- หน้าแรก
- รีสตาร์ท รีเทิร์น รีบอร์น หนึ่งเก้าเก้าเอ็ด
- บทที่ 16 เปิดเทอม
บทที่ 16 เปิดเทอม
บทที่ 16 เปิดเทอม
วันที่ 15 สิงหาคม 1991 หุ้นซิงเยี่ยฟางฉ่าน ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ
หลังจากที่ได้พูดคุยกับผู้จัดการอย่างละเอียดเมื่อสองสามวันก่อน หลิวฉางไห่ก็พบว่าการซื้อหุ้นอวี้หยวนนั้นยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด
แม้เขาจะนั่งอยู่ในห้อง VIP และมีสิทธิ์ซื้อขายก่อนใคร แต่ก็ยังซื้อหุ้นได้ในจำนวนที่น้อยนิด
ผ่านไปสิบกว่าวันแล้ว เขากลับซื้อหุ้นได้ไม่ถึง 2 แสนหยวนด้วยซ้ำ! แถมราคาก็พุ่งขึ้นทุกวัน ตอนนี้ทะลุ 700 กว่าหยวนเข้าไปแล้ว
ในขณะที่หลิวฉางไห่กำลังกลุ้มใจอยู่นั้น ผู้จัดการก็แนะนำหุ้นตัวใหม่ที่กำลังจะเข้าตลาด นั่นคือ หุ้นซิงเยี่ยฟางฉ่าน
หลิวฉางไห่พยายามนึกย้อนไปในอดีต ดูเหมือนว่าหุ้นตัวนี้จะทำกำไรได้งามทีเดียว
และที่สำคัญคือ ในเมื่อมันเป็นหุ้นออกใหม่ ก็ไม่ต้องไปเข้าคิวรอซื้อให้เสียเวลาเหมือนหุ้นอวี้หยวน
หลังจากใคร่ครวญดูแล้ว หลิวฉางไห่ก็ตัดสินใจทำตามคำแนะนำของผู้จัดการ โดยทุ่มเงินกว่าสองแสนหยวนที่เหลือทั้งหมดไปกับหุ้นซิงเยี่ยฟางฉ่าน
ในเวลาเดียวกัน วันนี้ก็เป็นวันเปิดเทอมของนักเรียน ม.6 แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมายังลานโรงเรียนมัธยมเล่อเซียง
หลิวฉางไห่สะพายกระเป๋าสัมภาระก้าวเข้าสู่ประตูโรงเรียน
สำหรับเขาแล้ว นี่ไม่ใช่แค่การเริ่มต้นเทอมใหม่ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในปีที่ชี้ชะตาชีวิตของเขา
ในฐานะนักเรียนประจำ หลิวฉางไห่เดินตรงไปยังหอพักก่อนเป็นอันดับแรก
เมื่อเขาผลักประตูห้องพักเข้าไป ก็ได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะดังลั่น
ปรากฏว่าเพื่อนร่วมห้องทั้งห้าคนมาถึงกันก่อนแล้ว บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความครื้นเครง "ฉางไห่ ในที่สุดนายก็มาสักที รอตั้งนานแหนะ!"
จ้าวหยาง เพื่อนร่วมห้องเอ่ยทักทายอย่างกระตือรือร้น หลิวฉางไห่ส่งยิ้มตอบ วางสัมภาระลง แล้วก็เข้าร่วมวงสนทนากับเพื่อนๆ
ทุกคนผลัดกันเล่าเรื่องตลกขบขันในช่วงปิดเทอม ห้องพักอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะ บรรยากาศผ่อนคลายและเป็นกันเองสุดๆ
หลังจากเก็บของเสร็จ หลิวฉางไห่ก็เดินไปที่ห้องเรียนพร้อมกับเพื่อนๆ
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องเรียน ความรู้สึกคุ้นเคยและแปลกใหม่ก็ถาโถมเข้ามาพร้อมๆ กัน ที่คุ้นเคยคือสถานที่เล็กๆ แห่งนี้ ซึ่งเก็บงำความทรงจำในวัยเยาว์ของพวกเขาตลอดสองปีที่ผ่านมา
ส่วนที่แปลกใหม่คือ บรรยากาศตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ คอยย้ำเตือนให้พวกเขารู้ตัวอยู่เสมอถึงแรงกดดันและความท้าทายของการเป็นเด็ก ม.6
ครูหลี่ ครูประจำชั้นเดินขึ้นไปบนโพเดียม แล้วกล่าวว่า "นักเรียนทุกคน ปีนี้เป็นปีที่สำคัญมาก การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีหน้าจะเป็นตัวตัดสินอนาคตของพวกเธอ"
"ปีนี้ครูขอให้พวกเธอทุ่มเทอย่างสุดกำลัง เพื่อทำความฝันให้เป็นจริง..."
เวลาผ่านไปสองวัน เพื่อนร่วมชั้นก็เริ่มสังเกตเห็นว่า หลิวฉางไห่ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเมื่อเทียบกับช่วงก่อนปิดเทอม เด็กหนุ่มที่เคยเก็บตัวและแอบซ่อนความไม่มั่นใจ บัดนี้ได้หายไปแล้ว เหลือเพียงหลิวฉางไห่ที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ สดใส และร่าเริง
เขาช่างพูดช่างคุยมากกว่าเทอมที่แล้ว รอยยิ้มเจิดจ้าประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ ดูเหมือนเขาจะสูงขึ้นด้วยซ้ำ ทั่วทั้งร่างเปล่งประกายความสดใสของวัยหนุ่ม
แถมผลการเรียนก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในคาบเรียนเขาตอบคำถามได้อย่างกระตือรือร้นและแม่นยำ หลังเลิกเรียนก็มักจะเข้าไปปรึกษาโจทย์ยากๆ กับอาจารย์อยู่เสมอ
ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างหลิวฉางไห่กับหลี่เหม่ยเวย ดาวเด่นของห้องก็เริ่มพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น
หลี่เหม่ยเวยไม่ได้มีดีแค่หน้าตาสะสวย แต่ผลการเรียนของเธอก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เธอคือเทพธิดาในดวงใจของหนุ่มๆ หลายคน
ในชาติที่แล้ว เพราะความไม่มั่นใจในตัวเอง หลิวฉางไห่จึงได้แต่แอบมองหลี่เหม่ยเวยอยู่ห่างๆ แทบจะไม่เคยคุยกันเลย เผลอๆ ถึงขั้นพยายามตีตัวออกห่างด้วยซ้ำ เพราะบางครั้งที่หลี่เหม่ยเวยเข้ามาคุยด้วย แกล้งถามคำถาม เขาเบี่ยงประเด็นปฏิเสธไปว่าไม่รู้ซะอย่างนั้น
แต่หลังจากได้เกิดใหม่ ทัศนคติของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขารู้ซึ้งแล้วว่าชีวิตคนเรามันสั้นนัก ชอบก็บอกว่าชอบไปสิ จะไปมัวเก็บกดความรู้สึกตัวเองไว้ทำไม
ดังนั้น เมื่อหลี่เหม่ยเวยเข้ามาถามคำถาม เขาจึงอธิบายให้เธอฟังอย่างใจเย็น แถมยังแลกเปลี่ยนเทคนิคการเรียนกันอีกด้วย
หลี่เหม่ยเวยเองก็รู้สึกทึ่งกับการเปลี่ยนแปลงของหลิวฉางไห่ จนค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์กลายเป็นเพื่อนสนิทกันไปในที่สุด เอาจริงๆ หลิวฉางไห่ก็หล่อเหลาเอาการอยู่นะ
ทว่า ความสนิทสนมระหว่างหลิวฉางไห่กับหลี่เหม่ยเวย กลับสร้างความอิจฉาริษยาให้กับจางเหลียง เพื่อนร่วมชั้นอีกคน
จางเหลียงเกิดในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย ปกติก็ทำตัวกร่างเป็นขาใหญ่ประจำห้องอยู่แล้ว เขาตามจีบหลี่เหม่ยเวยมานาน และหลงตัวเองคิดว่ายังไงหลี่เหม่ยเวยก็ต้องเสร็จเขาเข้าสักวัน
แต่การปรากฏตัวของหลิวฉางไห่กลับทำลายฝันหวานของเขาจนพังทลาย ยิ่งเห็นหลี่เหม่ยเวยกับหลิวฉางไห่คุยกันกระหนุงกระหนิง ไฟริษยาในใจของจางเหลียงก็ยิ่งลุกโชน
"ไอ้หลิวฉางไห่ แกมีสิทธิ์อะไรมาแย่งหลี่เหม่ยเวยไปจากฉัน!" จางเหลียงสาบานในใจว่าจะต้องสั่งสอนหลิวฉางไห่ให้รู้สำนึกให้ได้
หลังเลิกเรียนวันเสาร์ หลิวฉางไห่เตรียมตัวจะกลับบ้าน จางเหลียงก็พาพรรคพวกที่สนิทกัน ไปดักรอหลิวฉางไห่ที่ป้ายรถเมล์ที่เขาชอบไปยืนรอเป็นประจำ
"หลิวฉางไห่ ช่วงนี้แกชักจะกำเริบเสิบสานเกินไปแล้วนะ" จางเหลียงมองหลิวฉางไห่ด้วยสายตาเหยียดหยาม ส่วนลูกน้องด้านหลังก็ผสมโรงโห่ฮา
หลิวฉางไห่คิดในใจไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืนแล้วตอบกลับไปว่า "จางเหลียง แกต้องการอะไร"
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของจางเหลียงอย่างไม่เกรงกลัว "หึ แกก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ! เลิกยุ่งกับเหม่ยเวยซะ แกน่ะมันคนละชั้นกับเธอ!"
จางเหลียงข่มขู่ด้วยน้ำเสียงดุดัน หลิวฉางไห่แค่นหัวเราะ "ฉันกับหลี่เหม่ยเวยก็เป็นแค่เพื่อนร่วมชั้นกันปกติ แล้วมันไปหนักหัวแกตรงไหน อีกอย่าง แกเป็นอะไรกับเธอเหรอ ก็ไม่เห็นจะได้ยินว่าพวกแกเป็นแฟนกันนี่นา แล้วจะมาทำตัวกร่างแถวนี้ทำไม"
"ไอ้เวรเอ๊ย! วันนี้ฉันจะสั่งสอนให้แกรู้ฤทธิ์ฉันซะบ้าง!"
พูดจบ จางเหลียงก็เงื้อหมัดพุ่งเข้าใส่หลิวฉางไห่ทันที
หลิวฉางไห่เบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว ถึงเขาจะไม่สันทัดเรื่องชกต่อย แต่ก็ไม่ยอมเป็นกระสอบทรายให้ใครมารังแกง่ายๆ หรอกนะ
ทั้งคู่เริ่มตะลุมบอนกัน พรรคพวกของจางเหลียงก็เตรียมจะรุมกินโต๊ะ
ถ้าขืนรุมเข้ามาจริงๆ หลิวฉางไห่คงเละเป็นโจ๊กแน่! ต่อให้มีทักษะการต่อสู้แพรวพราวแค่ไหน น้ำน้อยก็ย่อมแพ้ไฟอยู่ดี
จังหวะนั้นเอง ก็มีเสียงตะโกนดังลั่น "หยุดนะโว้ย!" พูดจบ ชายคนนั้นก็ทิ้งจักรยานโครม วิ่งพุ่งเข้ามาตบกบาลพวกมันเรียงตัวจนล้มกลิ้งไม่เป็นท่า! แล้วตวาดไล่ "ไสหัวไปให้พ้น!"
พวกแก๊งอันธพาลตกใจกลัว วิ่งหนีหางจุกตูดกันไปคนละทิศคนละทาง
หลิวฉางไห่มองดูชัดๆ ก็เห็นว่าเป็นหวังเยี่ยนปิง โลกกลมอะไรขนาดนี้! "พี่เยี่ยนปิง มาอยู่นี่ได้ไงเนี่ย!"
"พอถอนหญ้าเสร็จ ก็แวะมาโทรศัพท์น่ะสิ อ้อ หุ้นซิงเยี่ยฟางฉ่านราคาขึ้นกระฉูดเลยนะ แค่อาทิตย์เดียวพุ่งไปยี่สิบกว่าหยวนแล้ว กำไรบานเบอะ! ส่วนอวี้หยวนก็ขึ้นไปเกือบแปดร้อยแล้ว แต่เทียบกับซิงเยี่ยฟางฉ่านไม่ได้เลย" หวังเยี่ยนปิงพูดไปพลาง พยุงจักรยานที่ล้มอยู่ขึ้นมาพลาง
หลิวฉางไห่ตอบรับ "โอเค ไปกันเถอะ งั้นผมไม่นั่งรถแล้ว พี่ปั่นจักรยานไปส่งผมที่บ้านละกัน!"
หวังเยี่ยนปิงตอบตกลง "ได้สิ ขึ้นมาเลย!"
ระหว่างทางกลับบ้าน หลิวฉางไห่ก็เสนอไอเดียกับหวังเยี่ยนปิงว่า "พี่เลิกทำนาเถอะ ทำนาไปวันๆ เหนื่อยแทบตายก็รวยไม่ได้หรอก สู้พี่ลงใต้ไปกวางโจว ไปเหมาเสื้อผ้ามาขายส่งในเมืองดีกว่า" ถึงจะเล่นหุ้นได้กำไร แต่เงินสดติดตัวก็แทบไม่มีเลย
หวังเยี่ยนปิงตอบกลับ "เอาสิ!" ในใจก็คิดว่า ถ้าไม่มีเงินทุน ก็ไปกู้เอามาลงทุนก็ได้นี่นา
แสงอาทิตย์ยามเย็นยังไม่ทันลับขอบฟ้า หลิวฉางไห่ก็รีบบึ่งกลับมาจากโรงเรียน ทันทีที่เท้าแตะพื้นบ้าน เขาก็ไม่รอช้า รีบวิ่งออกไปตามเหมินจื่อ ซานเอ๋อร์ อาหก และหวังเยี่ยนปิง ให้มารวมตัวกันที่ลานบ้านของเขา
ทุกคนนั่งล้อมวงกัน หลิวฉางไห่มีสีหน้าตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกาย "พี่น้องทั้งหลาย ฉันคิดว่าเราน่าจะไปกวางโจว เหมาเสื้อผ้ามาขายส่ง รับรองว่ากำไรอื้อซ่าแน่นอน พวกนายเอาด้วยไหม"
ทุกคนได้ยินดังนั้น ก็หูผึ่ง พยักหน้าเห็นด้วยกันใหญ่ มีเพียงซานเอ๋อร์กับเหมินจื่อที่ทำหน้ามุ่ย บ่นอุบอิบว่าไม่มีเงินทุน
หลิวฉางไห่หันไปถามหลิวต้าซานผู้เป็นพ่อที่นั่งอยู่ข้างๆ "พ่อ บ้านเรายังเหลือเงินอยู่เท่าไหร่ครับ"
หลิวต้าซานทำหน้านึกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า "เหลือหมื่นกว่าหยวนนิดๆ"
หลิวฉางไห่ตาเป็นประกาย "พ่อ เอามาให้ผมสามพันหน่อยสิครับ" จากนั้นก็หันไปพูดกับเพื่อนๆ "เงินก้อนนี้ถือซะว่าฉันให้พวกนายยืมก่อนละกัน พ่อฉันบวกกับพวกเราอีกสี่คน รวมเป็นหกคน ลงขันกันคนละห้าร้อยหยวน ถ้าเจ๊ง ฉันรับผิดชอบเอง แต่ถ้ากำไร พวกเราก็มาแบ่งกัน!"
ทุกคนได้ฟังก็ซาบซึ้งใจและฮึกเหิมขึ้นมาทันที หลิวฉางไห่เริ่มแจกแจงแผนการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน "พรุ่งนี้พี่เยี่ยนปิงกับเหมินจื่อ พวกนายสองคนลงไปกวางโจวนะ"
"เดี๋ยวฉันจะอธิบายแบบเสื้อผ้าให้ฟัง ปีนี้กำลังฮิตเสื้อแขนค้างคาวทรงหลวมๆ สีต้องฉูดฉาดหน่อยนะ อย่างสีแดงสด สีเหลืองสว่าง สีน้ำเงินเข้ม รับรองสะดุดตาแน่นอน"
"ส่วนกางเกงยีนส์ ต้องเป็นทรงเอวสูง ขากว้าง ปลายขาตัดลุ่ยๆ ยิ่งดี กำลังอินเทรนด์เลย วัยรุ่นต้องชอบแน่ๆ"
หวังเยี่ยนปิงกับเหมินจื่อตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ พยักหน้าหงึกหงัก จดจำรายละเอียดทั้งหมดไว้ในใจ
หลิวฉางไห่ยังประกาศข่าวดีเรื่องหุ้นที่ราคาพุ่งกระฉูดให้ทุกคนฟัง ทุกคนต่างก็ดีใจจนเนื้อเต้น และร่วมแสดงความยินดีกับหลิวฉางไห่
เพราะพวกเขาก็ลงทุนไปคนละพันหยวนเหมือนกัน ตอนนี้กำไรพุ่งไปเป็นพันห้าแล้ว!
ที่น่าชื่นใจคือ ไม่มีใครอิจฉาริษยาหลิวฉางไห่เลยแม้แต่น้อย นี่แหละคือเหตุผลที่หลิวฉางไห่อยากพาพวกเขารวยไปด้วยกัน
เขารู้ดีว่า ความไว้เนื้อเชื่อใจและช่วยเหลือเกื้อกูลกันเท่านั้น ที่จะนำพาความมั่งคั่งมาสู่ทุกคนได้
แต่ในครั้งนี้ หลิวฉางไห่ยังไม่ยอมให้ทุกคนลงทุนหนักๆ เพราะทุกคนยังไม่รู้ซึ้งถึงความสามารถที่แท้จริงของเขา
ถ้าจู่ๆ บังคับให้ไปกู้เงินมาเล่นหุ้น พวกเขาคงรับไม่ได้และอาจจะเกิดความกลัว
ดังนั้น หลิวฉางไห่จึงตัดสินใจให้ทุกคนได้ลิ้มรสผลกำไรจากการลงทุนครั้งนี้เสียก่อน เมื่อได้เห็นฝีมือของเขาประจักษ์แก่สายตาแล้ว ค่อยชักชวนให้กู้เงินมาซื้อใบสำคัญแสดงสิทธิการจองซื้อหุ้น
ถึงตอนนั้น รับรองว่าไม่มีใครลังเลแน่ๆ เผลอๆ อาจจะไปชวนลุง ป้า น้า อา ทั้งหลายมาร่วมวงไพบูลย์ด้วยซ้ำ
เพราะในชาติที่แล้ว ญาติๆ เหล่านี้ก็เคยหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ครอบครัวของเขามาไม่น้อย ในชาตินี้ เขาจึงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะพาพวกเขารวยไปด้วยกัน และมีชีวิตที่สุขสบาย
เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวฉางไห่นอนตื่นสายอย่างสบายใจเฉิบ แต่พอตื่นขึ้นมา ก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นหลิวฉางเหอนั่งเอียงๆ อยู่บนขอบเตียง มือข้างหนึ่งเท้าคาง จ้องมองเขาด้วยสายตาตัดพ้อ
"เป็นอะไรอีกเนี่ย มองฉันด้วยสายตาแบบนี้ทำไม!"
หลิวฉางเหอเอามือลูบก้นป้อยๆ แล้วตอบว่า "พี่! ผมเลิกนอนดิ้นแล้วนะ ตอนนี้นอนนิ่งเป็นท่อนไม้เลย!"
ช่วงนี้หลิวฉางไห่ไม่อยู่บ้าน เพราะต้องเข้าเมืองเซี่ยงไฮ้ แถมยังต้องไปนอนหอพักที่โรงเรียน หลิวฉางเหอก็เลยนอนหลับสบายไร้กังวล ก้นไม่ระบมอีกต่อไป แต่เมื่อคืนนี้สิ จู่ๆ ก็โดนฟาดก้นไปสองทีแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
หลิวฉางไห่แก้ตัวน้ำขุ่นๆ "เออๆ! รอพี่เยี่ยนปิงกลับมาจากกวางโจวก่อน เดี๋ยวฉันให้เขาเลือกชุดหล่อๆ มาฝากนายสักชุด ว่าแต่นายอยากได้เสื้อผ้าสไตล์ไหนล่ะ!"
หลิวฉางไห่แอบบ่นในใจบ้าเอ๊ย ทำไมฉันถึงติดนิสัยเสียแบบนี้มาได้เนี่ย รอได้เงินเมื่อไหร่ ต้องรีบสร้างบ้านใหม่ด่วนๆ เลย เอาแบบบ้านจัดสรรสไตล์ตะวันตก ให้มีห้องส่วนตัวคนละห้องไปเลย
หลิวฉางเหอรีบเปลี่ยนเรื่อง "พี่ รีบลุกเถอะ เดี๋ยวผมไปอุ่นนมให้ แล้วจะทอดไข่ให้กินด้วย!"
หลิวฉางไห่ "..."
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ หลิวฉางเหอก็กุลีกุจอมาเสิร์ฟทั้งนมอุ่นๆ และไข่ดาวให้ ส่วนน้องสาวก็แซวว่าพี่ชายเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาว!
หลิวฉางไห่แกล้งทำเสียงดุ "ตอนแรกกะว่าจะฝากพี่เยี่ยนปิงซื้อกระโปรงสวยๆ จากกวางโจวมาฝากสักสองตัว สงสัยคงต้องยกเลิกซะแล้ว... อืม..." พูดยังไม่ทันจบ น้องสาวก็กระโดดเข้ามากอดซะแล้ว
หลิวเสี่ยวเม่ยออดอ้อน "พี่ใหญ่ใจดีที่สุดเลย พี่เป็นพี่ชายที่ประเสริฐที่สุดในสามโลกเลยนะ!"
"จ้าๆๆ! เธอก็เป็นน้องสาวที่น่ารัก อ่อนหวาน และเรียบร้อยที่สุดเหมือนกัน ไปเล่นตรงนู้นไป!" พูดจบเขาก็อุ้มน้องสาวลงพื้น แล้วลงมือจัดการอาหารเช้า
นี่มันได้นิสัยใครมาเนี่ย! พ่อกับแม่ก็ไม่ได้เป็นคนแบบนี้นี่นา!
ระหว่างกินข้าว หลิวฉางไห่ก็ถามถึงพ่อกับแม่ว่าไปไหนกันหมด
"แม่เอาข้าวเช้าไปส่งพ่อที่บ่อปลา พ่อกินเสร็จก็น่าจะไปรดน้ำผักต่อ ส่วนแม่คงกำลังให้อาหารตะพาบน้ำอยู่มั้ง เดี๋ยวผมจะพาน้องไปเล่นที่บ่อปลาด้วย!" หลิวฉางเหอตอบ
หลิวฉางไห่สั่ง "อืม ก่อนไปอย่าลืมล้างจานด้วยล่ะ!"
หลิวฉางเหอ "..."
หลิวเสี่ยวเม่ย "..."
กินข้าวเสร็จ หลิวฉางไห่ก็หยิบเงินติดตัวไปนิดหน่อย แล้วปั่นจักรยานคู่ใจเข้าเมือง ไปเหมาไม้แขวนเสื้อกับเตารีดไฟฟ้ามาอย่างละอัน แถมด้วยโทรโข่งอันใหญ่อีกอัน กะว่าพอได้เสื้อผ้ามาปุ๊บ ก็จับรีดให้เรียบกริบ แล้วแขวนโชว์ รับรองว่าดูดีมีชาติตระกูลขึ้นมาทันตาเห็น
ตัดภาพมาที่บ้านหลิว หวังชุนฮวากำลังง่วนอยู่กับการทำกับข้าวมื้อเที่ยง ส่วนหลิวเสี่ยวเม่ยก็กำลังคุยโม้อยู่ในลานบ้าน เธอเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ แล้วพูดว่า "ฉันจะบอกอะไรให้นะ พี่ชายฉันเก่งมากเลยแหละ ปีนต้นไม้ก็ได้ด้วย!"
จางเหมิงเหมิงได้ยินดังนั้น ก็เบิกตากว้างด้วยความสงสัย "ปีนต้นไม้เนี่ยนะ จะไปเก่งอะไรล่ะ พี่ชายฉันเก่งกว่าตั้งเยอะ ปีนกำแพงได้ด้วย!"
หลิวเสี่ยวเม่ยไม่ยอมแพ้ เบ้ปากเถียงกลับ "ปีนกำแพงมันมีอะไรน่าตื่นเต้นล่ะ ที่พี่ชายฉันปีนต้นไม้ได้น่ะ เพราะเขาคุยกับต้นไม้รู้เรื่อง ต้นไม้ยังต้องกลัวเขาเลย!"
จางเหมิงเหมิงเท้าสะเอวเถียงสู้ "เธอขี้โม้! พี่ชายฉันปีนกำแพงเร็วปรู๊ดปร๊าดเหมือนลิงเลยนะ แป๊บเดียวก็ขึ้นไปถึงหลังคาแล้ว!"
สองสาวน้อยเถียงกันไปมา ไม่มีใครยอมใคร หลิวเสี่ยวเม่ยหน้าแดงก่ำ ดวงตาฉายแววดื้อรั้น เธอพยายามคิดหาคำพูดที่จะเอาชนะจางเหมิงเหมิงให้ได้ ทันใดนั้น เธอก็โพล่งออกมาเสียงดัง "พี่ชายฉันกล้ากินขี้ พี่ชายเธอโง่ทำได้ไหมล่ะ"
จางเหมิงเหมิงถึงกับอึ้งไปเลย ทำหน้าเหวอแกมขยะแขยง "เธอโกหก จะมีใครกล้ากินขี้ได้ยังไง!" หลิวเสี่ยวเม่ยเห็นจางเหมิงเหมิงไม่เชื่อ ก็กระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิด "ฉันไม่ได้โกหกนะ พี่ชายฉันกล้ากินจริงๆ!"
จังหวะนั้นเอง หลิวฉางไห่ที่เพิ่งกลับมาจากซื้อของในเมือง ก็เดินเข้ามาได้ยินบทสนทนานั้นพอดี เขาแทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง รีบตะโกนสวนไปว่า "บ้าเหรอ! ฉันไม่กล้ากินเว้ย!"
จางเหมิงเหมิงหัวเราะคิกคัก "เห็นไหมล่ะ พี่ชายเธอไม่กล้าทำสักหน่อย" หลิวเสี่ยวเม่ยน้ำตาคลอเบ้า รู้สึกเสียหน้าต่อหน้าเพื่อนอย่างแรง ความรู้สึกน้อยใจพรั่งพรูออกมา
หลิวฉางไห่รีบปลอบ "เอาล่ะๆ เดี๋ยวพี่เยี่ยนปิงก็กลับมาแล้ว พร้อมกับกระโปรงสวยๆ ของเธอไง!"
พอได้ยินแบบนั้น หลิวเสี่ยวเม่ยก็ยิ้มแป้นขึ้นมาทันที
สองสาวน้อยกลับมาคืนดีกันอีกครั้ง แล้ววิ่งไปเล่นเกมกันต่อใต้ต้นไม้
หลิวฉางไห่มองดูเด็กๆ ส่ายหัวเบาๆ พร้อมกับระบายยิ้มอย่างเอ็นดู
โลกของเด็กช่างเรียบง่ายและไร้เดียงสาเสียจริง เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็เอามาเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดง แต่พอได้รับความพึงพอใจเพียงเล็กน้อย ก็กลับมาร่าเริงสดใสได้ในพริบตา
และคำพูดโอ้อวดที่ดูไร้สาระในสายตาผู้ใหญ่ แท้จริงแล้วก็คือความภาคภูมิใจและความชื่นชมที่เด็กๆ มีต่อคนในครอบครัว เป็นความทรงจำอันล้ำค่าที่สุดในวัยเยาว์ของพวกเขา