- หน้าแรก
- เทพทหารสุดโหด ขออยู่ในโหมดตำรวจจราจร
- บทที่ 28 - มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
บทที่ 28 - มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
บทที่ 28 - มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
บทที่ 28 - มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
ในตอนนี้ มีชาวบ้านมายืนมุงดูเหตุการณ์ด้วยความสนใจอยู่ไม่น้อย สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่หยางลั่วและทีมงาน ต่างพากันปรบมือชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา
"ใช่เลย ต้องบังคับใช้กฎหมายแบบนี้แหละ ไม่ว่าจะเป็นใคร ถ้าทำผิดก็ต้องโดนลงโทษ"
"คุณตำรวจทำได้เยี่ยมมาก กฎหมายต้องไม่มีข้อยกเว้นให้ใครทั้งนั้น" หญิงสาวคนหนึ่งพูดเสริม แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
เสียงสนับสนุนจากชาวบ้านดังกึกก้องไปทั่ว บริเวณนั้นเต็มไปด้วยเสียงเชียร์ให้กับการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรม
ชายวัยกลางคนได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาวบ้านรอบข้าง ใบหน้าก็สลับสีเดี๋ยวซีดเดี๋ยวแดงราวกับจานสี แม้ปากจะยังพึมพำด่าทออยู่บ้าง แต่เสียงก็เบาลงอย่างเห็นได้ชัด ความกร่างเมื่อครู่หดหายไปจนแทบไม่เหลือสภาพ ราวกับลูกโป่งที่ถูกเจาะลมออกจนแฟบ
หยางลั่วสั่งการตำรวจช่วยงานอย่างเป็นระบบ ให้นำตัวชายวัยกลางคนและคนขับรถที่เมาสุราขึ้นรถตำรวจ เพื่อคุมตัวกลับไปสอบสวนต่อที่สถานี
ถึงแม้เพิ่งจะผ่านพ้นความวุ่นวายมาหมาดๆ แต่ความตั้งใจในการทำงานของทุกคนกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย ซ้ำยังฮึกเหิมยิ่งกว่าเดิม หลี่จื่อชิงและเพื่อนตำรวจคนอื่นๆ ต่างก็ทุ่มเทสมาธิตรวจตราความเรียบร้อยของรถทุกคันที่ขับผ่านอย่างละเอียด ไม่ยอมปล่อยให้คนเมาแล้วขับหลุดรอดไปได้แม้แต่คนเดียว
เวลาเดินหน้าไปเรื่อยๆ ท่ามกลางการทำงานที่ตึงเครียดแต่เป็นระเบียบ พวกเขาสามารถจับกุมคนขับที่เมาสุราได้อีกหลายราย หยางลั่วและทีมงานจัดการลงโทษตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งใกล้จะถึงเวลาเที่ยงคืน ปริมาณรถบนท้องถนนก็เริ่มเบาบางลงราวกับน้ำลด การตั้งด่านตรวจเมาแล้วขับจึงค่อยๆ สิ้นสุดลง
หยางลั่วและทีมงานช่วยกันเก็บอุปกรณ์ เตรียมตัวกลับสถานีตำรวจจราจร
ในตอนนั้นเอง นักข่าวสาวสวยที่ตามทีมมาตลอดก็เดินรี่เข้ามาหาด้วยรอยยิ้มจริงใจ เธอเอ่ยกับหยางลั่วว่า "คุณตำรวจหยางคะ การทำงานของคุณคืนนี้มันน่าประทับใจมากๆ เลยค่ะ ฉันอยากจะขอสัมภาษณ์พิเศษคุณสักหน่อย ไม่ทราบว่าตอนนี้พอจะมีเวลาไหมคะ"
หยางลั่วปฏิเสธอย่างไม่ลังเล "ผมก็แค่ทำตามหน้าที่ ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจให้ต้องมาสัมภาษณ์เลยครับ"
นักข่าวสาวยังคงยิ้มและพยายามอธิบายอย่างใจเย็น "คุณตำรวจหยางคะ สิ่งที่คุณทำมันไม่ได้สะท้อนแค่ตัวคุณคนเดียวนะคะ แต่มันเป็นการส่งต่อพลังบวกให้กับสังคม ฉันคิดว่าควรจะให้ชาวเมืองได้รับรู้ถึงความยุติธรรมและความเด็ดเดี่ยวของคุณ ซึ่งมันจะมีประโยชน์มากๆ ในการส่งเสริมจิตสำนึกด้านกฎหมายให้แก่ประชาชนค่ะ"
"ขอโทษด้วยนะครับ คุณไปสัมภาษณ์คนอื่นเถอะ" หยางลั่วยืนกรานคำเดิม พูดจบก็หันหลังเดินจากไปทันที
"นี่คุณ ทำไมเป็นคนแบบนี้ล่ะ"
นักข่าวสาวมองตามแผ่นหลังของหยางลั่วไปพลางถอนหายใจด้วยความเสียดาย
หลังจากหยางลั่วและทีมงานกลับมาถึงสถานี ส่งตัวคนขับที่เมาสุราและชายวัยกลางคนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการต่อเสร็จสรรพ พวกเขาก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ทว่าสิ่งที่หยางลั่วคาดไม่ถึงก็คือ เรื่องราวในคืนนี้จะกลายเป็นเหมือนชนวนระเบิดที่ลุกลามไปทั่วโลกออนไลน์อย่างรวดเร็วในวันรุ่งขึ้น นักข่าวสาวได้เรียบเรียงเหตุการณ์การทำงานเมื่อคืนและเผยแพร่ออกไป ซึ่งมันก็ดึงดูดความสนใจจากชาวเน็ตได้อย่างล้นหลามและกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในทันที สื่อหลายสำนักต่างพากันแชร์ข่าวนี้ วีรกรรมการทำงานของหยางลั่วในคืนนั้นแพร่สะพัดไปทั่วเมืองซินโจวราวกับติดปีกบิน
ชาวเมืองมากมายต่างชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดในครั้งนี้ บางคนถึงกับเดินทางมาที่สถานีตำรวจจราจรด้วยตัวเอง พร้อมหอบป้ายประกาศเกียรติคุณและจดหมายขอบคุณมาให้ เพื่อแสดงความเคารพและความซาบซึ้งใจต่อทีมตำรวจจราจร
ภายในวันเดียวกันนั้นเอง ตัวตนของชายวัยกลางคนและคนขับรถก็ถูกชาวเน็ตขุดคุ้ยจนเจอ ที่แท้ชายวัยกลางคนก็คือหัวหน้าแผนกในสถานีตำรวจภูธร ส่วนคนขับรถก็คือหลานชายของเขาที่ทำงานอยู่ในหน่วยงานของรัฐ
ทางหน่วยงานของรัฐได้ลงดาบจัดการกับทั้งสองคนอย่างเด็ดขาดและรวดเร็วตามกฎหมาย พร้อมทั้งออกแถลงการณ์ผ่านช่องทางออฟฟิเชียล ทั้งคู่ถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกไล่ออกจากพรรค ส่วนคนขับรถที่เมาแล้วขับนั้น นอกจากจะถูกยึดใบขับขี่แล้ว ยังต้องโทษจำคุกอีกครึ่งเดือนด้วย
ทันทีที่ประกาศอย่างเป็นทางการถูกปล่อยออกมา ชาวเน็ตต่างก็พากันสะใจและเข้ามากดไลก์กันอย่างล้นหลาม
ภายในสถานีตำรวจจราจร หัวหน้าหน่วยได้จัดพิธีมอบรางวัลขึ้นเป็นพิเศษเพื่อยกย่องผลงานที่โดดเด่นของหยางลั่ว ในงานนี้หัวหน้าหน่วยได้กล่าวชมเชยหยางลั่วต่อหน้าทุกคน และเชิญชวนให้ตำรวจจราจรทุกนายยึดหยางลั่วเป็นแบบอย่าง ในการยืนหยัดบนความถูกต้องและบังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรมในอนาคต
แต่ถึงอย่างนั้น หยางลั่วกลับไม่ได้รู้สึกยินดีปรีดาอะไรมากมายนัก เพราะเขารู้ดีแก่ใจว่า บนแผ่นดินฮวาเซี่ยอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ เรื่องราวการใช้อำนาจในทางที่ผิดแบบนี้มันมีให้เห็นอยู่เกลื่อนกลาด
คนพวกนี้มักจะใช้อำนาจบารมีในมือ ย่ำยีความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ทำตัวกร่างเหนือใคร และเมื่ออำนาจอยู่เหนือกฎหมาย คนที่ต้องรับเคราะห์ก็คือประชาชนตาดำๆ นั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเบื้องบนมีมติจะเลื่อนขั้นให้หยางลั่วขึ้นเป็นหัวหน้าทีม เขาจึงปฏิเสธไปอย่างไร้เยื่อใย
หยางลั่วแค่อยากจะเป็นตำรวจจราจรธรรมดาๆ ที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ลึกๆ แล้วเขารู้สึกว่าการเป็นตำรวจสายตรวจแบบนี้มันเป็นอิสระและสบายใจกว่าเยอะ ไม่เพียงแต่จะได้ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนได้อย่างอิสระ แต่ถ้าบังเอิญไปเจอเรื่องที่ขัดหูขัดตา โดยเฉพาะพวกอิทธิพลมืด เขาก็ยึดคติที่ว่า "ถึงเวลาต้องลุยก็ต้องลุย" โดยไม่มียอมความให้เด็ดขาด
แต่ที่เขาทำไปทั้งหมดนั้น ไม่ใช่เพราะคิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่อะไรหรอก ถ้าจะให้พูดด้วยภาษาซื่อๆ สไตล์เขาก็คือ "ใครใช้ให้ฉันมาเจอเข้าล่ะ"
มันก็ง่ายๆ แค่นั้นแหละ ไม่ได้มีความฝันอันยิ่งใหญ่อะไร ทุกสิ่งที่หยางลั่วทำ มันก็ออกมาจากความรู้สึกรักความยุติธรรมที่ฝังลึกอยู่ในใจของเขาเท่านั้นเอง
งานวันเกิดครบรอบร้อยปีของคุณปู่ตระกูลเย่ใกล้เข้ามาทุกที จู่ๆ เย่จื่อหานก็โทรมาหาหยางลั่ว ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก "หยางลั่ว มะรืนนี้ก็จะเป็นวันเกิดคุณปู่แล้วนะ พรุ่งนี้เราจะไปเมืองหลวงกัน ตั๋วเครื่องบินกับของขวัญฉันเตรียมไว้หมดแล้ว นายก็เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ"
"เข้าใจแล้ว"
หลังจากวางสาย หยางลั่วก็เหม่อมองขึ้นไปบนฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มขื่นออกมา
นึกไม่ถึงเลยว่า จะต้องกลับไปเหยียบเมืองหลวงเร็วขนาดนี้
วันรุ่งขึ้น หยางลั่วจัดกระเป๋าเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนแค่สองชุด แล้วก็ขึ้นเครื่องบินมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงพร้อมกับเย่จื่อหาน
เมืองหลวงเปรียบเสมือนไข่มุกเม็ดงามที่เปล่งประกายเจิดจรัสอยู่บนแผนที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของประเทศฮวาเซี่ย เมืองแห่งนี้ผ่านการหล่อหลอมจากกาลเวลานับพันปี ซึมซับเอาความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์เอาไว้ กลิ่นอายแห่งความคลาสสิกและความเจริญรุ่งเรืองของยุคสมัยใหม่หลอมรวมกันอยู่ที่นี่ได้อย่างลงตัว เปรียบดั่งพงศาวดารเล่มโตที่ทุกหน้ากระดาษอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวมากมาย
นอกจากบ้านเกิดที่เขาโหยหาแล้ว เมืองหลวงก็ถือเป็นสถานที่ที่หยางลั่วคุ้นเคยและผูกพันมากที่สุด
สี่ชั่วโมงต่อมา เครื่องบินก็ร่อนลงจอดที่สนามบินนานาชาติเมืองหลวงอย่างนิ่มนวล
อันที่จริง ถ้าไม่ถึงคราวจำเป็น หยางลั่วก็ไม่อยากจะมาเยือนเมืองหลวงสักเท่าไหร่
เมื่อต้องกลับมาเหยียบแผ่นดินนี้อีกครั้ง ลึกๆ ในใจของเขากลับมีความรู้สึกซับซ้อนยากจะอธิบายผุดขึ้นมา ความรู้สึกลังเลและสับสนตีรวนกันอยู่ในอก ราวกับว่าแผ่นดินผืนนี้กุมความลับในอดีตที่เขาไม่อยากจะนึกถึงเอาไว้
ทันทีที่ก้าวลงจากเครื่องบิน หยางลั่วกับเย่จื่อหานก็เห็นคนขับรถของตระกูลเย่มายืนรอรับอยู่ไม่ไกล การที่สามารถขับรถเข้ามารับถึงข้างในสบามบินได้ ย่อมเป็นเครื่องการันตีถึงอิทธิพลและเส้นสายที่ไม่ธรรมดาได้อย่างชัดเจน
พอเห็นหยางลั่วกับเย่จื่อหาน คนขับรถก็โค้งคำนับอย่างมีมารยาท "คุณหนู คุณท่าน กลับมาแล้วเหรอครับ"
หยางลั่วพยักหน้ารับเบาๆ ส่วนเย่จื่อหานก็ส่งยิ้มบางๆ แล้วตอบกลับเสียงนุ่ม "ลำบากลุงหลิวแล้วนะคะ"
"ไม่ลำบากเลยครับคุณหนู เชิญขึ้นรถเถอะครับ"
ทั้งคู่เดินตามลุงหลิวไปที่รถเก๋งหงฉีกันกระสุน ทหารหน่วยรบพิเศษที่ยืนตัวตรงแหน่วและพกปืนไว้ที่เอว รีบก้าวเข้ามาเปิดประตูรถให้พวกเขาด้วยความเคารพ
หยางลั่วไม่ต้องเพ่งมองก็รู้ได้ทันทีว่าปืนในมือทหารรบพิเศษคนนั้นมีกระสุนจริงบรรจุอยู่เต็มพิกัด รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงบารมีอันล้นฟ้าของตระกูลเย่
รถเก๋งค่อยๆ เคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ตระกูลเย่ เมื่อรถขับมาถึงหน้าประตูคฤหาสน์ ก็มีทหารยามถือปืนยืนเฝ้าอยู่อย่างเข้มงวดเช่นกัน สีหน้าที่เคร่งขรึม การแต่งกายที่เนี้ยบเป๊ะ และท่วงท่าที่สง่าผ่าเผย ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความน่าเกรงขามและความยิ่งใหญ่ของตระกูลเย่ในฐานะตระกูลมหาอำนาจ