็นตัวการสั่งคนมาลอบทำร้ายเขา! เรื่องนี้เขาไม่ยอมปล่อยผ่านแน่!
แต่สือเหล่ยกลับดื้อดึง ยืนกรานจะไปเที่ยวสวนสัตว์ให้ได้!
สือเหล่ยโวยวาย "เราจะไปสวนสัตว์กัน! แต่ฉางไห่ นายต้องซื้อแว่นกันแดดกับหมวกให้ฉันด้วยนะ"
หลิวฉางไห่ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องตามใจ
หลังจากซื้อหมวกและแว่นกันแดดเสร็จสรรพ พวกเขาก็ไปยืนรอรถเมล์ที่ป้าย เพื่อเดินทางไปยังสวนสัตว์เมืองช่างกู่ อำเภอเล่อเซียงอยู่ห่างจากเมืองช่างกู่ไม่ไกลนัก นั่งรถไปแค่ไม่ถึงสิบลี้ แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว
พอเข้าไปในสวนสัตว์ พวกเขาก็เดินเล่นดูสัตว์นู่นนี่นั่นไปเรื่อย
แม้สือเหล่ยจะยังมีอาการเจ็บแผลที่หน้าอยู่บ้าง แต่เขาก็ดูสนุกสนานร่าเริงเป็นพิเศษ คอยปล่อยมุกตลกให้เพื่อนๆ หัวเราะกันท้องแข็งอยู่ตลอดเวลา เดินเล่นเพลินๆ จนเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงเที่ยงวันโดยไม่รู้ตัว
หลิวฉางไห่ก้มดูนาฬิกา แล้วเอ่ยชวน "เที่ยงแล้ว พวกเราไปหาอะไรกินกันเถอะ ฉันรู้จักร้านอาหารอร่อยๆ ร้านนึง อยู่ตรงถนนโฮ่วเสวียฝู่ มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง!" ทุกคนเฮลั่นด้วยความดีใจ แล้วพากันเดินมุ่งหน้าไปที่ร้านอาหาร
เมื่อถึงร้าน หลิวฉางไห่ก็สั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ พวกเขานั่งล้อมวงทานอาหารรสเลิศ พลางพูดคุยแบ่งปันเรื่องตลกที่เจอในสวนสัตว์ เสียงหัวเราะแห่งความสุขดังกังวานไปทั่วทั้งร้าน
หลังจากทานอาหารเสร็จ หลิวฉางไห่ก็เสนอให้ไปดูหนังกันต่อ ประจวบเหมาะกับที่โรงหนังกำลังฉายเรื่องอัศวินแห่งท้องถนนซึ่งเป็นหนังรักโรแมนติกฉบับคนขับรถบรรทุกของจีนพอดี
พวกเขาซื้อตั๋วแล้วเดินเข้าไปในโรงหนัง ก่อนที่หนังจะฉาย ก็มีโฆษณารณรงค์เรื่องการวางแผนครอบครัวฉายคั่นเวลา
ทุกคนนั่งดูอย่างใจเย็นจนกระทั่งหนังเริ่มฉาย แต่ใครจะไปรู้ว่าการมาดูหนังครั้งนี้จะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
เหตุผลก็คือ พวกเขาดันซื้อตั๋วที่นั่งแถวหลังสุด ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นโซนคู่รัก
เจ้าหน้าที่ตรวจตราโรงหนังถือไฟฉายเดินส่องตรวจตราไปมาตามทางเดินอย่างขยันขันแข็ง แสงไฟฉายที่ส่องวูบวาบไปมา สร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้พวกเขาไม่น้อย
แต่โดยรวมแล้ว วันนี้ก็ถือว่าเป็นวันที่สนุกสนานและน่าประทับใจสำหรับทุกคน
หลังจากดูหนังจบ พวกเธอก็นั่งรถกลับอำเภอเล่อเซียง เมื่อถึงเล่อเซียง หลิวฉางไห่ก็พาทุกคนไปทานมื้อค่ำที่อิงปินโฮเทลโรงแรมเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอ
ที่นี่คือร้านอาหารในฝันที่สือเหล่ยอยากมาลิ้มลองรสชาติมานานแล้ว พอรู้ว่าจะได้มากินที่นี่ เขาก็ดีใจจนแทบจะกระโดดโลดเต้น แอบคิดในใจว่า การได้เป็นเพื่อนกับหลิวฉางไห่นี่มันดีตรงที่มีของอร่อยๆ ตกถึงท้องตลอดนี่แหละ
ทุกคนมีความสุขกับการลิ้มรสอาหารเลิศรสในโรงแรมหรู สือเหล่ยนี่กินไปยิ้มไปจนแก้มปริ แอบปฏิญาณกับตัวเองในใจว่า ต่อจากนี้ไปจะขอถวายตัวเป็นลูกน้องที่ภักดีของลูกพี่หลิวตลอดไป!
เมื่อทานอาหารค่ำเสร็จ หลิวฉางไห่ก็อาสาไปส่งหลี่เหม่ยเวยและฟู่ถิงถิงที่บ้าน จากนั้นเขากับสือเหล่ยก็พากันไปที่สถานีตำรวจ หวังจะสอบถามความคืบหน้าว่า ผู้ต้องสงสัยยอมสารภาพซัดทอดถึงตัวผู้บงการหรือยัง!