เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 ซูเปอร์สตาร์ขอเพลง

บทที่ 22 ซูเปอร์สตาร์ขอเพลง

บทที่ 22 ซูเปอร์สตาร์ขอเพลง


ถานเสี้ยวพูดต่อ "คุณหลิวครับ ได้ยินมาว่าคุณยังมีเพลงอยู่ในมืออีกหลายเพลง พอจะขายให้พวกเราทั้งหมดเลยได้ไหมครับ"

หลิวฉางไห่ตอบรับทันทีโดยไม่ลังเล "ได้สิครับ เอาอย่างนี้ พรุ่งนี้เวลานี้ ผมจะเอาเนื้อเพลงกับเทปเดโมมาให้ทั้งหมดเลย"

ถานเสี้ยวพยักหน้ารับรัวๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงคาดหวังว่า "ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนอีกสักเรื่องนึงครับ พอจะแต่งเพลงให้ผมสักเพลงได้ไหมครับ"

หลิวฉางไห่ยิ้มตอบ "ความจริงผมเป็นแฟนคลับตัวยงของคุณเลยนะครับ ผมแต่งเพลงเตรียมไว้ให้คุณสองเพลงแล้วล่ะครับ มีเพลงกวางตุ้งเพลงนึง แล้วก็เพลงจีนกลางอีกเพลงนึง"

"เพลงกวางตุ้งชื่อเพลง เจี่ยงปู้ชูจ้ายเจี้ยน  [講不出再見 พูดคำลาไม่ออก] เดี๋ยวผมจะร้องท่อนฮุกให้ฟังเป็นน้ำจิ้มก่อนนะ ไม่ว่าจะผิดหรือถูก ก็ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ไม่ว่าจะรักหรือแค้น ก็ไม่ต้องหาคำตอบ อะไรจะสำคัญไปกว่าความต้องการของสองหัวใจ ความรักความผูกพันจะขาดหายไปได้อย่างไร..."

พอหลิวฉางไห่ร้องจบ ทุกคนในห้องก็พากันปรบมือเกรียวกราว ถานเสี้ยวพูดด้วยความตื่นเต้น "คุณหลิวครับ นึกไม่ถึงเลยว่าคุณจะพูดภาษากวางตุ้งได้เป๊ะขนาดนี้ แถมยังร้องเพลงเพราะอีกต่างหาก ทั้งเนื้อร้องและทำนองมันสุดยอดมาก ผมชอบมากเลยครับ"

หลิวฉางไห่แนะนำเพลงต่อไป "ส่วนอีกเพลงชื่อ พิจ่อหยางผีเตอะหลาง [披着羊皮的狼  หมาป่าห่มหนังแกะ] ครับ" จากนั้นเขาก็ร้องให้ฟังอีกสองประโยค เรียกเสียงฮือฮาและคำชมจากทุกคนได้อีกระลอก

หลิวฉางไห่บอกว่า "พวกคุณมากันกะทันหันเกินไป ผมเลยยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย เอาอย่างนี้นะครับ วันนี้ผมขอตัวกลับไปรวบรวมเพลงทั้งหมดที่จะขายก่อน พรุ่งนี้ตอนเย็นหลังเลิกเรียน ผมจะมาหาพวกคุณที่นี่ เดี๋ยวผมจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวพวกคุณก่อน กินเสร็จเราค่อยมาคุยเรื่องซื้อขายเพลงกันที่นี่ ตกลงไหมครับ"

ถานเสี้ยวพยักหน้าตอบรับ "ตกลงครับ ไม่มีปัญหา แต่เรื่องเลี้ยงข้าว ผมขอเป็นเจ้ามือเองดีกว่า วันนี้เรามาเซ็นสัญญาโอนลิขสิทธิ์เพลงเหวินเปี๋ยกันก่อนเถอะครับ"

พูดจบ เขาก็หันไปพยักพเยิดกับผู้จัดการ ผู้จัดการก็รู้หน้าที่ หยิบสัญญาออกมาจากกระเป๋าหนัง แล้วยื่นให้หลิวฉางไห่

หลิวฉางไห่อ่านรายละเอียดในสัญญาอย่างถี่ถ้วน เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เขาก็จรดปากกาเซ็นชื่อลงไป

หลังจากเซ็นสัญญาเพลง "เหวินเปี๋ย" เสร็จสิ้น ก็ถึงขั้นตอนการจ่ายเงิน เนื่องจากในยุคนั้น ประเทศจีนมีการควบคุมเงินตราต่างประเทศอย่างเข้มงวด ทางค่ายจึงจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นเงินหยวนแทน

พอได้เงิน 80,000 หยวนมานอนกอด หลิวฉางไห่ก็เริ่มวางแผนในใจ ในเมื่อมีเงินแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทนใช้ชีวิตลำบากลำบนอีกต่อไป

เขาตั้งใจจะย้ายออกจากหอพักโรงเรียน จ้างแม่บ้านมาคอยดูแลความสะดวกสบาย แล้วก็หาคนไปช่วยพ่อแม่เลี้ยงตะพาบน้ำที่บ้านด้วย

ตอนแรก ถานเสี้ยวกับพรรคพวกตั้งใจจะชวนหลิวฉางไห่ไปกินข้าวมื้อเที่ยงด้วยกัน แต่หลิวฉางไห่ก็ปฏิเสธไปอย่างสุภาพ

วันนี้อุตส่าห์ขออนุญาตผู้อำนวยการลาหยุดมาได้ทั้งที เขาเลยตั้งใจจะใช้เวลาไปตระเวนหาบ้านเช่าสักหน่อย ในยุคที่ยังไม่มีนายหน้าหาบ้านเช่าแบบนี้ การจะหาบ้านสักหลังมันช่างยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน

หลังจากบอกลาถานเสี้ยวและคณะ หลิวฉางไห่ก็แวะไปเปิดบัญชีที่ธนาคาร แล้วนำเงินไปฝากไว้จนเกือบหมด เหลือติดตัวไว้แค่สองพันหยวนเท่านั้น

เขากินอะไรรองท้องง่ายๆ แล้วก็เริ่มเดินถามหาบ้านเช่าละแวกโรงเรียน

เดินถามอยู่ตั้งนานก็ไม่ได้เรื่อง จนกระทั่งเดินไปเจอร้านขายของชำร้านหนึ่ง เขาก็นึกขึ้นได้ว่า ร้านขายของชำในหมู่บ้านเขานี่แหละคือศูนย์รวมข่าวสารชั้นยอด

เขาเลยเดินเข้าไปซื้อน้ำส้มขวดนึง แล้วแกล้งถามลอยๆ เรื่องบ้านเช่า แจ็คพอตแตก! เถ้าแก่ร้านรู้แหล่งจริงๆ ด้วย แถมยังใจดีสุดๆ พอหลิวฉางไห่กินน้ำส้มหมด เถ้าแก่ก็ฝากให้เมียเฝ้าร้าน ส่วนตัวเองก็พาหลิวฉางไห่เดินไปดูบ้านที่ปล่อยเช่าด้วยตัวเองเลย

พอไปถึง ก็พบว่าเป็นบ้านชั้นเดียวที่มีลานบ้านกว้างขวาง กลางลานมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา น่านั่งรับลมเย็นๆ ตัวบ้านทั้งข้างในข้างนอกก็สะอาดสะอ้านน่าอยู่ ที่สำคัญคืออยู่ใกล้โรงเรียนมาก เดินแค่ 5 นาทีก็ถึง แถมยังอยู่ใกล้ตลาดอีกต่างหาก

เจ้าของบ้านเป็นคุณยายแก่ๆ ลูกชายไปทำงานตั้งรกรากอยู่ที่เมืองช่างกู่ ด้วยความเป็นห่วงที่แม่ต้องอยู่คนเดียวที่เล่อเซียง แถมอยากให้แม่ไปช่วยเลี้ยงหลาน คุณยายเองก็อยากไปอยู่กับลูกหลาน ก็เลยตัดสินใจปล่อยเช่าบ้านหลังนี้พอดี อะไรจะบังเอิญขนาดนี้

ทั้งสองฝ่ายคุยกันถูกคอ แป๊บเดียวก็ตกลงกันได้และเซ็นสัญญาเช่าบ้านเรียบร้อย

คุณยายจะย้ายออกพรุ่งนี้ โดยทิ้งเฟอร์นิเจอร์ไว้ให้ใช้ทั้งหมด หลิวฉางไห่ก็สามารถย้ายเข้าอยู่ได้ทันทีในวันพรุ่งนี้ บ้าน 4 ห้องพร้อมลานบ้านกว้างขวาง ค่าเช่าแค่เดือนละ 80 หยวน หลิวฉางไห่จัดการจ่ายค่าเช่าและเงินมัดจำเรียบร้อย

เขาควักเงินสิบหยวนยื่นให้เถ้าแก่ร้านขายของชำเพื่อเป็นการตอบแทน แต่เถ้าแก่ก็ปฏิเสธเสียงแข็ง บอกแค่ว่าวันหลังก็มาอุดหนุนที่ร้านบ่อยๆ ก็พอ หลิวฉางไห่รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะแวะไปอุดหนุนทุกวันแน่นอน!

หลังจากบอกลาคุณยายและเถ้าแก่ร้านขายของชำ เขาก็แวะไปซื้อเครื่องอัดเสียงอีกเครื่อง พร้อมกับเทปเปล่าอีกสิบกว่าตลับ ก่อนจะรีบบึ่งกลับโรงเรียน

พอกลับถึงหอพัก หลิวฉางไห่ก็เริ่มลงมือแต่งเพลงทันที ไอเดียของเขาพรั่งพรูออกมาราวกับสายน้ำ เขาแต่งเพลงรวดเดียวถึง 12 เพลง สองเพลงสำหรับถานเสี้ยว ส่วนอีกสิบเพลงก็คือ เผิงโหย่ว กั๋วฮั่ว เฟิงอวี่อู๋จู่ หงโต้ว เอ้อหลางฉวนซัว ฉิงหวัง เยว่เลี่ยงเหร่อเตอะฮั่ว จี้สือเปิ่น โฮ่วไหลและอี้เหยียนหนานจิ้น

ระหว่างที่จรดปากกาเขียน เขาก็แอบท่องคาถาในใจ "ขอโทษด้วยนะครับ วันหลังผมจะพยายามก็อปปี้ให้น้อยลง!" เพราะยังไงซะเพลงพวกนี้เขาก็ขโมยมาจากอนาคตทั้งนั้น ลึกๆ แล้วเขาก็รู้สึกผิดบาปอยู่เหมือนกันนะ!

แต่มันหาเงินได้ไวทันใจ แถมยังถูกกฎหมายร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนี้ ใครมันจะไปอดใจไหวล่ะ พอเขียนเสร็จ เขาก็อุ้มเครื่องอัดเสียงไปอัดเดโมเพลงทันที

พอใกล้จะเลิกเรียน หลิวฉางไห่ก็อัดเดโมเสร็จเกือบหมดแล้ว เขาอัดเพลงที่ตัวเองร้องไป 9 เพลง ส่วนอีก 3 เพลงที่เป็นเพลงผู้หญิง เขากะว่าจะให้หลี่เหม่ยเวยช่วยร้องอัดเดโมให้ เพราะเสียงของเธอเพราะมากจริงๆ

แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องลงมาที่หน้าประตูโรงเรียน ย้อมทุกสิ่งรอบตัวให้กลายเป็นสีส้มอบอุ่น

หลิวฉางไห่ยืนรออยู่ตรงนั้น ข้างกายมีเครื่องอัดเสียงเครื่องใหญ่เทอะทะวางอยู่ สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่ประตูโรงเรียน

ไม่นานนัก หลี่เหม่ยเวยกับฟู่ถิงถิงก็เดินควงแขนคุยเล่นกันออกมาจากโรงเรียน

หลิวฉางไห่ตาไว มองเห็นหลี่เหม่ยเวยแต่ไกล เขารีบโบกมือหยอยๆ ตะโกนเรียกสุดเสียง "หลี่เหม่ยเวย ทางนี้!"

หลี่เหม่ยเวยได้ยินเสียงคุ้นหู พอหันไปเห็นว่าเป็นหลิวฉางไห่ ก็หันไปบอกฟู่ถิงถิงว่า "นั่นหลิวฉางไห่นี่นา ป่ะ เราไปหาเขากัน!"

ทั้งสองสาวเดินเข้าไปหาหลิวฉางไห่ หลี่เหม่ยเวยกวาดตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วก็เหลือบไปเห็นเครื่องอัดเสียงบนพื้น เธอขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย "ตอนบ่ายนายหายไปไหนมา แล้วอุ้มเครื่องอัดเสียงเครื่องเบ้อเริ่มนี่มาทำไมเนี่ย"

หลิวฉางไห่เก็บความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ ยืดอกพูดด้วยความภูมิใจ "พวกเธอรู้จักค่ายเพลงโพลีแกรมไหม เมื่อหลายวันก่อน ฉันแต่งเพลงส่งไปให้ค่ายนั้น แล้วทายสิเกิดอะไรขึ้น พวกเขาลงทุนบินมาขอซื้อลิขสิทธิ์เพลงฉันถึงที่นี่เลยนะ แถมคนที่มาเซ็นสัญญากับฉัน พวกเธอต้องทายไม่ถูกแน่ๆ ว่าเป็นใคร... ถานเสี้ยวไง!"

"จริงดิ" หลี่เหม่ยเวยกับฟู่ถิงถิงอ้าปากค้าง ทำหน้าเหวอแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

ฟู่ถิงถิงพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น "ฉันยังไม่เคยเจอตัวจริงดาราฮ่องกงเลยนะเนี่ย เพลงเขาก็เพราะสุดๆ ไปเลย แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนล่ะ กลับไปแล้วเหรอ"

"จริงแท้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉันเคยโกหกพวกเธอซะที่ไหนล่ะ" หลิวฉางไห่ตบหน้าอกยืนยัน

"ตอนนี้พวกเขากลับไปพักที่เมืองช่างกู่แล้วล่ะ ที่นั่นที่พักดีกว่า พรุ่งนี้เขาถึงจะกลับมาคุยเรื่องซื้อลิขสิทธิ์เพลงที่เหลือกับฉัน"

ฟู่ถิงถิงยังคงแอบระแวง อดถามไม่ได้ว่า "นายแต่งเพลงเป็นจริงๆ หรอเนี่ย" หลี่เหม่ยเวยเองก็ทำหน้าเคลือบแคลงไม่แพ้กัน

หลิวฉางไห่เห็นท่าไม่ดี รีบเปลี่ยนเรื่องทันที "อ้อ แล้วนี่พวกเธอกลับบ้านมืดค่ำ ที่บ้านจะไม่บ่นเอาหรอ"

ทั้งสองสาวสบตากันอย่างรู้ใจ แล้วตอบพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย "ก็อ้างว่าไปทำการบ้านบ้านอีกคนสิ!" พูดจบก็หัวเราะคิกคักกันใหญ่

"ป่ะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวพวกเธอเอง จะได้คุยกันไปด้วย" หลิวฉางไห่ทำมือผายเชิญ นำทางสองสาวไปยังอิ๋งปินโหลวภัตตาคารชื่อดังที่อยู่ไม่ไกล

พอเดินเข้าไปในร้าน หลิวฉางไห่ก็ถามพนักงานทันที "มีห้องวีไอพีไหมครับ" พนักงานมองพวกเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วตอบกลับว่า "มีค่ะ แต่จะมีชาร์จค่าบริการกับค่าห้องเพิ่มนะคะ"

หลิวฉางไห่ตอบกลับอย่างไม่ลังเล "จัดมาเลยครับ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา!"

พนักงานเดินนำพวกเขาไปยังห้องวีไอพี พอหลิวฉางไห่สั่งอาหารเสร็จ ก็หันไปบอกพนักงานว่า "คุณไปดูแลโต๊ะอื่นเถอะครับ เดี๋ยวถ้ามีอะไรผมเรียกเอง"

เมื่อพนักงานเดินออกไปและปิดประตูลง ผนังอิฐหนาทึบของห้องวีไอพีก็ทำหน้าที่กันเสียงรบกวนจากภายนอกได้อย่างดีเยี่ยม ภายในห้องเงียบสงบเป็นส่วนตัวสุดๆ

หลิวฉางไห่เห็นหลี่เหม่ยเวยกับฟู่ถิงถิงเอาแต่จ้องหน้าเขาไม่วางตา ก็เลยพูดขึ้นว่า "มองหน้าฉันทำไมกันเนี่ย ตอนนี้ฉันก็พอมีเงินเก็บกะเขาบ้างแล้วนะ ถือว่าเป็นเศรษฐีย่อมๆ เลยล่ะ! มื้อนี้ฉันขอเลี้ยงของอร่อยๆ พวกเธอเอง อ้อ แล้วฉันก็มีเรื่องอยากจะรบกวนเหม่ยเวยหน่อยน่ะ"

หลี่เหม่ยเวยทำหน้างง ถามกลับ "เรื่องอะไรเหรอ"

"ช่วยอัดเดโมให้หน่อยสิ คือฉันเรียบเรียงดนตรีไม่เป็นน่ะ ทำได้แค่ฮัมทำนอง แต่จะฮัมให้เขาฟังเฉยๆ มันก็กะไรอยู่ เลยต้องอัดเสียงไว้ให้เขาฟังไง

วันก่อนฉันได้ยินเธอร้องเพลงเมิ่งสิงสือเฟินฉันว่าเสียงเธอเพราะมากเลยนะ เหมาะกับเพลงสามเพลงที่ฉันเพิ่งแต่งเสร็จพอดี เลยอยากจะให้เธอช่วยร้องอัดเดโมให้หน่อยน่ะ"

หลี่เหม่ยเวยถามด้วยความไม่มั่นใจ "ฉันจะทำได้หรอ"

"ฉันมั่นใจว่าเธอทำได้แน่นอน เอาอย่างนี้ เดี๋ยวเธอร้องตามฉันนะ ฉันจะร้องนำให้ฟังก่อน นี่เนื้อเพลง"

พูดจบ หลิวฉางไห่ก็ยื่นเนื้อเพลงที่เขียนไว้อย่างเป็นระเบียบให้หลี่เหม่ยเวย จากนั้นเขาก็กระแอมเบาๆ แล้วเริ่มร้องเพลงอย่างช้าๆ:

"ยังไม่ทันได้ซึมซับถึงฤดูกาลที่หิมะโปรยปราย

เราสั่นสะท้านไปด้วยกัน ยิ่งทำให้เข้าใจถึงความอ่อนโยน

ยังไม่ทันได้จับมือเธอ เดินย่ำไปบนผืนทรายอันอ้างว้าง

บางทีจากนี้ไป คงต้องเรียนรู้ที่จะทะนุถนอมความผูกพันอันเป็นนิรันดร์

บางทีในบางครั้ง

ฉันก็เชื่อว่าทุกสิ่งย่อมมีวันสิ้นสุด

มีพบก็ต้องมีจาก เป็นเรื่องธรรมดา

ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ค้ำฟ้า..."

เมื่อเสียงร้องของหลิวฉางไห่สิ้นสุดลง หลี่เหม่ยเวยและฟู่ถิงถิงก็ถึงกับอ้าปากค้าง พวกเธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า หลิวฉางไห่จะสามารถแต่งทำนองได้ลึกซึ้งกินใจ และถ่ายทอดอารมณ์เพลงได้ไพเราะขนาดนี้

หลิวฉางไห่มองหลี่เหม่ยเวย แล้วถามว่า "เหม่ยเวย เป็นไงบ้าง เพลงนี้เพราะไหม"

ฟู่ถิงถิงชิงตอบแทนหลี่เหม่ยเวยทันที "ตัดคำว่าไหม ทิ้งไปได้เลยย่ะ! เพลงมันเพราะเว่อร์วังอลังการมาก!"

หลิวฉางไห่ระบายยิ้มบางๆ แล้วหันไปถามหลี่เหม่ยเวยอีกครั้ง "ซ้อมคืนเดียว จะร้องได้ไหม"

หลี่เหม่ยเวยตอบอย่างมั่นใจ "สบายมาก ฉันจำทำนองแม่นจะตาย ส่วนเนื้อเพลงก็แค่อ่านตามไปก็จบแล้ว"

พูดจบ เธอก็ลองเปล่งเสียงร้องท่อนแรกออกมา น้ำเสียงของเธอใสแจ๋วและกังวาน จับจังหวะและทำนองได้อย่างแม่นยำ ไพเราะกว่าที่หลิวฉางไห่ร้องเสียอีก หลิวฉางไห่แอบยิ้มกริ่มในใจ คิดไม่ผิดจริงๆ ที่เลือกเธอมาเป็นคนร้อง

จังหวะที่พนักงานเริ่มนำอาหารมาเสิร์ฟ ทั้งสามคนก็กินไปคุยไป หลิวฉางไห่ร้องเพลงทั้งสามเพลงซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ จนหลี่เหม่ยเวยสามารถจำทำนองได้ขึ้นใจ

เมื่อได้เห็นพรสวรรค์ทางดนตรีของหลี่เหม่ยเวย หลิวฉางไห่ก็อดไม่ได้ที่จะทึ่ง นี่สินะที่เรียกว่าพรสวรรค์ฟ้าประทาน แต่ในขณะเดียวกัน ลึกๆ ในใจเขาก็แอบกังวล หากวันข้างหน้าพวกเขาได้คบหากันจริงๆ เขาคงไม่อยากให้เธอต้องก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงที่แสนจะวุ่นวายและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม กลัวว่าเธอจะหลงระเริงไปกับแสงสี

แต่ถ้าเธอใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักร้องจริงๆ เขาก็คงมีทางเลือกเดียว คือต้องทุ่มเงินซื้อค่ายเพลงให้เธอไปเลย

สุดท้าย หลิวฉางไห่ หลี่เหม่ยเวย และฟู่ถิงถิง ก็ตกลงกันว่า พรุ่งนี้เย็นจะไปพบถานเสี้ยวด้วยกัน โดยให้หลี่เหม่ยเวยโชว์ลูกคออัดเดโมทั้งสามเพลงต่อหน้าถานเสี้ยวและผู้จัดการค่ายเพลงไปเลย

สองสาวตื่นเต้นดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ พอนึกถึงว่าจะได้เจอซูเปอร์สตาร์ตัวเป็นๆ ในวันพรุ่งนี้ ฟู่ถิงถิงถึงกับคิดหนักว่าจะพกกล้องถ่ายรูปที่บ้านไปด้วยดีไหม เผื่อจะได้เก็บภาพความประทับใจนี้ไว้เป็นที่ระลึก

หลังจากเดินไปส่งหลี่เหม่ยเวยและฟู่ถิงถิงที่บ้าน หลิวฉางไห่ก็มุ่งหน้ากลับหอพัก

ตอนที่เขาไปถึง สือเหล่ยยังไม่นอน ส่วนเพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆ ก็กำลังจับกลุ่มคุยเล่นกับหลี่ผิงอย่างออกรส

พอเห็นหลิวฉางไห่เดินเข้ามา สือเหล่ยก็ยิงคำถามใส่ทันที "ฉางไห่ นายแวบไปไหนมาวะ ช่วงบ่ายก็ไม่เห็นหน้าในห้องเรียน ตกกลางคืนก็ออกไปลัลล้าซะดึกดื่น!"

ส่วนคนอื่นๆ กลับทำเมินเหมือนหลิวฉางไห่ไม่มีตัวตน เอาแต่คุยเล่นกับหลี่ผิงต่ออย่างเมามัน

หลี่ผิงเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะของจางเหลียง ด้วยความที่สนิทสนมกับจางเหลียงมาก ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่ค่อยชอบหน้าหลิวฉางไห่อยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้มีเรื่องจางเหลียงเข้ามาเกี่ยวด้วย เขาก็ยิ่งทำตัวเหินห่าง ทั้งคู่แทบจะไม่เคยคุยกันเลย

ในหอพักนี้มีนักเรียนอยู่ด้วยกัน 8 คน ต่างคนต่างก็แบ่งพรรคแบ่งพวกกันไป สือเหล่ยเป็นคนอัธยาศัยดี เข้ากับใครก็ได้ ช่วงนี้เขามักจะคลุกคลีอยู่กับหลิวฉางไห่บ่อยๆ

หลิวฉางไห่ตอบกลับไปส่งๆ ว่า "ญาติมาเยี่ยมที่โรงเรียนน่ะ เพิ่งไปกินมื้อค่ำด้วยกันมา"

สือเหล่ยตอบ "อ้อ" สั้นๆ แล้วก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ หลิวฉางไห่จัดการล้างหน้าแปรงฟัน แล้วก็ปีนขึ้นเตียงนอน

เย็นวันต่อมา ทันทีที่เสียงออดเลิกเรียนดังขึ้น สือเหล่ยก็เกาะติดหลิวฉางไห่แจเป็นปลิง ไม่รู้ตัวเลยว่าเดินตามเขาออกมานอกรั้วโรงเรียนแล้ว

พอเดินมาถึงบริเวณที่ลับตาคน หลิวฉางไห่ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าสือเหล่ยเดินตามมาด้วย เขาหันไปบ่นอย่างหงุดหงิดว่า "นายนี่มันจะเดินตามฉันมาทำไมวะเนี่ย ฉันมีธุระด่วนนะ"

พอได้ยินแบบนั้น สือเหล่ยก็ปรี๊ดแตก โวยวายลั่น "แม่งเอ๊ย! เรายังเป็นเพื่อนซี้กันอยู่ป่าววะ! แกแอบนัดสาวๆ อย่างหลี่เหม่ยเวยกับฟู่ถิงถิงไปเดต คิดว่าฉันโง่ดูไม่ออกหรอวะ! ไอ้เวรเอ๊ย ฉันเห็นนะเว้ยว่าแกกับหลี่เหม่ยเวยแอบส่งสายตาปิ๊งปั๊งกันในห้องเรียนน่ะ ฉันจดลงสมุดบัญชีแค้นไว้หมดแล้วนะโว้ย!"

หลิวฉางไห่จ้องหน้าสือเหล่ย จู่ๆ ใจก็เต้นระทึก รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาแปลกๆ

เขาแอบคิดในใจ หรือว่าไอ้หมอนี่ที่มันตัวติดกับเราตลอดเวลา มันจะแอบคิดอะไรลึกซึ้งกับเราหรือเปล่าวะ เขาถามด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า "นาย... แอบชอบฉันตั้งแต่เมื่อไหร่วะเนี่ย"

จบบทที่ บทที่ 22 ซูเปอร์สตาร์ขอเพลง

คัดลอกลิงก์แล้ว