ตอนที่ 34
ตอนที่ 34
กลางดึก ประตูห้องของหลัวหวินถูกเปิดออก และผู้ที่เดินเข้ามาก็คือโรบิน
“โรบิน?”
“เธอมีปัญหาอะไรกับการฝึกอย่างงั้นเหรอ?”
เมื่อเห็นโรบินเดินเข้ามาในห้องของเขา หลัวเหวินก็ถามอย่างสงสัย
“ไม่มีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับการฝึกฝน ฉันแค่ต้องใช้เวลาให้ชินกับมันเท่านั้น”
“ส่วนที่ฉันมาพบกับกัปตันในเวลานี้ มันก็เป็นเพราะว่าฉันต้องการบอกข้อมูลเกี่ยวกับโพเนกลีฟ”
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง โรบินก็เปิดปากของเธอและอธิบายให้หลัวเหวินฟัง
จุดประสงค์หลักในการก่อตั้งองค์กรบาร็อคเวิร์คของครอกโคไดล์ในอราบัสต้าก็คือ ห้องโถงที่ฝังอยู่ทางตะวันตกของพระราชวังอราบาสตา ซึ่งเป็นสุสานของราชวงศ์
ที่นั่นมีโพเนกลีฟที่อาจจะบอกถึงตำแหน่งของอาวุธโบราณ ‘พลูตัน’ ตั้งอยู่
สำหรับโรบินที่ต้องการเข้าใจประวัติศาสตร์ในอดีต การถอดข้อความบนโพเนกลีฟทั้งหมดคือสิ่งที่เธอต้องการจะทำ
ส่วนเหตุผลที่เธอไม่พูดถึงในตอนแรกนั้น มันก็เป็นเพราะเธอกังวลว่าหลัวเหวินจะมีความทะเยอทะยานเช่นเดียวกับครอกโคไดล์ หลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้
เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันก็คือสุดยอดเรือในตำนานที่สามารถทำลายเกาะได้ด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว
เพียงแต่ความกังวลเหล่านี้ก็ค่อยๆ หายไป หลังจากได้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของหลัวเหวิน ความไว้วางใจที่เขามีให้ต่อลูกเรือของตัวเอง และเข้าใจประสบการณ์ที่ผ่านมาของหลัวเหวิน
ดังนั้นการที่โรบินมาหาหลัวเหวินในเวลานี้ เธอจึงหวังว่าเขาจะไปกับเธอด้วยกัน
ก่อนหน้านี้เธอได้รู้จากครอกโคไดล์ว่า มีโพเนกลีฟตั้งอยู่ในสุสานของราชวงศ์เท่านั้น แต่เรื่องอื่นๆ เธอไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับมันมากนัก
เป้าหมายของครอกโคไดล์คือการค้นหาโพเนกลีฟชิ้นนั้น และให้เธอตีความเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ให้กับเขา
เนื่องจากหลัวเหวินตัดสินใจเปลี่ยนองค์กรบาร็อคเวิร์คให้เป็นองค์กรข่าวกรอง แผนดั้งเดิมขององค์กรบาร็อคเวิร์คที่จะโค่นล้มราชวงศ์อราบัสตาจึงถูกยกเลิกไปเช่นกัน
หากเธอไปที่นั่นคนเดียว โรบินจึงมีความกังวลว่ามันอาจจะเกิดผลกระทบบางอย่างกับองค์กรบาร็อคเวิร์คของหลัวเหวิน
“เอาล่ะ…”
“ถ้าเธออยากไปที่นั่นจริงๆ ฉันก็จะไปกับเธอ”
หลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง หลัวเหวินก็ตัดสินใจตกลงที่จะไปกับโรบิน
โพเนกลีฟที่อยู่ในสุสานของราชวงศ์ของอราบัสต้านั้น ถือว่ามีนัยสำคัญอย่างมาก
แม้ว่าหลัวเหวินไม่ได้มีแผนที่จะมองหาอาวุธโบราณพลูตันในตอนนี้ แต่ในเมื่อเขามาถึงที่นี่แล้ว เขาก็สามารถไปดูมันได้
นอกจากนี้ มันก็มีไม่กี่คนที่รู้ว่ามีโพเนกลีฟตั้งอยู่ในอราบัสต้า
หากเป็นไปได้ หลังจากที่โรบินอ่านและวิเคราะห์ข้อความบนโพเนกลีฟเสร็จ เขาก็ต้องการที่จะซ่อนมันเอาไว้ต่อไป
แม้ว่าจะมีความเป็นไปได้เพียง 1 ใน 10,000 ที่โพเนกลีฟจะตกไปอยู่ในมือของคนอื่นก็ตาม แต่มันก็เป็นสิ่งที่หลัวเหวินไม่ต้องการจะเห็น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลโลกที่คอยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธโบราณ และต้องการที่จะครอบครองพวกมันทั้งหมด
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ”
“เสี่ยวจิน!”
“แกว้ก!”
หลัวเหวินและโรบินซึ่งนั่งอยู่บนหลังของนกอินทรีทองคำ บินฝ่าขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนืออัลบาน่า เมืองหลวงของอราบัสต้า
จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงเช้าตรู่ ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายอ่อนล้ามากที่สุด หลัวเหวินก็มาถึงที่ตั้งของสุสานของราชวงศ์ จากนั้นเขาก็สั่งให้เสี่ยวจินค่อยๆ ลดระดับลงมาที่พื้น
ไม่ต้องพูดถึงความแข็งแกร่งของหลัวเหวิน โรบินมีความสามารถมากกว่าเมื่อพูดถึงการลอบโจมตี
หลังจากที่ทั้งสองแอบเข้าไปในพระราชวัง พวกเขาก็มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกตลอดทาง โดยหลีกเลี่ยงทหารรักษาการทุกคนที่พวกเขาพบ
ภายใต้การนำทางของโรบิน ทั้งสองก็ลอบเร้นมาถึงสุสานราชวงศ์ทางฝั่งตะวันตกของพระราชวัง
“ที่นี่แหล่ะ!”
โรบินเดินเข้าไปสำรวจเล็กน้อย จากนั้นเธอก็พบเข้ากับสวิตช์และเปิดประตูห้องโถง
“คลืน…”
เมื่อประตูถูกเปิด ฝุ่นคลุ้งก็โชยเข้าสู่จมูกของทั้งคู่
หลังจากที่ประตูห้องโถงถูกเปิดออกจนสุด สิ่งที่ดึงดูดสายตาของพวกเขาก็คือสภาพแวดล้อมที่มืดมิด
ในห้องโถงนั้นไม่มีแสงสว่างเลยแม้แต่น้อย แม้แต่เสงพระอาทิตย์ยามเช้าก็ยังส่องเข้าไปได้ไม่ถึง
“ระวังด้วยนะกัปตัน ฉันไม่เคยเข้าไปด้านในมาก่อน” โรบินหันไปพูดกับหลัวเหวิน
“อืม” หลัวเหวินพยักหน้า
เช่นเดียวกับสุสานของราชวงศ์อื่นๆ มันมักจะมีการวางกับดักเอาไว้มากมาย
ถึงแม้ว่าร่างกายของหลัวเหวินจะแข็งแกร่งมากก็ตาม แต่การระมัดระวังสิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งที่ควรทำ
ต่อจากนั้น ทั้งสองก็หันมามองหน้ากันและพยักหน้าพร้อม ก่อนจะพากันเดินเข้าไปด้านในห้องโถง
ภายในห้องโถงนั้นไปด้วยความรู้สึกที่เย็นชาและอึดอัด ความมืดที่ปกคลุมอยู่ภายในทำให้ไม่สามารถแยกแยะทิศทางได้เลย
โชคดีที่หลัวเหวินและโรบินเตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว ทั้งสองต่างหยิบคบไฟออกมาทันที
“ซิ!”
หลัวเหวินยื่นนิ้วออกมาเหนือคบเพลิงเล็กน้อย จากนั้นกระแสไฟฟ้าที่พุ่งออกมาก็ทำการจุดคบเพลิงให้ติดขึ้น
ด้วยแสงไฟจากคบเพลิง ในที่สุดทั้งสองก็มองเห็นบรรยากาศเล็กน้อยในห้องโถง
ทางเดินนั้นไม่กว้างมากเท่าไหร่ แต่ก็พอให้คนสองถึงสามคนเดินสวนกันได้
“ไปต่อกันเถอะ”
…