- หน้าแรก
- ผมก็แค่แพทย์ฝึกหัดที่มีระบบสุดเทพ
- บทที่ 355 - ความคิดที่เป็นไปไม่ได้
บทที่ 355 - ความคิดที่เป็นไปไม่ได้
บทที่ 355 - ความคิดที่เป็นไปไม่ได้
“ท่านเทพคะ รบกวนถามหน่อยสิคะว่า การผ่าตัดทั้งสามเคสนั้นคือเคสไหนบ้างเหรอคะ?”
“ถ้าไม่รังเกียจ ช่วยชี้แนะให้เป็นวิทยาทานหน่อยได้ไหมคะ?” พออลิซได้ยินดังนั้น เธอก็รีบปรี่เข้าไปหาชายคนนั้นทันที
เมื่อชายคนนั้นได้ยินคำถามของอลิซ เขาก็เชิดหน้าขึ้นสูง
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ก็สามเคสนั้นแหละ คุณไม่รู้เหรอ?”
เมื่อทุกคนได้ยินคำตอบ พวกเขาก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
สามเคสนั้นงั้นเหรอ? หรือว่าจะเป็นเคสการผ่าตัดระบบประสาทที่ยากที่สุดสามเคสของติงเกอกันนะ?
สายตาทุกคู่ที่จับจ้องไปยังชายคนนั้นล้วนเต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
คนที่สามารถแกะรอยการผ่าตัดที่ยากที่สุดของติงเกอได้ถึงสามเคส ย่อมต้องเป็นอัจฉริยะเหนือมนุษย์แน่ๆ
ขณะที่พวกเขากำลังจะซักไซ้ไล่เลียงรายละเอียดให้ชัดเจน ติงเกอก็ปรากฏตัวขึ้นพอดี
“ทุกคนมายืนทำอะไรกันอยู่ตรงนี้ครับเนี่ย?” ติงเกอเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“อาจารย์ติง” ทันทีที่เห็นติงเกอ ทุกคนก็พากันโค้งคำนับทักทายอย่างพร้อมเพรียง
แม้แต่ชายคนที่เพิ่งยืนโอ้อวดความเก่งกาจเมื่อครู่ ก็ยังแสดงท่าทีนอบน้อมอย่างเห็นได้ชัด
เขาอาจจะกล้าทำตัวกร่างต่อหน้าคนอื่นได้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าติงเกอ เขาก็เป็นได้แค่นักเรียนตัวน้อยๆ เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เคสที่เขาวิจัยก็เป็นผลงานของติงเกอทั้งนั้น เขาจึงไม่มีสิทธิ์มาทำตัวเย่อหยิ่งต่อหน้าติงเกอได้เลย
“ทำไมไม่เข้าไปข้างในกันล่ะครับ? นี่ก็สายมากแล้ว รีบเข้าไปกันเถอะ” ติงเกอพูดจบ ก็เดินนำทุกคนเข้าไปในห้องประชุม
เมื่อก้าวเข้ามาในห้อง ทุกคนต่างก็ลุกขึ้นยืนต้อนรับ
“เชิญนั่งตามสบายเลยครับ”
“คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ” ติงเกอโบกมือเป็นเชิงบอกให้พวกเขานั่งลง
ถึงติงเกอจะบอกแบบนั้น แต่พวกเขาก็ยังคงยืนรอจนกระทั่งติงเกอเดินขึ้นไปบนเวที พวกเขาถึงค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่ง
“อาจารย์ติงคะ ไม่ทราบว่าคุณจะสามารถร่วมมือกับโรงพยาบาลของเราได้เมื่อไหร่คะ?”
“อาจารย์ติงครับ นี่คือผลงานวิจัยล่าสุดของโรงพยาบาลเราครับ รบกวนคุณช่วยตรวจดูให้หน่อยได้ไหมครับ?”
“อาจารย์ติงคะ ดิฉันได้ข่าวมาว่าเมื่อวานคุณเพิ่งทำการผ่าตัดเคสใหม่ รบกวนขอไฟล์วิดีโอการผ่าตัดมาให้พวกเราศึกษาหน่อยได้ไหมคะ?”
“อาจารย์ติงครับ ผมได้ยินมาว่าคุณกำลังจะก่อตั้งศูนย์ฝึกอบรม ไม่ทราบว่าชาวต่างชาติอย่างพวกเราจะสามารถสมัครเข้าเรียนได้ไหมครับ?”
ห้องประชุมเงียบสงบไปได้เพียงไม่กี่วินาที ก็กลับมาเจี๊ยวจ๊าววุ่นวายอีกครั้ง
“ทุกคนใจเย็นๆ ก่อนนะครับ ขืนถามมาพร้อมกันแบบนี้ ผมฟังไม่ทันหรอกครับ”
ในที่สุดติงเกอก็หมดความอดทน ต้องลุกขึ้นมาจัดระเบียบเสียเอง
ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่า คนพวกนี้จะยอมเชื่อฟังแค่คำสั่งของติงเกอเท่านั้น
และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่ติงเกอส่งเสียงปราม ทุกคนก็หุบปากเงียบกริบในพริบตา
“ผมทราบดีครับว่าทุกคนมาที่นี่เพื่อต้องการเป็นพันธมิตรกับโรงพยาบาลของเรา”
“และผมขอใช้เกียรติของผมรับประกันตรงนี้เลยว่า ผมยินดีร่วมมือกับโรงพยาบาลของพวกคุณทุกแห่งครับ”
พอได้ยินติงเกอพูดแบบนั้น เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นมาอีกระลอก
“แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดในวันนี้ครับ”
เมื่อพูดจบ ติงเกอก็หันไปมองซ่งฮว๋า
ซ่งฮว๋ารู้ใจ รีบเปิดภาพบนจอโปรเจกเตอร์ด้านหลังติงเกอขึ้นมาทันที
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ภาพบนหน้าจอ
เมื่อเวลาผ่านไป สีหน้าของทุกคนก็ยิ่งทวีความตกตะลึงมากขึ้นเรื่อยๆ
“นี่... นี่มัน...”
“ถ้าโปรเจกต์นี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ล่ะก็ ที่นี่จะต้องกลายเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของโลกอย่างไม่ต้องสงสัยเลย”
“นี่มันไอเดียระดับอัจฉริยะชัดๆ การรวบรวมขุมพลังจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อผลักดันให้วงการแพทย์ก้าวไปข้างหน้า”
“แต่การจะตั้งศูนย์แบบนี้ในจักรวรรดิ เกรงว่าประเทศอื่นเขาจะไม่ยอมรับเอาน่ะสิ”
“จักรวรรดิแล้วมันทำไมล่ะ! ตราบใดที่มีติงเกออยู่ที่นี่ วงการแพทย์ของจักรวรรดิก็ถือเป็นอันดับหนึ่งของโลกไปแล้วไม่ใช่หรือไง”
“การใช้กำลังของคนๆ เดียว เพื่อขับเคลื่อนวงการแพทย์ทั้งวงการให้ก้าวหน้า ช่างเป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวเสียจริงๆ”
ทุกคนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความทึ่งสุดขีด
“อย่างที่ทุกคนเห็นครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการประชุมของเราในวันนี้ก็คือ 'ศูนย์วิจัยโรคที่รักษาได้ยากระดับโลก' แห่งนี้ครับ”
“ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะครับ ว่าถ้ามีคนไข้เคสไหนที่พวกคุณรักษาไม่ได้ ก็สามารถส่งตัวมาที่นี่ได้เลย”
“และศูนย์วิจัยแห่งนี้ ไม่ได้เปิดรับแค่หมอในจักรวรรดิเท่านั้น แต่เรายินดีต้อนรับหมอจากทั่วทุกมุมโลกเลยครับ!”
คำประกาศของติงเกอทำเอาทุกคนถึงกับใจสั่นสะท้าน
ทว่าในมุมหนึ่งของห้องประชุมที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ชายคนหนึ่งกำลังใช้โทรศัพท์มือถือแอบถ่ายทอดสดคำพูดของติงเกอ
และคนที่กำลังนั่งดูไลฟ์สดอยู่ที่ปลายทางก็คือ เจี่ยเลี่ย
“หึหึ”
“ศูนย์วิจัยโรคที่รักษาได้ยากระดับโลกงั้นเหรอ?”
“คิดว่าแกตัวคนเดียวจะสร้างมันขึ้นมาได้หรือไง? หึ ถ้ามันทำง่ายขนาดนั้น ป่านนี้พวกเราคงสร้างมันเสร็จไปตั้งนานแล้ว”
“ไอ้เด็กโอหังไม่เจียมตัวเอ๊ย” เจี่ยเลี่ยยิ้มเยาะด้วยความสมเพช
ตอนแรกเขาก็นึกว่าติงเกอจะมีแผนการอะไรที่น่ากลัวซะอีก ที่แท้ก็แค่ความคิดเพ้อเจ้อที่เป็นไปไม่ได้นี่เอง? หึหึ
“ผู้อาวุโสเจี่ยครับ ติงเกอมันก็เป็นคนหยิ่งยโสโอหังแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มันชอบคิดว่าตัวเองเป็นคนที่เก่งที่สุดในโลก”
“แต่ในสายตาผม มันก็เป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนเท่านั้นแหละครับ ถ้าเอาไปเทียบกับคุณ มันก็เป็นได้แค่หมอผีฝึกหัดเจอจอมขมังเวท เทียบไม่ติดฝุ่นเลยล่ะครับ”
เนื่องจากตอนนี้ฟางฟ่างยังคงนอนซมอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช หม่าเต๋อจึงสบโอกาสเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นสุนัขรับใช้หมายเลขหนึ่งของเจี่ยเลี่ยแทน
ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินเจี่ยเลี่ยพูดจาเยาะเย้ยติงเกอ เขาก็ไม่พลาดที่จะรีบผสมโรงประจบสอพลอทันที
“มันคงคิดว่าคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นเป็นพวกโง่เง่างั้นสิ?”
“คิดว่าแค่มีฝีมือผ่าตัดนิดๆ หน่อยๆ แล้วคนพวกนั้นจะยอมก้มหัวให้งั้นเหรอ?”
“หึหึ มันคงเพ้อเจ้อไปเองแหละ คนระดับบิ๊กๆ พวกนั้นน่ะ มีใครบ้างที่สถานะไม่สูงกว่ามัน?”
“ไอ้โง่เอ๊ย” เจี่ยเลี่ยนั่งรอชมภาพบรรดาหมอระดับบิ๊กพากันลุกเดินหนีออกจากห้องประชุมด้วยใจจดใจจ่อ
“ผู้อาวุโสเจี่ยครับ ผมว่าสิ่งที่คุณพูดมันตรงเผงเลยครับ”
“เอาเข้าจริงๆ ติงเกอก็เป็นแค่หมอหนุ่มที่มีทักษะการผ่าตัดติดตัวนิดหน่อยเท่านั้น พวกตัวท็อปในวงการไม่มีทางยอมรับมันหรอกครับ”
หม่าเต๋อสวมบทบาทสุนัขเลียเจ้านายได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แม้เจี่ยเลี่ยจะไม่ได้ตอบรับอะไร แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า เขาพึงพอใจกับคำป้อยอของหม่าเต๋อมากแค่ไหน
กลับมาที่ห้องประชุม หลังจากติงเกอประกาศโปรเจกต์จบ ทุกคนก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ซ่งฮว๋าที่ยืนอยู่ข้างๆ มีสีหน้าตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อตอนกลางวันที่ติงเกอเสนอไอเดียเรื่องการสร้างศูนย์วิจัยโรคที่รักษาได้ยากระดับโลก ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่จื่อเฟิง หลี่เสวี่ยฉี หรือบรรดาลูกน้องคนสนิท ต่างก็พากันคัดค้านและห้ามปราบเขา ไม่ให้ใจร้อนบุ่มบ่ามจนเกินไป
เพราะโปรเจกต์ระดับมหึมาแบบนี้ ไม่เคยมีใครกล้าคิดจะทำมาก่อน
และต่อให้มีคนคิดจะทำ การจะพึ่งพากำลังของคนเพียงคนเดียว มันก็เป็นเรื่องที่ไม่มีทางสำเร็จได้เลย
โปรเจกต์นี้จะต้องอาศัยความร่วมมือจากบรรดาประเทศมหาอำนาจที่มีความก้าวหน้าทางการแพทย์ระดับโลกเท่านั้น ถึงจะมีความเป็นไปได้
แต่ติงเกอกลับริอ่านจะตั้งศูนย์วิจัยนี้ขึ้นมาด้วยตัวคนเดียวเนี่ยนะ?
พวกเขามองยังไงมันก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่ดี
แต่ติงเกอกลับมองว่า อย่างน้อยก็ควรจะได้ลองดูสักตั้ง เผื่อว่ามันจะสำเร็จขึ้นมาล่ะ?
การลงมือทำ อาจจะมีโอกาสล้มเหลว แต่ถ้าไม่ลงมือทำเลย มันก็เท่ากับล้มเหลวตั้งแต่แรกแล้ว
แต่พอติงเกอเสนอไอเดียนี้ออกไป คนข้างล่างต่างก็เอาแต่ซุบซิบปรึกษากัน โดยไม่มีใครเอ่ยปากถามอะไรเขาเลยสักคำ
หรือว่าไอเดียของเขาจะไปไม่รอดจริงๆ นะ?
ในขณะที่บรรยากาศในห้องประชุมกำลังอึมครึม ทางฝั่งของเจี่ยเลี่ยกลับกำลังชื่นมื่นสุดๆ
หลายวันมานี้
ตั้งแต่เปิดศึกกับติงเกอ เขาไม่เคยได้สัมผัสกับคำว่าชนะเลยสักครั้ง
การที่ได้เห็นติงเกอหน้าแตกหมอไม่รับเย็บแบบนี้ มันช่วยเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำของเขาได้เป็นอย่างดี
อารมณ์ดีจนลืมความทุกข์ไปหมดสิ้น
ไม่น่าเชื่อเลยว่าการได้ดูความพ่ายแพ้ของคนอื่น มันจะทำให้รู้สึกสะใจได้ขนาดนี้
“หม่าเต๋อ ไปหยิบไวน์ในตู้มาให้ฉันหน่อยสิ” ช่วงเวลาแห่งความสุขแบบนี้ มันต้องฉลองด้วยไวน์สักแก้วสิถึงจะถูก
(จบแล้ว)