- หน้าแรก
- นางเซียนไร้เมตตา เช่นนั้นก็จงกลายเป็นเตาหลอมซะเถอะ
- บทที่ 33 ในเมืองเจียงหลิวมีแต่ตัวอะไรกันเนี่ย?
บทที่ 33 ในเมืองเจียงหลิวมีแต่ตัวอะไรกันเนี่ย?
บทที่ 33 ในเมืองเจียงหลิวมีแต่ตัวอะไรกันเนี่ย?
บทที่ 33 ในเมืองเจียงหลิวมีแต่ตัวอะไรกันเนี่ย?
เซียวอวี่ยืดอก หาบฟืนเดินตรงไปที่ประตูเมือง
เขามองทหารยามฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาหยอกล้อ บนใบหน้าแฝงไปด้วยความมั่นใจ
ที่ซ่อนถุงเก็บของของเขาน่ะ ต่อให้ทหารพวกนั้นมีตาเป็นสิบๆ ดวงก็หาไม่เจอหรอก
ส่วนหยกพรางปราณนั่น ก็ซ่อนไว้อย่างมิดชิดสุดๆ!
ขณะที่เขาหาบฟืนเดินเข้าไปหาทหารยามด้วยความมั่นใจ จู่ๆ ทหารยามคนนั้นก็ตัวสั่นงันงกเมื่อเห็นสีหน้าของเซียวอวี่
เซียวอวี่ยกยิ้มมุมปาก ฉีกยิ้มเป็นมิตร "ใต้เท้า~ เหนื่อยหน่อยนะขอรับ~"
จากนั้นเซียวอวี่ก็ทำตามคนก่อนหน้า ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือหัว
ทำหน้าตาแสดงความมั่นใจเต็มเปี่ยม พร้อมให้ตรวจสอบทุกซอกทุกมุม
แต่พอทหารคนนั้นเห็นสีหน้าของเซียวอวี่ ก็พูดตะกุกตะกักด้วยความลนลาน "คนต่อไป! คนต่อไป!!!"
เซียวอวี่ถึงกับหดคอลงทันที...
เขามองทหารที่ไม่มีทีท่าว่าจะตรวจค้นเขาด้วยความงุนงง
เอ๊ะ?
พี่ชาย~~!?
ทหารคนนั้นเห็นเซียวอวี่ยังไม่ยอมไป ก็ชักดาบออกมาทันที "ไอ้พวกตัดแขนเสื้อ ยังไม่ไสหัวไปอีก? อย่ามาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของข้านะโว้ย!"
เซียวอวี่รีบหาบฟืนเดินเข้าเมืองไปทันที
จะเดินเร็วมากก็ไม่ได้ เพราะถุงเก็บของมันซ่อนอยู่ในเป้ากางเกง...
ทหารพวกนั้นไม่แม้แต่จะตรวจค้น ปล่อยให้เขาเข้ามาง่ายๆ แบบนี้เลยรึ?
หมายความว่าไง ที่ด่าเขาว่าไอ้พวกตัดแขนเสื้อ?
เซียวอวี่อยู่ในนิกายสราญรมย์มาหนึ่งปี ย่อมรู้ความหมายของคำว่าตัดแขนเสื้อดี
ตัดแขนเสื้อ หมายถึงผู้ชายที่ชอบไม้ป่าเดียวกัน
ถ้าเป็นผู้หญิงที่ชอบผู้หญิงด้วยกัน จะเรียกว่าเล่นเพื่อน!
เดี๋ยวนะ... เมื่อกี้เขาก็ทำตัวปกติดีนี่นา แค่ยิ้มให้ทหารคนนั้นนิดเดียวเอง จำเป็นต้องด่ากันขนาดนี้เลยรึ?
เซียวอวี่เดินผ่านประตูเมืองเข้ามาในตัวเมือง
มองไปไกลๆ ก็เห็นตำหนักราชวังโอ่อ่า แสงไฟสว่างไสว
มองดูใกล้ๆ ก็เป็นถนนที่ปูด้วยหินชนวน
รถม้าขวักไขว่ ตลาดคึกคัก เสียงพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ร้องขายของดังไม่ขาดสาย
หลังคาซ้อนชั้น ชายคาโค้งงอน ศาลาทุกหลังตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงราวกับวิมานบนสวรรค์ โคมไฟสีแดงขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าประตูแกว่งไกวไปตามสายลม
โรงเตี๊ยมโรงน้ำชาส่งกลิ่นหอมอบอวล ลูกค้าเนืองแน่น
นี่เป็นครั้งแรกที่เซียวอวี่มาเยือนเมืองใหญ่โตขนาดนี้ เขารู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่น้อย
ขณะที่กำลังมองดูอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆ ก็มีชายหน้าขาวคนหนึ่งเดินเข้ามาหา
ชายคนนั้นมีแววตาเบิกบาน มุมปากยกยิ้ม เดินเข้ามาใกล้หูเซียวอวี่แล้วกระซิบเบาๆ "พี่ชาย~ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนในแวดวงเดียวกัน!"
พูดจบ เขาก็ล้วงก้อนเงินตำลึงออกมา ยื่นให้เซียวอวี่พร้อมกับส่งสายตาอย่างมีเลศนัย
แถมยังเอาพัดกระดาษในมือมาแตะที่คอเซียวอวี่ แล้วลูบเบาๆ
เซียวอวี่ถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว "ไสหัวไป!!!" (เสียงแตก)
ชายหน้าขาวคนนั้นชะงักไปชั่วครู่ พอตั้งสติได้ เซียวอวี่ก็หาบฟืนเดินหนีไปไกลแล้ว
เซียวอวี่รู้สึกสะอิดสะเอียนกับไอ้หนุ่มหน้าขาวคนนั้นจนแทบอ้วก
ตอนนี้เขาเริ่มจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างแล้ว
เขาหยิบผ้าขึ้นมาปิดบังใบหน้า แล้วมองไปรอบๆ ถนนด้วยสายตาเคร่งเครียด
มีผู้ชายจูงมือผู้หญิงเดิน มีผู้หญิงประคองผู้ชายเดิน
แล้วก็มี... ผู้หญิงโอบกอดผู้หญิงเดิน
แต่ที่พีคสุดคือ มีผู้ชายโอบกอดผู้ชายเดินด้วย!
เซียวอวี่รีบวิ่งไปหลบในที่ลับตาคน หยิบกล้องยาสูบขึ้นมาสูบด้วยความรู้สึกขนลุกขนพอง
เขาเหมือนจะลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไปเสียสนิท
เมืองนี้เคยถูกปกครองโดยนิกายสราญรมย์มาช่วงหนึ่งนี่นา ต้องรู้ด้วยนะว่าในนิกายสราญรมย์แทบจะไม่มีใครปกติเลย
บางครั้งพอหาคู่บำเพ็ญเพียรในสำนักไม่ได้ พวกเขาก็จะแอบหนีลงเขามาหาคนธรรมดาพวกนี้...
ผู้บำเพ็ญเพียรกับคนธรรมดามันต่างกัน พอเสร็จกิจพวกเขาก็เผ่นหนี
แต่คนธรรมดาบางคนกลับต้องมาทนทุกข์ทรมานกับโรคประหลาด แถมบางคนยังกลายเป็นพวกเสพติดอีกต่างหาก!
มีจำนวนไม่น้อยเลยล่ะ...
เขาเหมือนจะจำได้ลางๆ ว่าเคยมีคนเล่าให้ฟัง
ในนิกายสราญรมย์มีตาแก่ขั้นเลี่ยนชี่ (รวบรวมลมปราณ) อายุร้อยสามสิบปีคนหนึ่ง
ชอบเอาโอสถสราญรมย์ไปให้พวกหนุ่มๆ ในเมืองเจียงหลิวกิน แล้วก็ใช้วิชาเคล็ดมังกรนำทางทะลวงทุกด่าน...
ใครได้ยินเป็นต้องหวาดผวา!
เมื่อมองดูคนธรรมดาในเมืองเจียงหลิวที่พฤติกรรมสุดแสนจะพิลึกพิลั่น เขาก็ฟันธงได้เลยว่าเมืองนี้ต้องมีพวกชอบไม้ป่าเดียวกันอยู่เต็มไปหมดแน่ๆ
ขณะที่เขากำลังสูบกล้องยาสูบเพื่อระงับความสะอิดสะเอียนอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็เห็นขอทานแก่ๆ คนหนึ่งพุ่งเข้าไปหาสุนัขตัวผู้ข้างถนน
"เอ๋ง~! โฮ่งๆๆๆ~!!!"
เสียงหมาเห่าดังลั่นไม่ขาดสาย
เซียวอวี่ถึงกับเผ่นแน่บ ภาพอันน่าสะพรึงกลัวแบบนี้ ต่อให้เป็นเขาก็รับมือไม่ไหว
ขืนดูของพรรค์นี้ต่อไป ต้องเป็นฝันร้ายแน่ๆ...
เซียวอวี่เดินลัดเลาะไปมาหลายซอกหลายซอย จนมาถึงตลาดแห่งหนึ่งที่ดูปลอดภัย
เขามองผู้ชายรอบตัว พยายามรักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยอย่างเต็มที่
เวรเอ๊ย...
ความรู้สึกแบบนี้มันอธิบายยังไงดีล่ะ?
ก็เหมือนกับตอนที่กำลังไถคลิปวิดีโอสั้นเพลินๆ แล้วจู่ๆ ก็ไปเจอคลิปผู้ชายสองคนกำลัง...
ภาพนั้นมันติดตาจนทำให้เขาช็อกไปครึ่งปีเลยทีเดียว
คิดไม่ถึงเลยว่าเมืองเจียงหลิวเล็กๆ แห่งนี้ จะอันตรายขนาดนี้!
คิดไปคิดมา เขาก็ลองใช้จิตสัมผัสติดต่อกับหลี่ชิงอวิ๋นที่อยู่ในน้ำเต้าหยกบริสุทธิ์ดู
หลี่ชิงอวิ๋นตอบกลับมาว่า "นายท่านอย่าอยู่ทางเหนือของเมืองเลยเจ้าค่ะ เพราะทางเหนือมันอยู่ใกล้นิกายสราญรมย์ เมื่อก่อนคนธรรมดาแถวนั้นโดนกระทำย่ำยีมาเยอะแล้วเจ้าค่ะ!"
"ทางใต้ของเมืองยังพอปกติดีอยู่หน่อย บ้านข้าน้อยก็อยู่ทางใต้เจ้าค่ะ แต่ทางนั้นเหมือนจะมีผู้บำเพ็ญเพียรของสำนักเสวียนหลิงอยู่ด้วย!"
เมื่อเซียวอวี่ได้ยินว่าทางใต้มีผู้บำเพ็ญเพียรสำนักเสวียนหลิงอยู่ เขาก็ทำหน้าครุ่นคิด
"ยังไม่ไปทางใต้ดีกว่า... ข้าขอหาที่สืบข่าวสักหน่อยก่อน ว่างเมื่อไหร่ค่อยไปบ้านเจ้าก็แล้วกัน!"
หลี่ชิงอวิ๋นพยักหน้ารัวๆ "เจ้าค่ะนายท่าน นายท่านระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ~!"
หลังจากเปลี่ยนชุด เซียวอวี่ก็เดินมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกของเมือง
ตามท้องถนนมีทหารเดินตรวจตราอยู่ไม่น้อย
และทุกๆ ทางแยก เซียวอวี่จะสังเกตเห็นคนแต่งตัวคล้ายผู้บำเพ็ญเพียรยืนดูลาดเลาอยู่บนหลังคา
หลังจากเดินวนไปวนมา เขาก็มาเจอกับโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่มีลูกค้าแน่นขนัด
ภายในโรงเตี๊ยมผู้คนพลุกพล่าน เสียงพูดคุยดังจอแจ
โต๊ะเก้าอี้ถูกจับจองจนเต็ม แทบจะไม่มีที่ยืน
เซียวอวี่กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วเลือกที่นั่งมุมลับตาคน
สั่งเหล้ามาสองตำลึงกับเนื้อแห้งจานหนึ่ง แล้วก็เริ่มเงี่ยหูฟังบทสนทนาของโต๊ะข้างๆ
เห็นผู้ชายสี่คนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ แต่งตัวเหมือนพวกบัณฑิต
ผู้ชายคนหนึ่งถือพัดไม้ไผ่ ค่อยๆ หยิบห่อกากอ้อยออกมาแช่ในถ้วยน้ำชาอย่างช้าๆ
"กากอ้อยชิ้นนี้ คือสิ่งที่หญิงคนรักของข้าเคี้ยวแล้วคายทิ้งไว้สมัยตอนข้ายังเด็ก ข้าเก็บรักษามันมานานถึงห้าปีเต็ม! ทุกครั้งที่ข้าคิดถึงนาง... ข้าก็จะเอามันมาแช่ในน้ำชา แล้วค่อยๆ ลิ้มรส!"
"สิ่งที่ข้าคิดถึง ไม่ใช่รสชา แต่เป็นหญิงสาวที่ทำให้ข้าปวดใจต่างหาก~"
ชายหนุ่มอีกคนได้ยินดังนั้น ก็ค่อยๆ หยิบผ้าเช็ดหน้าขาดๆ ออกมาจากอกเสื้อ
ทำหน้าตาหล่อเหลาพลางพูด "ของชิ้นนี้ก็เป็นของใช้ส่วนตัวของหญิงคนรักข้าเหมือนกัน ทุกครั้งที่ข้าเศร้าใจ ข้าก็จะเอามันมาปิดหน้า ให้ความรู้สึกเหมือนนางกำลังซบอิงแอบอยู่ข้างกาย... ช่างมีความสุขเหลือเกิน~"
เซียวอวี่คิ้วกระตุกยิกๆ คนในเมืองเจียงหลิวพวกนี้มันตัวอะไรกันเนี่ย
ทำไมแต่ละคนถึงได้ทำตัวต่ำตมยิ่งกว่าเขาอีก...
เซียวอวี่รู้สึกสะอิดสะเอียนจนถึงขีดสุดเมื่อมองดูผู้ชายที่เอากากอ้อยชิ้นเล็กๆ มาแช่น้ำชา
เขาคิดมาตลอดว่าตัวเองโรคจิตพอตัวแล้ว แต่เมื่อเทียบกับพวกบัณฑิตพวกนี้ เขายังห่างชั้นอยู่อีกเยอะ!
มิน่าล่ะคนถึงบอกกันว่าพวกเขียนหนังสือน่ะไม่ใช่คนดี วันนี้เขาได้เห็นกับตาแล้ว!
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ เขาก็เห็นผู้ชายสองคนสวมเสื้อคลุมยาวที่ดูเหมือนผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเลี่ยนชี่ (รวบรวมลมปราณ) เดินเข้ามา
ดูจากการแต่งกาย น่าจะเป็นคนของสำนักเสวียนหลิง
"เสี่ยวเอ้อ ขอเหล้าหอมเจียงหลิวชั้นดีหนึ่งป้าน! แล้วก็เนื้อเป็ดสองจาน!"
หลังจากสั่งอาหารเสร็จ ทั้งสองคนก็เริ่มคุยกัน
เซียวอวี่นั่งหันหลังให้พวกเขาพอดี
เขากินไปพลางเงี่ยหูฟังไปพลาง
"จะว่าไปแล้ว เสิ่นเมิ่งหยาแห่งสาขาย่อยสำนักหยกบริสุทธิ์นี่ก็เหลือเกินจริงๆ นางมีสิทธิ์อะไรมาสั่งการสำนักเสวียนหลิงของเรา? เรื่องที่สำนักหยกบริสุทธิ์สาขาหลักถูกทำลายมันเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วย?"
"ไป๋เยว่นั่นไม่รู้จักเจียมตัวไปท้าประลองกับเจ้าสำนักนิกายสราญรมย์ สู้แพ้จนสำนักแตกแล้วจะมาโทษพวกเราได้ยังไง?"
"แล้วมีสิทธิ์อะไรมาส่งนังแพศยาเย่จื่อโหรวมาแบ่งเสบียงของเรา?"
อีกคนรีบพูดห้าม "เบาๆ หน่อยสิ ขืนพวกผู้หญิงพวกนั้นได้ยินเข้าจะซวยเอา ข้าว่านะ เสิ่นเมิ่งหยาอาจจะไม่ได้อยากแก้แค้นให้ไป๋เยว่จริงๆ หรอก นางคงอยากฉวยโอกาสหาผลประโยชน์มากกว่า! เย่จื่อโหรวจึงถูกนางส่งมาเพื่อฮุบของ..."
"แต่ว่า... เย่จื่อโหรวไม่ใช่ลูกศิษย์ของไป๋เยว่หรอกรึ? ทำไมตอนนี้ถึงไปนับถือเสิ่นเมิ่งหยาแห่งสาขาย่อยสำนักหยกบริสุทธิ์เป็นอาจารย์ล่ะ?"
คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามตบโต๊ะดังปัง "เฮ้อ~! นี่เจ้ายังไม่รู้สินะ? เสิ่นเมิ่งหยากับไป๋เยว่เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกัน ข้าได้ยินมานานแล้วว่าสองคนนี้ไม่ค่อยถูกกัน ตอนนี้ไป๋เยว่สิ้นท่าแล้ว เสิ่นเมิ่งหยาก็เลยตั้งตัวเป็นเจ้าสำนักหยกบริสุทธิ์เสียเองเลย!"
"ตอนนี้เสิ่นเมิ่งหยาใช้ข้ออ้างแก้แค้นให้ไป๋เยว่ เรียกตัวศิษย์สำนักหยกบริสุทธิ์ที่กระจัดกระจายอยู่ข้างนอกมารวมกันได้พันกว่าคนแล้ว รวมกับคนของสาขาย่อยนางอีกพันคน ข้าว่าตอนนี้จำนวนคนคงเกือบจะเท่ากับสำนักหยกบริสุทธิ์สาขาหลักในตอนนั้นแล้วล่ะ!"
เซียวอวี่ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว ยกจอกเหล้าขึ้นดื่มด้วยสีหน้าครุ่นคิด
มองดูไป๋เยว่ในห้องพิพากษา เขาก็พอจะเดาเรื่องราวออกแล้ว
บางทีที่เย่จื่อโหรวหักหลังไป๋เยว่ ก็อาจจะเป็นเพราะเสิ่นเมิ่งหยาเป็นคนยุยงก็ได้ ใครจะไปรู้ว่ามีความลับอะไรซ่อนอยู่อีก
ในตอนนั้นเอง สองคนข้างหลังก็เริ่มคุยกันอีกครั้ง "ไอ้เรื่องเข้าเวรยามทุกวันนี่ก็น่าเบื่อชะมัด พวกเราเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียร ทำไมต้องมาปกป้องคนธรรมดาพวกนี้ด้วย? ถ้าพวกเราพักผ่อนไม่เพียงพอ เวลาต่อสู้จริงๆ จะไม่แย่กว่าเดิมรึ?"
"อืม... ก็ทำเพื่อรักษาภาพพจน์ไงล่ะ เพราะพวกเราเป็นสำนักฝ่ายธรรมะ ก็เลยต้องทำตัวปกป้องคนธรรมดา..."
"ประสาทจริงๆ สมัยนี้มีผู้บำเพ็ญเพียรคนไหนบ้างล่ะที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางเซียนเพื่อมาปกป้องพวกมดปลวกพวกนี้? ข้าว่านะ ตาแก่ขั้นหยวนอิง (ก่อกำเนิดวิญญาณ) นั่นคงกำลังรวบรวมพลังศรัทธาของคนธรรมดาพวกนี้ไปหล่อเลี้ยงของวิเศษอะไรสักอย่างแน่ๆ! บ้าบอที่สุด!"
"ช่างเถอะ เลิกพูดเรื่องนี้ดีกว่า เดี๋ยวต้องไปที่วัดหลิงกวงอีก! ไปดูสิว่าจะขอให้หลวงจีนอัคคีสร้างอาวุธวิเศษไว้ป้องกันตัวให้พวกเราสักชิ้นได้ไหม!"
เซียวอวี่ได้ยินดังนั้นก็ค่อยๆ ลุกเดินออกไป หลวงจีนอัคคีอยู่ที่วัดหลิงกวงสินะ...
ทีนี้ก็ไม่ต้องไปงมหาตามวัดทีละแห่งแล้ว
ขณะที่เขากำลังคิดจะไปหาหลวงจีนอัคคี เขาก็เหมือนจะมองเห็นอะไรบางอย่าง
ข้างหน้านั่นเหมือนจะมีคนหัวล้านแฮะ?!
แต่ไม่ใช่คนหัวล้านแบบที่เขาคิด
กลับเป็นแม่ชี... แม่ชีที่ขนตายาวงอน รูปร่างอวบอึ๋มสุดๆ!
เซียวอวี่ถึงกับมองตาค้าง
ถึงนางจะไม่มีผม แต่มันก็ไม่อาจปิดบังใบหน้าอันงดงามของนางได้เลย
สุดยอด!
นี่มันของดีระดับพรีเมียม!!!
เห็นแม่ชีคนนั้นถือลูกประคำหลายเส้น พูดกับชาวบ้านผู้หญิงที่เดินผ่านไปมาว่า "สีกา ลูกประคำโพธิ์เก้าวิญญาณนี้ ราคาเพียงทองคำสามตำลึงเท่านั้น! พกติดตัวไว้จะช่วยหนุนนำโชคลาภนะ!"
ผู้หญิงคนนั้นขมวดคิ้วทันที "ทองคำสามตำลึง? นี่ท่านปล้นกันรึไง!"
แม่ชีประนมมือ ก้มหัวลงช้าๆ "อมิตาภพุทธ... คนออกบวชไม่พูดปด!"
"ใครจะไปเชื่อคำพูดของเจ้า หึหึ สมัยนี้แม่ชีก็ออกมาหลอกเอาเงินคนอื่นแล้วรึ? ไม่อายบ้างเลยหรือไง!!!"
พูดจบ ผู้หญิงคนนั้นก็เดินจากไป
เซียวอวี่เห็นดังนั้นก็รีบเดินเข้าไปหา ทำท่าทางเหมือนคนเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา "แม่ชี... ขอให้ข้าดูลูกประคำนั่นหน่อยได้หรือไม่?"